641122 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 17.docx
เนื้อหาในไฟล์
641122 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 17 https://www.boonniyom.net/51217.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1VVlNoT2cMmJYrM2H6KPh-gK_G9KMLu6-vD-ilczCVd8/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1Uujcb31sHb_HxufoRIy9u7rGjtpzTQ3L/view?usp=sharing
และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/2042249482617388 และ https://youtu.be/wZH0_vb6Fck
สู่แดนธรรม... วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2564 แรม 3 ค่ำ เดือน 12 ที่บวรราชธานีอโศก
พ่อครูว่า...คำถามแรกท่านเด่นตะวัน ท่านดูแลเด็กมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จนเดี๋ยวนี้ร่างกายก็ย่ำแย่แล้ว อายุ 69 ปี ชีวิตมาก็เป็นครู จนกระทั่งมาบวชก็รับหน้าที่ครู ก็ทำมาตลอดดีมากเลย ทำหน้าที่ครูนี้ได้อย่างดี ก็เก็บเรื่องนี้มานิดหน่อยว่า ขอให้อบรมรุ่นพี่ให้หน่อย จากบันทึกของเด็กนักเรียนคนหนึ่ง นี่เป็นความรู้สึกของเด็กคนหนึ่ง เราต้องพยายามทำความเข้าใจนะว่าเป็นความรู้สึกของเด็กคนหนึ่ง แล้วก็ยังมีความรู้สึกของเด็กอีกหลายคน
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน รู้มากยากนาน ระวังเป็นปทปรมะ _หลวงพ่อเด่นตะวัน ขอให้อบรมรุ่นพี่หน่อยครับ..จากบันทึกของเด็กนักเรียนคนหนึ่ง กราบนมัสการครับหลวงพ่อ ...ลูกรู้สึกว่าช่วงนี้โรงเรียนมันยังไงไม่รู้ครับจะว่ากำลังจะล้มก็ว่าได้ 55+ ลูกไม่ได้แช่งนะครับ แต่ลูกแค่รู้สึกว่ามันกำลังจะเป็น ก็กลัวอยู่นะครับ ในเมื่อถ้ารุ่นพี่ยังเป็นอยู่ แล้วบอกน้องๆ น้องก็จะไม่นับถือและก็มีข้อโต้แย้ง นี่คือสิ่งที่ลูกเห็นแล้วอยากจะทำอะไรสักอย่าง ก็จะมีคำว่า เฮ้ย!..เด็กดีว่ะ โอ้โห เป็นแบบนี้แหละครับ น่าสงสารคนที่อยากจะทำอะไรที่มันดีๆบ้างจังเลยครับ ก็แน่นอนครับว่าคนเราต้องมี
อ่านต่อ
ข้อบกพร่อง แต่ก็เห็นใจรุ่นพี่อยู่นะครับ ต้องมาเอาภาระ รุ่นน้องก็เหมือนกัน แม้แต่ลูก ถ้าถามว่าอยากให้โรงเรียนดีขึ้นไหม ? ทุกคนส่วนใหญ่ก็ต้องตอบว่าอยากให้ดีขึ้นทั้งนั้นแหละครับ แต่ทำไมก็ไม่รู้ กลับมีแต่คนไม่ช่วยกัน แต่ก่อนลูกว่ามันยังดีกว่านี้เลยครับ ลูกเซ็งมากเลยครับ ใจหนึ่งลูกอยากจะทำผิดกฎระเบียบเล็กน้อย แต่ตามจริงก็ทำอยู่บ้างครับ แต่มันก็ยังรู้สึกว่าเราจะมาเรียนที่นี่เพื่ออะไรกัน มาแล้วมาทำให้โรงเรียนเสื่อม เป็นแผ่นดินหลวงปู่ซะด้วย ลูกเบื่อจังเลยครับ ไม่อยากจะเป็นคนดีนะครับ แต่ก็ไม่อยากจะเป็นคนชั่วเลยครับหลวงพ่อ ใจงฃลูกก็มาระบายให้ฟังเฉยๆนี้ล่ะครับ กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า...ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ ในคำพูด คำระบาย คำเขียนออกมาทั้งหมด มันส่อให้เห็นว่า รู้ดีรู้ชั่วอยู่แล้วทั้ง 2 อย่าง รู้อะไรดีอะไรชั่ว แล้วก็อยากจะให้มันดี อัตตามานะตัวอยากจะให้มันดีนี้แหละมันกำลังร้องออกมา มันร้องออกมาว่า มันมีอะไรอย่างนี้ มันไม่ดีดั่งใจเลย ถ้าดีดั่งใจก็คือให้มันดีหมด แต่ก็พอจะรู้เหมือนกันว่าทุกอย่างมันจะดีร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ก็พูดออกมา ตอนนี้กำลังรู้มากยากนาน สรุป ก็ตรวจสอบตัวเอง แสดงว่าก็ตรวจสอบตัวเองไปในตัว โดยเอาสิ่งแวดล้อมต่างๆมาเป็นเหตุปัจจัยในการสื่อออก มาให้รู้ คนเราจะมีความรู้มันจะมี 2 อย่าง 1. สิ่งที่ถูกรู้คือสิ่งแวดล้อมที่อยู่ข้างนอกและข้างใน 2. คือตัวเราเป็นผู้รู้ ตัวเราเป็นประธานเป็นธาตุรู้ จะฉลาดจะโง่ จะรู้ลึกซึ้งหรือรู้ตื้นๆอะไรก็แล้วแต่ หรือหลงผิดเอาผิดมาเป็นถูกเอาถูกมาเป็นผิดอะไรอีกก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่ธาตุรู้ของเรานี้เป็นตัวตัดสิน เอาน่าาา..ทนไป หลวงปู่บอกให้ได้อย่างเดียวเท่านั้นว่า จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่นะ ที่นี่เป็นแดนที่ดีที่สุด ที่นำความรู้ของพระพุทธเจ้ามากระจายเผยแพร่สัจธรรมของพระพุทธเจ้าไป ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นหลวงปู่เป็นผู้รับเอามา ในยุคนี้ก็ประกาศอย่าง อหังการ์แล้ว ว่า หลวงปู่เป็นไก่ตัวพี่ หลวงปู่นี่แหละเป็นผู้รู้ดีรู้มากที่สุดในยุคนี้ อวดตัวอวดตนจนคนที่เขาถือว่าอย่างนี้เป็นการพูดอวดตัวอวดตน แต่หลวงปู่ก็บอกความจริงไปว่า หลวงปู่ไม่มีการอวดตัวตน อวดตัวอวดตนเป็นกิเลส ภาษาบาลีเรียกว่า สะโฐ หรือสาเฐยยะ อยากอวดโอ้อวดเป็นกิเลส หลวงปู่ไม่มีกิเลสตัวนี้ แต่คนอ่านตามอาการ ของหลวงปู่ อาการของหลวงปู่คือเป็นคนที่แสดงความจริงออกมาได้เปรี้ยงๆ มันจริงและมันแรง มันเด็ดมันเดี่ยว มันแรง มันแข็ง มันเด็ด มันเดี่ยว มันเป็นหนึ่งด้วย เปรี้ยงๆๆๆๆ ที่นี้ในความเป็นจริงของความรู้ทั่วไปของคน ทุกวันนี้ในยุคนี้ มันไม่มีสัจจะที่เป็นหนึ่ง มันไม่มีความจริงอันนี้ ไม่มีสัจจะที่เป็นหนึ่ง เหมือนอย่างกับหนูคนนี้เขียนมา มันยังสรุปไม่ลง เหมือนกับอย่างผู้รู้ในเถรสมาคมที่เรียนกันมามาก แต่สรุปไม่ลงหรอก แม้แต่จะสรุปลงเป็นหนึ่งสัก 1 ก็ยังไม่ได้ นี่ทุกวันนี้ สรุปไม่ได้ ก็เลยเป็นอยู่อย่างนั้นแหละ อธิบายแล้วก็วนไป จนกระทั่งได้อธิบายประเด็นที่ถามมาหรือเปล่า เอาไปเอามา คือรู้มากแต่ไม่มีที่จบ สรุปไม่ลง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นผู้ ปทปรมะ รู้มาก รู้พุทธพจน์ก็มาก ท่องจำได้มาก สอนคนอยู่ก็มาก แต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรมเลย เป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่เป็นสัจจะที่ยากที่เจ้าตัวเขาจะรู้ตัว เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวได้ง่ายๆ ก็ว่าไป ที่เห็นอยู่ชัดๆ คนอื่นเห็นนะแต่เจ้าตัวไม่รู้ตัว เช่น เขาจะอยู่ในภาวะที่มี ลาภรองรับ มี ยศรองรับ มีสรรเสริญรองรับ มีสุข รองรับ ที่เป็นโลกียสุขรองรับ แล้วเขาเสพเสวยเขาไม่รู้ตัวเองว่าเขาเสพ แต่เขาไปเรียนมาว่า อย่าไปเสพ เขาก็ได้แต่คิดเอาว่าเขาไม่ได้เสพ เขาก็อยู่อย่างนี้เขาไม่ได้ไปดิ้นรน ก็มันมีมาเอง มันได้มันมีตามที่เขาทำมันก็มีสิ เขาก็ทำเขาก็ปฏิบัติเขาก็เรียนรู้เขาก็ได้รับฐานะมา เลื่อนยศเลื่อนชั้นมา ลาภก็ได้มา ยศก็ได้มา สรรเสริญก็ได้มา สุขเป็นตัวจบ แต่เขาก็ไม่รู้หรอก สุข ที่จริงมันไม่ต้องเสพไม่ต้องมี อันนี้ลึกซึ้งเขาไม่รู้ได้ง่ายๆเขายังไม่รู้ ขอยืนยันว่าเขายังไม่รู้หรอกความสุข ศาสนาพุทธไม่มีทุกข์ไม่มีสุข แต่มีพยัญชนะว่า อทุกขมสุข เขาก็เรียน สภาวะสูงสุดไม่มีทุกข์ไม่มีสุข แต่ในโลกมันก็มีทุกข์มีสุข มันมีคนที่มีก็มีอยู่ คนไม่มีท่านไม่มีแล้ว ท่านไม่มีแล้วนี่แหละท่านไม่เสพ ท่านไม่เสวยแล้ว ท่านไม่มีไม่เป็น แต่ท่านก็เห็นอยู่ อยู่ด้วยกันนี่แหละ เห็นอยู่มีอยู่ คนที่มีเขาก็มีอยู่ทั้งนั้นเต็มไปหมด แต่ตัวท่านเองท่านหลุดพ้นแล้ว ท่านไม่เป็นไม่มีเหมือนอย่างเขาเป็นเขามีกัน ท่านไม่เป็นไม่มีอย่างที่เขาเป็นกัน นี่แหละคือหลุดพ้นที่เขามีเขาเป็นกัน พยัญชนะ 2 คำจะมีคำว่ามีและคำว่าไม่มี แล้วท่านผู้นี้ เป็นผู้หลุดพ้นทั้งความมีและความไม่มี ไม่เอาทั้งสองอย่าง จะบอกว่าไม่เข้าไปใกล้ แต่ที่จริงก็ใกล้ๆ อยู่นี่แหละ สัมผัสกันอยู่ด้วยซ้ำ กระแทกกระเทือนกันอยู่ด้วยซ้ำ แต่ท่านไม่เอา ท่านไม่มี สัมผัสอย่างไร ท่านก็ไม่มี แต่ท่านรู้สภาพนี้กับสภาพนี้ 2 อย่าง มันจบอยู่ที่ 2 ฟังดูเหมือนสับปรับกลับกลอก
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน มายา สิทธัตถะ และ สิริมหามายา พ่อครูว่า... สับปลับกลับกลอกคือมายา ผู้ที่รู้จริงรู้จังแล้วอยู่กับมายานี้ได้ แล้วก็อยู่กับเขาได้อย่างดีเลยเรียกว่า สิริมหามายา ขอขยายพยัญชนะ 3 ตัว 1. มายา 2. สิริมหามายา 3. สิทธัตถะ มายาคือ ยังไม่อยู่กับร่องกับรอย ยังกลับกลอก ยังไม่จริง ยังขี้หลอก สรุปง่ายๆคือยังเป็นนักหลอกลวงอยู่เลย ต้องจับตัวนักหลอกลวงนี้ให้ได้ จะบอกให้ว่านักหลอกลวงอยู่ที่ไหน อยู่ที่ตัวเรา เรานี่แหละหลอกใคร หลอกตัวเราเอง แล้วก็หลอกผู้อื่นด้วย ระวังเถอะ คือไปยึดติดไง ยึดผิดนี้คือหลอกตัวเองแล้ว ตัวโง่ พอรู้ฉลาดรู้แล้วว่า อ๋อ.. ทำไมเราโง่อย่างนี้ ตัวโง่ก็ค่อยๆมารู้ขึ้นมาเรียกว่าฉลาด อ๋อ.. เรานี้หลอกตัวเองอยู่ได้ โง่ชะมัดเลย ก็เลยกลายเป็นหลอกคนอื่นด้วย ก็ปรับปรุงตัวเอง นักมายาก็ปรับปรุงตัวเองจนสามารถทำได้จริง สำเร็จ เรียกว่าสิทธัตถะ ทำได้จริงได้สำเร็จ ทำสาระนั้น เนื้อหานั้น อัตถะนั้น ได้สำเร็จ เสร็จ ถ้วนบริบูรณ์ สิทธัตถะ คนที่ทำได้อย่างนี้แหละก็คือตัวเองอีกแหละ ที่ทำได้ ตัวเองทำให้เกิดสิทธัตถะ ตัวเองก็เลยเป็นผู้ให้กำเนิดสิทธัตถะ ผู้ให้กำเนิดสิทธัตถะนี่แหละคือแม่ แม่ของสิทธัตถะ ตกลงทั้งนักมายา ทั้งสิทธัตถะ ทั้งสิริมหามายา ภาษาบาลีเรียกว่ามายาที่แก้ไขมายา ได้แล้ว เปลี่ยนแปลงมายาได้แล้วไปเป็นความจริง มาเป็นสิทธัตถะ มาเป็นความจริงที่สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาเป็นผู้ให้กำเนิดสิทธัตถะ ก็กลายเป็นผู้ให้กำเนิดคือแม่ คือผู้ทำให้มายานี้เปลี่ยนเป็นดีขึ้นมาเรียกว่า สิริ ได้อย่างครบเต็มเลยเรียกว่ามหา คือมาก เต็มเลย สิริ ดี มหาแปลว่ามาก ทำให้มายานี้ดี ทำให้มายานี้ครบเต็ม นักมายาหรือมายาตัวจริง ก็หนึ่ง 2. คือสิทธัตถะ อีกหนึ่ง 3. คือสิริมหามายา ก็อีกหนึ่ง 3 สัจธรรมนี้มันเป็นสภาวะธรรมะ ผู้ที่ทำได้ ผู้ที่รู้ตัว ผู้ที่เคยเป็น แล้วก็เปลี่ยนแปลงตัวเอง จากที่เคยเป็นนักมายา เคยทำผิดเคยหลอกคนอื่นเคยหลอกตัวเอง จนทำให้ถูกต้อง สำเร็จเรียบร้อยได้อย่างดี เป็นสิทธัตถะ ผู้ทำจากไม่ดีมาเป็นดีได้สำเร็จ เป็นผู้ให้กำเนิดเป็นสิริมหามายา ยากไปไหม ? 3 ใน 1 นี้ เป็นอันเดียวกัน
สู่แดนธรรม... คือ คนคนเดียวนี่แหละ สามารถเป็นได้ทั้ง 3 อย่างเลย คนคนนั้นเคยมีมายา ลุงก็เคยเป็นพวกหนูก็เคยเป็น แล้วไขว่คว้าหามายานั้นมาเสพ แต่มีจิตสำนึกดี ไม่อยากทำบาป ก็เกิดสำนึก ความสำนึกนี่แหละจะสร้างแม่ สร้างพ่อขึ้นมาในใจของเรา การอบรมจิตคือพยายามทำมายาให้เป็นสิริมหามายา คือแม่ในตัวเรา แล้วแม่จะคลอดตัวเราให้เป็นผู้สำเร็จประโยชน์ก็คือ สิทธัตถะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พ่อครูมีคำสอนที่ตรงกันกับในหลวงรัชกาลที่ 9 พ่อครูว่า... คือ ได้ฟังธรรมะจากหลวงปู่นี้ จริงๆแล้วเด็กๆก็ตาม ฟังธรรมะจากหลวงปู่แล้วไม่เสียหลายหรอก ฟังไปเถอะ ไม่ประสีประสา มันก็จะค่อยๆรู้ทั้งภาษา พยัญชนะ แล้วค่อยๆรู้สภาวะของความจริง มันจะค่อยๆรู้ว่า อ๋อ.. อันนี้ภาษานี้ว่าอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ แล้วเราก็เป็นได้ขึ้นมาเรื่อยๆ มันก็จะจบ ภาษาก็อันเดียวกับสิ่งที่เราเป็นได้ ก็ค่อยๆเป็น พวกเรานี้จะเห็นได้ว่า แม้แต่เด็กตัวเล็กๆน้อยๆ ไปไหน นายธัมโม ธัมมะ ก่อนเข้ารายการมาถามหลวงปู่ไว้ก่อนแล้ว คนหนึ่งถามว่าสัตตาวาส 9 คืออะไร? อีกคนหนึ่งถามว่า อรูปพรหมคืออะไร? ซึ่งจริงๆ แล้วพวกเรานี้มันเป็นพวก ถ้าจะพูดด้วยภาษาที่ผู้รู้เขาชอบพูดกันหน่อยว่าเป็นพวก Advance เป็นพวกเลยล้ำหน้าไป เป็นพวกที่ก้าวหน้าเลยคนยุคนี้ เลยคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ เป็นคนกลุ่มน้อยที่มีความรู้โลกุตรธรรมนี่แหละ ความรู้ของพระพุทธเจ้า ความรู้โลกุตรธรรม มันมีความรู้อันนี้ก้าวหน้าไป ซึ่งมันห้ามไม่ได้หรอก มันต้องมี เพราะว่ามันเป็นแล้ว มันเกิดในเมืองไทยนี้เกิดโลกุตรธรรมแล้ว เมืองไทยเกิดแดนชมพูทวีป เมืองไทยเกิดศาสนาพุทธ แล้วเป็นศาสนาพุทธเนื้อแท้ที่เป็นโลกุตรธรรมด้วย จะพูดให้ชัดก็คือหลวงปู่นำมาในชาตินี้ นำมาประกาศสถาปนาลงไป เพราะธรรมะอันนี้มันได้สูญไปแล้ว ที่จริงไม่ใช่หลวงปู่คนเดียว มีพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ด้วย ท่านก็มา ทรงแสดงความจริงที่เป็นโลกุตรธรรม ก็ต่อเมื่อท่านมาครองราชย์ เมื่อพระชนม์ชีพ 19 ปี ท่านก็ค่อยๆรู้ของท่าน ฟื้นของท่านมา แล้วอาตมาก็เป็นคนหนึ่งที่เกิดในยุคเดียวกับท่าน อาตมาก็มาอธิบายเขียนขยายต่างๆนานา ก็รับรู้กันและกันไป ตรงกัน ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับหลวงปู่ มีอะไรตรงกัน เช่น สอนให้คนมาจนตรงกัน แต่ท่านก็สอนให้เป็นคนจนได้ ตามฐานะของท่าน มันก็ยาก เพราะท่านต้องเป็นในหลวง แต่หลวงปู่มาเป็นคนจนจริงๆ ท่านเองเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่จน แต่ถึงแม้จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่จะจนยังไง ก็ต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ต้องมีทรัพย์ศฤงคาร ทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์ มีทรัพย์ส่วนที่ท่านจะต้องได้รับต่างๆนานา แต่ท่านไม่จนหรอก จนไม่ได้ แต่ท่านไม่สะสมเป็นของท่าน ท่านมีท่านก็พยายามออกมาใช้งานใช้ประโยชน์ เพื่อประชาชน แล้วมันยิ่งไม่หมด ยิ่งให้ไปยิ่งจะได้มา ยิ่งทำประโยชน์ออกไป ออกไปๆ ท่านจะพิสูจน์ได้เลย ในชีวิตไม่ว่าใครทั้งนั้น ยิ่งแก่ไป ยิ่งสะสมเอาไว้ของตัวมากๆ หนักเข้าเขาก็จะเห็น ไอ้คนนี้มันสะสมไว้เป็นของตัว มากๆ มากๆ คนก็จะเห็นว่า ทำไมมันไม่ให้คนอื่นบ้างวะ มันเป็นของตื้นๆที่คนอื่นเขาก็รู้ อย่างเศรษฐีใหญ่ๆในเมืองไทย ใครก็มองออกว่า นอกจากคนจะเป็นทาส สยบในน้ำเงินเขา เขาเอาน้ำเงินใส่ให้เลี้ยงให้กินก็เลยเป็นทาสเขาเท่านั้นเอง ถ้าไม่เป็นทาสจะเห็นเลยว่า คนนี้มันเป็นคนที่ทำลายสังคม คนรวยคือคนทำลายสังคม กอบโกยเป็นของตนเองของครอบครัวตนเอง เป็นของกลุ่มของตนเอง โอ้.. แล้วคนอื่นๆเขาก็จะต้องกินต้องใช้เหมือนกัน แล้วเป็นประชาธิปไตย ต้องเสมอภาค ต้องเท่าเทียม ต้องกระจายรายได้ ต้องจนเหมือนกัน ไม่ใช่ไปรวยเหมือนกันมันทำไม่ได้หรอก พวกนักแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่จะต้องให้ทุกคนไปรวยๆๆๆ มันเป็นไปไม่ได้ แต่ให้มาจนๆๆๆ มันจะเป็นไปได้ เป็นคนจน ไม่สะสม ยอดขยันสร้างสรร และสะพัดออก มันก็จน แต่มันอยู่ด้วยกันได้ เกื้อกูลกันได้ เอื้อเฟื้อเจือจานกันได้ พึ่งพากันได้ โอ้โห.. มันเป็นยอดสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย แหม.. หลวงปู่ก็เห็นว่าตอนนี้คนไทยพอมีปัญญาจะรู้ขึ้นมาบ้างแล้ว แต่พวก ดร. ศาสตราจารย์ พวกนี้ยังยาก เพราะไปเป็น ดร.ศาสตราจารย์ที่จบมาจากเทวนิยมต่างประเทศ จากพวกมหาวิทยาลัยข้างนอก เสร็จแล้วถ้าจบจากมหาวิทยาลัยในเมืองไทยจะถูกดูถูกด้วย ต้องจบมหาวิทยาลัยต่างประเทศถึงจะเท่ห์ แต่แท้ๆเป็นมหาวิทยาลัยเทวนิยม แต่มหาวิทยาลัยในเมืองไทยก็ยังยาก เพราะยังไม่มีมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่รองรับหรือยอมรับกันทั่วโลก ศาสนา มี 2 มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ของศาสนาพุทธ มหานิกาย กับธรรมยุต 2 สถาบันใหญ่ แต่ทั้งสองสถาบัน ขออภัยที่ต้องพูดความจริงว่า ก็ยังเข้าไม่ถึงพุทธอยู่นั่นเอง ยังศึกษาได้แค่เปลือกๆผิวๆ ยังไม่เข้าถึงสัจธรรมที่เป็นโลกุตระแท้ มันก็เลยได้อยู่ประมาณนี้ หลวงปู่เองก็เลยมาประกาศว่าเอาตัวนี้ตัวที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ท่านก็เลยรวมกันเลยนะ มาซัดหลวงปู่ มาจัดการหลวงปู่ อย่างที่เหตุการณ์มีมาแล้วตั้งแต่ พ..ศ. 2525 พันตำรวจตรีอนันต์ เสนาขันธ์ เริ่มตี เริ่มก่อหวอด จนมา พ.ศ.2532 ทั้งธรรมยุตและมหานิกายมาตีหลวงปู่ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ยืนยันชัดเจนแล้ว เรายังโชคดีที่ประเทศไทยมีพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี้ถือตรงกัน ทั้งธรรมยุตและมหานิกายใช้พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐด้วยกันทั้งคู่ ก็เลยค่อยยังชั่วหน่อย แม้จะเป็นพระบาลี ก็ให้ความหมายในพระบาลี จะมีเนื้อแท้พลความ มันจะสอดคล้องกัน มันจะไม่ขัดแย้งกัน แต่ของท่านที่อธิบายไปมาจะขัดแย้งกัน ของอาตมาอธิบายไปจะไม่ขัดแย้งกัน จะเป็นเหตุปัจจัยร้อยเรียงกัน อย่างเป็นมาลัย เป็นการร้อยมาลัยได้อย่างดีเลย สิ่งนี้ต้องพิสูจน์กันนานๆ หลวงปู่ถึงพยายามลากสังขาร ที่จริงแล้วไม่น่าจะแก่นะ 80 87 เต็มแล้วเป็น 88 ปีมาเกือบ 6 เดือนแล้ว ถ้าถึง 5 ธันวาคม 2564 ก็อายุ 87 ปี 6 เดือน หลวงปู่เกิดปี 2477 นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สภาวะของเลข 0 1 และ 2 _สู่แดนธรรม... พ่อท่านทำงานเป็นลักษณะสิริมหามายา ทำไมมันต้องมีสภาวะเป็น 2 อย่าง ทำให้เป็นลักษณะเชิงเดียว ชัดๆเลยไม่ได้หรือครับ พ่อครูว่า... ไม่ได้ มันต้องมีสภาพ 2 อยู่ตลอดกาลนาน ในโลกนี้มันต้องมี 2 สำหรับชีวะขั้นจิตนิยาม ขั้นจิตนิยามหมายความว่า ธาตุ มี 1. วัตถุธาตุโดยตรงเรียกว่าอุตุนิยาม 2. ชีวะเริ่มขึ้น เป็นชีวะในระดับหนึ่งแล้ว เรียกว่า ชีวะ พืช ภาษาบาลีก็ว่า พีชนิยาม เช่น พวกพืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นพืช เป็นชีวะแล้ว มันมีตัวมันเองแล้วก็สร้างตัวมันเองอยู่ด้วยตัวมันเองได้ แต่อุตุนิยามหรือวัตถุ มันสร้างตัวมันเองไม่ได้ มันอยู่โดยเฉพาะอยู่ตัวมันเองไม่ได้ มันจะต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมอื่นๆ กระทบกันไป ดูดกันมา ดึงกันไป ดึงกันมา ผลักกันไป ระเบิดดันออกไป ดูดมา ระเบิดออกไป ไม่เป็นตัวของตัวเอง เกิดกับเหตุปัจจัยอื่นๆทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นตัวเองขึ้นมา เป็นพีชะแล้ว จัดการสภาพตัวเองได้ รวมธาตุมาเป็นตัวเองได้ มะละกอก็รวมธาตุมาเป็นตัวเองเป็นมะละกอ กล้วยก็รวมธาตุมาเป็นกล้วย ทูน หลวงปู่นั่งอยู่มีต้นทูนท่วมหัว รายรอบ 4 ต้น ต้นโต ก้านเดียวกินอิ่มเลย นี่มันอยู่ในดินแล้วขุดมาหรือว่ามันโตจากกระถาง (ขุดจากดินมา) โอ้โห.. มันอุดมสมบูรณ์
สู่แดนธรรม... ลักษณะเดียวก็คือน้ำบนใบบอน พ่อครูว่า... มันอยู่ด้วยกันแต่มันไม่ติด พึ่งพากัน อันนี้สำคัญมากเลย มันสำคัญไปถึงสังคม สำคัญไปถึงการเมือง สำคัญไปถึงเศรษฐศาสตร์ สำคัญไปถึงสังคมใหญ่เลย สำคัญไปถึงรูปนาม สำคัญไปถึงกายกับจิต สำคัญไปถึงสภาพ 2 ทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นความรู้ จะเป็นความรู้มหาวิทยาลัยใด ความรู้ในศาสนาไหน ลัทธิไหนสถาบันไหนหรือศาสนาใดก็ตาม ถ้าความรู้มีแต่หนึ่งเดียว ไม่เป็น 2 แล้วก็ไม่มีอนุโลม ปฏิโลม เป็นความรู้หนึ่งเดียวไม่มีสอง และไม่มีอนุโลมปฏิโลม ไม่รู้จักอนุโลมปฏิโลม ไม่รู้จักสภาพสลับกันไปสลับกันมา อนุ แปลว่าตาม ปฏิ แปลว่า ทวน ถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจสัจธรรมตามความหมายภาษาที่พูดไป ซึ่งมันต้องมี 2 ต้องมี 2 แล้วก็ต้องประนีประนอม ต้องรู้จักจุดที่ต้องการ จุดที่ควรจะเป็น จุดที่หมาย ว่า จริงๆเราจะต้องหมายเอาเป็น 1 แล้วต้องรู้ว่ามันเป็น 2 ภาษาบาลี ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ล.10 ข.60 ความรู้สึกที่มี 2 จัดการให้จบ ให้สำเร็จ จัดการให้รู้ว่า 1 คืออะไร 2 คืออะไร 1 เป็นเอก 2 เป็นรอง ให้ชัด หรือ 1 เป็นถูก 2 เป็นผิด เลือกเอาให้ได้ นี่คือสัจธรรม ที่จะต้องรู้ แล้วก็ทำได้ เพราะฉะนั้น คำตรัสในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 จึงเป็นตัวที่สรุปยอดหัวใจศาสนาเลย เคยบอกหลายทีแล้ว หัวใจศาสนาอยู่ตรงนี้ เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ รวมเป็น 1 ให้ได้ หรือ 2 นี่มันมี 0 กับ 1 0 1 2 ถ้าจับคู่กัน 1 กับ 2 ทำให้เป็น 1 ถ้า 0 กับ 1 ก็ทำ 1 ให้เป็น 0 แล้วเรายังมีเราก็จะต้องมี 1 เรายังมีชีวิตจะต้องมี 1 เพราะต้องมี 2 สภาพ แม้เราจะสูญได้แล้ว เราก็ต้องมี 1 เราพักที่ 0 เวลาเราจะอยู่กับคนอื่นคือเราเป็น 2 ตัวเราเองพักก็คือเป็น 0 ถ้าเราอยู่กับคนอื่นก็มี 1 กับ 2 0 1 2 จึงเป็นตัวเลขที่สำคัญที่สุด ตัวเลข 0 1 2 เป็นตัวเลขสัญลักษณ์ของพรรคสัมมาธิปไตย์ ที่เป็นพรรคการเมืองพรรคใหม่ ที่กำลังจดทะเบียนอยู่ ก็คอยดูเขา เขาก็มาถามอาตมาอยู่เรื่อย แต่อาตมาไม่ได้เป็นเจ้ากี้เจ้าการกับพรรคเขาทีเดียวนะ ให้เขาเป็นตัวของเขาเองแล้วเขาไปปฏิบัติเอง เขาจะมาปรึกษาบ้าง ก็บอกอธิบายให้ฟัง แล้วก็เอาไปปฏิบัติ สงสัยอะไรก็มาถามได้ แต่ไม่ได้รับเป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ แต่ก็รู้กันเป็นนัยๆ ซึ่งอาตมาก็ไม่ได้หมายความว่าอาตมารับปรึกษา แต่เฉพาะพรรคสัมมาธิปไตย พรรคอื่นจะมาปรึกษามาถามไถ่ก็ได้ แต่ถ้ามันห่าง ก็คงไม่ได้มีเวลาพูดอธิบายกันมาก หรือเขาไม่ค่อยศรัทธา แต่พรรคนี้เขาศรัทธา ก็จะต้องถามมากมายเพราะเขาเชื่อถือ
SMS วันที่ 19-21 พ.ย. 2564
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน คุณลักษณะ 3 ประการของพระโพธิสัตว์ _ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม : การจัดงานของอาจารย์สมเกียรติครั้งนี้ เป็นตัวอย่างแก่สังคม นักการเมืองบุญนิยมที่พ่อบอกคุณสมบัติของนักการเมืองที่แท้จริงต้องเสียสละแบบนี้โดยไม่หวังอะไรตอบแทนใด ๆ เลย แม้แต่ร่างกายก็สละเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาต่อไป กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า...ในผู้ที่ทำงานกับสังคม ต้องเป็นโพธิสัตว์ อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นโพธิสัตว์ อาจารย์สมเกียรติเป็นโพธิสัตว์ โพธิสัตว์มีเนื้อแท้จริงๆเลย 3 ข้อหลัก 1.ไม่มีตัวตน 2. ซื่อสัตย์ 3. รับใช้ประชาชน หรืออ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ 3 ข้อหลักนี้ ถ้ามีในใคร สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์เท่าที่คุณจะประมาณประเมินได้ คนนั้นเป็นโพธิสัตว์ ไม่มีตัวตน ซื่อสัตย์ ไม่ได้ลดเลี้ยวไม่ได้มีโค้งงออะไร ตรง ซื่อสัตย์ ทำอะไรไปตรงๆผางๆ อย่างโพธิรักษ์ตรง ผางๆ เปรี้ยงๆ เหมือนขวานจักตอก ไม่ไว้หน้าใครเลย แต่คนอื่นยังไว้หน้านะ เช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ไว้หน้าคน อาจารย์สมเกียรติก็ไว้หน้าคนเยอะกว่าโพธิรักษ์ โพธิรักษ์นี้ผ่าไม่ยั้ง ผ่าแหลกๆเลย หรือ รับใช้ประชาชน ไม่ใช่ รับใช้ประชาชนแต่แค่ วาทะ ตลบตะแลง ภาษารับใช้ประชาชนทุกคนก็เข้าใจมันโก้จะตาย ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญารู้ได้ว่ารับใช้ประชาชน มันก็รู้ ใครก็รู้ แต่ว่า พฤติกรรมจริงจิตใจจริงๆ คุณรับใช้จริงหรือเปล่า ขออภัยใช้ภาษาหยาบๆว่า คุณตลบตะแลงตอแหลหลอกเขา เหมือนอย่างกับทักษิณ ชินวัตร หรืออีกเยอะแยะ หลายผู้หลายคน ยกตัวอย่างคนเดียวก็พอกินแล้ว ซึ่ง ผู้ที่รู้ความจริงจะเห็นเลยว่ามันน่าสมเพชเวทนา สำหรับคนที่ยังมาทำชั่ว แล้วเขาจะทำไปทำไม ทำไปแล้วก็นรกกินหัว จริง ชาตินี้เขาได้เสวยสุขโลกีย์ เสวยบัลลังก์ที่เขาได้เสพ เขาก็ไม่รู้ตัว เขาทำหยาบ อย่างทักษิณ กับ เจ้าสัวในเมืองไทยหลายเจ้าสัวซึ่งจะไม่ออกชื่อ รวยเละ เจ้าสัวเหล่านั้นเขายังทำงาน แต่ทักษิณนี้ไม่ทำงาน คิดแผนการ แล้วก็บงการ แล้วก็กอบโกย จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ได้เลยว่าเขามีเงินกี่ล้านล้าน ไม่รู้จะเป็น 9 แสนล้านล้านหรือเปล่า ไม่รู้ว่าเขาจะมีขนาดนั้นหรือเปล่า เขาเป็นคนขี้เหนียว อายุเขาก็แก่ 70 กว่าแล้ว เอาออกมาทะลักทลายในชีวิตนี้ก่อนเขาตายก็ไม่หมด ดอกเบี้ยมันจะไล่อุดเข้ามาอีก ยิ่งเติมให้เขาอีกไม่ใช่น้อยๆเลย ซึ่งซับซ้อนนะ ไม่มีใครรู้ความลับของเขา แหม.. จบ ดร.ทางอาชญวิทยามานี่ ยอดจริงๆเลย ยอดมหาโจร อาชญะคือพวกโจร พวกอาชญากร เรียนมาได้จริงๆเลย ใช้อาชญากร ที่เป็นความรู้ขั้นด็อกเตอร์ของเขามา มาแสดงเต็มที่เลย ในโลกนี้มันก็มีคนๆนี้ในยุคนี้ ขออภัยที่อาตมาพูดชัดเจน พูดความจริง มันเป็นกรณีศึกษา อาตมาไม่ได้เกลียดชังเขาแต่สงสารเขา พูดไปแล้วคนอาจจะบอกว่าพูดทำเท่ทำโก้ แต่ที่พูดตำหนิถล่มทลายเขา ก็เพราะสงสารเขา ตำหนิให้เขาชัดเจนให้เขารู้ตัว แต่เขาจะรู้ตัวหรือไม่ เขาจะฟังออกไหม ถึงฟังออก เขาก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จนตายอาตมาว่า นี่ถ้าเผื่อว่าเขาไม่แก่ 70 รับรองว่า มันจะยิ่งกว่านี้อีก เอาละ พอ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน โลกุตรธรรมของไทยจะก้าวหน้าต้องรู้และจัดการภาวะ 2 เป็น _สตาร์แอร์ ทุ่งคอก : พ่อท่านบรรยายเหมือนพ่อท่านอยู่ในเหตุการณ์สมัยพุทธกาลเลยครับ🙏 พ่อครูว่า...คุณเคยอยู่สมัยพุทธกาลหรือ หรืออาจจะเอาความรู้รอบตัวจากตำราที่เคยเรียนรู้มาว่า ในยุคพระพุทธเจ้าเป็นบรรยากาศอย่างนั้น ซึ่งอาตมาพูดเหมือน ขอยืนยันว่าเหมือนสมัยพุทธกาล เหมือนสมัยพุทธกาลก็คือมี 2 อย่าง ยุคนี้ก็มี 2 อย่าง อย่างหนึ่งคืออย่างขาว อย่างหนึ่งคืออย่างดำ อย่างหนึ่งคืออย่างถูก อย่างหนึ่งคืออย่างผิด แล้วมันต้องมี 2 เพราะฉะนั้นที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ธรรมดา ของจิตนิยาม ธาตุรู้ เมื่อกี้นี้พูดค้าง พีชะ มันมีธาตุรู้ในตัวมันเองเท่านั้น เพราะฉะนั้นมันจะไม่รู้จัก 2 ครบ มันจะรู้เน้นไปหา 1 ของมันเอง พีชะ จนเป็นจิตนิยาม ถึงจะมารู้ 3 เส้า เลย 2 มา จะรู้ว่าตัวมันกับอีกสิ่งนึง สัญญากับสังขาร การกำหนดรู้เอามาปรุงแต่งตัวเอง พอมามี 3 เวทนา สัญญา สังขาร ก็จะรู้เพิ่มขึ้นมา รู้จักการปรุงแต่ง รู้มาจากเวทนา ผู้มีเวทนา ก็จะมีการปรุงแต่ง ตัวนี้ออกมาเป็น 4 เป็นวิญญาณเป็นธาตุรู้ โดยรวมครบแล้วก็เป็นขันธ์ 5 คือจะต้องมีสิ่งรองรับอีกอันหนึ่งคือ รูป รูป มีทั้งที่เป็นวัตถุ มีทั้งที่เป็นนามธรรม ที่เรียกว่ารูปด้วย ในรูปก็จะละเอียดลงไปหาอรูปอีกทีนึง เพราะฉะนั้น การรู้สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนพวกนี้เป็นเรื่องยากมากเลยในสัจธรรม ในเทวนิยมเรียนรู้โลกียะ จะรู้ฝ่ายเดียว รู้ฝั่งเดียว จะไม่รู้สภาพ 2 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จะรู้ได้แต่ฝั่งของโลกียะฝั่งเดียว ฝั่งที่รู้โลกุตระอีก กลายเป็น 2 กลายเป็น 3 กลายเป็น 4 กลายเป็น 5 6 7 8 9 จนกระทั่งหาประมาณมิได้ เขาจะไม่มีการก้าวหน้าออกมาถึงตรงนี้ ประเทศไทย เป็นประเทศที่เกิดโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า พูดให้ชัด เกิดได้ในยุคนี้แม้ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติในยุคนี้พ.ศ.นี้ ก็มีโพธิรักษ์นี่แหละอุบัติขึ้นมาในยุคนี้ แล้วมาประกาศตนว่าไม่มีอาจารย์ ไม่มีครู ไม่มีสำนักเรียน รู้มาจากชาติก่อนๆมาถึงชาตินี้ แล้วก็ยืนยัน แสดงความจริงนั้นอยู่ ทั้งพูด ทั้งพาทำ ทั้งเกิดผล เกิดผลทั้งทางวัตถุ เกิดผลทั้งทางมนุษย์จิตวิญญาณ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงมนุษย์มาเป็นอย่างที่เป็นนี้ ตรวจสอบได้จากพระไตรปิฎก เช่นให้คนมามีวรรณะ 9 มีพุทธพจน์ 7 เจริญด้วยลักษณะ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคีย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive