641015_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กรรมเป็นอันทำ อย่ามาทำบาปบนแผ่นดินพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข16 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

641015_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กรรมเป็นอันทำ อย่ามาทำบาปบนแผ่นดินพุทธ https://www.boonniyom.net/50673.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1EKMvtBEXcsKGrgH7lnNa_6Xet1fJxapNE69dIwCA5hA/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1xP3R4rzgj3xHX7mu8jMCiK9Kxfcr2tEy/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/8FcaJtE-Vb/ และ https://youtu.be/LL7JPFNbrBc

สมณะเดินดิน... วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก มีพวกเราส่วนหนึ่งไปช่วยขายอาหารเจที่อุทยานบุญนิยม มี ผวจ.อุบลฯ คนใหม่มาเยี่ยมร้าน ท่านบอกว่า กินเจตามเทศกาลมาหลายสิบปี ท่านถามว่าปีนี้คนมากินลดลงไปเยอะไหม พวกเราก็ว่า ลดลงไป ประมาณ 90% พวกเราก็ว่าพอดีแล้วเพราะต่างคนต่างกลัวติดโควิด และเป็นการดีที่พวกเราไม่ต้องยกพลไปกันมากมาย แต่ช่วยกันทำอาหารอยู่ที่วัดแล้วส่งไปได้ เป็นความลงตัวอย่างหนึ่ง จากคนไปร่วมกัน 400 คน เหลือไปกันแค่ 70 คนก็ลงตัว พ่อครูว่า... SMS วันที่ 13-14 ต.ค. 2564

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อโศกไม่ได้ห้ามใครสึก แต่สมณะอโศกตั้งใจบวชไม่สึก _ธนาพัฒน์ สมานชัย : อธิบายคำว่านันทิหน่อยครับ / อ้าว สมณะในสายพ่อท่านนี่บวชห้ามสึกไม่ใช่หรอครับ / พ่อครูว่า...คนมาบวชตั้งใจจะไม่สึกแต่ไม่ได้ห้ามใครไม่ให้ใครสึก ทุกคนที่มาบวชในพวกเรา มาบวชไม่ได้เหมือนทางโลกีย์ทางเถรสมาคมที่ตั้งใจบวชแค่ 15 วัน 30 วัน บวช 3 เดือน ปีหนึ่ง อะไรก็แล้วแต่ เล่นๆหัวๆ อยากบวชเมื่อไหร่ก็บวช อยากสึกเมื่อไหร่ก็สึก ซึ่งไม่จริงจังเลย อยากจะสวมชุดเหมือนสวมชุดลิเก อยากจะเป็นพระราชา เป็นเจ้าชาย ก็แต่งชุดและเป็นเลย แล้วก็ถอดชุดออกก็เป็นคนทั่วไปอะไรอย่างนี้ ซึ่งมันก็เลยกลายเป็นของเล

อ่านต่อ

่น ไม่รู้สึกว่าจริงจัง ชุดจีวรพระพุทธเจ้านี้ ใครที่ได้แต่งเข้าจริงๆเข้าพิธีบวชแล้ว พ่อแม่กราบเลยนะ ทันที จะว่าไปแล้วแม้แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ต้องกราบไหว้เลย ไม่ใช่เรื่องเล่น แต่เขาไปทำเป็นเรื่องเล่นเป็นของเล่นซะ มันก็เลยหมดความศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่มนุษย์ต้องอาศัย มันไม่จริงจัง ไม่เป็นขั้นเป็นตอน เป็นสิ่งอะไรที่ควรจะต้องยกไว้ ก็ไม่เป็นกลายเป็นสิ่งเล่นปนกันไปหมดกลายเป็นไม่เป็นสัจจะมันก็เลยไม่ดี พวกเราไม่ได้เคยห้ามใครสึก แต่ว่ามาบวชเป็นผู้ที่มีปัญญาเห็นจริงว่าทางนี้เป็นทางรอดทางที่พระพุทธเจ้าพาเป็น แม้แต่พระพุทธองค์ก็มาเป็นอย่างนี้แม้ที่สุดแห่งชีวิต หมดอัตภาพ ปรินิพพานเป็นปริโยสานเลย ส่วนคำว่า นันทิ คือ ความยินดี ความยินดีที่มันเป็นเชิงของอารมณ์ มันไม่เหมือนฉันทะ ฉันทะแปลว่าความยินดีที่กลางๆที่สุด แต่นันทิ จะมีความเพลิดเพลิน ผสมผสานราคะ รื่นเริงบันเทิงใจด้วย ซึ่งมีคำแทนคำว่ายินดีมากมาย ศึกษาพยัญชนะให้สำคัญแล้วจะค่อยๆฝึกฝนได้สภาวะ แม้พยัญชนะจะไม่ตรงกันทีเดียวแต่ขอให้แม่นในสภาวะก็แล้วกัน

_บุญเทียน อินทร์สำราญ 1 .หนังสือที่ได้รับชื่อ เปิดยุคบุญนิยม เล่ม2 2. ประโยชน์ที่ได้รับ ยังอ่านไม่จบครับอ่านยากมันเข้าใจช้าครับ 3. การปฎิบัติธรรม หยุดกินเนื้อครับได้หลายเดือนแล้วครับ 4. ข้อเสนอแนะ ผมยากได้ข้อปฎิบัติประจำวันที่อยู่บ้านครับ เปิด tv ดูทุกอย่างทั้งวันครับดูบ้างทำงานด้วย ฟังพ่อท่านตลอดครับ

_ใจแกร่ง จนจริงจริง : ถ้าพระให้พรเรื่องร่ำรวยไม่มีความทุกข์ได้จริง..พ่อแม่พี่น้องพระ.รวยก่อนใครเลย.. พ่อครูว่า...ก็ต้องให้พ่อแม่พี่น้องพ้นทุกข์ ความรวยไม่เกี่ยวกับความสุขความทุกข์มันเป็นอุปาทาน จะรวยจะจน จริงๆแล้วค่อนมาทางจนต่างหากที่จะพ้นทุกข์ มากกว่าไปรวย ไอ้รวยนั่นมันเป็นทุกข์ มาจนจะพ้นทุกข์ได้มากกว่ารวย มาศึกษาให้ดีๆคงจะไม่ง่าย ขออภัยที่จะต้องกล่าวว่า ศาสนาใดๆก็ตรัสรู้ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า สุดยอดแล้ว พระพุทธเจ้าเคยเป็นเทวนิยมมาก่อน ก่อนจะมาเป็นอเทวนิยมหรือเป็นพระพุทธเจ้า อย่างเทวนิยม แขนงเดียว แต่ของพระพุทธเจ้าเป็น 2 แขนง เช่น พระพุทธเจ้าจะเกิดนิรันดรก็ได้ แต่ยิ่งกว่านั้นตายสูญนิรันดร จริงยิ่งกว่า อันนี้ก็ไม่ง่ายที่จะรู้จักได้ง่าย ก็ค่อยๆศึกษาไป

_ใบฟ้า ธัมทะมาลา : กราบเรียนเสนอท่านสมณะและท่านสิกขมาตุ กรุณากดสันหน้ากากอนามัยใหัแนบสันจมูกจริงๆจะกระชับไม่ขยับลงเวลาพูดจะดูเรียบร้อยง่ายงามค่ะ กราบขอบพระคุณ กราบนมัสการค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ศึกษาพยัญชนะระวังจะติดยึดในความรู้มาก _ใบฟ้า นาวาบุญนิยม : ศ.15ตค.2564 6.20น.กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าฯ กราบขอพิจารณาและขยายความตามสมควรค่ะ "7 คำสอนอมตะ" ชุดที่ 1 1."แม้เราจะไม่ได้รับความจริงใจจากใคร ก็ขอให้เราจริงใจให้จริง โลกก็ชื่อว่ามีความจริงใจนี้อยู่" 2."โลกทั้งโลกคือเรา" 3."สุข-ทุกข์"คือกระดาษแผ่นเดียวที่มี 2 หน้า 4."สวรรค์ก็คือนรก" 5."ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ" 6."อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้" 7."สุทธิเยว สกลโลเกสุ สัพพมาวสาเน ชิเนติ" พ่อครูว่า...เท่าที่ดู ข้อ 1-5 สงสัยคุณใบฟ้าจะยาว ไม่จบง่ายๆ อันนี้อาตมาขอแวะพูดตรงนี้ว่า ผู้ที่ติดความรู้จะติดอย่างนี้ ขออภัยที่ยกตัวอย่าง เช่น สมเด็จพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ท่านรู้สึกติดยึดในความรู้มาก ชื่นชมชมชอบในความรู้อันไม่มีที่สิ้นสุด แล้วไอ้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดก็จะเป็นโลกจินตา มันจะขยายความไปได้อีกหมด วน จนกระทั่งตัวเองจะลืมต้น พอมาเป็นปลายก็นึกว่าตัวเองไม่ได้พูด ก็จะหมุนวนยาวไปเรื่อยๆ กลายเป็นดาวหาง ที่หมุนรอบจักรวาล มันจะไม่จบสักที อาตมาเคยพูดติงๆท่านอยู่ว่า รู้จักสรุปซะ เข้ามาหาตัวเรา เราไปหลงพวกนี้มันจะยาวไปเรื่อยๆ ความรู้นี้เป็นตัวยาวมาก โลกจินตา มันจะไม่มีทางจบง่ายๆ ขอพาดพิงไปถึงท่านเพาะพุทธอีกคน จะมีจริตคล้ายๆท่านพุทธโฆษาจารย์ จริตขยายไปเยอะ จำพุทธพจน์ได้มาก สอนอยู่ก็มาก ทรงจำขึ้นใจได้มาก แต่ไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้ ข้อ 7 เป็นบาลีร้อยกรองแปลจากภาษาไทยคือ ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด พอไปเป็นบาลีจะได้อีกหลายสำนวนเลย ก็จะหลงพยัญชนะพวกนี้ เป็นคำร้อยกรอง ไพเราะ จนกระทั่งออกนอกความหมายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความหมายผิดเพี้ยน จนกลายเป็นกลองอานกะ ที่มันไม่มีของเก่าแล้ว กลายเป็นคำร้อยกรองภาษาใหม่ความหมายใหม่ อันนี้ก็เป็นพิษภัย ต้องระวังสังวรให้ดี

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พ้นทุกข์พ้นสุขได้ต้องมีปัญญาแยกกายแยกจิตเป็นลำดับ พ่อครูว่า… อจินไตย 4 พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน . วิบากแห่งกรรม ความคิดเรื่องโลก (จักรวาล เอกภพ) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 77) พระพุทธเจ้า รู้แจ้งจบเรื่องฌานเรื่องกรรมวิบาก หรือก็รู้จักโลกจินตา หรือที่โลกเขาคิดได้สารพัดนับไม่จบ ไม่มีจบ ใครจะไปหลงที่โลกจินตา ก็ไม่มีวันจะจบได้ ต้องตีกรอบเข้ามาที่อัตตา ที่ตัวเองศึกษาขันธ์ 5 รู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยเฉพาะเจาะจงไปที่เวทนา เป็นกรรมฐานสำคัญ เวทนา เช่น พระพุทธเจ้าสอน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม กายเป็นตัวต้นที่จะต้องรู้คำว่ากาย เป็นภาวะ 2 กาย กายไม่ใช่ 1 อันนี้ไม่ใช่รู้กันได้ง่าย แต่ชาวพุทธได้ผิดเพี้ยนมานาน กาย กลายเป็นภาษาไทยอย่างสนิทแปลกันว่าเป็นสรีระ body ไม่เกี่ยวกับจิต ไปอย่างนั้นเลยเป็นมิจฉาทิฐิเรียบร้อย เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ง่ายที่จะรู้ว่า กายนี้ ไปเข้าใจว่าสรีระอย่างเดียวหรือเข้าใจแต่เพียงจิต หรือจิตสำคัญกว่านอกด้วยในคำว่ากาย หากเพี้ยนผิดไป ก็หมดหวังที่จะบรรลุอรหันต์ สักกายทิฏฐิ เป็นข้อแรกในสังโยชน์ 10 จะต้องเรียนรู้กายของสัจจะ ให้เรียนรู้ของเรา ต้องเรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ ใครปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่พ้นสักกายทิฏฐิ ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าไปไม่ออกแน่นอน คำว่า กาย คำนี้ยิ่งใหญ่มากเลย ในศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าจึงได้สอนอุปัชฌาย์ทุกองค์ กำชับกำชาให้แยกกายแยกจิต เมื่อเริ่มบวช บวชแล้วก็ต้องให้อุปัชฌาย์ให้นิสสัย 4 และมูลกรรมฐาน 5 ต้องอธิบายให้เข้าใจเลยว่ากรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จะเอาตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ เอามาขยายความ เอามาอธิบายให้เห็นว่า ความเป็นธรรมนิยาม 5 อยู่ในพวกนี้ เมื่อใดมันเป็นกาย เมื่อใดมันไม่เป็นกาย แยกให้ออกเมื่อมันไม่เป็น กาย มันเป็นอย่างไร และกาย มันต่างจากเวทนาอย่างไร เวทนาต่างจากจิตอย่างไร ต่างจากกรรม ต่างจากธรรมะอย่างไร ในความหมายของธรรมนิยาม 5 ที่เป็นความตรัสรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นักวิทยาศาสตร์โลกทุกวันนี้ยังเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ อาตมาเข้าใจ นำให้พวกเราศึกษาจนพวกเราเข้าใจได้ ปฏิบัติสำเร็จ จึงเกิดพระอาริยะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ได้ แต่ก็ยังมีลึกซึ้งเข้าไป เป็นอจินไตย ไม่ใช่แค่คิด เพราะฉะนั้นใครรู้อัตตาตัวเองแค่ไหน อ่านแยกธรรมนิยาม 5 นี้ได้ แยกอาการจิตให้เป็นอุตุ ให้เป็นพีชะได้ โดยการกระทำด้วยกรรม ด้วยรู้ว่าอย่างที่เราเข้าใจคือ โลกียะ แยกออกได้เป็นโลกุตระหรือแยกได้เด็ดขาดเป็นโลกุตระสมบูรณ์แบบ คุณก็ทำจนสามารถแยกเป็นพีชะ อุตุได้ จริงๆ ตั้งแต่เป็นๆ เป็นวสวัตตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ตั้งแต่ตอนเป็นๆ ทำจิตนิยามให้เป็นอุตุนิยามได้ เช่น เราเองไปติดในโลก ไปหมุนเกี่ยวเกาะทุกข์สุข ต้องมีชีวิตชีวาอยู่กับมัน ถ้าขาดมันก็แห้งเหี่ยว ในเรื่องของอบายมุขเป็นต้น คุณก็ต้องเรียนรู้จิตที่มันไปหลงใหล ติดยึดสุขทุกข์เป็นภาวะ 2 เป็นชีวิตชีวา คุณต้องแยกจิตที่มันเป็นสุขเป็นทุกข์ ที่จริงมันแยกไม่ออกหรอกสุขกับทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไรบอกว่าความสุขความทุกข์ยอดนักมายากลแยกไม่ออกเหมือนกระดาษแผ่นเดียว แยกอย่างไรก็แยกไม่ออก เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะไม่เอาต้องไม่เอาทั้งสุขและทุกข์ ก็ต้องเข้าใจอารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็มีวิธีทำไม่สุขไม่ทุกข์ได้เป็น 2 แบบอีกนั่นแหละ แบบวิธีแบบสมถะเขาก็ทำได้ แต่มันไม่ถาวร มันไม่สามารถที่จะแยกสุขแยกทุกข์ได้ ก็ทำอย่างไร ก็ดับตัวใดตัวหนึ่งดับสุขก็ดับทุกข์ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ง่ายขึ้น อย่าไปดับความสุขมันยากให้ดับความทุกข์นั่นแหละ ไม่มีใครอยากได้อาการอารมณ์แห่งความทุกข์ ดับตัวนั้นแหละ อาการมันมีมาก็เรียนรู้เข้าไปในขันธ์ 5 “กรรมฐานแท้อยู่ที่เวทนาสุขทุกข์ มันมีความจริงกับความไม่จริง ความจริงคือความไม่มี ความมีคือความไม่จริง” ผู้ที่ทำได้สำเร็จ ความมีมันหลอกเราว่าไม่มีต่างหากมันจริงกว่า เพราะฉะนั้นทำสภาพความสุขความทุกข์ให้ไม่มีให้ได้ ไม่มีอย่างสมบูรณ์แบบของพุทธเจ้าก็คือ เรียนรู้อาการที่ไปเสพรส นั่นคืออวิชชาหรือกิเลส เรียนตั้งแต่หยาบ กามภพ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มันยังมีรสอร่อยของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจนหมดความหยาบเหลือภายในเป็น รูปราคะ อรูปราคะ ก็เรียนให้ละเอียดเข้าไปอีก ที่อาตมาพูดตรงนี้มันไม่ใช่ว่าได้ทันที คนจะทำไม่ได้ทันที ตนเองต้องมีกามก่อน ถึงได้เข้าใจว่า รูปที่ติดยึดเป็นอย่างนี้ถึงจะไปล้างตัวเองออก นิ่งสนิทอยู่อย่างนี้ คอยดับเหตุมันไปเรื่อยๆ ที่มันตายไม่ได้ไปตายเพราะกดข่มหรือทำลืม ไม่ใช่ แต่มันมีเหตุที่จะเรียกว่าไวรัสของจิตวิญญาณก็ได้ เชื้อที่เล็กละเอียดที่สุด แล้วเรียนรู้ให้ได้ว่า เอ็งอย่ามาแหยมหน้า ความฉลาดที่รู้ทัน รู้ทันตัวอวิชชา ตัวไม่ใช่ปัญญาเป็นตัวโง่ สมณะเดินดิน... สิ่งที่ยากคือ สุขทุกข์ที่มันแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พ่อครูว่า... อันเดียวกัน นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ พ่อครูว่า... ใช้คำพูด พูดไม่หมด พูดไม่ครบ ต้องปฏิบัติเอง เราต้องรู้ว่าลักษณะของกิเลสหยาบ มันเป็นอย่างไร กิเลสหยาบ มันจะแพ้ความฉลาดที่เรียกว่าปัญญา ไม่มีอะไรที่จะไปฆ่ากิเลสได้ ฆ่าได้จริงๆคือวิชชาคือความรู้ เป็นธาตุรู้ที่รู้เหนือชั้น เรียกว่าโลกุตรจิต พอรู้แล้วตัวกิเลส ท่านเรียกอีกภาษาหนึ่งว่า มาร พอรู้ทัน มาร มันรู้ตัวว่าเรารู้มันก็หายวับเลย อันนี้ก็ลึกซึ้งเป็นสัจจะที่คิดไม่ออก แต่ผู้ที่มีสภาวะจริง มีปัญญาจริงแล้ว มารไม่กล้ารอหน้า ไม่กล้าเข้าใกล้ หากมันรู้ว่า ผู้มีปัญญาเห็นมัน มันรีบหายวับไปเลย นี่ใช้พยัญชนะภาษาอธิบายสภาวะได้เท่านี้ พระไตรปิฎกเล่ม 15 อาฬวิกาสูตร โสมา โคตมี และอีกหลายรูป ใช้ภาษาแทนสภาวะได้เท่านี้ ปฏิบัติตัวเอง พยายามศึกษาประพฤติแล้วจะได้พบความจริงที่ว่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก คนไหนบรรลุสภาวะพวกนี้จริง ก็จะเป็นผู้ที่บรรลุแล้วจะเห็นได้ว่า มันแกล้งเอาไม่ได้ มันพยายามเสแสร้งเอาไม่ได้เลย ยังไงก็ไม่เหมือน ยังไงก็ไม่ใช่ ต้องเป็นให้ได้จริงแล้วจะเป็นจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่สุดยอด ไม่มีอะไรที่จะมาขยายความ มาอธิบายได้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พ้นอจินไตยฌานวิสัยต้องไม่ปฏิบัติแบบหลับตา พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นใน อจินไตย 4 ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเรา จึงจะต้องเรียนรู้ตั้งแต่กรรมวิบากนี่เป็นตัวจริง ต้องสรุปลงที่กรรมและวิบาก เป็นสภาวะ 2 คือเหตุและผล กรรมเป็นเหตุ วิบากคือผล ต้องเรียนรู้เหตุและผลเป็น 2 อย่าง ใช่พยัญชนะว่าเหตุและผล มี 2 สภาพ สรุปแล้วก็คือเรียนสภาพ 2 เรียนรู้สิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน เหตุกับปัจจัยก็เป็น 2 และเหตุปัจจัยจะต้องมีที่จบ ท่านก็สรุปลงไปที่กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท ข้อ 11, 12 ตั้งแต่อวิชชาถึงภพชาติ ผู้ใดไม่มีความรู้เรียกว่าวิชชาก็เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่สังขาร สังขารมีวิญญาณเป็นปัจจัย ก็ต้องมาแยกเรียนวิญญาณให้ได้ โดยแยกเป็น 2 คือนามรูป เพราะฉะนั้น นามรูป หรือ สภาวะ 2 นี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุด ถ้าเรียนรู้นามรูปได้ เรียนรู้วิญญาณได้หมด แยกเหตุปัจจัยที่มันเอามาปรุงแต่งสังขารหรือเป็นเวทนา เวทนากับสังขารมันก็เนื่องอันเดียวกัน อยู่ในสถานะของสังขารก็หยาบ พอไปถึงสถานะของเวทนาก็ละเอียด ก็ศึกษาที่เวทนา เป็นตัวกรรมฐานหลักของศาสนาพุทธ ส่วนกรรมฐานที่เป็นกสิณ 40 ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิของอรรถกถาจารย์ ยังไปหลงสมถะ แม้แต่เอาพุทโธเป็นกรรมฐานยังเป็นแบบเดียรถีย์ ยังไม่เข้าเกณฑ์ของศาสนาพุทธ ยังแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธอยู่ทั้งนั้น พวกเทวนิยมยังต้องไปนั่งหลับตา เพ่งสมถะอยู่ อาตมาว่าน่าจะตื่นได้แล้ว อันนั้นมันเป็นโมฆะของศาสนาพุทธ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลก ตรัสรู้ ก็รื้อขนพวกเดียรถีย์ เสร็จแล้วศาสนาพุทธไม่ได้เสื่อมไปในครึ่งพุทธกาล เสื่อมไปหมดเป็นเดียรถีย์ไปหมด เมื่ออาตมาอธิบายความจริงที่ตรงกันข้ามที่เขารู้จัก ที่เขายึดถือเข้าใจว่าถูก ซึ่งมันก็จริง อาตมาก็บอกว่านั่นมันผิด ที่คุณเข้าใจว่าถูกนั้นมันผิด อย่างนั้นอาตมาเคยเป็นมาก่อน รู้แล้วเป็นมาแล้ว มาเตือนพวกเรา ไม่อย่างนั้นคุณก็จะวนเวียนในสังสารวัฏอยู่อย่างนั้นนิรันดร นานจนไม่รู้ว่ามันจะทำลายวังวนนั้นได้ ออกมาไม่ได้ คุณจะวนอยู่ตรงไหน ต้องพยายามมา มีปรโตโฆษะ เลิกยึดตนเอง เลิกยึดอาจารย์ เลิกยึดความรู้ มาเททิ้งไปก่อน เหมือนคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ มาเรียนรู้จากที่อาตมาพาเรียนรู้ แต่คนติดยึดตัวเอง มีมานะ มีอัตตาถือดีถือตัวนี่ พูดไปก็ อาตมาก็อ่านหนังสือพุทธธรรมของท่านอยู่เลย ท่านแจกมัชเฌนธรรม เข้าใจคนที่เข้าใจความเป็นกลางหรือ อนุปคัมมะไม่ได้ ไปเข้าใจเป็นทางปฏิบัติ เพราะตัวท่านเป็นอย่างนี้ไม่ได้ มันก็น่าเห็นใจท่านก็ไม่ได้แกล้ง ท่านก็เป็นอย่างที่ท่านเป็นก็ยิ่งเห็นใจน่าเห็นใจ ขออภัยพูดแล้วไปข่มท่านมากๆ ท่านเป็นภันเต ต้องขออภัย แม้ว่าท่านอายุน้อยกว่าแต่ท่านเป็นผู้บวชก่อน เรียกว่าเป็นภันเต โดยวินัยต้องเคารพคารวะ ผู้บวชก่อนแม้ 1 วันก็ควรคารวะ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ฌานวิสัยในอจินไตย 4 _สู่แดนธรรม... อีกฝ่ายก็บอกให้ไปศึกษาฌานวิสัยแบบเขาบ้าง พ่อครูว่า... เข้าใจฌานวิสัยแบบนั่งหลับตาแบบเขา เป็นนัยยะที่ต่างกัน ที่ไม่ใช่สัจจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่เป็นสัจจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ฌาน ของพระพุทธเจ้าต้องเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 เกิดจากศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 แล้วมี ฌาน มีวิชชา มีปัญญาเป็นยาดำ ช่วยให้เกิดความกระจ่างไปเรื่อยๆ แล้ว ยิ่งไม่มาปฏิบัติมี อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วต้องรู้อย่างสัมมาทิฏฐิด้วยว่า สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 อย่างไร โภชเนมัตตัญญุตาอย่างไร ตื่น ชาคริยา เป็นผู้ตื่นรู้ตื่นเต็ม ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ตื่นอย่างไร อาตมาก็ค่อยๆขยายความไปตามลำดับไปเรื่อยๆ ขยายจาก อปัณณกปฏิปทา 3 แล้ว ก็ขยายความมาที่ สัทธรรม 7 สัทธรรม 7 จะเชื่อได้ ต้องมีกระบวนการของ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา คุณจะศรัทธาเชื่อถือขึ้นมาได้ คุณจะต้องสำนึกว่า ตายๆๆ ต้องมีหิริ สำนึก ว่า เราไปเคยดูถูกสิ่งที่เราไม่รู้ นี่เราโง่ตัวนี้ แต่เราไปดูถูก ตัวโง่ของเรา แต่ของเขาฉลาดแท้ แต่เราไปดูถูกดูแคลน แล้วจะไปเอาหน้าไปไว้อย่างไร จะไปเคารพนับถือได้อย่างไร อัตตามานะ มันไม่ได้ยอมตัวเองได้ง่ายๆนะ เพราะฉะนั้นจะต้องลดอัตตา ลดมานะ อย่าไปถือดีถือตัว ต้องถอดตัวถอดตน คลานเข้ามาเลย พูดไปแล้วมันเป็นไปได้ยากมาก แต่มันต้องเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่มีหิริ ยังไม่สำนึก ว่า เราผิดๆๆ ผิดถนัด ผิดอย่างยับเยิน ไปดูถูกสิ่งที่ถูกว่าผิด ไปยึดเอาผิดไปเป็นถูก แล้วจะแก้ยังไง เป็นพระพรหม เรานี่แหละใหญ่ๆ แล้วจะไปบอกกับสมาชิก บริวารทั้งหลายแหล่ เราไม่ได้ใหญ่จริงนะ เราผิด มันจะได้อย่างไร มันเสียพระพรหมหมดเลย นี่ก็ซ้อน ที่พระพุทธเจ้าอธิบายไว้หมด มันจริงๆเลย แล้วจะทำอย่างไร สรุปลงไป ต้องลด หมดตัวหมดจนไม่เหลือตัวตนจริงๆ ยอม ยอม ศิโรราบทุกอย่างเลย แหม..พูดไปแล้วเหมือนอาตมาใช้ภาษาพยัญชนะ เหมือนบังคับผู้อื่นให้มาศิโรราบเรา ไม่มีเจตนาอย่างนั้น แต่ใช้พยัญชนะสื่อเท่านั้น สู่แดนธรรม... พ่อครูเคยบอก เราไม่รอไม่หวังแต่เราทำ พ่อครูว่า... จะเป็นใครก็ตาม จะถือตัวขนาดไหนก็ตาม แล้วแก้กลับ ละอายจริงๆ แต่ต้องข่มความละอาย เกรงกลัวจริงๆ ต้องข่มความเกรงกลัว มามีความรักความเคารพให้มาก เข้ามา ไม่เช่นนั้นไม่ได้ คุณจะไม่ได้จากตนเอง และจะไม่ได้จากมิจฉาทิฏฐิบุคคล จะได้จากสัมมาทิฏฐิบุคคลเท่านั้น พูดไปแล้วเหมือนอาตมาหลงตัวเอง ผยองยิ่งใหญ่ แล้วไปว่าคนอื่นผยอง แต่ตนเองสุดผยองเลย เขาว่างั้น อาตมาก็สำนึกอยู่ คุณจะมองมาอย่างนั้นจริงๆ แต่ไม่มี อาตมาไม่มี อาตมาพูดความจริงทั้งสิ้น พูดไปตรงนี้ก็ไม่ได้แก้ตัวแต่ พูดความจริงอีกนั่นแหละมันยาก สรุปได้ว่า ถ้าขืนอาตมาพูดแบบข้างๆเคียงๆอยู่ไม่มีทางทัน อาตมาจึงได้พูด 1 1 1 1 แสกหน้าเปรี้ยงๆ เลย ไม่งั้นก็พูดเหยาะๆแหยะๆ 2 3 4 5 ก็ไม่ไหวจะขยายความ ชาตินี้เขาจึงให้ฉายาว่าขวานจักตอก ขวานมันหนาเบ้อเร่อเท่อ แต่ไปจักตอกละเอียดๆ แบนๆ ทำไม่ได้ง่ายๆหรอก มันต้องใช้มีดจักตอกบางๆ ดูออกไหม ขวานกับมีดจักตอกต่างกันอย่างไร พวกที่ไม่เคยรู้เรื่องจักตอก ก็ไม่เห็น แต่อาตมารู้จักจักตอก แล้วก็เคยเรียนมา แล้วอาตมาไม่มีฝีมือ ดูเหมือนจะทำตะแกรงไม่เสร็จสักอัน แต่ก็ได้คะแนนไป การฝีมือสมัยเรียนมัธยม

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน กรรมวิบากในอจินไตย 4 อันลึกซึ้ง พ่อครูว่า... เอามาลงในรายละเอียดของ อจินไตย 4 ฌานวิสัย อย่าเพิ่งพูด ขอพูด กรรมวิบากก่อน โดยเฉพาะกรรมวิบาก แม้แต่ในหมู่เราชาวอโศก ฟังดีๆ กรรมวิบากนี่ ผู้ที่ยังมีกิเลส เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว ยังหยาบอยู่ อยู่ในหมู่พวกเรานี้ แล้วก็แสดงความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัวอยู่ อย่านึกว่า ไม่มีใครไม่รู้ แต่เขารู้ รู้จักกิเลสอย่างนี้ เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวขี้โลภมาก ในชาวอโศกพวกเรานี่รู้ทันรู้ดี แต่เขาก็ยอมอยู่ ยอม มีหลักเกณฑ์ มีกำหนดบ้าง แล้วผู้ที่เห็นแก่ได้ เห็นแก่ความโลภ ก็ได้แล้วก็เอาไป จะเอาไปบำเรอตนด้วยอย่างไรแค่ไหน อันนี้สิ มันควรจะต้องรู้ตัว ว่าเราจะไปติดอะไร จะต้องไปใช้จ่ายอะไรมากมาย ต้องไปบำเรอปรนเปรออะไร หรือจะไปตะกละสะสมเอาไว้ ใส่แบงค์เอาไว้ เพื่ออะไรก็ไม่รู้ ทั้งๆที่อยู่ในนี้ แต่ไม่รู้นะว่าจะฝากผีฝากไข้กับคนในนี้หรือเปล่า หรือว่าสักวันสะสมได้ที่ก็คงไป หรือว่าเหมือนมาร เขารู้ตัวเราแล้วต้องรีบหนีไป แล้วเมื่อไหร่จะมีความรู้สึกอย่างนั้นได้ เป็นมารผู้มีบาป มืดบอด แล้วรู้สึกตัว เมื่อไหร่จะรู้สึกตัวอย่างนั้น กรรมวิบากมีจริง เป็นจริง เราขี้โลภ เราสะสม เราเอาเปรียบ แทนที่เราจะได้เสียสละ เสียสละวัตถุ เสียสละแรงงาน เสียสละความเฉลียวฉลาด เสียสละทุกอย่าง ไม่ต้องสะสมอะไรเลย อยู่ในนี้แหละ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา มีชีวิต ให้คนอื่นเขาเลี้ยงเราไว้ ด้วยความยินดี เขาไม่อยากให้เราตาย ไม่อยากให้เราพรากจากไป เขาจะเลี้ยงเราอย่างดีเลย เป็นสัจจะที่กลับกันไปกลับกันมา ถ้าเรายิ่งอยากจะเอา ยิ่งขี้โลภ คนอื่นก็ไม่ชื่นชมอะไรหรอก แต่คนอื่นเขาเป็นผู้ดีก็ไม่พูดไม่ว่าอะไรนักหนา เราก็ยิ่งโง่หนักเข้าไปอีก แล้วหลงความโลภ หลงสะสม เอาเปรียบเอารัดในเชิงต่างๆ มันเป็นกรรมแท้จริง เอาเปรียบเอารัด ได้เปรียบได้มาก อย่างโน้นอย่างนี้ แทนที่จะมีความรู้ความสามารถก็เอาความรู้ความสามารถ โดยไม่ต้องสะสม เอาความรู้ความสามารถรับใช้หมู่กลุ่มนี้อยู่ เราจะอยู่อย่างที่เขาจะให้ทุกอย่างเลย ไม่ต้องอยากได้ แต่ผู้หลงตนอยากได้แล้วใช้เล่ห์เอาๆ อยู่กับหมู่ผู้ดี ผู้ที่มีห่วงแทนเขาก็ยอมให้ทั้งนั้น แต่ตนเองก็ไม่รู้ตัว ไปสะสมไปเอาเปรียบไปใช้เล่ห์เหลี่ยม ซึ่งเป็นกรรม เป็นวิบากทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นผู้ยังไม่ชัดเจนในเรื่องกรรมวิบาก มันมีจริง มันเป็นจริง แล้วมันจะเล่นงานตัวเอง แม้ชาตินี้หรืออีกหลายชาติ มันก็จะเล่นงานเรา หนักหนาสาหัสจนได้ มันไม่มีอะไรหายไป กรรมวิบาก แทนที่เราจะให้กรรมวิบากมาสนองเราเหมือนหมาไล่เนื้องับน่อง แทนที่จะให้หมามันมาไล่งับน่องเจ็บปวด อย่าไปให้มีหมาไล่เนื้อมาไล่เราเลย จงทำตนเองให้จนกระทั่งไม่มีอะไรมาไล่หรือหมาไล่เนื้อเป็นวิบากบาปมาไล่วิ่งตามเรา หรือแม้วิบากบาปจะวิ่งตามก็ไกลลิบวิ่งอย่างไรก็ไม่ทันเรา เราจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก่อนที่หมาไล่เนื้อจะตามทัน อย่างไรก็ไล่ไม่ทัน รายละเอียดของสัจธรรมมันซับซ้อนลึกซึ้งปานฉะนี้ แต่ว่าไปแล้ว คนผู้ที่ทำให้อาตมาต้องอธิบายอันนี้ ก็มีประโยชน์ตรงที่ให้อาตมาอธิบาย แต่มันไม่น่าจะเป็นคนมีประโยชน์แบบนี้เลย ซวยจริงๆ ใช่ไหม เทวทัต มีประโยชน์นะ แต่มันไม่น่าจะเป็นเลยเทวทัต ฉันใดก็ฉันนั้น คิดให้ดีๆ กรรมวิบากนี้ยิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่ที่สุดในกระบวนการทั้งหลาย ถ้าไม่รู้จักกรรมไม่รู้จักวิบาก ใน อจินไตย 4 นี้ ศึกษาอะไรก็ไม่ไป กรรมวิบากจึงสำคัญที่สุดที่ต้องเรียนรู้ให้ได้

เมื่อเรียนรู้กรรมวิบากได้ ก็จะมีความรู้เป็น ฌาน ฌานคือปัญญา ฌานคือไฟไหม้ สิ่งที่เลวร้าย เป็นไฟเผาสิ่งที่เลวร้าย พลังงานอุณหธาตุที่เผาสิ่งที่เลวร้ายทางจิตวิญญาณ แล้วฌานคือปัญญา ฌานคือความเฉลียวฉลาด ที่ฉลาดรู้สิ่งที่จะเป็นโจรร้าย โจรร้ายของตัวเราเอง โจรร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่อาตมาได้บรรยายไปแล้ว โจรร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งเป็นโจรร้ายที่มืด มืดอย่างไม่รู้ตัวเองคือพระเจ้า เพราะฉะนั้นพระเจ้าไม่รู้ตัวเองว่าคือโจรร้าย โจรร้ายทำร้ายใคร ก็ทำลายตัวเอง ให้โง่ๆๆๆๆ เข้าไปเข้าไปๆๆ จนกลายเป็นว่าตัวเองฉลาดที่สุด ฉลาดจนกระทั่งหลอกคนให้มานับถือได้ เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง ขออภัย อาตมากล่าวนี้มันจะแรง ศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งของเทวนิยมคือพระเจ้า กระดากเลย ไม่อยากอธิบายต่อ คือ โจรร้ายที่ทำลายตนเอง และทำลายผู้อื่นด้วย ก็เป็นเรื่องที่ สงสารทั้งหมด สงสารทั้งพระเจ้าและลูกศิษย์หรือสมาชิก บริวารของพระเจ้าทั้งหมดเลย สงสาร คือ ท่านทั้งหลายยังวนเวียนในสังสารวัฏที่ไม่รู้ตัว ที่ต้องอยู่กับสุขกับทุกข์ อยู่กับวิบากและกรรมที่ตนเองทำ แล้วใช้หนี้เวรกรรมวิบากวนเวียนนับชาติไม่ถ้วน จนกว่าจะได้ฟังสัตบุรุษ ฟังพระพุทธเจ้า ฟังผู้มีสัมมาทิฏฐิที่อยู่ในฐานะครู แล้วจึงจะน้อมตนเข้ามาละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า เข้ามาศึกษา แล้วก็ต้องพยายามนอบน้อมเข้ามา เข้ามาถามความอีก ตามปัญญาข้อที่ 2 จะค่อยๆเข้ามารู้ เข้ามาเรียนรู้ ก็ขอไล่ปัญญา 8 อย่างเร็ว อย่างสรุปๆ สังเขปก่อน

ปัญญา ข้อที่ 1 ต้องได้ฟังจากพระพุทธเจ้าจากสัตบุรุษ จากผู้อยู่ในฐานะครูอย่างสัมมาทิฏฐิ รู้เองไม่ได้ พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ไม่ได้รู้เอง พระพุทธเจ้าองค์ใดก็ตามก็รู้เริ่มมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ จนกระทั่งได้มาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ก็เหมือนกับเป็นเจ้าของพระธรรม จะเรียกว่าใช่เลยก็ได้ เป็นธรรมะสามี เป็นเจ้าของพระธรรมเลยก็ใช่ องค์อื่นๆท่านก็เป็นเจ้าของพระธรรม แต่ท่านปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว องค์หลังสุดก็คือเจ้าของพระธรรม องค์หลังสุดที่ยังเห็นยังมีตำนานคำสอนตามได้ องค์ที่ตายไปก่อนนั้นจนกระทั่งไม่มีร่องรอยแล้ว เราก็ตามไม่ได้ ก็ตามผู้ที่มีหลักฐานย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน