310101 พรปีใหม่ โดย ท่านติกขวีโร ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์ธรรมะจากนักบวชชาวอโศก
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข13 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

310101 พรปีใหม่ โดย ท่านติกขวีโร ณ ปฐมอโศก

พรปีใหม่ โดย ท่านติกขวีโร เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 31 ณ ปฐมอโศก

ขอกราบคารวะพ่อท่าน และหมู่สงฆ์ทุกๆรูปครับ ขอเจริญธรรมกับพวกเรา ที่ใกล้ๆความตายเข้าไปอีก 1 ปี วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยคำที่ว่า Welcome to ปฐมอโศก รู้สึกมีลูกศิษย์ร้องเชียร์ด้วย ปฐมอโศกยินดีต้อนรับ แต่บางทีเพื่อนพระด้วยกันท่านก็อ่านเพี้ยนไป อ่าน Welcome to อ่านว่า เวรกรรมปฐมอโศก ก็รู้สึกว่าในงานนี่นะ ถ้าไม่มีอะไร ไม่ใคร่สะดวก ก็ต้อง ขออภัยแก่ญาติธรรม ที่มาร่วมงานกันด้วยนะ เห็นว่า ห้องน้ำถึงก็ต้องยืนรอกัน บางทีน้ำก็ ไม่ค่อยพอ ก็มันยังติดๆขัดๆนะ สมกับฉายาของอาตมาแหละนะ อาตมาก็มีฉายาใกล้ๆติดๆ ขัดๆเหมือนกัน ติกขะนี่ ยังงั้น ปีนี้ ทั้งน้ำทั้งไฟอะไรก็รู้สึกว่า ติดๆขัดๆ ใกล้ๆชื่อตัวเอง เหมือนกัน แต่คงจะไม่ใช่เป็นเวรเป็นกรรมหรอกนะ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า การที่เราได้ มาฝึกอดทน เพ่งเพียรอย่างงี้นะ ได้มีการตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเราจะเจริญ ยิ่ง เราจะได้เกิดธรรมะ กุศลธรรมจะเจริญกับชีวิตของเรา ที่บอกว่ามาปฐมอโศก Welcome to ปฐมอโศกนี่ เพราะอะไร อาตมาอยากจะย้อนให้ทบทวนนิดนึง วันที่พ่อท่าน ได้แสดงธรรมในวันแรก เรามาปฐมอโศกก็เพราะว่า 1.เราจะได้มารักษาประเพณีในการบิณฑบาต ปีนี้เราจะได้บิณฑบาตในหมู่บ้าน ทั้ง 4 วัน สร้างประเพณีบิณฑบาต 2.มาช่วยกันสร้างตลาดอริยะ 3.ฟังสัจจะสาระจากปฏิบัติกร 4.ฝึกตื่นนอนแต่เช้า รู้สึกว่า ตี 1 กว่าๆ ลุกขึ้นมากวาดศาลากันแล้ว อันนี้ วันหลังเดี๋ยวมาเก็บคะแนนเอาตอนกลางวัน ไม่ใช่อะไรหรอก กลัวว่าตื่นตี 1 นี่ เดี๋ยว บ่าย 1 ก็หายกันหมด อย่างงี้คงไม่ได้ผล ยังงั้นไม่ถึงกะ ตี 1 ตี 2 ก็ได้นะ ตี 3 ควรจะ มาทำความสะอาดก็พอ นี่เราก็ได้ฝึกตื่นนอน

อ่านต่อ

แต่เช้า บางคนไม่เคยนะ ได้ฝึกตื่นนอนแต่เช้า 5.ชาวเราได้ร่วมสังสรรค์ มีญาติพี่น้องมาฉลองงานปีใหม่กันทั้งประเทศ ก็เป็นงานสังสรรค์ครั้งยิ่งใหญ่ 6.ช่วยกันทำงาน อันนี้งานเรามีคนเป็นพันๆนี่ โดยเฉพาะงาน fair อย่างนี้ งานตลาดอย่างงี้ ก็คงจะต้องอาศัยกรรมกร อาศัยปฏิบัติกรตัวจริง ตัวปฏิบัติจริงๆนะร่วมกัน งานของเราก็คงสำเร็จเรียบร้อยด้วยดี 7.เบิกบานใจ แล้วผ่อนคลายด้วยวิดีโอธรรม ใครสามารถทำครบ 7 ขั้นตอน นี่ ก็เรียกว่า มาครบตามหลักสูตรในงานปีใหม่นี่ ซึ่งให้ประโยชน์กับเราในงานนี้ ทวนอีกนิด อีกทีก็ได้นะ 1.รักษาประเพณีบิณฑบาต 2.สร้างตลาดอริยะ 3.ฟังสัจจะสาระจากปฏิบัติกร 4.ฝึกตื่นนอนแต่เช้า 5.ชาวเรารวมสร้างสรร 6.ช่วยกันทำการงาน 7.เบิกบานใจ รับ ผ่อนคลายด้วยวิดีโอธรรม เรื่องสร้างตลาดอริยะนะ อยากจะขยายอีกนิดนึง สร้างตลาดอริยะนี่ เรามี 2 ฝ่าย ทางฝ่ายผู้แจกของขวัญ อย่างที่สิกขมาตกล่าวเมื่อกี้นี้ คือผู้ที่มาขาย ผู้ที่ยอมขาดทุน แล้วก็ผู้รับ คราวนี้ก็อยากจะให้ชัด ก็รู้สึกว่า แม้ผู้ขายนี่ก็ยังไม่ชัดกัน แม้อาตมาเองก็ยังไม่ ชัดเหมือนกันนะ ตะนี้ก็ชัดแล้ว เคยมีญาติธรรมเราเคยมาปรึกษาก่อนที่จะมาขายเหมือนกัน ว่า ถ้าจะเรียกว่า เป็นผู้ที่ไปรับสินค้ามาจากแหล่งผลิตเลยนะ แล้วก็เอาสินค้ามาขาย ให้เขา ออกค่าขนส่ง ออกนะ ออกค่าขนส่งให้เขา และค่าของเสียหายอะไรนี่ มันอยากจะ หายหรืออะไรว่า เสียหายในงานนี่ จะเป็นผู้ที่รับใช้เขาทั้งหมด โดยที่ขายในราคาที่เขา ส่งมา อาตมาก็ว่า เอ๊ะ! อย่างงี้ก็ขาดทุนเหมือนกัน อาตมาคิดว่า อย่างงี้ก็น่าจะใช้ได้นะ เพราะว่าอย่างน้อยก็ขาดทุนนะ แรงงานที่ขายอีก ต้องเสียทั้งค่าแรงงาน ค่าขนส่ง แล้ว ค่าสินค้าเสียหายในระหว่างการขายนี่ มันก็ถือว่าอย่างงี้ มันก็น่าจะขาดทุนนะ อาตมาก็มาเรียนถามพ่อท่านอีกทีนึง ปรึกษาอีกทีนึง พ่อท่านก็บอกว่า อย่างงี้ ไม่ผ่านนะ อย่างงี้ยังไม่ขาดทุน ขายในราคาขาดทุนนี่ มันต้องควักเนื้อตัวเองนะ ซื้อมา 5 ต้องขาย 4 ต้องขาย 3 อย่างงี้ถึงจะเป็นการขาดทุนนะ ยังงั้นพวก พ่อค้าทั้งหลาย จงทรงจำความข้อนี้ไว้ คือจำให้ได้นะว่า ต้องยอมราคาควักเนื้อนะ ควักเนื้อ อาตมาก็รู้สึกว่า ก็ต้องขอความร่วมมือจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายนี่ ที่ ช่วยกันขายนี่ อยากจะทราบข้อมูลด้วยนะ เพราะว่าทาง บ.ก. สารอโศกนี่ ให้ช่วยทำ เกี่ยวกับงานบุญครั้งนี้ด้วย แล้วก็ต้องการข้อมูลด้วย ยังงั้นตามร้านค้าต่างๆนี่ ช่วยแจ้งให้ ทราบด้วยก็ดี อาจจะให้ตัวแทนเข้าไปเก็บข้อมูลด้วย จากผู้ขายต่างๆ สิ่งนี้ก็เน้นให้ชัดว่า ยังงั้นการขาดทุนนี่ คือการหมายถึงว่า การยอมควักเนื้อตัวเองนะ ใช้ภาษานี่จึงเห็นได้ชัดนะ ขาดทุนนี่หมายความว่า โอ่! ตั้งใจจะมาเอากำไร 10 เอากำไรสัก 5 ขาดทุนอย่างงี้ ถือว่าไม่ขาดทุน ก็เพราะไม่ได้ควักเนื้ออะไรเลย อาตมาอยากให้จำคำว่า ควักเนื้อ นี่เอาไว้ การขาดทุน ก็คือควักเนื้อตัวเอง นี่คือการสร้างตลาดอริยะ กรรมมีผลนะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ มีครั้งนึงนี่ พระสารีบุตรเคยไปถาม ไปทูลถามพระพุทธเจ้า บอกว่า ทำไม บางคนนี่ ค้าขายถึงได้กำไรมากนะ บางคนก็ได้กำไรน้อยนี่ บางคนค้าขายก็ขาดทุน พระพุทธเจ้าก็อธิบาย ชี้วิบากที่ตัวเองไปกระทำนี่ว่า คนที่ค้าขายแล้วได้กำไรมากนี่ ว่าไป ปวารณาต่อสงฆ์ไว้นะ แล้วก็ปวารณาไว้นี่ แล้วก็ให้มากกว่าที่สงฆ์ขอ ให้มากกว่าสงฆ์ขอนี่ ตั้งใจว่า จะได้สักพันนึงนี่ คิดว่าจะได้สักพันหนึ่ง ทำจริงๆนี่ ได้ตั้งหมื่นหนึ่ง นี่เรียกว่า ได้กำไรมากกว่าที่ตั้งใจไว้ เพราะว่าจ่ายให้มากกว่าที่สงฆ์ปวารณาไว้ แล้วก็ให้มาก แล้วก็ ถวายให้มากกว่าที่สงฆ์ตั้งใจ อย่างที่ขายของยังงั้น ก็เหมือนปวารณาเหมือนกัน เราบอกว่าเรายอมจะมา ขาดทุน เพื่อช่วยกันสร้างสังคมบุญนิยมให้เกิดขึ้น ถ้าเรายอม บอกว่า งานนี้ตั้งใจจะขาดทุน สักหมื่นนึงนี่ จริงๆแล้วขาดทุน 2 หมื่น โอ! ยังงี้เรียกว่าได้สร้างวิบากดีเอาไว้นะ รู้สึกว่า ศาสนิกจะสับสนกันแล้วนะ คือว่า เมื่อคืนนี่ อาตมาไปคุยกับพวกเรา ที่ช่วยกันขายของนี่ "งานนี่ผมได้ 2 หมื่นครับ ถ้าเขามามากๆ ผมก็ได้มากยังงี้" ภาษานี่รู้สึกว่า ในโลกนี่ใหม่ ใหม่จริงๆภาษาอันนี้ ฟังแล้วก็ต้องจับกันให้ดีว่า อะไรได้ อะไรเสีย บางทีงงกันไปหมด เลยนะ แต่ว่ายังงี้ ผู้ที่ทำวิบากไว้อย่างงี้ ตั้งใจจะสักหมื่นนึง เอาจริงๆไป 2 หมื่น นี่เราก็ ได้วิบากที่เป็นกุศล สูตรนี้ชื่อว่า วณิชสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 คนที่ค้าขายขาดทุนนี่ เพราะว่าไปปวารณาต่อสงฆ์ไว้ แต่เวลาจริงๆไม่ยอมให้ เบี้ยว หรือว่าให้น้อย ไม่ยมอให้ ตระหนี่ ไม่ยอมให้ เบี้ยว ยังงี้ นี่คนนี้ถ้าไปค้าขาย ก็จะพบแต่ความขาดทุน เป็นวิบาก แต่ถ้าให้น้อย น้อยกว่าที่ได้ปวารณาไว้ อันนี้จะได้ไม่สมใจเรา ไม่เท่าไร ก็จะได้กำไรน้อย ก็ได้ข่าวว่า บางทีพ่อค้าบางร้านนี่มีการเปลี่ยนใจเหมือนกันนะ ตอนแรกขาย อาจจะขาย สัก 8 บาท แต่ต่อมานี่ เอ๊ะ! คนขายดีนี่ ไปเปลี่ยนแล้ว ขายไป 10 บาท อย่างงี้เรียกว่า ถ้าเป็นอย่างงี้ถือว่า ตั้งใจไว้ว่าจะให้ขนาดนี้ แต่ แหม! มีคนมาซื้อเยอะนี่ ขึ้นราคาอีก หน่อยนึงนะ เราก็ไม่แน่ใจ ขึ้นราคานี่ไปแล้วนี่ขาดทุนหรือเปล่า ได้กำไรหรือเปล่านะ ถ้าเป็นราคาที่ขาดทุนอยู่ก็ดีนะ ถ้าเป็นราคาที่ขึ้นราคา พอเห็นคนซื้อเยอะๆและเราก็มาขึ้นราคาของเรา ถ้ายังงี้ก็ถือว่าเป็นราคาที่เอากำไร นี่ก็ถือว่า ได้สั่งสมวิบากกรรมขาดทุนไป แล้วละ แต่ถ้ายิ่งเป็นราคาที่ขาดทุนอยู่ ก็ พอตั้งใจ พอจะให้มาก จริงๆให้น้อยไป ก็ พระพุทธเจ้าบอกว่า วิบากน้อยนี่ก็เพี้ยนๆ ได้กำไรน้อย ถ้าไปค้าขายก็จะได้กำไรน้อย ไม่ได้เท่าที่ตั้งใจ วันนี้อยากจะเน้น อยากจะอธิบายถึงเรื่องการตั้งตลาดอริยะ รู้สึกว่าเป็น ตลาดที่สมบูรณ์ อาตมาเดินบิณฑบาตผ่านนี่ เสียงโฆษณาจ้อกแจ้กจอแจ เป็นตลาดจริงๆน่ะ เป็นตลาดที่ทึ่งจริงๆนะ ส่วนผู้ซื้อน่ะ เราจะช่วยกันได้ ก็ช่วยกันได้เหมือนกันนะ ผู้ซื้อถ้าเป็น ญาติธรรมของเรานี่ เราก็อาจจะใช้เฉลี่ยบุญกัน สละดอกเบี้ย เฉลี่ยดอกบุญ ก็เราก็เอา พอควร ไม่เอาไปสะสมให้เป็นทุนนิยม รู้สึกว่ามีบางร้านนี้ เขามีกำหนดด้วยนะ คนที่จะซื้อ ของที่ร้านเขาได้ จะต้องมีบัตรสมาคมผู้ปฏิบัติธรรม อย่างงั้นมางานปีใหม่คราวหน้า ก็อย่า ลืมเอาบัตรสมาคมมาด้วยนะ เกิดอาจจะไม่ได้เอามา จะอดซื้อของนา ที่ตั้งกฎยังงี้ว่า ของเขามีน้อย ยังงั้นเขาก็เลยกำหนดเฉพาะผู้ที่มีบัตรสมาคม ก็ฟังแล้วก็ดีเหมือนกันนะ นี่ก็เป็นเรื่องที่เรามาช่วยกันสร้างตลาดอริยะให้เกิดขึ้น เป็นการที่สั่งสมวิบาก แต่งานนี้อาตมาอยากจะให้พวกเราได้จำคำ 2 คำนะ มาคุยกับพวกเราที่มาขายของนี้ รู้สึก เรียกว่า หลายๆคนเกิดปีติใจ หลายๆคนเกิดดีใจ ก็รู้สึกว่าเราได้ อยากจะให้จำ 2 คำว่า ทางคานธีเคยบอกว่า ให้หมด เราได้หมด เอาหมด เสียหมด อยากจะให้จำคำว่า การให้นี่คือการได้ การเอานี่คือการเสีย การให้นี่คือการได้ เราได้เสียสละ มี ประโยชน์ต่อโลก เราจะเห็นได้ว่า ต้นไม้นี่ ต้นไม้ไหนที่เรียกว่าเห็นแก่ตัวมากๆ อย่างที่ เขาวิตกกันทุกๆวันนี้ เช่น ต้นยูคาลิปนี่ มันดูด แย่งดูดกินอาหารกันมาก ต้นพวกนี้มันเอา เปรียบมาก ก็เลยต้องโค่นล้มมัน แต่ต้นที่มันมีผลมีประโยชน์ มีอะไรมากนี่ เขาพยายามที่จะ ปลูกมัน เช่น ถั่วนี่ ปลูกไปแล้วนี่ ต้นมันใช้ประโยชน์ได้ เมล็ดก็กินได้น่ะ โอ้โฮ! เหมือนกะ ทองคำนะ พยายามส่งเสริมให้ปลูกกัน เพราะว่ามันมีประโยชน์นานาประการ ยังงั้นถ้าสิ่ง ใดที่มีประโยชน์นี่ เราได้เราให้ไปนี่ เราได้นะ เราได้สร้างประโยชน์ และตัวเราก็เป็น สิ่งที่มีคุณค่าอยู่ในโลกนี้ด้วย การให้คือการได้ การเอาคือการเสีย เสียอะไร เราจะต้องพบคำว่าเสีย ใจน่ะ เราจะเห็นได้ในใบหน้า ใบหน้าของคนที่เอานี่นะ กับใบหน้าของคนที่ให้นี่นะ จะไม่ เหมือนกัน ใบหน้าที่คนชอบเอานี่ เราจะเห็นได้ว่า เป็นใบหน้าที่มีมักจะพบกับคำว่า เสียใจ อยู่เสมอน่ะ จะเห็นได้ว่าคำเสียนี่ เขามักจะไม่ใช้นำคำอย่างอื่นนะ เสียแตงโม เสีย มะม่วงอะไรนี่ มักจะไม่ใช้ ใช้คำเดียว ใช้คำว่าเสียใจเท่านั้น ในโลกนี้มีคำว่าเสียใจเท่านั้น แต่คำว่าเสียใจเกิดจากคำที่มนุษย์คิดที่จะเอา มาก่อนทั้งนั้น มนุษย์จึงได้แต่ความเสียใจ พอได้วัตถุมา เราก็จะต้องเสียใจ เสียจิต วิญญาณของเรา จิตวิญญาณของเราก็ต้องห่วงหาอาวรณ์ อันการที่เราให้คือการที่เราได้ ท่านพุทธทาสท่านบอกว่า เรามีดอกไม้บานนี่ เราให้ดอกไม้บานแก่คนอื่นได้ เราจะมีดอกไม้ บาน ดอกไม้จะบานอยู่ในหัวใจเราตลอดชีวิต แต่เราเอาดอกไม้บานไปใส่แจกันไว้ ไม่นาน ดอกไม้บาน ก็ไม่กี่วัน ดอกไม้บานก็กลายเป็นดอกไม้เหี่ยว ไม่มีคุณค่าอะไรเป็นประโยชน์ ในเรื่องที่เรามาในงานปฐมอโศก อาตมาตั้งใจ วันนี้เป็นวันปีใหม่นะ ตั้งใจ ว่าจะมาให้ พรปีใหม่ 31 เรื่องการให้พรนี่ มีเรื่องเขาเล่าบอกว่า มีอาแป๊ะ มีอาโกคนนึง น่ะ นิมนต์พระไปทำบุญที่บ้าน ก็พอพระไปทำบุญที่บ้านนี่ พอฉันอาหารเสร็จเรียบร้อย ท่านนี่ ท่านก็ให้พร ให้พรท่านก็ให้พรเป็นภาษาบาลี อายุวัฑฒโก สิริวัฑฒโก ชนวัฑฒโก อาโกก็ฟังแล้วชื่นใจนะ พระนี่ลงท้ายด้วยอาโกๆๆตลอดเวลาเลย วันหลังไปบอกเพื่อนบ้าง นะ ก็ไปบอกอาแป๊ะข้างบ้านมั่ง โอ้โฮ! นี่ เอาพระมาทำบุญแล้วนี่นะ ท่านบอกชื่อเราอยู่ ตลอดเวลาเลยนะ บอกว่า ลื้อลองนิมนต์พระมาทำบุญบ้านบ้างซิ เกิดพระจะได้เอ่ยชื่อลื้อ บ้าง อาแปะก็เลยมานิมนต์พระไปบ้าง แต่พอพระสวดภาษาบาลีแล้วนี่ ไม่เห็นลงท้ายด้วย อาแป๊ะเลยนะ แกก็เสียใจว่า แหม! พระไม่ได้มาให้พรเลย อันนี้เป็นเรื่องที่เขาเล่า ขำๆขันๆมา คือคนไม่เข้าใจบาลี ก็คิดว่า พระให้พรก็คือคิดว่า ท่านว่าอะไรนี่เราก็ได้พร หรือก็เหมือนชาวพุทธทุกวันนี้ พอพระท่านบอกว่า อายุ วัณโณ สุขัง พลัง แล้วก็ยกใส่มือ ท่วมหัวแล้ว ได้อายุเรียบร้อยแล้ว ได้วรรณะเรียบร้อยแล้ว พ่อท่านเคยบอกว่า ได้อายุ ที่ไหน คุณลองเดินข้ามถนนไปไม่ดูรถ รถก็เหยียบตายตรงนั้นแหละ อายุไม่มีหรอก ถ้าเรา ไม่กระทำเอา พรที่อยากจะให้ในวันนี้นะ ไม่รู้หิวข้าวหรือยังนี่ พรที่จะให้ในวันนี้นะ วันนี้เรา ได้ฟังธรรมเยอะแยะนะ ถ้าจะอะไรไม่ได้เลยนะ จำข้อที่ 1 ให้ได้ อยากจะให้พรชัย 4 ประการนะ แต่จำคำเดียวเท่านั้นเองนะ สิ่งที่อยากจะให้จำก็คือ คำว่า นโม คงจำได้นะ วันนี้ เทศน์วันนี้ทั้งหมดไม่ต้องจำอะไร ให้จำคำแค่ว่า นโม คำเดียวก็พอ ในบทพรที่พระ ท่านสวดจริงๆนะ อายุ วัณโณ สุขัง พลังนี่ มีพุทธพจน์ท่านเริ่มกล่าวไว้ว่า อภิวาทน สีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันตุ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง เป็นคนที่ หมายถึงว่า บุคคลกับพรชัย 4 ประการได้นี่ จะต้องเป็นคนที่ อภิวาท มีความน้อบน้อม เคารพต่อผู้ใหญ่อยู่เป็นนิจ ผู้นั้นจะพบกับพรชัย 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ งั้น อภิวาท หรือความนอบน้อมนี่ เราจะเห็นได้ว่า เวลาเราจะสวด จะเปล่งกล่าว จะเริ่มต้นศาสนพิธีต่างๆนี่ สิ่งแรกที่เราจะต้องเริ่มต้น ก็คือ นโม อาตมารู้สึกว่า อย่างไป บิณฑบาตทุกๆเช้า พวกเราก็รู้สึกว่า อาตมาก็รู้สึกว่า ประเพณีบิณฑบาตนี่ เป็นประเพณีที่ สูงสุดนะ อาตมารู้สึกว่า ถ้าไม่มีกิจวัตรอะไรที่ไม่จำเป็นอะไรเลยนี่ เรื่องบิณฑบาตนี่รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่สร้างพลังอย่างมากทีเดียว สร้างพลังอย่างมาก ทั้งผู้ให้และผู้รับ การให้ก็เป็นการให้ที่สูงสุดนะ เป็นการให้ทั้งตัวให้ทั้งหัวใจ ให้แล้วก็กราบ ให้แล้วก็ไหว้ และก็นอบน้อมสุดหัวใจของเรานะ มันเป็นการให้ที่สุดหัวใจของเรา มันเป็น การให้สูงค่าที่สุด เป็นการให้ที่ไม่มีการให้ที่สูงค่ายิ่งกว่านี้ และเราจะรู้สึกว่า อย่างพระนี่ ได้เปรียบ เพราะทุกๆเช้าได้รับพลังใจทุกๆวัน เจอแต่ที่คนที่เริ่มต้นนอบน้อม เจอบุคคลที่มี จิตใจที่สูง เจอแต่เทวดาทุกๆเช้า มาให้กำลังใจตอนบิณฑบาตทุกๆวัน นี่รู้สึกว่า บางครั้ง เหมือนจะลอยได้ทีเดียว เพราะว่าพลังใจ พลังใจที่มันมีต่อกัน พลังใจที่เป็นกุศลธรรม ที่ทั้งผู้ให้และผู้รับที่มีต่อกันนี่ สิ่งเหล่านี้ก็จะเห็นได้ว่า เมื่อเราเริ่มต้นในสิ่งที่ดี ใจเราก็ สบาย เราได้เริ่มต้นด้วยความนอบน้อม อาตมาเคยฟังพระโยคาวจรนะ ท่านได้เล่าให้ฟัง มีครั้งนึงนะ หมู่จะเอา เรื่องท่าน แล้วก็ให้ทำต่อท่าน ท่านบอกว่า ท่านต้องนั่งคิดอยู่ทั้งคืนนะ เรียกว่ามันจะต้อง ทำทัณฑ์ มันจะต้องเสียศักดิ์ศรี เสียอะไรต่างๆนานา คิดทั้งคืน จะยอมหรือไม่ยอม แต่พอ ทบทวนไปทบทวนมา ตัดสินใจได้ว่ายอมนะ ตัดสินใจได้ว่ายอม ไอ้ที่ไม่ยอมก็เพราะว่ามัน แข็ง มันจะไม่ยอม มันกลัวศักดิ์ศรีอะไรนี่ มานะมันขึ้นนั่นแน่ แต่พอจิตใจยอมนอบน้อมอ่อนลง มานี่ ท่านเล่าให้ฟังว่า ฟังอะไรเป็นธรรมะไปหมด ฟังเสียงปลง ฟังเสียงปลุก ฟังเท็ป ฟังอะไรนี่ โอ้โฮ! ธรรมะเต็มหูไปเลยนี่ แต่ถ้าพอจิตใจมันไม่ยอม มันแข็งกร้าวขึ้นมานี่ ฟังอะไรนี่ไม่เป็นธรรมเลยนะ เรียกว่าขวางหูขวางตาไปหมด แต่พอจิตใจเริ่มยอม เริ่ม อ่อนลง เริ่มนอบน้อมลงนี่ ธรรมะก็เริ่มไหลเทมา ฟังอะไรก็รู้สึกว่ามัน แหม! มันน่าฟัง ทั้งนั้น มันน่ายินดีทั้งนั้น พอเริ่มต้นด้วยคำนอบน้อม เริ่มต้นคำว่า นโม ยังงั้น ปีใหม่ 31 เราจะได้พบกับพรชัย พบกับอายุ อายุที่เจริญ อายุนี่คือการเกิดที่เป็นประโยชน์ เรามีชีวิต ที่มีการเกิดเป็นประโยชน์อยู่เสมอๆ มีวรรณะ วรรณะดีเพราะมีศีล มีสุขก็เพราะได้เผา กิเลส มีพลังเพราะเราได้ตัดกิเลสได้ เราจะได้วรรณะ สุขะ พละนี่ ก็เพราะว่าเราได้ เริ่มต้นกับคำว่า นอบน้อม อย่าลืมนะ เมื่อเวลาสวดมนต์ทุกๆครั้ง เมื่อกล่าวคำว่า นโม ครั้งใดนี่ อย่าลืมคำว่า นอบน้อม และเราก็จะได้รับพรชัยที่ประเสริฐทั้ง 4 ประการนี่ อันนี้เป็นพรข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ขอให้ปีใหม่ 31 นี้ ขอให้ความจัญไรในท่านทั้งหลายจงหมดไป ความจัญไรนี่ คือความไม่ดี เขามีบอกบุคคลไว้ 6 จำพวกด้วยกัน 1.คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว คนชั่วชอบทำลาย คนมักง่ายชอบทิ้ง คนจริงชอบทำ คนระยำชอบติ อันนี้เป็นภาษาลูกทุ่งหน่อยนะ ใครฟังสิกขมาตเยาวลักษณ์บอกแล้วว่า อยากจะให้เราเปลี่ยน ภาษา ก็ไม่รู้จะเปลี่ยนยังไงนะ ลองฟังภาษายังงี้ไปก่อน เดี๋ยวก็ไปคิดภาษาดอกไม้ให้ทีหลัง

ยังงั้น อาตมาในรอบปีที่ผ่านมานี่ รู้สึกว่าประทับใจนางแบบที่ลงหนังสือพิมพ์ ครั้งนึงนะ เขาถูกต่อว่า ว่าเป็นโรคเอดส์อะไรยังงี้ แล้วเขาก็พูดสัจธรรมออกมานะ ในขณะเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อะไรต่างๆนานานี่นะ เขาบอกว่า มีนักข่าวไปสัมภาษณ์เขา บอกว่า ทำไมไม่คิดโต้ตอบอะไรบ้าง เขาก็บอกว่า มันไม่จำเป็นจะต้องไปโต้ตอบอะไร เหมือนกับว่า เหมือนเราเชิญแขกมาทานอาหารที่บ้านนี่ แล้วก็ ถ้าเจ้าของบ้านนี่ เอาข้าว มาเลี้ยงแขก ถ้าแขกเขาไม่ทาน ถ้าแขกเขาไม่รับประทานอาหารนี่ กับข้าวนั้นก็ย่อมกลับไป เป็นของเจ้าของบ้าน เหมือนกันนั้นแหละ คนที่เอาคำไม่ดี คำใส่ร้ายป้ายสีต่างๆนานามาให้ เขานี่ ถ้าเขาไม่รับอาหารนั้นน่ะ ไม่รับคำกล่าวร้ายป้ายสีนั้นๆน่ะ คำกล่าวร้ายป้ายสีนั้น ก็เข้าไปสู่เจ้าของบ้าน ก็กลับไปเป็นของผู้ที่ให้นั้นเอง อาตมาฟังแล้วรู้สึกว่าประทับใจ ประทับใจก็เพราะว่า มีคอลัมนิสต์คนนึงเขา เอามาเรียกว่า ชี้ขุมทรัพย์เอามาให้แก่พวกเราด้วยว่า เพราะว่าเขาเคยเขียนต่อว่า ต่อขานมังสวิรัติ และก็มีพวกเราเขียนไปเสียบเขา โดยภาษาพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเขาก็ บอกว่า เขาก็เสียบกลับมาโดยภาษาผู้ดี เขาคิดว่า คนที่ใช้ภาษาหยาบคายอย่างงี้นี่ คงจะ ไม่ใช่ลูกศิษย์พ่อท่านพระโพธิรักษ์เป็นแน่ ซึ่งไม่ใช่แน่ อาตมาคิดว่า มันแน่ๆอยู่แล้ว คงไม่ใช่ แน่ๆ แต่แท้จริงมันแน่ๆอยู่แล้ว ยังงั้นนี่ก็รู้สึกว่า สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องชาวอโศกเรานี่เต้นเอา ง่ายๆ เพราะว่าเราทำ ทำดีนะ เพราะงั้นใครมาว่านี่ เราเต้นได้ง่าย เราหวั่นไหวไป ได้ง่าย เราจะแก้ตัวได้ง่าย ยังงั้นความจัญไรนี่นะ ความจัญไรจะหมดไปได้ อยากจะใช้ คาถาท่านพุทธทาสว่า ท่านใช้คำหนึ่งว่า หุบปาก ความจัญไรจะหมดปาก ความจัญไรจะหมด ไปได้ก็เพราะว่า เราจะหุบปากไว้ก่อนๆ เมื่อคนมาชี้ขุมทรัพย์ เมื่อมีคนมาตำหนิติเตียน เราจะหุบปากไว้ก่อน คิดว่าศักราชใหม่ปี 31 เมื่อได้รับการชี้ ตำหนิ บอกข้อบกพร่องของเรานี่ เราจะหุบปากไว้ก่อน เพื่อที่ความจัญไรจะไม่เกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะว่าเพราะ อะไร เพราะว่าเราหุบปากไว้ก่อนนี่ เราจะได้พิจารณา หุบปากไว้ก่อน พร้อมกับใช้สมถะ และวิปัสสนา สมถะนี่ ถ้ามันจะโกรธนี่ สงบความโกรธลงไปก่อน แล้ววิปัสสนาพิจารณา ความโกรธ พิจารณาสิ่งเขาชี้มาให้เรา และเราก็จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์อยู่เสมอๆ อันนี้อาตมารู้สึกว่า ในสังคมไทยกับสังคมญี่ปุ่นนี่ ใครดูหนังญี่ปุ่นนี่ จะเห็นแตกต่างกันอย่างนึง ในสังคมญี่ปุ่นนี่ เวลาเขามีอะไรกัน เขาจะแย่งกันรับผิด เวลารถชนกันนี่ ต่างคนเขาจะรีบ ไปบอกกันเลยว่า ตัวเขาผิด จะมีเรื่องอะไรก็ตาม เขาจะรีบแย่งเอาความผิดมาเป็น ของเขา แต่ในสังคมไทยแล้วก็ ตั้งวงกันไปดูเลย มีแต่ชี้แก ข้าถูก แต่แกผิดนะ มีแต่สังคม จะรับชอบแต่อย่างเดียว แต่ถ้าใครบอกว่าแกผิด โอ้โฮ! รีบแก้ตัวเป็นโกโลๆทีเดียว บางทีก็พูดคำสองคำ แต่ว่าแก้นี่ คนฟังนี่เมื่อยเลย ยังงั้นสิ่งนี้นะ เป็นพรข้อที่ 2 ความจัญไร จะหมดไปได้ เพราะเราจะเป็นผู้ที่รับประโยชน์ จะเป็นผู้ที่ฉลาดที่จะรับประโยชน์ เมื่อมีผู้ มาชี้ตำหนิติเตียนข้อบกพร่องให้กับตัวเรา พรที่ 3 เมื่อเช้านี้ไปบิณฑบาต มีพระถามญาติธรรมเหมือนกัน ถามว่าอธิษฐาน อะไร เรื่องอธิษฐานนี่ นึกถึงซิ้มที่ใส่บาตรที่นครปฐมเหมือนกัน มีอาซิ้มอยู่เจ้านึงนะ เวลา เขาจะใส่บาตรนี่ อธิษฐานน้านนาน นานจนอาตมาไม่รู้จะแก้ ไม่รู้จะว่ายังไงเหมือนกัน แต่พ่อท่านมีปฏิภาณ วันหลังพ่อไปบิณฑบาตบ้าง ท่านเห็นอาซิ้มจะใส่บาตร อธิษฐานนาน ท่านก็เลยบอกว่า โยมน่ะ ถ้าโยมนี่อธิษฐานมาก โยมจะได้บุญน้อยนะ ถ้าโยมอธิษฐานน้อย จะได้บุญมาก อาตมารู้สึกว่าคราวหลังนี่ อาซิ้มนี่ก็อธิษฐานน้อยลง อันนี้เป็นปฏิภาณของ พ่อท่านที่ท่านใช้แก้ปัญหาได้ โดยพระไม่ต้องไปยืนคอยกันนาน เมื่อเช้านี้ ญาติธรรมเราทำท่าอธิษฐานนี่ พระเราก็ถามว่า อธิษฐานอะไร ปีใหม่ ญาติธรรมเราก็บอกว่า อธิษฐานขอให้เป็นพระโสดาบัน แน่ รู้สึกว่าแสดงธรรม เมื่อเช้านี่ ได้ซาบซึ้งกับพระโสดาบัน อย่างงั้นนี่ พระโสดาบันนี่นะ มันน่าจะใช้คำว่า พสบ. พระโสดาบัน คำที่ใช้ของอาตมาก็เขียนต่างไปด้วย เรารู้สึกว่า ก็จะใช่เกิดขึ้นจากมันต้อง ใช้ย่อ ก็นึกว่า พสบ. คำว่า พสบ. นี่ ศัพท์ทางศาสนานี่ ความหมายแปลไปได้หลายอย่าง จะแปลว่า พุทธศาสนบัณฑิต ก็ได้ อย่างพระที่เขาเรียน เรียนเปรียญ เรียนที่ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย มหามกุฎฯ อะไรนี่ จบปริญญาตรี เขามีปริญญาตรีของพระ เรียกว่า พุทธศาสนบัณฑิต แต่บางทีอาจจะไม่ได้เรียนนักธรรม ไม่ได้เรียนเปรียญ พสบ.นี่ บางทีเขาแปลว่า พระสวดบังสุกุล แน่ คือไม่ต้องไปเรียนกะเขาก็ได้ อาศัยแค่สวดบังสุกุลนี่ รับรองหางานทำได้เยอะ ไม่มีโอกาสที่จะหมดรายได้นะ พุทธศาสนบัณฑิตนี่ อาจจะมีโอกาส ตกงานได้ มีโอกาสที่จะขาดรายได้ก็ได้นะ บางทีเคยอ่านหนังสือ พระที่จบเปรียญที่ พุทธศาสนบัณฑิตมานี่ ไปสมัครงาน โน่น เขาให้ไปสมัครที่พาราณสีโน่นนะ ที่เมืองไทยนี่ ไม่มีงานให้ทำนะ ก็ได้พุทธศาสนบัณฑิตมา แต่ว่าพระสวดบังสุกุลนี่ รับรองทำได้ทุกวัด ยิ่งป่าช้าวัดอะไร วัดทุ่งเศรษฐี อะไรยังงี้นะ ที่ไหนเศรษฐีตาย รับรองรายได้ไม่ขาดแน่ๆ แต่พระโสดาบันนี่ อาตมาคิดว่า คงไม่มีโอกาสตกงาน จะสามารถทำงานได้ทุกๆแห่ง ทุกสถานที่ เพราะว่าพระโสดาบันนี่ เป็นผู้ที่ละความเกียจคร้าน เป็นผู้ที่ขยันขันแข็งอยู่แล้ว อย่างพระโสดาบันที่จริงนี่ ก็จะไม่มีโอกาสตกงาน งั้นปีใหม่นี้ ขอให้ได้เป็นพระโสดาบัน แต่อย่าเป็นพระโสดาดิบนะ พระโสดา เดือด พระโสดาด้วน แล้วก็พระโสดาแด (ก) ขยายความนิดนึง พระโสดาบันนี่ ให้เป็น พระโสดาบันให้ชัดนะ เป็นพระโสดาบัน ที่บอกว่าอย่าเป็นโสดาดิบนี่ คือ เป็นผู้ที่ชอบใช้ สัญชาตญาณดิบอยู่เสมอในการแก้ปัญหา ยังงั้น เป็นพระโสดาบันแล้วนี่ ไม่ควรที่จะทุบตีนะ อยู่กัน ถ้ามีครอบครัวแล้วนี่ พระโสดาบันนี่ยังให้มีโอกาส มีครอบครัวได้ อยู่กับครอบครัวกัน นี่ เป็นครอบครัวที่เป็นญาติธรรมกันแล้วนี่ ก็ไม่ควรใช้สัญชาตญาณดิบแก้ปัญหา มีวิดีโอธรรม เรื่องนึง พ่อท่านตั้งชื่อเรื่องว่า สัญชาตญาณดิบของผู้ยิ่งใหญ่ คือ เจ็งกิสข่าน ซึ่งให้เห็นถึง ความใช้กำลัง มีปัญหาก็ปล้ำกันๆ ทำร้ายกัน ทุบตีกัน ซึ่งให้เห็นถึงว่าไม่ได้พัฒนาเลย เป็นพวกที่ชอบใช้ไขมันมากกว่ามันสมอง คือสะสมไขมันไว้มาก เวลาแก้ปัญหากันที ก็ต้อง ระบายไขมันออก แต่ที่จริงแล้ว พระโสดาบันใช้มันสมองสักหน่อยนึงในการแก้ปัญหา สัญชาตญาณดิบนี่ ผู้ชายมักจะถนัดใช้ โสดาดิบ ส่วนโสดาเดือดนี่ ควรจะเป็นผู้หญิง เพราะว่านี่ดิบนี่คงจะใช้ไม่ได้เท่าไหร่ จะต้องอาศัยความเดือดอยู่บ่อยๆ โสดาด้วน คือเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ด้วน ลูกศิษย์ของ หลวงพ่อด้วน บางที คือเป็นผู้ที่ยังชอบดื่มเหล้าเมาเบียร์อะไรอยู่พวกนี้ ก็ควรจะได้อะไร เด็ดขาด เราก็จะได้เป็นโสดาที่สมบูรณ์ อันนี้เป็นพรขั้นที่ 3 ลองทบทวนดูนะ เราจะมีพระ มากๆ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า คำว่าพระนี่ ที่เป็น เอส ภควโต สาวกสังโฆ สงฆ์สาวก ของท่านนี่ ไม่ได้อยู่ที่โกนหัวห่มจีวร เอส ภควโต สาวกสังโฆ สงฆ์สาวกของท่าน คือ อริยบุคคล 4 คู่ 8 พวก ตั้งแต่พระโสดาบัน ถึงพระอรหันต์นี่ จึงได้ชื่อว่าเป็นสงฆ์สาวก ของท่าน งั้นถึงมีพระสงฆ์ที่แท้จริงอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง มีสงฆ์จริงๆ สงฆ์สาวกนี่ ดูนางวิสาขานี่ เป็นอริยสาวก ถ้าเป็นพระท่านก็เรียก อริยสงฆ์ ถ้าเป็น ฆราวาส ท่านเรียกว่า อริยสาวก อย่างนั้นนางวิสาขานี่ก็เป็นอริยสาวกของท่าน สิ่งนี้นะ เราก็จะได้ชื่อว่าเป็นพระแท้ๆในศาสนาพุทธ การเป็นพรข้อที่ 3 ขอให้ได้เป็นพระโสดาบัน อย่าเป็นโสดาบันที่อกุศลทั้งหลาย ที่กล่าวมาทั้งปวง พรอันที่ 4 ขอให้ได้ ปีใหม่ 31 นี่ ขอให้พวกเราได้เป็นนักปราชญ์กันทุกๆคน คำว่านักปราชญ์นี้ ตราไว้ในกฎระเบียบของชาวอโศก พ่อท่านท่านกำหนดข้อความไว้ว่า คนที่จะเป็นนักปราชญ์ที่แท้จริงได้นั้น คือ ผู้ที่สามารถเอาทุกๆคนเป็นครู ไม่ว่าคนที่ฉลาด กว่าเรา หรือเป็นคนโง่กว่าเรา อันนี้ อาตมารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สำคัญน่ะ ขอพวกที่สามารถที่จะเอาทุกๆคนมาเป็น ครูให้ได้ ไม่ว่าคนที่เขาจะโง่กว่าเรา หรือว่าเขาฉลาดกว่าเรา โบราณเขาบอกไว้ว่า เกลียดอะไร มักจะได้อันนั้น สำนวนเก่าๆเขาบอกว่า ถ้าเกลียดขี้ ขี้จะไล่ตาม ถ้าเกลียด ความ ความจะไล่หา เราไปเกลียดคนนั้นคนนี้ อันนี้มันจะเรียกว่า มักจะเจอนะ เรา เกลียดอะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน