640301_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 29.docx
เนื้อหาในไฟล์
640301_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 29 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1ul-xislzqI8TtD17Kqa55TndW9cuYtYiY-paOzVgzhs/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1XTbWULCsNMMe0qtDAKq57BFpZQXJmkBU/view?usp=sharing
ยูทูปที่ https://youtu.be/1PZKz8X_QQc
_สู่แดนธรรม… วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ช่วงนี้ฤดูหนาวผ่านไปแล้วก็จะเข้าสู่ฤดูร้อน ได้ข่าวว่าพรุ่งนี้จะมีพายุฤดูร้อนเข้า ภาคการเกษตรก็โปรดระมัดระวัง
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เกิดมาเป็นคนสูงสุดที่ทำจิตเป็นอุตุนิยามได้ พ่อครูว่า…เราก็ไปเรื่อยๆ ตามทิศทางที่คนอย่างพวกเรา ที่มีทิฏฐิ มีแนวทาง มีเจตนารมณ์จุดหมายที่เราจะไปให้ถึงที่สุด หรือถึงที่สุดมันก็มีที่สุดแล้ว แล้วยังมีที่ต่อที่จะเป็นประโยชน์ เป็นคุณค่าขึ้นไปอีก เราก็ทำไป อย่างอาตมานี้คิดว่า เข้าใจสิ่งเหล่านี้ ว่ามันเป็น อะไรต่ออะไรก็ขยายให้ฟังไป เพราะว่าอาตมาดำเนินตามทางพระพุทธเจ้าที่พาเป็นพาศึกษา ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านเป็นไปจนถึงที่สุดของท่าน เป็นสยัมภูที่รู้ยิ่งยอด ในความเกิดมาเป็นคน สูงสุดเท่าไหร่ที่จะรู้ความจริงในความเป็นชีวิตมนุษย์ จะพบจะเห็นจะเป็นจะได้ ถึงที่สุดแห่งที่สุด ยืนยันอย่างนั้นเลยไม่มีใครจะรู้ที่สุดแห่งที่สุดได้เท่าเทียมความเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาก็เดินทางมาเป็นอรหันต์ แล้วก็มันท้าทายนะที่จะไปรู้ที่สุดแห่งที่สุด ที่เกิดมาเป็นร่างมนุษย์แล้ว กว่าจะเลิก เพราะมันรู้แล้วเป็นอรหันต์แล้วสามารถทำลายขันธ์ทำลายอัตภาพนี้ ให้เป็นอุตุธาตุเป็นดินน้ำไฟลมได้แล้ว ชัดเจนแล้ว จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ หรือแม้แต่ความซับซ้อน อยู่ในวัฏสงสารนี้ สิ่งที่เราเกี่ยวข้อง จิตของเราก็สามารถทำให
อ่านต่อ
้เป็นอุตุ จิตนี่แหละทำให้เป็นอุตุ แล้วเราก็ไม่เกี่ยวไม่ข้องอะไรกับมัน แต่มันก็ยังอาศัยมันเป็นธาตุดินน้ำไฟลม ในร่างเรานี้ต้องมีดินน้ำไฟลมใช่ไหม อาศัย มันเป็นดินน้ำไฟลมแท้ๆ หรือมันไม่แท้ มันมีธาตุรู้มีวิญญาณ มีพีชะ เราก็ต้องอาศัยมันนั่นแหละ มันเป็นพลังงานเต็มๆเราก็รู้มันอีกอาศัยจิตเต็มๆที่ยิ่งเจริญ เป็นจิตเจริญเต็มที่เจริญมากยิ่งขึ้น ขนาดไหนๆ ก็จะเดินขึ้นไปได้เรื่อยๆจนกว่าจะเจริญที่สุดเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็รู้ความจริงพวกนี้มาก็พูดไป อธิบายความจริง พูดไปอะไรยืนยันได้อาตมาพูดความจริงทั้งนั้น แต่คนไม่เข้าใจก็จะหาว่าเอาอะไรมาพูด ใช่แล้วที่คุณไม่รู้ก็เลยต้องบอกอย่างนั้น เอาอะไรมาพูด แต่อาตมายืนยันว่าที่เอามาพูดนี่คือความจริง ที่เอามาพูดหรือว่าเป็นจริงอย่างนี้ก็เอามาอธิบาย ผู้สนใจ (มีเสียงเด็กร้อง) วันนี้มี Sound effect เสียงเด็กร้องมีเด็กชายดีดี เขาก็เบิกบานตามประสาเขา ไม่ได้ทำลายของอะไรหรอก ซนไป อาจจะโยนทิ้งขว้างบ้างเท่านั้นเอง สู่แดนธรรม…พ่อท่านเคยบอกว่า สาเหตุที่ไม่ได้ห้ามเด็ก เพราะถือว่าทุกอย่างที่พูดไปมันจะบันทึกในคลังสัญญา พ่อครูว่า…เป็นการออสโมซิสที่คนรู้ได้ยาก เป็นเรื่องอจินไตย เขาไม่เจตนาแต่มันเข้าหู เหมือนกับเราเคาะในแป้นคอมพิวเตอร์ เราเคาะเข้าไปมันก็อยู่ในนั้น คุณใช้ไม่เป็นบางทีก็เป็นเศษเสียหายได้ แต่ที่เราพูดนี่มันเป็นของดีใช่ไหม อันนี้มันจะไปตกค้างในฮาร์ดดิสก์ ของเขา คือมันไม่ได้เสียหายเราไม่มีอะไรเสียหาย พูดอะไรทำอะไรได้บันทึกอยู่ในฮาร์ดดิสก์ สู่แดนธรรม...การบันทึก รายการโสเหล่โลกุตระมาถึงยุคที่ เหตุการณ์วันนี้เป็นอย่างไรในอดีต
_สมณะบินบน (ลานนาอโศก)...เราพึ่งเสร็จงาน พุทธาภิเษกไป แต่ในปีที่แล้ว วันนี้เริ่มงานพุทธาภิเษกเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2558 เป็นวันแรกของงานพุทธาภิเษกครั้งที่ 39(เริ่มงาน 1 - 7 มีนาคม 2558) ช่วงเทศน์ก่อนฉันเปิดงานพุทธาภิเษกฯ 10.45 น.พ่อท่านก็ได้ประกาศความเป็นอรหันต์เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ที่พุทธสถานศาลีอโศก ในเวลา 10.54 น. พ่อครูบอกเพิ่มเติมอีกว่า พ่อครูเป็นพระอรหันต์ที่มีปฏิสัมภิทาญาณ เป็นวันที่ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ได้ยากในยุคนี้ ที่คนเรากล้าประกาศว่าตัวเอง โกรธมากกว่าไม่โกรธ ประกาศว่าตัวเองโลภมากกว่าไม่โลภ โลกจึงขาดแคลนผู้กล้าประกาศว่าตนเองปราศจากความโลภโกรธหลงแล้วอย่างมีจริงเป็นจริงเป็นเอหิปัสสิโกในยุคปัจจุบัน
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อรหันต์อภิญญาน้อยเพราะเกิดมาเป็นอรหันต์ไม่หลายล้านชาติเท่าไหร่ มีญาติโยมสงสัยว่า มีคำตอบของคำถามว่า พระอรหันต์ที่มีอภิญญาน้อยเพราะว่าอะไร คำตอบคือได้เกิดมาเป็นคนไม่หลายล้านปีเท่าไหร่ พ่อครูว่า…ก็หมายความว่าเกิดมาเป็นอรหันต์นี่ไม่หลายชาติ เป็นอรหันต์แล้วไม่กี่ชาติก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป หรือเป็นพระอรหันต์แบบสมสีสี เป็นอรหันต์พร้อมกับการปรินิพพานสิ้นไปเลย ปริโยสานไปพร้อมๆกัน ไม่มีอะไรต่อเลยก็จะไปมีปฏิสัมภิทาญาณอะไร เป็นอรหันต์ที่ไม่ได้บำเพ็ญปัญญาธิคุณมากชำนาญ ตามฐานานุฐานะ ผู้มีปฏิสัมภิทาญาณยิ่งขึ้นเท่าไหร่ พระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์สายปัญญาธิกะ ก็ยิ่งกว่าหน่อย ผู้เป็นสายศรัทธาก็สามารถมีขึ้นมาได้จนกลายเป็น ปัญญาธิกะได้ ถ้าเจตนา พระอรหันต์สายสัทธาธิกะ บรรลุเป็นอรหันต์แล้วก็ได้เป็นอุภโตภาค แต่ก็ยังไม่ค่อยเฉลียวฉลาดอย่างปัญญาธิกะ มันยังมีอีกเยอะแยะที่ตนเองด้อยกว่าสายปัญญาธิกะ ก็บำเพ็ญตัวเองต่อ เพื่อสั่งสมปัญญาธิกะให้แก่ตัวเองได้อีกเหมือนกัน เพื่อจะได้เกิดเป็นปัญญาธิกะ กับผู้เป็นปัญญาธิกะ องค์ใดองค์หนึ่งนั้นจนพอใจ หรืออยากเป็นสมบูรณ์แบบเป็นพระพุทธเจ้าสายปัญญาธิกะเลย ก็เอาสิ ไม่มีใครห้ามกั้น สมณะบินบน...บางที่ ภูมิต่ำกว่าโพธิสัตว์ระดับ 7 ยากจะเข้าใจได้ พ่อครูว่า…ไม่มีทาง เขตระดับ 7 จะเป็นเขตที่รู้อะไรกว้างลึก ซึ่ง 7 นี้เป็นรอบสุดท้ายของ 7 8 9 เป็นรอบสามเส้าอันที่ 3 อันที่1 มี 1 2 3 อันที่ 2 มี 4 5 6 อันที่ 3 มี 7 8 9 สามเส้าก็เป็นวัฏฏะหนึ่ง ก็ครบ 0 บริบูรณ์แล้ว จะขยายเป็นปัญญาที่ยกกำลังอีกเท่าไหร่ก็ได้ ก็ว่าไป เป็นสังขยาเลขที่จะบอกขยายสภาพซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จะเอาสภาพซับซ้อนของตัวเลขที่ขยายสภาวะไปเท่าไหร่ล่ะ ในระดับพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันจะเป็นกี่ความซับซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อนอันนั้นมันจะเท่าไหร่ไปคูณเอาซึ่งไม่ต้องไปคิดหรอกทำจริงก็แล้วกัน ทำไปเลย ทำจนลืมเรื่องเวลา ก็ทำไปเถอะ เอาแต่สภาวะ ถึงตรงไหน เราอยากจะปรินิพพานเป็นปริโยสานเท่าไหร่ก็เท่านั้น เราจะรู้ว่าดีกว่านี้ยังมีอีก สอุตตรังจิตตัง จะรู้
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ลักษณะยึดได้แต่พยัญชนะไม่เข้าถึงสภาวะ สมณะบินบน…ในงานพุทธาฯผมได้ถามพ่อท่านว่า สัตบุรุษทำไมไม่เป็นอัฏฐบุรุษ มีคนรู้ภาษาลาลีว่า สัตบุรุษ มาจากคำว่า สัต กับ บุรุษ พ่อครูว่า…เราเอาสภาวะไม่แย้งกับภาษาเขา อย่างคุณเราเข้าใจ คุณว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ แต่เราเอาความหมายอันนี้มาใช้ อย่างโน้นเราเข้าใจแล้วเขาไม่มีก็ไม่ได้ใช้เป็นการตัดทางของเขาเอง เขาไม่มีอย่างนี้ก็ไม่ได้ใช้อย่างที่เรามี เขาบอกว่าอย่างนี้ไม่ใช่ก็ไม่ได้ อันนี้เท่านั้นเองเขาก็ตัดทางเขาเอง ก็เป็นเรื่องน่าสงสาร ก็ตัดไปทำไม ก็มันยังมีอยู่แต่คุณรู้ยังไม่ได้ ขออภัยคุณยังโง่คุณยังไม่เข้าใจ ไม่สามารถรู้อันนี้ได้ อันนี้ที่จริงมันมีแล้วเป็นของดีด้วย แต่คุณปฏิเสธ คุณก็ไม่ได้สิเมื่อคุณปฏิเสธจะทำอย่างไร มันเป็นความไม่ยอมรับไม่รู้ ไม่รับไม่เอาตัดทิ้ง ทั้งๆที่มันเป็นของดีของจริง แต่ถ้ามันไม่เป็นสิ่งดีไม่เป็นสิ่งจริงก็แล้วไป แต่เรายืนยันว่ามันมีเป็นของดีด้วย เราก็ได้ใช้ สมณะบินบน...เลยได้เข้าใจคนที่ยึดถือภาษาเขาเรียนมาตรงนี้ไปยึดภาษา ไม่เอาสภาวะ เขาแปลว่าผู้แปลถูกนี้มั่วเข้าไปยึดถือคำบาลีพยัญชนะ พ่อครูว่า…เข้าไปยึดถือแต่พยัญชนะสมมุติสัจจะเป็นบัญญัติภาษาบาลี เป็นอุปาทาน 1 อันที่ท่านแยกในอุปาทาน 4 ก็ได้ แต่ว่าถ้าได้แต่ภาษาได้แต่คำพูดลัทธิอยู่อย่างนั้น เข้าหาสภาวะไม่ได้ ซึ่งมีเยอะแยะทีเดียว เราไปบังคับเขาไม่ได้ มันมีอย่างนี้จริงๆก็น่าสงสารจะไปบังคับได้อย่างไรก็เขาไม่เอา ขณะที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เห็นได้แล้วนะแต่ไม่ได้มีความยินดี เริ่มต้นเป็นมูลกา ก็ยาก หากไม่มีตัวยินดีไปไม่รอดเลย ยินดี เป็นยาดำ ในอะไรๆ ก็มีความยินดีฉันทะเยอะ ในมูลสูตร ฉันทะเป็นที่1 ในอิทธิบาทก็ฉันทะมาก่อน แม้แต่สุริยเปยยาลก็อยู่อันที่ 3 สมณะบินบน...เลยมีความเข้าใจในคนที่อ่านหนังสือทางเอกในยุคแรกๆก็อาจจะไปยึดถืออย่างนั้น
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อยู่กับกิเลสโดยใช้หลักไตรลักษณ์ทำเช่นไร _ในปางฝัน…ที่ผ่านมาคือปฏิบัติธรรมฟังธรรมพ่อครู ก็เข้าใจเป็นลำดับ แต่วันนี้ก็ชัดเจนลึกซึ้งจากการได้ฟังธรรมอย่างต่อเนื่อง ก็มีความชัดเจนว่าเวลาที่กิเลสเราเกิด แต่ก่อนบางครั้งเราก็ไม่เท่าทันไม่รู้ว่ามันเกิดแล้วเราก็อยู่กับมัน โดยที่ไม่รู้ทุกข์ แต่มาถึงวันนี้ก็ชัดเจนอีกว่า กิเลสเกิดนี่เรารู้ทันมันมากขึ้น แล้วพ่อครูก็บอกอีกว่า เราต้องรู้จักการควบคุม ต้องรู้จักการปรับแต่งจิตของเราที่จะระงับกิเลส ก็เลยอยากถามพ่อครูว่า..เราจะอยู่กับกิเลสอย่างไรให้สัมมาทิฏฐิเวลาเราเกิดกิเลส พ่อครูว่า… เราก็อยู่อย่างพยายามรู้จริงๆว่าเราอยู่กับกิเลสมันเป็นอาการอย่างไร กิเลสมันเป็นตัวเลวตัวไม่ดีอย่างไร ก็อ่านอาการมันให้ชัด จนเราชัดว่า อ๋อ.. กิเลสมันไม่ดีอย่างนี้ ตัวปฏิภาณปัญญาของคนรู้ว่าอันนี้เป็นตัวผีร้ายตัวเลวตัวไม่ดีจริงๆ ปฏิภาณคนรู้ว่าอันนี้มันอยู่กับเราเป็นตัวไม่ดีนะ ใครล่ะ ความฉลาดของตัวเองย่อมมีเป็นสามัญอยู่แล้ว ใครจะเอาความไม่ดีไว้ รู้ว่ามันไม่ดีก็ไม่ต้องพูดแล้ว รู้ว่ามันไม่ดีคุณจะเอาไว้ก็เอาเถอะ รู้ว่ามันไม่ดีจริงๆชัดเจนแล้วถ้ารู้แล้วยังจะเอาไว้ก็แล้วแต่คุณสิ อย่างนั้น แต่สามัญแท้ๆใครจะอยากเอาความไม่ดีไว้ตัวเอง ถ้ามันรู้ว่าไม่ดีมันจะไม่เอาไว้ ข้อสำคัญก็คือว่า จะไม่เอาไว้แต่มันยังอยู่จะทำอย่างไรจะไม่อยู่กับเราจะไม่เอาไว้ ตอนนี้แหละคุณจะต้องหาทางหรือหาวิธี ว่าจะทำอย่างไรวิธีหรือทางปฏิบัติเพื่อให้ไอ้กิเลสนี้ไม่อยู่กับเรา และก็ปฏิบัติตามที่เราจะเข้าใจวิธีนั้น จนกระทั่งมันไม่มี แล้วไอ้ที่จะให้ไม่มีมันมี 2 อย่าง 1. กดข่มหรือลืมมัน มันก็ไม่มีได้ แต่มันไม่ถาวร 2. มันต้องรู้ความจริงเลยว่า เอ็งไม่อยู่ถาวรไม่มีตัวตนหรอก เอ็งเป็นเหตุแห่งทุกข์ เอ็งนี่เป็นตัวผีเหตุเลย แล้วเอ็งไม่มีจริงหรอกและเอ็งก็ไม่อยู่ถาวรแน่นอนเที่ยงแท้อะไรหรอก ไปๆมาๆๆ ทำเป็นเล่น ภาวะไตรลักษณ์ จะเกิดขึ้นมาให้คุณได้เห็น ทีนี้ ความฉลาดหรือปัญญารู้จักไตรลักษณ์มันจะมีพลังฤทธิ์เอง ดับไปเลย พอพลังปัญญามี ถ้วนเต็มพอ ตัวนี้ก็จบอนัตตา มันไม่ใช่ตัวจริง มันไม่เที่ยงแท้ มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ด้วยมันชัดเจนเลย ตัวนี้ พลังรู้พลังปัญญาอันนี้ มันจะขจัดเลย ขจัดตัวกิเลสนี้หายไปเลย มันเป็นเช่นนั้นจริง อธิบายเป็นภาษาไทยง่ายๆ อธิบายสภาวะจริงให้ฟังตามที่อาตมาผ่านมา ได้มา เป็นมา มันเป็นอย่างนี้บอกให้ชัด พอเข้าใจไหม สมณะบินบน...ศาสนาพุทธ มีอะไรเป็นแก่น ระหว่างวิมุติกับนิพพานต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า…วิมุติเป็นแก่น นิพพานเป็นภาษาไวพจน์ที่ซ้อนๆกันอยู่ จะมีละเอียดลึกซึ้งอย่างไรก็มีสภาวะของภาษาต่างกัน วิมานะ กับ วิมุตตะ มุตตะแปลว่ารู้ พานะแปลว่าข้องอยู่ นิพานะแปลว่าไม่ข้อง วิมุตตะ ไม่รู้ หรือ วิ นี่รู้ยิ่งๆ วิ มีภาวะ 2 วิ ตัวนี้ มีภาวะ 2 ที่ยิ่งใหญ่มากเลย ถ้าจบคำว่า วิ แล้วไม่ขัดแย้งกันในตัว 1. มันแปลว่าไม่ 2. มันแปลว่ายิ่ง ไม่ขัดแย้งกัน คำว่ายิ่ง กับไม่นี้ ไม่ขัดแย้งกันเลยในสภาวะ สภาวะที่ไม่คืนไม่มีสิ่งที่ไม่ดี ไม่จริงๆ ไม่ๆๆเลย สิ่งที่ดีจริงๆก็มียิ่งๆๆๆ เลย เป็น 2 สภาวะที่ชัดเจนอย่างนี้ นิพพาน ไม่ข้อง ส่วนวิมุติ คือรู้ยิ่งๆ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เพลิดเพลินและการอนุโลมได้แค่ไหนอย่างไร _แซมดิน...วันนี้เป็นวัน บวร ของสันติอโศกมีกิจกรรมตั้งแต่เช้าหลายอย่าง … อาฟังฝนฝากถาม เรื่องความเพลิดเพลิน ของพระอริยะชั้นต้น กับพระอรหันต์ต่างกันหรือไม่ อย่างไร พ่อครูว่า…จริงๆแล้วไม่ควรถามมากหรอก อยากรู้ในสิ่งที่เรายังไม่ถึง ก็ไม่สามารถเข้าใจได้หรอก แม้มีอาการนั้นอยู่ที่เราแล้ว มันก็เข้าใจไม่ได้เพราะเรายังมีภูมิไม่ถึง ถามไปก็เท่านั้นเอง ได้รับภาษาที่บอกเท่านั้น ที่จริงแล้วภาษาบาลีเรียกว่า สัปปายะ มาเป็นคำไทยว่า สบาย ผู้รู้จะเข้าใจว่า ภาษาแต่ละคำ สนุกสนาน มันฉิบหายเลย นี่ไม่ได้หยาบนะ ใช้ภาษากับคนระดับนั้น มันฉิบหายสนุกมากเลยนะ เพลิดเพลิน หรือว่าสบายๆ คนที่เข้าใจแล้วใช้เป็นก็จะใช้ได้ทุกสภาวะ แน่นอนสบาย ไม่ได้เพลิดเพลินจัดจ้านอะไร เพลิดเพลิน ก็มีรสจัดกว่าสบาย ส่วนมันฉิบหายนี่ อย่างอุพเพงคาปีติ ปีติแรงๆ ชาวโลกก็ต้องการจะได้ความแรง เผ็ดมากๆ มีเยอะๆ หรูๆหราๆใหญ่ๆ ไปทางมหัปปิจฉะ ไปทางมากๆ ก็จะไปอย่างนั้น มากๆว่าจะไม่หมดสักทีผู้รู้ก็จะค่อยลดน้อยลง จนกระทั่งใจมันพอเรียกว่าสันโดษ คำนี้ยิ่งใหญ่มาก แค่นี้ก็เหลือพอสนุกแล้วเหลือพอเพลิดเพลินแล้ว รู้แล้วล่ะ มันเท่านั้นก็รู้ แม้ไม่เคยมัน ยังคุณที่บอกว่า มันชิบหายมันเป็นพลังงานสูงจัดจ้าน เราก็เข้าใจแล้วรู้แล้วว่า สนุกกับเพื่อนเพลินเอร็ดอร่อยโลกียรสมันรู้แล้ว หยาบเท่าไหร่ก็รู้แล้ว มันยิ่งหยาบยิ่งแย่ ทางโลกีย์ แต่เราไม่เอาไปทิศทางนั้นเราหยุดเราจบ คนมีทิศทางพอ แม้กระทั่งจะมีก็อนุโลมไปตามเขาเหมือนกับเล่นกับเด็กๆไป อย่างตอนนี้เราก็ไม่ได้ไม่มีเวลาเล่นกับเจ้าดีดี ก็เลยตัดไป เขาก็เลยไปที่อื่น เราก็รู้กาละเทศะว่าจะทำแค่ไหน จะมีแค่ไหน ที่จะเอาประโยชน์ได้ เป็นประโยชน์ 1 จริง 2 เป็นประโยชน์ 3 เป็นไปได้ เราก็ทำสิ่งนั้นลงไป ให้เกิดให้มีให้เป็นขึ้น ถ้าไม่ทำมันก็ไม่มีขึ้น เราสามารถทำได้ตามกาละเทศะฐานะที่ควรทำ ก็อยู่ไปอย่างนี้สบายๆ ทำอย่างสัปปายะ _แซมดิน ...เช่นเรารับประทานอาหารให้รสชาติจัดจ้านลดลง ก็รู้สึกว่าสบายดี ไม่จำเป็นจะต้องไปจัดจ้านแบบสมัยก่อน มันเป็นอย่างนี้ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า…ใช่ จนกระทั่งมันไม่มีหรอกอร่อยหรือไม่อร่อย มันก็เหมือนเหมือนกันกับทุกๆอย่าง มันก็อารมณ์เดียวกัน เป็นแต่เพียง รู้ความจริงตามความเป็นจริง อันนี้มันเค็มอันนี้มันหวานอันนี้มันเปรี้ยว มันก็บอกฐานะบอกสภาวะความจริงของมัน มันหวาน เราก็ไม่ได้บอกว่าชอบหน่อย เค็มเราก็บอกว่าไม่ได้ชอบหน่อย มันไม่หรอก มันก็เท่ากัน แต่รู้ความจริงตามเป็นจริงของอันนั้นจะเป็นอย่างนี้อย่างไหน จะมากหรือจะน้อย จะแรงหรือจะเบา ถ้าเราไปแรงๆๆ มันเบาไม่ลงมันก็จะมีแต่ไปมากขึ้น แต่ถ้าเราเบาจนกระทั่งถึง 0 ได้แล้วเราจะอนุโลมเป็น 1แล้วกลับมาหา0 จะว่าติด 0 ก็ไม่ได้ติด แต่ 0 คือที่สุด ถ้ารู้ว่าเราจะมีบ้างอนุโลมเป็น 1 แค่นั้นก็เหลือแหล่แล้ว จะเป็น 2 บ้างก็พอเป็นไป เดี๋ยวเป็น 3 เป็น 4 เราจะพอใจไปมันก็จะไม่มีที่จบ เราก็รู้จิตของเรา ยังมีมากอยู่นะเราก็ต้องรู้ตัวนะ อย่าให้ตัวผีแทรกๆมา เดี๋ยวก็ยินดีไปตัวมากตัวดี ไอ้นี่มันจะยาก เพราะฉะนั้นอย่าให้มันเป็น จบ มันจึงอยู่ที่ 0 1 2 สามเส้า คุณพักที่ 1 แล้วมาจบที่ 0 อนุโลมไปที่ 2 ปรุงแต่งเป็นสามเส้าก็พอ วัฏฏะสุดท้ายคือ 0 1 2 ก็มีเท่านี้
_SMS วันที่ 22-27 ก.พ. 2564 _ชัย กิจจา : น่าจะออกอากาศผ่านดาวเทียมเหมือนเดิมครับ สาธุๆๆ พ่อครูว่า…ก็เขาบอกว่าเราจะไม่กลับไปจ่ายเงินค่าดาวเทียมอีกแล้ว ยิ่งทุกวันนี้โควิดเศรษฐกิจสะดุดชะงักเราก็เป็นตามเขาบ้างแต่ไม่ถึงกับยากลำบาก เราก็ไม่ควรฟุ่มเฟือยไปถึงขนาดนั้น ถ้าเราเองอนุโลมจะต้องเสียเงินค่าดาวเทียมเดือนหนึ่งหลายแสน เงินแสนกับชาวอโศก ไม่ใช่เล่นนะ ชาวอโศกนี้จนจริงๆ ไม่ใช่จนเล่นๆ เราก็ประหยัดมาเรายังมีงานอื่นที่จะทำ เราก็สงวนอันนี้ จึงขอบอกให้คุณชัยกิจจาว่า ที่จริงเราก็ไม่ได้ปฏิเสธหรอกว่าไม่ดี มันดี แต่เราเป็นไปได้ยากก็ขอไว้ก็แล้วกัน ให้เหมือนเดิมคงไปไม่ได้แล้วล่ะก็เอาขนาดนี้ เพราะว่าให้ขวนขวายเอาบ้าง สำหรับผู้ที่สนใจก็ขวนขวายเอาหน่อย มันก็ไม่กระไรนะหรอก ไม่แพงไม่ยากอะไรแค่ซื้อกล่องเท่านั้นเอง นอกนั้นก็ดูตามที่เขามีได้ไม่ต้องซื้อกล่องก็ดูตามวิธีทางเทคนิคเขา แบบ Facebook แบบ Line ก็ได้
_Suparat Jundon (สุรพัฒน์ จันดอน) : น้อมกราบนมัสการพ่อครู สมณะ สิกขามาตุทุกรูปค่ะ โชคดีที่มี online ทำให้ได้รับฟังธรรมะแท้จากสัตบุรุษค่ะสาธุ รับชมทุกวันที่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ภาพเสียงชัดเจนค่ะ
_ติ้ง ดาวตะวัน : พ่อท่านจัดหนักทีมสุขภาพเลยงานนี้ ต้องตระหนักให้ดีแล้วนะคะ
_ฟอด เทพสุรินทร์ : วันนี้(เทศน์ทำวัตรเช้าวันแรกงานพุทธาภิเษกฯ) พ่อครูแสดงธรรมเรื่อง อุตุ พีชะ ชีวะ ได้อย่างดียิ่งกว่าทุกครั้งที่พ่านมาในปี ๖๔ เป็นบุญกุศลของลูกที่สุดครับ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สติ กับชาคริยานุโยคะ _ตุ๊ก อัศวิน : ชาคริยานุโยคะ=สติ ใน พตปฎ. หมวดพระวินัย มีระบุไว้อย่างเป็น ระเบียบระบบในเรื่องพิจารณาอธิกรณ์ในหมู่สงฆ์ จนอดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นต้นแบบของวิธีพิจารณาคดีความทางโลกของศาลสถิตย์ยุติธรรมในปัจจุบัน..!!เมื่อเกิดคดี..สันติอโศกในอดีต..น่าจะนำหมวดพระวินัยใน พตปฎ มาพิจารณาคดีความนี้ให้เกริกก้องเกรียงไกรประกาศพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าให้ชาวโลกรับรู้!! ช่างน่าเสียดายโอกาสที่ผ่านไป..เจงๆนะเจ้าคะ พ่อครูว่า…สตะ แปลว่า 100 ส่วน สติ เป็นตัว 3 อะ อา อิ สระอิ เป็นตัวที่ 3 ติ คือสังขยาเลข 3 ติ คือตัวตั้งมั่นตั้งอยู่ สามอันผนึกเข้าไปเป็นตัว 100 สาม 100 สามเส้า ก็เป็นกรอบของวัฏฏะที่เป็น 100 นี่แหละ สาม cyclic ในนี้ สติคือเต็มร้อย ธาตุรู้เต็มทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สมบูรณ์เลยทั้ง 3 กายวาจาใจเต็มร้อย กายก็ร้อย วจีก็ร้อย มโนก็ร้อยหรือกายก็สามร้อย วจีก็สามร้อย มโนก็สามร้อย อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสติตื่นเต็ม โลกก็ต้องเอาทางธรรมะพุทธเจ้าไปใช้แต่เขาเข้าใจไม่ได้ทั้งหมดก็ไม่ได้บังคับ อาตมาเคยพูด อธิกรณสมถะ 7 นี้ ท่านแบ่งไว้ชัด อยู่ในกรอบนี้ทั้งนั้น สมบูรณ์แบบในวิธีพิจารณาความ ผู้พิพากษาก็มีความรู้ทางกฎหมายไม่ได้มีความรู้ทางธรรมะโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างที่อาตมาพูดไป อาตมารู้แต่ก็ต้องยอมเขาต้องใช้กฏอันนี้ในสังคม อาตมาไม่มีปัญหาเพราะอาตมาไม่มีตัวตน เขาให้แพ้ก็แพ้ เราแพ้ไปแล้ว ตัดสินผิดก็ผิดไม่ว่ากัน เราก็ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน แต่ไม่ได้เข้าคุกหรอกรอลงอาญา 2 ปี ก็ผ่านไปแล้วก็จบไปแล้วเรื่องนั้น ซึ่งแม้แต่กฎหมายเขาก็ไม่ให้ทำต่อ เขาก็มีกฎหมายไม่ให้ทำซ้ำมันแล้วไปแล้วไม่มีอะไรจะทำต่ออีกแล้ว อาตมา ถึงบอกว่าจบ แม้แต่เรื่องการเกิดคดี ทนายความทองใบทองเปา มาว่าความศาลชั้นต้นแพ้ก็อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็แพ้อีก แล้วทนายทองใบจะยื่นฎีกาแต่อาตมาบอกว่าไม่ต้องยื่นฎีกาหรอก เราจบแค่ชั้นอุทธรณ์ เพราะผู้พิพากษาท่านอย่างนี้ถ้าไปอีกก็แพ้อีกเฉยๆ แพ้เท่านี้ก็พอแล้วจบที่ผู้แพ้ก็จบแล้ว เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรในความเป็นผู้แพ้ เราไม่มีอัตตา เราก็ทำงานได้เต็มที่ได้อยู่ กฎหมายก็ทำอะไรไม่ได้เพราะสิ้นสุดกฎหมายทางโลกแล้ว ทางธรรมะเรารู้ไง เพราะแพ้จึงอยู่รอดได้ เป็นอจินไตยที่ยิ่งใหญ่ คนที่ยังแพ้ไม่ได้มีตัวตนทั้งนั้น ยังเหลือนิดหน่อยเท่าไหร่ก็แล้วแต่ อย่างอาตมาแพ้เลย ใครจะมาแพ้ยิ่งกว่าอาตมาแพ้ คนนั้นชนะอาตมาเลยนะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ภพ ภูมิ สัมภเวสี คือ อะไร _Ka Por (ข้า พอ) : ภพภูมิ สัมภเวสี คือ อะไรคะ พ่อครูว่า…ภพ เป็นภาษาคำว่าภพ คือแดนที่เป็นสภาวะทางวัตถุโลก ภูมิ คือภาษาที่เป็นความรู้ทางนามธรรม ส่วนภพเป็นทางรูปธรรม ส่วนภูมิคือนามธรรมความรู้ ถ้าภพภูมิคือแดนนี้มีความรู้เท่านั้น สัมภเวสีคือ จิตวิญญาณที่ยังไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อยู่ เอามาเรียนรู้อะไรไม่ได้ ยังล่องลอย ตุ๊บป่องๆๆ เป็นวิญญาณล่องลอยไม่มีที่ตั้ง พยัญชนะเรียกว่าไม่มีที่ตั้งที่เป็นวิญญาณฐีติ หรือไม่มีฐานที่ตั้ง ลอยไปนี่แหละ ซึ่งคนไม่เข้าใจกันได้ง่ายๆ เช่นคนตาย คนตายแล้วไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย เพราะฉะนั้นจึงเป็นวิญญาณที่ไม่มีที่ตั้ง จะมีที่ตั้งก็ต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องเกิดมามีขันธ์ 5 มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วก็อาศัยพวกนี้มาพูดกันเรียนรู้กันได้ ตายไปแล้วศึกษาไม่ได้จัดการก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้ หรือแม้แต่ตายไปแล้วเป็นสัมภเวสีล่องลอยไปไม่หาที่ตั้งไม่มีที่ตั้งไม่เข้าหาที่ตั้ง ต้องเกิดใหม่นั่นเอง วิญญาณสัมภเวสีนี้ไม่มีการไปแก้ไขปรับปรุง คุณจะเป็นนรกของคุณก็เป็นของคุณ คุณจะเป็นสวรรค์ก็เป็นสวรรค์ของคุณตามที่คุณเป็น คุณก็เป็นของคุณอยู่กับคุณตัวคนเดียว อันเดียวเลยไม่เกี่ยวกับใครเลย แต่ไปเข้าใจว่าไปพบกับคนนั้นคนนี้ คุยกับคนนั้นคนนี้ มีภพภูมิทางนามธรรมอีก อย่างนั้นมันเพ้อพก เพ้อสร้างภูมิอะไรเข้าไป มีแดนพุทธเกษตร มีพระพุทธเจ้าพระอริยเจ้าอยู่เต็ม ก็คือ เป็นจินตนาการ เป็นนิรมาณกาย เป็นกายที่สร้างกันเองร่วมรู้ร่วมกันคุยกันเป็นคุ้งเป็นแควไป แต่ต่างคนต่างไม่มีอาทิสมานกาย ไม่มีใครเห็นไม่มีใครรู้ที่พูดกัน พูดแล้วมันล้งเล้งๆกันไปตามประสา ภาษาอะไรไป พูดกันไปสมมุติกันไป อาจพอรู้กันได้ปุโลปุเล แต่ไม่มีความจริงที่จับมั่นคั้นตาย มันก็ได้แต่ ดิ้นไป ตรงกันบ้างพอรู้เรื่อง จบที่ตกลงกันให้ตรงกันได้ก็คือลมๆแล้งๆทั้งนั้นสรุปแล้ว เพราะฉะนั้นต้องปฏิบัติธรรม ต้องเป็นความจริงในเมื่อมีแสงสว่างแห่งโลกแล้วก็มีวัตถุมีชีวิต โดยเฉพาะชีวิตผู้จะเรียนรู้ได้คือเวไนยสัตว์ คือผู้ฉลาดที่มีภูมิรู้ในระดับ จะว่าจริงๆคือมีปัญญาโลกุตระขึ้นไปจึงจะเรียนรู้ในระดับโลกุตระนี้ได้ ถ้ายังไม่ถึงก็ยังไม่ถึง จะไปพูดอย่างไรก็คือมันเป็นคำพูด สภาวะก็คือสภาวะก็คือของจริง ถ้าไม่ถึงของจริงพูดอย่างไรมันก็ไม่ถึง ถ้าถึงของจริงแล้วไม่ต้องพูดก็เป็นจริงยิ่งรู้กันได้ตรงกันก็พูดกันรู้เรื่อง เช่นพระอรหันต์ที่เป็นพระอรหันต์พูดกันก็มีสัจจะเป็นหนึ่งเดียว พูดกันไม่มีอะไรขัดแย้ง ขัดแย้งอยู่ก็คือไม่ลงกัน 100% ถึงไม่ 100% ก็พยายามศึกษาผู้รู้จะรู้ว่าคนนี้ไม่ 100% เขายึดถืออยู่ก็ปล่อยเขา เพราะฉะนั้นท่านจะวางก่อน ผู้ที่เขาวางก่อน แต่ตัวเองยังไม่รู้จริงอวดดีเพราะเข้าใจพยัญชนะก็ได้เหมือนกัน เสร็จแล้วเขาก็ยังไม่รู้อยู่นั่นแหละว่าเขาวางก่อนที่เขาจะรู้ต่อ เขาก็วางก่อน เพราะฉะนั้นก็จะต้องรู้ว่าเขาว่าอย่างนี้เราไม่แย้งเขา เราก็ติดตามเขายอมรับเขา ถ้ายอมรับเขาศึกษาตามเขาเราก็จะจบ แต่ถ้าคุณไม่ยอมรับเขา คุณนึกว่าตัวเองแน่ แล้วคุณจริงหรือเปล่า ถ้าจบไม่จริงคุณก็ยึดตัวตนอยู่อย่างนั้น อาตมาพูดได้ขนาดนี้ก็ว่าเก่งแล้วนะ มันเก่งกว่านี้ไม่ได้ เอา พอ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำไมผู้หญิงเข้าวัดฟังธรรมมากกว่าผู้ชาย _ทำไมทุกวันนี้ผู้หญิงเข้าวัดศึกษาธรรมะมากกว่าผู้ชาย มากกว่าผู้หญิง พ่อครูว่า…ผู้หญิงเป็นลักษณะ 2 ที่ยังไม่สมบูรณ์ ผู้ชายเป็นลักษณะหนึ่งที่สมบูรณ์ขึ้นมาแล้วความจริง ก็ตอบสั้นๆแค่นี้ก็แล้วกัน ผู้ชายจึงเรียกว่าเอกบุรุษ ผู้หญิงเรียกว่าเอกสตรีไม่ได้ ภาวะหญิงจึงมี 2 สภาพจึงทุกข์มากกว่า หาทางเรียนรู้มากกว่าก็เป็นธรรมชาติยิ่งในกลียุค ก็จะมีผู้ที่แสวงหามีมาก ผู้ชายมีภูมิสูงกว่าก็จะได้มาก นอกนั้นก็ยังไม่เอาเลยเขาก็ยังไม่ได้ ของพระพุทธเจ้ามาเอาก็จะได้ ส่วนผู้หญิงแน่นอนผู้ที่ยังไม่ได้ก็ไปกองอยู่มาก ก็เป็นธรรมชาติ อธิบายได้แค่นี้ไม่เก่งกว่านี้นะ
_พ่อท่าน เชิญชวนให้มาอยู่บ้านราชกัน ตั้งเป้าไว้ 1,000 ลดมาเหลือ 700 ก็ยังไม่ได้ คนที่พ่อท่านหมายให้เข้ามาใหม่ถึงกลุ่ม ชาวอโศกที่ยังไม่เข้าวัดยืนอยู่ตามพุทธสถานอื่น หรือคนใหม่ที่ยังไม่มีบารมียังไม่มา โดยส่วนตัวคิดว่าชาวอโศกที่เป็นเนื้อแท้ตามพุทธสถานต่างๆ น่าจะไปรวมที่ราชธานีอโศกให้มากๆแน่นๆเป็นปึกแผ่น พ่อครูว่า…จะบอกว่าเชิญชวนก็มีลักษณะนั้นอยู่บ้าง เป็นแต่เพียงประกาศไปว่า ผู้มีศีล อย่างน้อยศีล 5 ไม่มีอบายมุขไม่กินเนื้อสัตว์ เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐาน ใครทำ 3 อย่างนี้ไม่ได้ 1.ไม่มีอบายมุข, 2. ถือศีล 5, 3.ไม่กินเนื้อสัตว์ 3 อย่างนี้ ถ้าทำยังไม่ได้อย่าเพิ่งมา ถ้าได้ 3 อย่างนี้ มาและปฏิบัติกันไป มีขั้นตอนมีเหตุปัจจัยตามเงื่อนไขนั้น ซึ่งมันมีความจำเป็นที่จะอยู่ที่ต่างๆไม่จำเป็นต้องบีบคั้นกันหรอก หากมาอยู่ที่นี่หมดแล้วปล่อยให้ที่อื่นทิ้งร้างมันไม่ได้มันก็ต้องเป็นไปตามธรรมชาติอยู่ที่นั่นที่นี่บ้าง หากพอเป็นไปได้จะมารวมกันที่นี่ก็เอา ไม่ได้ก็เป็นไปตามที่ได้ อาตมาว่าอัตราการก้าวหน้ายังมีมากขึ้นเรื่อยๆไม่เป็นไรหรอก วันหนึ่งมันก็ถึง มันก็จะเป็นไปตามธรรม เพราะว่าอาตมาดูตรงที่อัตราการก้าวหน้ายังไม่ถดถอย เมื่อมีอัตราการก้าวหน้าอยู่ มันจะช้าก็ไม่เป็นไรไม่ต้องรีบร้อน เราก็ทำสิ่งที่ควรจะเร็วขึ้นได้พยายามทำงานสอนบรรยายมา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive