นายพรานกับนก.doc.docx

โฟลเดอร์นิทานใช้บ่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์717 KB
วันที่แก้ไข10 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

นายพรานกับนก เช้าวันนั้นอากาศปลอดโปร่งแสงแดดเจิดจ้าท้องฟ้าเป็นสีครามเข้มปราศจากปุยเมฆ นายพรานดักนกขมีขมันจัดเครื่องไม้เครื่องมือดักนก เป็นพัลวัลเพื่อรีบออกจากบ้านไป ประกอบอาชีพ ของตนเขารู้ว่าอากาศดีเช่นนี้ไม่ค่อยจะมีบ่อยนักนั้นหมายถึงเขาจะจับนกได้มากกว่าวันอื่นๆ เป็นแน่ เมื่อทุกอย่าง เรียบร้อยนายพรานก็เดินออกจากบ้านไปเหตุการณ์ได้สมจริงตามที่คาดไว้เช้าวันนั้น นายพรานดักนกได้มากกว่าปกติ อย่างเกิดคาดเลยที่เดียวนกที่จับได้ถูกยัดลงกระสอบร่างแหใบใหญ่จนแน่นขนัดพอตะวัน เริ่มจะบ่ายคล้อยนายพรานก็ได้นกเต็มแหเขาตั้งใจจะเก็บเครื่อง ไม้ เครื่องมือ แล้วกลับบ้านอยู่นั้นเอง ทันใดนั้นนกที่ขังอยู่ในแหได้พร้อมใจกันทะยานบินสู่อากาศทันที ไปพร้อมกับร่างแหใบนั้นด้วย นายพรานเมื่อเห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไม่คิดไม่ฝันเช่นนั้น จึงรู้สึกตกอกตกใจเป็นอย่างยิ่ง เขาเสียดายแรงงานที่ลงไปเกือบวันแล้วต้องมาพังทลายในชั่วพริบตา ด้วยความเสียดายผลประโยชน์ของตน นายพรานจึงวิ่งไล่ตามกลุ่มนกกลุ่มนั้นไปอย่างไม่ลดละ พร้อมกับคอยแหงนหน้าดูว่านกกลุ่มนั้นจะบินไปทางไหนกันแน่ และแล้วมีนกตัวหนึ่งในร่างแห ได้ตะโกนพูดกับนายพรานอย่างกระหยิ่มใจขึ้นว่า "นายพรานเอ๋ย อย่าเสียแรงให้ต้องเหนื่อยมากขึ้นอีกเลย ควรกลับบ้านไปนอนพักผ่อนจะดีกว่านะ" "ไม่ต้องห่วงข้า ข้าจะติดตามพวกเจ้าไปทุกหนทุกแห่งจนกว่าพวกเจ้าจะตกลงมาให้ข้าจับเสียดีๆนั้นแหละ" นายพรานตะโกนออกไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ "คิดดูให้ดีซิครับพวกเรากลับบินอยู่เหนืออากาศ ส่วนเจ้านั้นวิ่งอยู่บนดินไม่มีทางที่เราจะพบกัน ได้หรอกน่ะ" นกในร่างแหตัวนั้นที่ชื่อที่เชื่อว่าเป็นจ่าฝูงได้เยาะเย้ยถางถางกับนายพราน "ไม่เป็นไรมิได้เกลอเอ๋ยข้าจะต้องพยายามต้องมีวิธีจับพวกเจ้าให้ได้ด้วย" นายพรา

อ่านต่อ

นก็ไม่ลดความพยายามเพราะมีผลประโยชน์ติดพันกัน อยู่นั้นเองเหล่าฝูงนกในร่างแหที่กำลังบินอยู่ในอากาศบินไปไม่ได้นานนักก็หล่นตุบลงมาบนพื้นดิน ตามที่นายนายพรานได้พยากรณ์ไว้นายพรานผู้ล่านกเป็นอาชีพ เมื่อเห็นเหยื่อตนตกลงมากองอยู่ข้างหน้าจึงรีบสาวเท้าเข้าไปอยู่ข้างร่างแหใส่นกแล้วพูดขึ้น อย่างผู้มีชัยชนะและเย้ยหยันว่า "พวกเจ้าทำไมไม่ปีกกล้าขาแข็งต่อไปอีกเล่า ฟ้าออกกว้างจะตายไป นึกอยากบินแห่งหนตำบลใดก็ได้นี่นา" "โธ่เอ๋ยนายพรานผู้ใจดำอำมหิตและชุบไปด้วยเลือดเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพราะเราโชคชะตาไม่ดี มันเป็นเคราะห์กรรมของเราที่จะต้องได้รับอยู่แล้วเท่านันเองแต่..." "แต่อะไรของเอ็งวะ"นายพรานถามด้วยความสงสัย "แต่ข้าอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมเจ้าจึงมั่นใจและติดตามเราอย่างไม่ลดละเช่นนั้นเจ้าต้องรู้จุดอ่อนของเรา แน่ๆเชียว ข้าเองก็กำลังกำลังยอมตายอยู่แล้ว ช่วยเปิดเผยความในใจ ให้รู้บ้างได้ไหมล่ะ" นกจ่าฝูงพยายามวิงวอนด้วยความอยากรู้ "ขอเพียงเท่านี้พอไหวว่ะ"นายพรานตอบอย่างดูหมิ่นและเหยือกเย็นต่อไปว่า "เจ้ารู้ไม่ไช่หรือว่าร่างแหใบนั้นมิได้ขังเจ้าไว้แต่ผู้เดียว เจ้ายังมีเพื่อนที่ถูกร่วมขังอีกมากมาย แล้วกลุ่มของพวกเจ้านั้นแหละ บ้างก็ต้องการจะบินไปทางทิสตะวันตก และมันจะสร้างเอกภาพขึ้นมาได้อย่างไรกันเล่า" นายพรานอธิบายอย่างอารมณ์เย็น "เออ จริงๆด้วยซี เหตุเพราะมาจากพวกเรามิได้. ."นกยังพูดไม่จบประโยคนายพรานก็รีบหิ้วแหใส่นกขึ้นบ่าแล้วเดินกลับบ้านทันที

นิทานสอนใจ นางแอ่นกับขี้วัว หากคุณสิ้นหวัง … ลองฟังนิทานเรื่องนี้ ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีนกนางแอ่นตัวผู้สีดำตัวหนึ่ง(น่าจะเรียกนกนายแอ่น) มัน เป็นนกนางแอ่นอารมณ์ดี บินถลาร่อนลมอย่างมีความสุขท่องไปในฟ้ากว้าง สูงขึ้นไปถึงก้อนเมฆ และต่ำลงมาเพียงเฉียดฉิวยอดหญ้ามันหยอกล้อสายรุ้งจนลืมว่าลมหวานกำลังมา เยือน เป็น ฤดูหนาวที่โหดเหี้ยม อุณหภูมิลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็งชั่วเวลาข้ามคืนหิมะโปรยปรายตลอดวันจนทุ่ง นากลายเป็นลานน้ำแข็งสีขาว สัตว์น้อยใหญ่มุดเข้าจำศีลในถ้ำกับคู่ของตน มีแต่เจ้านกนางแอ่นที่รักเสียงเพลง สายลม แสงแดดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่บินไปมาอย่างไร้จุดหมาย รังของมันอัดแน่นด้วยก้อนหิมะเย็นยะเยือก ในที่สุดมันจึงตัดสินใจบินลงใต้ มุ่งหวังจะไปเยือนดินแดนที่อบอุ่น แต่...อนิจจา นกนางแอ่นน้อยไม่สามารถฝ่าลมหนาวไปได้ไกล พายุหิมะทำให้ปีกของมันปวดจนชา ร่างตกตุ้บลงข้างๆ กองฟาง ณ โรงนาแห่งหนึ่งมันนอนตัวแข็งทื่อ มองเห็นความตายกวักมือเรียกอยู่ไหวๆ เลือดกำลังจับตัวเพราะลมหนาว ทัน ใดนั้น มีแม่วัวตัวหนึ่ง เดินฝ่าหิมะมาหาฟางเคี้ยว ขณะผ่านนกน้อยที่นอนแข็งอยู่บนพื้นแม่วัวนึกสงสาร จึงได้อึออกมากองใหญ่ ทับไปบนเจ้านกโชคร้าย ความอบอุ่นจากอึวัว ได้ช่วยขับไล่ความหนาวเย็น นกน้อยเริ่มรู้สึกตัวอย่างช้าๆ โอ...ช่างอบอุ่นดีแท้ หรือว่าฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาเยือนแล้วนะ ? ด้วยความรู้สึกเป็นสุข เจ้านกจึงอ้าปากขับขานบทเพลงอันไพเราะออกมา ขณะนั้นเอง มีแมวป่าหิวโซเดินออกล่าอาหาร มันให้นึกแปลกใจที่ได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะดังออกมาจากกองอึวัว ด้วยความสงสัยมันจึงใช้มือแหวกดูและพบนกน้อยอยู่ในนั้น แมวท้องกิ่วจึงจับนกน้อยกินเป็นอาหาร

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... 1. คนที่นำสิ่งสกปรกมาให้ ไม่จำเป็นต้องร้ายกับท่าน 2. คนที่ช่วยท่านออกจากกองสกปรกอาจเป็นอันตราย 3. อย่างเพิ่งอ้าปากคุยโวขณะยังมีมลทิน 4. อย่าเป็นคนเถลไถล

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน