320221 เกษตรเพื่อคุณภาพชีวิต เนื่องในงาน ปลุกเสกๆครั้งที่ 13 ศีรษะอโศก โดย ส.เดินดิน.docx

โฟลเดอร์ธรรมะจากนักบวชชาวอโศก
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์75 KB
วันที่แก้ไข11 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

320221 เกษตรเพื่อคุณภาพชีวิต เนื่องในงาน ปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 13 ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก โดย ส.เดินดิน

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532

ผู้ดำเนินรายการ ท่านติกขวีโร : ขอกราบนมัสการพ่อท่าน และหมู่สงฆ์ทุกๆรูป ครับ ก็ขอ สำนึกดีนะกับพวกเราทุกๆคน รายการวันนี้นะตั้งชื่อไว้ว่า เกษตรเพื่อคุณภาพชีวิต เป้าหมาย ที่จะให้กับผู้ฟังวันนี้ก็คือ อยากจะให้ทุกคนนี่นะ เกิดความรักนะ ทำไงถึงจะมีความ รู้สึกรักนะ ในอาชีพเกษตร ดังนั้นวันนี้ เราก็จะได้ฟังปฏิบัติกรที่เรียกว่า หลายๆฐานะด้วยกันน่ะ ตั้งแต่ประเภทที่เรียกว่ามีหน้าที่กินอย่างเดียว อย่างอาตมา เป็นต้นนะ คือ เรียนจบมาๆแล้วก็มาบวชนะ เรียนมาๆแล้วก็มาบวช ตอนนี่ก็เลยกินอย่างเดียวนะ เป็นประเภทที่ดูๆ แล้วก็ลงไปทำด้วยเขาบ้างนะ วันนี้แล้วก็มีชาวต่างประเทศนะๆ ถึงสองคนด้วยกันนา ที่เขาเรียกว่า ดูๆแล้วลงไปกับเขาบ้างนะ เล็กๆน้อยๆ กระทั่งทำป็นหลักนะ ทำเป็นหลักเป็น กระดูกสันหลังนะ จนกระทั่งเป็นผู้ที่ จนกระทั่งไปถึงป่าใหญ่เลยนะ วันนี้จะพูดตั้งแต่คนกิน จนกระทั่งถึงป่าใหญ่นะ จบป่าเมื่อไหร่ก็คิดว่า จะไม่ถึง 2 ชั่วโมง ยังงั้น รายการวันนี้มันสั้น ก็จะไม่เกริ่นนำ เป้าหมายก็คือ ว่า ทำอย่างไร วันนี้ก็จะเป็น ให้เราได้ฟังว่า ใครๆก็มาทำเกษตร แล้วก็ การทำเกษตรนี่ สร้างชีวิตให้มีคุณภาพได้อย่างไร ปฏิบัติกรท่านแรกนี่เอาชาวต่างประะเทศก่อนนะ ชาวต่างประเทศที่ เรียกว่า คนที่พูดภาษาไทยได้มากหน่อยนะ อาตมาก็จะได้อุ่นเครื่องไปในตัวด้วยนะ เอาคุณมนทิราก่อนก็แล้วกัน เป็นชาวต่างประเทศคนแรกนะ พอแน่ใจว่า จะพูด ภาษาไทยได้มากกว่าคุณซูเน่โรโซนๆนะ ซูแน่ ซูแน่ นั้นนึกไม่ค่อยออกล่ะนะ ชื่อ จริงๆนะชื่อซูเน่ เจ้าตัวเขารับรองถูกแล้ว (เสียงห

อ่านต่อ

ัวเราะ) คุณมนทิรานี่ที่จริง เขาเป็นชาวต่างประเทศนะ เป็นชาวมาเลเซีย ถาม : แล้วก็มาอยู่เมืองไทยได้กี่ปี อ๊าว ตอนแรก ลองแนะนำพวก เรา เผื่อคนใหม่ๆยังไม่รู้จักนะ คุณมนทิราแนะนำตัวก่อนได้ ขอเชิญ คุณมนทิรา : ขอนมัสการพ่อท่าน หมู่สงฆ์ สิกขมาต เจริญธรรมทุกๆคนค่ะ ท่านติกขฯ : บอกบ้านเดิมก่อน เป็นคนบ้าน ประเทศเดิมอยู่ที่ไหน คุณมนทิรา : บ้านอยู่ที่มาเลเซียฮ่ะ ตอนนี้อยู่เมืองไทยแล้วฮะ ท่านติกขฯ : มาอยู่เมืองไทยได้กี่ปี คุณมนทิรา : มาได้ 15 ปีแล้วฮะ ท่านติกขฯ : 15 ปีแล้วนะ พูดไทยได้ คิดว่าพูดไทยได้คล่องนี่ กี่ปีแล้วนี่ คุณมนทิรา : ก็ตั้งแต่มาปฏิบัติที่นี่ ถึงค่อยฝึกพูดภาษาไทย ท่านติกขฯ : ตั้งแต่มาปฏิบัติที่นี่ ถึงค่อยฝึกพูดภาษาไทย ทำไมแต่ก่อนไม่ได้ เคยฝึกพูดเลยรึ คุณมนทิรา : ไม่คิดว่าจะได้อยู่เมืองไทย ท่านติกขฯ : อ๋อ เดี๋ยวนี้คิดจะอยู่หรือยังล่ะ คุณมนทิรา : อยู่แล้วฮะ ตายที่นี่เลย ท่านติกขฯ : โอ ยืนยันว่าจะตายอยู่ที่นี่ อย่างงั้นก็ต้องถามต่อไปว่า อะไร คิดว่าแต่ก่อนคิดว่าไม่อยากจะอยู่ ตอนนี้คิดว่าจะตายที่นี่ เพราะอะไร? คุณมนทิรา : เพราะเมื่อก่อนอยู่เมืองไทย ทำอะไรก็ไม่ได้ ไม่มีคุณค่า อยู่ที่เมืองไทย และความคิดก็ไม่เหมือนกะคนไทย นะฮะ อยู่ยากนะฮะ ท่านติกขฯ : ความคิดไม่เหมือนนี่ ลองบอกหน่อยซิ คำว่าเหมือนกับไม่เหมือน ลองบอกดูซิ เหมือนกับไม่เหมือนเป็นอย่างไรบ้าง คุณมนทิรา : คนไทยส่วนมาก ขอโทษนะ ไม่ได้ว่าคนไทย ท่านติกขฯ : อ๊าว ไม่เป็นไร ทีนี่ชาตินิยม เฮ้ย ! นิยมไปทุกชาตินะ คุณมนทิรา : รู้สึกฟุ้งเฟ้อ ใช้เงิน รู้สึกว่าสุรุ่ยสุร่ายอย่างงี้ พ่อท่านบอกว่า เหมือนอยู่ในนรกน่ะ ท่านติกขฯ : พ่อท่านบอกว่ายังไงนะ คุณมนทิรา : เหมือนกรุงเทพฯ ก็เหมือนอยู่ในนรก ยังงี้ พระติกขวีโร : ออ เหมือนนรกนะ คุณมนทิรา : ค่ะ แล้วปัญญาเยอะจังเลย พระติกขฯ : หือ คุณมนทิรา : สายปัญญา พระติกขฯ : นี่เขาพูดแบบว่า ผู้ดี แหละนะ แต่ที่จริงเขาบอกว่า ขี้โกง นะ(เสียงหัวเราะ) คือเอกลักษณ์ของคนไทยเนี่ยนะมีอยู่สองจุดเด่น สองอย่าง ก็คือ หนึ่งขี้โกงนะ สองก็ขี้เกียจนะ คุณมนทิรา : ไม่ ไม่ได้ว่าอย่างนั้น ไม่ได้ว่าอย่างนั้น พระติกขฯ : นี่ อาตมาพูดเอง คุณมนทิรา : ฉลาดนะ คนไทย แต่เราซื่อบื้อเราตามไม่ทัน(เสียงหัวเราะ) พระติกขฯ : เราตามไม่ทันนะ คุณมนทิรา : เราไม่ฉลาดนะ พระติกขฯ : เมื่อกี้บอกว่า มาอยู่เมืองไทยทำอะไรไม่ได้ อย่างนี้ก็แสดงว่า ที่ทำอะไรไม่ได้นี่ เพราะอะไร เพราะว่า คุณมนทิรา : เพราะว่า ภาษาไทยก็ไม่เก่ง แล้วก็พูดภาษาก็ไม่เป็น ก็ พยายามที่จะทำ น่า พอฉันแต่งงานที่แฟนรัก และก็เขามีเงิน เขาก็ ไม่อยากให้ฉันทำ ถึงทำให้ฉันไม่มีโอกาสที่จะทำงาน ท่านติกขฯ : อา พูดง่ายๆ อย่างงี้ คุณมนทิรา นี่ เป็นเถ้าแก่เนี้ย เป็น เจ้าของโรงงานอยู่หลายโรง กี่โรงนี่ อยู่หลายโรง คุณมนทิรา : 4-5 โรงคะ ท่านติกขฯ : 4-5 โรงโรงงานทอผ้านะ ก็ปกติอยู่ที่มาเลเซียก็ๆ อยู่ในฐานะ ที่ดี พ่อแม่ก็ร่ำรวย มาแต่งก็แต่งคนรวยอีก ยิ่งรวยกับรวยเจอกัน ก็ยิ่งรวยมากขึ้นไปอีกแน่ สุดท้ายก็พอมาอยู่ในเมืองไทยแล้ว สามี เขาก็อยากให้วางตัว เรียกว่าวางตัวแบบเถ้าแก่เนี้ย ให้อยู่สบาย อะไรอย่างงั้นนะ และก็รู้สึกว่า พอมาจริงแล้ว ก็รู้สึกว่าทำอะไร ไม่ได้ คุณมนทิรา : ค่ะ ที่จริงฉันทำได้ แต่แฟนเขาไม่อยากให้ทำ ท่านติกขฯ : อือ แล้วคราวนี้ จากพอที่เรามาปฏิบัติธรรมแล้วเปลี่ยนอะไร ไปบ้าง ทุกวันนี้ทำได้หรือยัง คุณมนทิรา : เปลี่ยนเยอะแล้วฮะ เพราะฉันไม่แคร์แฟน เพราะว่า สิ่งที่ เขาไม่ให้ฉันทำ นี่ ฉันก็ทำ ท่านติกข : เป็นต้นว่าอะไรบ้าง คุณมนทิรา : เป็นต้นว่า สิ่งที่เขาให้ฉันทำนี่ ฉันก็ไม่ทำ ขัดใจกะเขา ก็ เพราะว่าเขาจะให้ฉันแต่งตัวสวยๆ เป็นถึงเถ้าแก่เนี้ยนี่ อยู่ที่ Office อย่างนี้ อันนี้ฉันก็ไม่อยากทำฮะ ฉันทำงานนี่ คนไม่เห็น สำคัญนี่ ทำงานบ้าน ถูบ้านยังงี้นี่ ดูแลลูกอย่างงี้น่ะ ท่านติกขฯ : ถูบ้าน ล้างส้วมด้วย คุณมนทิรา : ค่ะเหมือนคนใช้ค่ะ ที่สิ่งที่ทำนี่ แฟนไม่เห็นด้วย ไม่อยากให้ ฉันทำเรื่องอย่างนี้ ท่านติกขฯ : อือ เรารู้สึกว่า อาตมา เคยรู้สึกอย่างหนึ่งว่า ที่เคยคุยกัน เถอะนะ คุณมนทิรา เคยมีความรู้สึกว่า มาอยู่เมืองไทยแล้ว รู้สึก อย่างหนึ่งว่า คิดว่าเรากลัวนะ กลัวที่จะอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ นะ เพราะว่า อันนี้ก็น่าเห็นใจน่ะ เขามาจากต่างประเทศ พ่อแม่ พี่น้อง ไม่มี พูดภาษาไทยก็ไม่ได้นะ และมาอยู่ตัวคนเดียว ต้องพึ่งแต่สามี ทุกวันนี้ ความรู้สึกนะ ความรู้สึกที่คิดว่า พอจะพึ่งตัวเองได้ไหม ทุกวันนี้ คุณมนทิรา : ได้ ตอนนี้ ไม่มีสามีก็ไม่เป็นไร อยู่ได้ ท่านติกขฯ : ฮือๆ อะไรที่คิดว่าได้ละ ที่ทำให้คิดว่าอยู่ๆ ในตัวคนเดียวได้ คุณมนทิรา : เพราะทุกวันนี้ ฉันกำลังฝึกอยู่กับตัวเอง ไม่ได้เอาแฟนเป็นที่พึ่ง ท่านติกขฯ : พยายามฝึกอยู่ พยายามพึ่งตัวเองให้ได้นะ ที่จะทำงาน ทำ การทุกอย่าง ทีนี้จะเข้าเรื่องแล้วเกษตร อย่าไปพูดเรื่องอื่นนะ คราวนี้ว่าคราวนี้คิดว่าคนปฐมอโศกนี่ ปกติคุณมนทิราก็อยู่ใกล้ๆปฐม อโศกนี่นะ ก็เป็นสมาชิกปลูกบ้านไว้ด้วย ตอนนี้ รู้สึกว่ายกบ้านให้ โครงการแล้วกระมัง แน่ แล้วก็มาวัดอยู่ทุกวันนะ คนที่นั่นเขาก็รู้สึก ประทับใจเหมือนกันนะ ก็เพราะว่า อย่างตอนที่จัดงานปีใหม่เนี้ย ก็ เห็นคุณมนทิรานี่ไปช่วยขนฟางนะ เถ้าแก่เนี้ยออกนั่งรถบรรทุก ไป ตากแดด และไปขนฟาง เอามาปูกันน่ะ หลายเที่ยวแล้วนะ โอ ! ขนาดเถ้าแก่เนี้ยนี่ เรียกว่าลงทุนขนาดนี้นะ มันก็นอกจากจะขนฟาง แล้ว ยังลงมือเกี่ยวข้าว ไม่รู้เกี่ยวกี่วันนี่ คุณมนทิรา : ไม่ใช่ครั้งแรก เกี่ยวหลายครั้งแล้ว ท่านติกขฯ : ไปเกี่ยวตั้งหลายครั้งแล้ว คุณมนทิรา : ทุกๆทีฉันเจอก็ช่วยเกี่ยว ท่านติกขฯ : นาที่ปฐมอโศก มันก็อย่างนี้แหละ ที่มันไม่ได้ข้าวมา ก็มีระดับ เถ้าแก่เนี้ย ปริญญาโท นะ แล้วพันตำรวจตรี พันตำรวจโท อะไรยังงี้ ช่วยกันเกี่ยววันหนึ่งก็ ก็พอได้กิน พอได้ใช้ พอเลี้ยง บางทีก็พอ เหลือขายปีที่แล้ว หนูก็เอาไปกินเสียเกือบหมด จึงได้เหลือน้อยนะ น่าจะเชิญนาย เดี๋ยวจะบาปนะ นายอะไร นายหนูกล้าอะไรนั่นนะ ที่ นี้หนูมาแย่งข้าวเรากิน เลยได้ไม่เท่าไหร่ หนูวอดนี่นะ ขึ้นชื่อว่า หนูวอด ขึ้นชื่อแล้วน่ากลัว นามสกุล หนูวอดอะไร นี่ เขาตั้ง ให้เนี่ย ก็สิ่งเหล่านี้นะ ก็เรียกว่า ฝึกเกี่ยวข้าว ฝึกขนฟาง มี ความรู้สึกยังไง ไปช่วยเขาเกี่ยวข้าวบ้าง ไปช่วยเขาขนฟางบ้าง มี ความรู้สึกยังไง คุณมนทิรา : ก็มีความสุขคะ ท่านติกขฯ : มีความสุข อาตมาเคยเจอกับคุณมนทิราเป็นครั้งแรกนี่นะ แล้ว อาตมายังจำได้ เจอกันครั้งแรกเขาบอกว่า คือเห็นหน้าตาที่ไม่ ค่อยสบาย แล้วเขาบอกอาตมาว่า ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยรู้จักคำ ว่า Happy คือ ตอนแรกยังพูดภาษาไทยไม่ได้เลย เขาบอกอาตมา ว่า เขาไม่เคยรู้จักคำว่า Happy Happy เป็นยังไง ไม่รู้นะ อาตมาก็งงนะ ก็เพราะว่า ตามประวัตินี่ อยู่กับพ่อ กับแม่ ก็ ร่ำรวย มาอยู่แต่งงานก็ เออ รำ่รวยขึ้นไปอีก แต่เกิดมาไม่เคยรู้จัก คำว่า Happy นะ แต่ตอนนี้ พอได้ พอไปเกี่ยวข้าว ขนฟาง บอก ว่ามีความสุขนะ ก็เป็นชีวิตที่กลับไปอีกมุมหนึ่ง ล่ะนะ ที่มีความสุขๆ เพราะอะไร ความจริงก็เหนื่อยน่ะไปเกี่ยวข้าว ขนฟางอะไรกันยังงี้ คุณมนทิรา : ความสุข อยู่ที่คุณค่าของคน คล้ายเราทำเป็นคนนี่นะ คล้าย เราไม่มีคุณค่า ก็ไม่มีความสุข ท่านติกขฯ : (เสียงหัวเราะ) เราต้องคิดกันลึกๆ หน่อยนะ ใช่ไหม คน เรานี่ ถ้าไม่ได้มีคุณค่าอะไร ได้แต่ชี้นิ้วไป ชี้นิ้วมา อาตมาว่า ก็ไม่ค่อยมีความสุขน่ะ คนเรา แหม ก็ เอาออกยากเหมือนกันน่ะ คือคนเรามีความสุข ก็เพราะว่า ชีวิตต้องมีคุณค่า ต้องมีสาระ เรารู้สึกว่า เรามีคุณค่า มีสาระ เราเป็นคนที่สร้างสรร วันๆหนึ่ง มีแต่คิดฟุ้งซ่านไปทั้งวัน แล้วกินข้าว จิตฟุ้งซ่านไปอีกวันหนึ่ง ไม่ได้ มีความสุขอะไร ตอนนี้เขาก็ทำงานมีผลผลิต ได้มีสิ่งอะไรที่มี ประโยชน์ต่อสังคม เขารู้สึกว่าเกิดความสุขขึ้นมานะ ก็สิ่งเหล่านี้นะ เป็นเครื่องที่สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งว่า จากเดิมชีวิตที่ไม่รู้จักคำว่า Happy เป็นยังไง จากเดิมชีวิตที่รู้สึกว่า อยู่คนเดียวรู้สึกว่า ตายแน่ เลย อันนี้อาตมาคิดว่า พวกเรารู้ธรรมดา คิดอีกจุดหนึ่งว่า คนที่ เหมือนไร้ญาติขาดมิตร ภาษาก็ไม่รู้จักนะ และเขาอย่างที่พ่อท่าน พยายามบอกว่าจะดึงพวกเขาที่อยู่บนหอคอยงาช้างนี่ ให้ลงมาอยู่กะ ดิน แล้วก็พบคำว่า Happy นะ แล้วชีวิตก็ดี อาตมาก็รู้ว่า มีอีกจุด หนึ่งนะ เจอๆ กันครั้งแรก เขาก็บอกว่า Happy เขาก็ไม่รู้ว่า เขาไม่รู้จักว่า เป็นอย่างไง อาตมาบอกว่า ลองมากินมังสวิรัติดูซิ บอกว่าจะกินมังสวิรัติยังไง บ้านเขานี่ มีแต่อาหารทะเล หูฉลามมี แต่ของอร่อยๆ จะให้เขากินมังสวิรัติยังไงนะ เขาก็บอกยังงั้นน่ะ แต่เจอกันแป๊ปเดียวน่ะ ทุกวันนี้ กินข้าวมื้อเดียว อาตมางงเลยนะ เจอปีกว่าๆ นี่ มากินข้าวมื้อเดียวแล้ว ถามอีกทีว่า ตอนนี้ Very happy มีสุขมากนะ และแล้วชีวิตเขาก็สร้างสรรขึ้นมาเรื่อยๆแล้วน่ะ ประเด็นสุดท้าย จะมีอะไรฝากพวกเรา และแล้วก็จบนะ คุณมนทิรา : ก็ฝากทุกๆคนว่า พ่อเคยพูดว่า เวลาสั้นๆแค่นี้เองว่า เราต้อง พยายามๆฮะ พยายามสร้างๆ บารมีของเราฮะ เพราะเราทุกคนก็มี บารมีไม่ค่อยมากฮะ ไม่รู้ละสำหรับฉันนะ ฉันก็อะไรที่ฉันทำได้ ฉันก็ พยายามทำบารมีทุกอย่าง ที่พอฉันทำได้นะฮะ ท่านติกขฯ : อย่างงั้นออกไปขนฟาง ไปเกี่ยวข้าว ก็ไปสร้างบารมี คุณมนทิรา : ค่ะ ท่านติกขฯ : สาธุ เอาละ ตานี้ต่างประเทศ ที่พอพูดกันรู้เรื่องหน่อย ตอนนี้จะลองพูด ภาษาฝรั่งดูบ้างนะ ขอไมค์มาให้คุณซูเน่ โรโซน คุณซูเน่ โรโซนนี่ ก็เป็นชาวสวีเดน ตอนนี้อายุกี่ปีนะ ทักทายพวกเราก่อนก็ได้ คุณซูเน่ : มนัสการพ่อท่าน หมู่สงฆ์ และสำนึกดีญาติธรรม ท่านติกขฯ : ยอดไหม (เสียงหัวเราะ) ยอดนะ (เข้าใจไหม) : ตอนนี้อายุเท่าไหร่ คุณซูเน่ : 34 ครับ ท่านติกขฯ : 34 ปี เป็นชาวประเทศอะไร แนะนำพวกเรามาจากประเทศ อะไร คุณซูเน่ : มาจากประเทศสวีเดนครับ ท่านติกขฯ : ปกติเป็นนักมังสวิรัติด้วย เป็นนักมังสวิรัติมากี่ปี คุณซูเน่ : 13 ปีแล้วครับ ท่านติกขฯ : 13 ปี บางคนนี่ พึ่งกินมังสวิรัติเป็นรุ่นน้อง นี่ก็รุ่นพี่ 13 ปี อากาศหนาวๆอยู่ สวีเดนนี่อากาศหนาวขนาดเท่าไหร่นี่ประมาณเท่าไหร่ คุณซูเน่ : บางทีๆ ลบ 26 องศา ท่านติกขฯ : ลบ 26 องศา ของเรานี่แค่ 11 องศานี่ก็สั่นแล้วนะ ถ้าไปอยู่ 26 นี่ก็คงจะแข็งเท่านั่นเองละนะ แล้วหนาวมากๆ ขนาดนั้น ไม่เป็น อุปสรรคเรียกว่า หนาวๆอย่างงี้ๆ รู้สึกว่า กินมังสวิรัตินี่ มันไม่ทำให้ หนาวยิ่งขึ้นไปเลยรึ พอกินแล้ว มันจะหนาวไปกว่าเก่าใช่หรือไม่ คุณซูเน่ : ไม่มีปัญหา ใส่เสื้อผ้า (เสียงหัวเราะ) ใส่เสื้อผ้ามากๆ ท่านติกขฯ : ใส่เสื้อผ้ามากๆ ก็ทำให้อุ่นขึ้นมา อื่อ อยู่ที่โน่น กินมังสวิรัตินี่ กินอะไรบ้าง อาหารมังสวิรัติที่ประเทศสวีเดน คุณซูเน่ : กินเออ ! คนไทยกินข้าว ข้าว ออกเสียงไม่ถูก (เสียง หัวเราะ) ท่านติกขฯ : ถ้าเข่าน่ะตรงนี้ ถ้าข้าวเม็ดสีขาวๆ คุณซูเน่ : อยู่ศีรษะเจ็บคอด้วย ท่านติกขฯ : อ้อ ! มาอยู่ที่นี่เจ็บคอ คุณซูเน่ : คนไทยกินข้าว เออ ที่ประเทศผม เออ เรากินมันฝรั่ง (เสียงหัวเราะกันมาก) ท่านติกขฯ : ดอกกระหล่ำ คุณซูเน่ : มัน (เสียงหัวเราะ) ท่านติกขฯ : มันฝรั่ง (เสียงหัวเราะ) คุณซูเน่ : ครับ ท่านติกขฯ : กินข้าวกับมันฝรั่ง แล้วๆอะไรอีกนี่ อ๋อ กินมันฝรั่งเป็นพื้น แต่ ไม่ได้กินข้าว ใช็่ กินมันฝรั่งแทนข้าว คุณซูเน่ : มีข้าวใส่ด้วย ท่านติกขฯ : มีข้าวด้วย คุณซูเน่ : ใช่ ท่านติกขฯ : ข้าวแบบอย่างงี้หรือเปล่า คุณซูเน่ : ใช่ ท่านติกขฯ : อ๋อ ! กินข้าว กินมันฝรั่ง แล้วผักละ คุณซูเน่ : มี ท่านติกขฯ : คงจะเรียกภาษาไทยน่ะนะ คุณซูเน่ : รู้ผักไม่มาก ท่านติกขฯ : อ้อ ! ผักที่จะแปลเป็นภาษาไทยเนี่ย รู้ไม่มากนะ อยู่.. เห็นว่าอยู่ที่สวีเดนนี่ ก็มีอาชีพปลูกผักด้วยเหมือนกัน อย่างงั้นนะ คุณซูเน่ : ใช่ คือผักไม่เหมือนกัน ผักไม่เหมือนกันผลไม้ ไม่เหมือนกัน ท่านติกขฯ : ไม่เหมือนเมืองไทย คุณซูเน่ : ใช่ ประเทศไม่เหมือนกัน อากาศไม่เหมือนกัน ท่านติกขฯ : ความจริงปลูกผักมานี่ แต่จริงๆแล้ว ตอนเรียนหนังสือนี่ เรียน มหาวิทยาลัยนี่ เรียนอะไรมา ตอนที่ไปเรียนๆ อยู่ที่มหาวิทยาลัยนี่นะ เรียนเกี่ยวกับการปลูกผักหรือเปล่า คุณซูเน่ : ไม่ ท่านติกขฯ : เรียนเกี่ยวกับเรื่องอะไรมา คุณซูเน่ : ผมเรียนเรื่อง Engeneer ไฟฟ้า ท่านติกขฯ : เรียนไฟฟ้า Engeneer คุณซูเน่ : ใช่ เรียน ฟิสิกส์ ที่ยูนิเวอร์ซีตี้ เรียนคอมพิวเตอร์ ท่านติกขฯ : คอมพิวเตอร์ คุณซูเน่ : ใช่...ปลูกผักดีกว่า ท่านติกขฯ : เรียนพวก Engeneer ไฟฟ้าแล้ว แล้วทำไมถึง คิดยังไงถึง ทำเกี่ยวกับเรื่องมาเรียนเรื่องปลูกผักละ คุณซูเน่ : ผมทำงาน 3 ที่ Engeneer ไฟฟ้า เออ ทำงานทำดอกไม้ บางทีสี่ปี ท่านติกขฯ : ปลูกดอกไม้ คุณซูเน่ : ใช่ เรียนฟิสิกส์ 3 ปี แต่ผมไปเรียน เออ ไปเรียนปลูกผัก ผมคิดว่า ธรรมชาติมีปัญหามาก ท่านติกขฯ : เอ่อ ! ไปเรียนปลูกผักนี่ คิดว่าธรรมชาติมีปัญหามาก คุณซูเน่ : ใช่ ผมต้องการช่วยธรรมชาติที่ยอมรับ ไปเรียนปลูกผักนี่ เห็นว่ามีปัญหามาก ท่านติกขฯ : อ้อ ! ต้องการจะช่วยธรรมชาติให้มันดี คุณซูเน่ : ผมเมื่อก่อนผมคิด ผมเรียน Astronomy เข้าใจไหม ?ดูดาว ท่านติกขฯ : อ้อ ! บนอากาศ บนท้องฟ้า (เสียงหัวเราะ) คุณซูเน่ : สตาร์ Astronomy นี่ดาราศาสตร์ ท่านติกขฯ : อ้อ ดางดาว ดาราศาสตร์ อ้าว ไม่เป็นไร ล่ามเยอะนะ คุณซูเน่ : ผมคิดว่า ธรรมชาติมีปัญหามาก เรียน Astronomy ไม่ช่วย ธรรมชาติ ต้องการใช้มือ ท่านติกขฯ : ธรรมชาติต้องการอะไรนะ คุณซูเน่ : ต้องการใช้มือ ไม่พูด ท่านติกขฯ : อื่อ คุณซูเน่ : ทำงานด้วย ท่านติกขฯ : อื่อ ต้องการที่จะลงมือใช้มือทำ คุณซูเน่ : ใช่ พูดไม่พูด ท่านติกขฯ : พูดไม่พูดนะ (หัวเราะ) พูดแล้วก็พูดแล้ว ไม่มีใครทำ ใช่ไหม ที่ไม่พูดนี่ เพราะอะไร เพราะรู้สึกสู้ทำไม่ได้ อย่างงั้นหรือเปล่า คุณซูเน่ : ไม่เข้าใจ (เสียงหัวเราะกันมาก) ท่านติกขฯ : ต้องการ ต้องการลงมือทำมากกว่าพูด คุณซูเน่ : ใช่ ท่านติกขฯ : ต้องการลงมือทำมากกว่าพูด คุณซูเน่ : พูดหลายชั่วโมง เออ ไม่มีอะไร (เสียงหัวเราะกันมาก) คุณซูเน่ : ใช่ไหม ท่านติกขฯ : ใช่ คุณซูเน่ : ต้องการทำด้วย ท่านติกขฯ : อันนี้เขาก็เรียกว่า เป็นคนลงมาจากหอคอยงาช้างอีกคนหนึ่งนา ไปยืนพูดๆๆๆ มันไร้ประโยชน์นะ สู้มาทำดีกว่า เราทำนะ เราทำ เกษตรยังงี้ ให้ความสุขแก่ชีวิตยังไง ให้ความสุขให้ชีวิต คือมันดี ยังไง คุณซูเน่ : ผมคิด ผมทำถูก ผมสบาย ท่านติกขฯ : เราสบายใจ คุณซูเน่ : ใช่ ผมเข้าใจ ผมคิด ปลูกผัก ไม่ใส่ยา ถูก ผมทำถูก ผม สบาย ท่านติกขฯ : อ้อ คือเขาเมื่อเขาปลูกผักนี่ เขาก็ไม่ใช้ยาด้วยนะ และก็คิด ว่าการกระทำของเขานี้ว่า เป็นการถูกต้อง ช่วยธรรมชาติ เขาคิด อย่างงี้แล้วเขาก็สบายใจนะ ถ้าเมื่อไม่ใส่ยาแล้ว เวลามีแมลงมานี่ เวลามีแมลงมานี่ ทำยังไงล่ะ เกิดมีแมลงมากินผักของเรา พวกแมลง คุณซูเน่ : ผมจำไม่ได้ เออ ผมพูดภาษาไทยไม่เก่ง ใช่ไหม คำไม่พอ ท่านติกขฯ : อ๋อ ! คำไม่พอ คำไม่พอ ที่จะดึงออกมานะ แต่เขาเอา อย่างงี้ก็แล้วกัน อาตมาเคยพูดกะเขานิดหน่อย คือ พอดีคุยกันวันนั้น น่า เขาก็มีต้นไม้อยู่ด้วย เขาก็ดึงเปลือกไม้มาให้ดูนะ มันภาษาที่พูด ออกมาไม่ได้ เขาดึงเปลือกไม้ดูแล้วว่า เขาว่าเปลือกไม้บางอย่าง เปลือกไม้บางอย่าง แล้วก็เอามาฉีด เอามาฉีด ที่มันมันไม่เป็นพิษ นะ เอาแค่พวกเปลือกไม้ไปตามยังงี้ แล้วก็ฉีดไป พวกเมล็ดมันก็ หนีนะ และบางทีก็ซื้ออะไรซื้อตัวที่มันกินแมลงอีกทีหนึ่ง อือ ใช่ไหม ซื้อตัวที่มันกินแมลงอีกทีหนึ่ง มาปล่อย คุณซูเน่ : มะเขือเทศบางครั้งมีแมลง สีขาวเล็กๆ ซื้อตัวซื้อแมลง กิน แมลง ท่านติกขฯ : อ๋อ ! ซื้อตัวแมลงที่กินแมลงอีกทีหนึ่ง ก็เรียกว่ายืมปากเพื่อน ช่วยกินอีกตัวหนึ่ง มันก็จัดการไปโดยระบบ น่าระบบสิ่งแวดล้อมของ มัน แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้ ผักที่เราปลูกแล้ว เอามาขายนี่ ได้รับ ความนิยมจากคนกินบ้างหรือเปล่า ผักที่เราไม่ใส่ยาฆ่าแมลง ไม่ใส่ สารเคมีนี่ พอไปขายที่ตลาดนี่ ได้รับความนิยมรึเปล่า ในประเทศ สวีเดน คุณซูเน่ : ขายง่าย ขายผักง่าย ท่านติกขฯ : ขายผักง่าย คุณซูเน่ : ราคาดีมากอีกด้วย ท่านติกขฯ : ราคาดีมากอีกด้วย คุณซูเน่ : ครับ 50% กว่า ท่านติกขฯ : ราคาแพงกว่าผักธรรมดาถึง 50% กว่า คุณซูเน่ : ครับ ท่านติกขฯ : ปลูกมากหรือเปล่าเนี้ย พอจะเลี้ยงตัวเองได้หรือเปล่าที่ปลูก คุณซูเน่ : ผมมีบ้านรวมบ้านรวม เออ ปลูกมะเขือเทศที่บ้านรวม โรส เฮ้า ซีส ท่านติกขฯ : ปลูกที่บ้านรวม ด้วย (หัวเราะ) อา ก็เรียกว่า ปลูกก็แล้วกัน นะ คือเป็นสิ่งที่เขาทำนะ ก็พยายามไม่ใช้สารเคมี และก็ผักของ เขาก็เรียกว่า มีราคาดี คนที่นั่นเขานิยม ราคาผักเขานี่ก็สูงกว่าราคา ผักในที่ทั่วๆไป นี่ก็ นี่ก็เป็นอีกภพนี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า ต่างประเทศเขาได้รับความนิยมนะ จากการที่เขาได้ทำในสิ่งนี้นะ จะ ถามในประเด็นสุดท้ายแล้ว เรื่อง เรื่องสุดท้าย มางานนี้ๆ รู้สึก ยังไง มางานปลุกเสกฯ มาอยู่ที่นี่เนี้ย มีความรู้สึกยังไง มาอยู่กับ คนพวกนี้ รู้สึกยังไง คุณซูเน่ : สบายมาก ท่านติกขฯ : สบายมาก คุณซูเน่ : ครับ ท่านติกขฯ : ประทับใจเรื่องอะไร รู้สึกว่าชอบๆๆ อะไรบ้าง มาอยู่ที่นี่ ชอบเรื่องอะไรบ้าง มาอยู่ที่นี่ อยู่ที่นี่ รู้สึกชอบเรื่องอะไรบ้าง ชอบใจ เรื่องอะไรบ้าง คุณซูเน่ : หมด ชอบหมด ท่านติกขฯ : ชอบหมดนะ ตอนแรก อาตมาฟังคิดว่าชอบมด (เสียงหัวเราะ) คุณซูเน่ : ฝึกหัดพูดภาษาไทยทุกวัน ท่านติกขฯ : ได้ฝึกพูดภาษาไทยทุกวันด้วย คุณซูเน่ : ครับ ท่านติกขฯ : อีกหน่อยก็คงจะพูดเก่งเหมือนคุณมนทิรา นี่ คุณมนทิรามาอยู่ตั้ง หลายปี เรียกว่าไม่เคยพูดอะไรเลย จำได้แต่คำที่ว่าคนใช้นี่นะ แต่ว่าพอมาอยู่กะพวกเรานี่ ก็ค่อยๆ รู้ ค่อยๆเข้าใจ แล้วก็พูดเป็น อันนี้ก็ได้ฝึกพูดภาษาไทย ได้พูดภาษาไทยได้มากขึ้น มีคนชวนพูด ก็ได้ใช้ภาษามากขึ้น มีอะไรที่จะฝากบอกให้พวกเราบ้างไหม ที่จะคุย กับพวกเรา บอกพวกเราน่ะ คุณซูเน่ : เออ ! ผมก็เข้าใจไม่หมด เข้าใจไม่หมด บางคำ ท่านติกขฯ : บางคำน่ะนะ คิดว่าอยากจะพูดอะไร ให้คนเขาฟังบ้าง เป็นเรื่องสุดท้าย ที่คิดว่าอยากจะพูดนะ อยากจะพูดให้พวกเขาฟังน่ะ คุณซูเน่ : มีหลายคนพูดแล้ว ท่านติกขฯ : เออ! ล่ามๆ (หัวเราะ) คราวนี้ต้องเดินไปต่างประเทศต้อง ใช้เวลานิดหน่อยนะ (เสียงหัวเราะมาก) คือมันต้องคิด 2 ระบบนะ ต้องคิดเป็นภาษาอังกฤษก่อน แล้วค่อยแปลเป็นภาษาไทยอีกทีหนึ่ง จึง เป็น 2 ชั้น คุณซูเน่ : บางทีพูดเป็นภาษาอังกฤษหมด ท่านติกขฯ : อ้าว พูดภาษาอังกฤษก็ได้ พูดภาษาอังกฤษแล้วก็มีแปล มีล่ามๆ อ้าวเชิญเลย พูดภาษาอังกฤษก็ได้ (ขณะนี้พูดเป็นภาษาอังกฤษ) ท่านติกขฯ : อ้าว ! วิโรจน์ แปลหน่อย ล่ามวิโรจน์ : เขาบอกว่า เขาจะกลับมาอีก แล้วอะไรนะ ตอนหลังพูดใหม่ซิ อ้าว ตอนหลังพูดใหม่ซิ คือ คนทีนี้เขาบอกว่าเพื่อนที่นี้ คิดเหมือน อย่างเขาทำนั่นแหละ คิดเหมือนอย่างที่เขาทำ และก็ทำเหมือน อย่างที่เขาทำ เขารู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านเขา อ้า เขาบอกว่า เขาจะ กลับมาอีก ประมาณสักเดือนสองเดือน ปีหรือสองปี เขาจะกลับมาอีก คุณซูเน่ : ต้องการเก็บเงินก่อน (เสียงหัวเราะกันมาก) ผมต้องการไป บ้านเก็บเงินก่อน ล่าม : ตอนนี้แปลไม่ออกครับ ท่านติกขฯ : เอาละ เอาละ สาธุนะ เขาต้องการไปบ้านเก็บเงินก่อนนะ วิโรจน์เลยแปลไม่ทัน(เสียงหัวเราะ)อันนี้ก็ฟังชาวต่างประเทศจบแล้ว นะ ที่เรียกว่า เขาก็รักในเรื่องเกษตร และอยากจะช่วยสิ่ง แวดล้อมให้ดีนะ ต่อมาลองมาฟังเยาวชนดูบ้างนะ เยาวชนที่เป็นตัวหลักๆ ของที่ศีรษะอโศก นี่ แปลงผักที่ขนาดใหญ่ที่เขา ที่พวกเราได้เอามา ใช้บริโภคอาหารในงานที่นี่ ก็เป็นคุณศิริกานต์ เป็นตัวหลักของที่นี่ พยายามที่จะพาเด็กแซงแซวในหมู่บ้านนี้ช่วยกันปลูก ช่วยกันทำ แล้วก็ มาฟังดูซิว่า คนหนุ่มสาวที่เขาเรียกว่า คนยังวัยรุ่นยังงี้นะ น่าจะ เรียกว่า ยินดีเข้าไปหาแสงสี เข้าไปอยู่สุขสบาย แต่กลับมาปักหลัก ปลูกผัก ปลูกอะไรอยู่อย่างงี้ เขามีความรู้สึกอย่างไร เรื่องของ การเกษตร ก็ลองให้คุณศิริกานต์คุยกะพวกเราดู คุณศิริกานต์ : กราบนมัสการพ่อท่านพระโพธิรักษ์ ที่เคารพอย่างสูงค่ะ นมัสการ พระคุณเจ้า และสิกขมาตทุกรูป เจริญธรรมและสำนึกดีค่ะ ญาติธรรมทุกท่าน ค่ะ สังคมชาวอโศกเรานะคะ ก็เป็นสังคมของคนกินผักน่ะคะ มังสวิรัติทุกวันนี้นะคะ ผักที่เรากินเนี่ย เรายังพึ่งตัวเองยังไม่ ได้น่ะฮะ ยังเป็นผักที่ซื้อจากตลาด หรือว่าจากทางอื่นอยู่นะฮะ ซึ่งก็ เป็นผักที่ปลูกมาจากสารเคมีปุ๋ยเคมี หรืออะไรอีกที่ไม่ค่อยปลอดภัยนะ ฮะ ในฐานะที่พวกเราเป็นนักกินผักนะฮะ ดิฉันก็คิดว่า การที่เราจะ หันมาปลูกผักกินเองนี่ เป็นเรื่องสำคัญมากนะ การปลูกผักนี่ ท่านติกขฯ : และเราก็รู้สึกว่าดีนะ ปลูกผักนี่ มันเหงาบ้างรึเปล่าเนี่ย อยู่ ตอนนี้คนอยู่เยอะนะเนี่ย พอเสร็จงานแล้ว คนก็กลับไปหมด เหลือแต่ จักจั่นร้องอย่างงี้น่ะ คุณศิริกานต์ : ก็พูดถึงความเหงานี่น่ะ ดิฉันได้อยู่นี่มา 5 พรรษาแล้วนะฮะ ได้สัมผัสกับบรรยากาศกับหลายแบบนะฮะ มีทั้งบรรยากาศที่อยู่เงียบๆ บางครั้งนี่ ดิฉันอยู่คนเดียวนะฮะ อยู่เฝ้าวัดคนเดียวนี่ โอ้โฮ ป่า ศีรษะอโศกนี่ ก็ไม่เบาน่ะ ความเงียบ ท่านติกขฯ : หมายความว่า อยู่คนเดียวทั้งในวัด และทั้งวัด ทั้งหมู่บ้านนี่ เลยนะเหรอ คุณศิริกานต์ : คือในเขตหญิงนี่ ก็เคยอยู่คนเดียว ก็เคยอยู่ค่ะ ตอนนั้นก็มัน ยังไม่เข้มแข็งเท่าไหร่นะฮะ อยู่คนเดียวก็เลยคิดในใจว่า เออ วัน นี้ เราจะเข้าไปนอนในหมู่บ้านกระแซงกับญาติโยม (หัวเราะ)ตอนนั้น ยังไม่เก่งนะฮะ ตอนนี้ก็เข้มแข็งมามาก ท่านติกขฯ : และ และได้คิดเฉยๆ หรือ แล้วได้ไปจริงๆ หรือเปล่า คุณศิริกานต์ : ตอนนั้น ไม่ได้ไปค่ะ ท่านติกขฯ : อือ ก็ถือว่าใช้ได้น่ะ ความจริงน่ะ ไม่ใช่ง่ายน่ะ อยู่ที่นี่นะ ไม่ ง่ายทีเดียว ไม่เชื่อใครลองมาอยู่คนเดียวดูบ้างน่ะ เพราะว่าทางนี้ ก็เมรุเผาผี เดี๋ยวเขาก็เผาอยู่เรื่อยเลยนะ มันหลุมฝังศพมันอยู่ทั่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน