650427 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อภิภูผู้รู้จบสัตตาวาสและวิญญาณฐีติ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์30 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

650427 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อภิภูผู้รู้จบสัตตาวาสและวิญญาณฐีติ https://www.boonniyom.net/51950.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1TMETaPsTHkw8ihSBDvEWExSsnrVztZnSruD_80FMsCI/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1SaqK-gn-HWrSxU_Idng2pmS02Ky-FQKm/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/dbp1knRzb1I และ https://fb.watch/cEZ2HqeDaX/

สมณะฟ้าไท.. วันนี้วันพุธที่ 27 เมษายน 2565 ที่บวรราชธานีอโศก อากาศร้อน อย่างไรก็ไม่เท่ากับใจคน แต่ทุกวันนี้เขาทำแบบมุ่งเป้า การสงครามก็ทำแบบมุ่งเป้า การข่าวก็ทำอย่างมุ่งเป้าให้ตรงประเด็น การเมืองก็ทำอย่างให้มุ่งเป้าตรงประเด็น แม้แต่ สรีระของพระโพธิสัตว์ก็ต้องรักษาให้ตรงเป้า คนดูแลก็ต้องทำให้เต็มที่ ถ้าทำไม่ดีก็ถูกถล่ม สรีระพ่อครูไม่สนใจอยู่แล้ว พวกเราต้องช่วยกันดูแลเต็มที่ให้ยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้แต่พวกเราเองก็ต้องทำชีวิตตนให้ยืนยาว ให้ช่วยกันพัฒนาสังคม ให้เกิดสิ่งดีงาม ตามที่พ่อครูปลูกฝังโลกุตรธรรม ให้เป็นที่ยอมรับต่อสังคมมาก คนเดือดร้อนมาก ถ้าคนมีโลกุตระก็จะเดือดร้อนน้อยลง อย่างพวกเราได้ปฏิบัติตาม เราก็ได้พ้นภัยโลกีย์ที่เดือดร้อนกันมากมาย พ่อครูว่า...

SMS วันที่ 25 เม.ย. 65 _ตุ๊ก อัศวิน · ขอขอบพระคุณ คณะปัจฉา และ คณะแพทย์ ที่กรุณารับภาระ..ใส่ใจ..ดูแล..สุขภาพของพ่อครู เป็นอย่างดีเยี่ยม..เจ้าค่ะ

_Wanawut Sirisakorn วนาวุฒิ สิริสาคร · รู้สึกปลื้มปิติมากครับ ที่เห็นพ่อท่าน สุขภาพและกำลังดีขึ้นเป็นลำดับๆ

_ชุมพล ยอดสะเทิน · รู้สึกซาบซึ้ง ที่พ่อท่านพูดถึงพ่อหลวง ร . 9 แสดงว่า พระโพธิ์สัตว์ ใหญ่ท่านรู้กันอยู่ แต่สมมุติโลกและลูก ๆ ส่วนมากยังโง่ มวลท

อ่านต่อ

ี่สัมมามีน้อย ร.9 ท่านจึงต้อง ทำอย่างนั้นกราบนมัสการครับ

_ซึ้งซื่อ วิเชียร · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียร สุดเกล้า ผมขอกราบ ถวายเป็นโพธิบูชาใน วัย ๘๘ ปี ของพ่อท่าน ในเรื่องการกินการใช้ อย่างเช่นเรื่อง การรับประทาน ผลไม้ ใน ๑ มื้อ จะทานแค่ ๒ อย่าง ซึ่งธรรมดาจะ ทานหลายอย่างครับ และเรื่องการใช้น้ำใน ๑ วัน จะอาบน้ำ ๒ ครั้ง ใน ๑ ครั้ง จะ ขอใช้น้ำแค่เพียง ๕ ขัน ครับ๑ วัน จะใช้น้ำประมาณ ๑๐ ขัน ซึ่งธรรมดาจะใช้ อาบหลายขัน ไม่ได้นับเลยครับ สำหรับตอนนี้ก็ขอถวายให้เป็นโพธิบูชา ๘๘ ปี แก่พ่อท่าน ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ กราบนมัสการ พ่อครูว่า...ดีนะ พยายามหามุม หาเหลี่ยม หาแง่ที่จะปฏิบัติตน ให้คนมักน้อย สันโดษ และลดลงไป ก็เป็นแง่เป็นเหลี่ยมให้ลดลงๆดี

_pontomzo Piyatanarod พรทอมโซ ปิยะธนารอด.... ก็คุณบัญญัติเองรับแต่เงินชาวอโศกมันก็ไม่ผิดสิเพราะคุณตั้งข้อบัญญัติ...มันก็ไม่ต่างกันหรอกเหลี่ยมจัด...ถ้าข้ามผ่านเรื่องเงินจริงคงไม่มีแลนค์มร์าคของตัวเองหรอกเข้าป่าไปเลยสิ...เป็นปถุชนยังเพ่งโทษสงฆ์อีกมันจะบริสุทธิ์ได้ไง พ่อครูว่า...ก็คิดไป แล้วก็ตีความหาแง่อะไรไป คุณว่าอาตมาเป็นปุถุชนเพ่งโทษสงฆ์อีก จะบริสุทธิ์ได้ไง ก็คุณพูด อาตมาไม่ได้เป็นปุถุชน ไม่ได้เพ่งโทษสงฆ์ อาตมาพูดด้วยความเห็นมีทัศนะของอาตมาจริงๆพูดไปด้วยความจริง คุณไม่รู้ความจริงก็เดาไป

_B The B • บี เดอะ บี ยังไม่มีการพิสูจน์ได้ว่าสุกรมัทวะคือเห็ด และก็ยังไมมีการพิสูจน์ได้ว่าเป็นเห็ดมีพิษ ทำไมท่านไปตีความด้วยตนเองหล่ะครับ หรือท่านบรรลุธรรม มีญานวิเศษย้อนเวลา กลับไปดูมาแล้วครับ พ่อครูว่า...ถ้าอาตมาบอกคุณว่า อาตมามีคุณจะว่าไง คุณรู้ได้ยังไงว่าอาตมาไม่มี สื่อธรรมะพ่อครู ตอน องค์รวมสุขภาพ่อครูตอนนี้ยังดีอยู่กว่าคนทั่วไปในวัยนี้ _ Re Rt (อาร์อี อาร์ที) : ดิฉันได้เข้าฟังพ่อท่านครั้งนี้ครั้งสองจริงอย่างพ่อท่านพูดเจ้าค่ะเหนื่อยมากกับชีวิตกับกายสังขารที่เจ็บป่วยบางทีถามตัวเองว่าเราจะเหนื่อยอีกนานมั๊ยหนอ พ่อครูว่า...สำหรับอาตมา อาตมาเจ็บป่วย มีพยาธิ ถือว่ามีพยาธิเท่านี้ ในร่างกายทั้งหมดนี้ มันก็เสื่อมโทรมไปตามวัย ส่วนที่จะถือว่าเป็นโรคเป็นภัยเป็นพยาธิ เป็นสิ่งที่บกพร่องหรือเกินก็คือ คอ ที่มีกระเปาะแล้วมันก็ขวางทางอันสะดวกของอวัยวะ จะพึงเป็น แล้วมันก็สร้างเสลดมาอุดตัน ก็ต้องไอขจัดออก ว่ากันจริงๆแล้วเป็นวิบากที่เบาๆ ไม่หนักไม่หนา ไม่เจ็บป่วยหนักหนาสาหัสรุนแรงทรมานเจ็บปวดโอดโอย แต่มันไอก็ต้อง แรง หนักสุดมันสร้างเสลดเหนียว ดันออกต้องใช้พลังไอเป็นพลังดัน แล้วมันต้องออกมา ทางปาก ไอ มันก็ไอแรงหน่อย ถ้าจะว่าไปแล้วโดยองค์รวม มันไม่หนักหนา คนอื่นเป็นมากกว่าอาตมา เป็นโรคนั้น โรคนี้ที่เป็นโรครุนแรงต้องบำบัดด้วยยา หมอต้องคอยดูแลประคบประหงมมาก อาตมา อายุ 80 กว่าแล้ว จริง คนที่แข็งแรงกว่าอาตมาไม่เป็นโรคเป็นภัยก็มีเยอะ ส่วนผู้ที่ไปตามวัย ก็ประมาณนี้ ก็มักจะมีโรคที่คนแก่เขานิยมกัน โรคเบาหวาน โรคความดัน เจ็บปวดตรงนั้น ตรงนี้ อาตมาไม่มีเจ็บปวดตรงนั้นตรงนี้ จะนั่งนานๆจะนอนนานๆ ไม่ปวดไม่เจ็บ รวมสรุปองค์รวมแล้ว ดี ภาวะร่างกายอาตมาใช้ได้ มีวิบากขนาดนี้ก็สมควรแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อานาปานสติ คือ ปฏิบัติธรรมตราบที่ยังมีลมหายใจเข้าออก _ เกรียงไกร ปัญโญกาศ : ยังคงคัดค้านท่านที่บอกว่าภาวนาหลับตาไม่ถูกต้องครับ เพราะพระพุทธเจ้าก็สอนในอานาปานสติไวชัดเจนว่าควรทำอย่างไร และไม่ได้ห้ามหลับตาและไม่ได้บอกให้ลืมตา เราก็มองกลางๆ ไว้ไม่ไดีกว่าหรือครับ หลักคือรู้ลมหายใจเข้าออกง่ะครับ พ่อครูว่า... คุณนั่นแหละอ่านธรรมะพระพุทธเจ้าไม่แตก พระพุทธเจ้าสอนไว้ชัดเจนแต่ที่คุณชัดเจนยังมัวซัวอยู่ ไม่ใช่.. ธรรมดาไม่ต้องไปรู้ลมหายใจเข้าออก มันก็มีลมหายใจเข้าออกก็ต้องอัตโนมัติอยู่แล้ว คนมันก็รู้อยู่แล้ว ใครๆก็รู้ว่า คนมีลมหายใจเข้าลมหายใจออก แล้วเราก็รู้ว่าลม มีลมหายใจเข้าลมหายใจออกโดยไม่ต้องไปรู้ อัตโนมัติมันก็รู้อยู่แล้ว ถ้าไม่มี มันก็ตาย เพราะฉะนั้นมันรู้อยู่แล้ว ลมหายใจเข้าลมหายใจออก เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปปฏิบัติอะไรเลยกับการมีลมหายใจเข้าลมหายใจออก แต่ต้องปฏิบัติธรรมทุกขณะที่คุณยังมีลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หมายความว่าคุณยังมีทั้งเข้าทั้งออกอยู่ ยังไม่ตาย ถ้าคุณตายแล้วลมหายใจเข้าไม่มีออกก็ตาย ลมหายใจออกไม่มีเข้าก็ตายทั้งนั้น มันยังมีภาวะ 2 ลมหายใจเข้าลมหายใจออกคุณยังไม่ตาย อานาอาปานะ แปลว่า ลมหายใจเข้าออก คุณยังไม่ตาย ไม่ต้องไปหาสถานที่ปฏิบัติ ..ไม่ใช่ ปฏิบัติแบบลืมตา ขนาดพระพุทธเจ้าก็ยังปฏิบัติลืมตา แล้วก็ตรัสรู้ลืมตา ภาวะที่ท่าน ตรัสรู้คือ จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก มีหลักฐานยืนยันในพระไตรปิฎกเล่ม 1 ท่านตรัสรู้มี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก มีแสงสว่างของพระอาทิตย์ นี่เป็นสิ่งยืนยันเลยว่าท่านลืมตาไม่ได้หลับตา คนไปเข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ซึ่งไม่ใช่ ท่านตรัสรู้ตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว ชาตินี้ท่านจะมาประกาศตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้า มาเปิดเผยธรรมะของพุทธ สร้างศาสนาพุทธขึ้นมา ในปางที่ท่านเป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านไม่ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมอะไรของพุทธเพราะว่าท่านมีมาแล้ว สมบูรณ์มาแล้ว ในชาติที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไร หากท่านมาปฏิบัติอีกจะมีเวลาเผยแพร่อย่างไร แต่ว่าท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณเต็มถ้วนหมดแล้ว สู่แดนธรรม... พ่อท่านเป็นคนเดียวที่บอกว่าพุทธเจ้าตรัสรู้เมื่อก่อนแล้ว พ่อครูว่า... เขานั้นรู้ผิด อาตมานั้นรู้ถูก พระพุทธเจ้าก็เป็นแต่เพียงว่าเราระลึกว่าเราเป็นพระพุทธเจ้านี่เอง แล้วก็เอามาตรัส คือตรัส สิ่งที่ท่านรู้มาแล้วเอามาตรัส คือตรัสรู้ ตรัสที่ท่าน รู้สู่โลก ให้มนุษย์โลกได้รู้ตาม เอาอย่างนี้ อย่าหมั่นไส้อาตมาก็แล้วกัน ขอพูดความจริง บรรดาศาสนาพุทธที่มีอยู่ใน 2,500 ปีเสื่อมมาแล้ว ตามที่พระเจ้าตรัสไว้ก่อนเพราะไม่มีโลกุตรธรรม เรายืนยันในอาณิสูตร กลองอานกะ ที่ท่านพยากรณ์ไว้ตั้งแต่ตอนมีพระชนม์ชีพ แต่ความจริงก็มาเกิด 2,500 ปี กึ่งพุทธกาล มันเสื่อมจริงๆ ถ้าไม่อย่างนั้นคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่บอกว่าศาสนาพุทธ จะเสื่อมจาก โลกุตระที่ท่านพยากรณ์ไว้ แล้วมันจะไปเสื่อมตอนไหน เขาไม่รู้ตัวกัน อาตมาอุบัติขึ้นมาในโลกปางนี้ จึงมาชี้บอกว่านี่ไงมันเสื่อม แล้วอาตมาก็สาธยายมาตั้ง 50 ปี ยืนยันว่าโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ๆๆ พวกคุณมาฟังคุณเข้าใจ มาปฏิบัติตามมีศีลสมาธิปัญญา มีจรณะ 15 วิชชา 8 กันจริงๆ จึงเกิดปรากฏการณ์จริง มีลักษณะวรรณะ 9 มีลักษณะสาราณียธรรม 6 มีลาภธัมมิกา เป็นสาธารณโภคี ชัดเจน ก็ไม่เห็นแย้งไม่เห็นเถียงได้ ยืนยันจริงๆอย่างนี้ ก็เถียงไม่ได้ ที่เถียงไม่ได้คือ คุณมาเป็นอย่างที่อาตมาพาเป็นไม่ได้ ..2.ที่เป็นไม่ได้เพราะคุณไม่รู้ หรือจะบอกว่าคุณรู้ไหม ที่คุณรู้ยังต่ำกว่าความเป็นจริงที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า นี่ก็พูดความจริงไม่ได้ผิด ไม่ได้ไปดูถูก ไม่ได้ไปลบหลู่ แต่พูดความจริงตาม ความเป็นจริง สู่ฟัง ใครฟังเป็นก็ชัดเจน ใครฟังไม่เป็นก็มาเพ่งโทษอาตมาเท่านั้นเอง อาตมาก็ไม่ได้ แปลกใจไม่ได้ลึกลับอะไร ใครจะฟังแล้วเห็นเป็นอย่างไรมันก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ที่เขามีภูมิของเขาตัดสิน ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องอิสระเสรีภาพอย่างพวกคุณเข้าใจ รู้แล้วก็มาเอา ไม่มีใครบังคับ อาตมา ไม่ได้ล่อหลอกประเล้าประโลม มีแต่พูดความจริงออกไป พวกคุณมาแล้ว ใครที่ได้ก็ชัดเจน อยู่ก็อยู่ ใครไม่ได้ก็ไม่อยู่ หลายคนก็ยังอยากอยู่แต่มันไม่ได้อยู่ ผู้ที่ไม่มีวิบากมากก็อยู่ ก็มี จำนวนไม่มากหรอกผู้ที่จะรู้โลกุตรธรรมมันมีจำนวนไม่มาก มันเป็นยอดพีระมิด ก็พูดความ จริงไปหมดแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร ในความจริงมันไม่ลึกลับ แต่คนไม่รู้ความจริงมันลับมันลึก เขามองไม่ถึง มันลับ มันลึก มองยังไงก็เข้าไม่ถึง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... ถ้าเราปฏิบัติตามที่พ่อครูสอน ไม่มีสำนักไหนพาทำอย่างชาวอโศก อย่างที่พ่อครูพาทำ แม้แต่เรื่องกินมังสวิรัติก็ยังไม่เหมือนกันเลยในแต่ละวัด สมาธิของเรา ก็อีกแบบหนึ่ง สมาธิของเราไปทำงาน เขามีสมาธิเท่าไหร่ก็ไปนั่งนิ่งไม่ทำงาน ของเรามี สมาธิมากเท่าไหร่ยิ่งทำงาน พ่อครูว่า... ของเรายิ่งมีสมาธิมากเท่าไหร่ ยิ่งทำงานคล่องแคล่วว่องไว กายปาคุญญตามากเท่านั้นๆ ยืนยันตามคำอ้างพระพุทธเจ้าด้วย เถียงสิๆ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อินทริยภาวนาสูตร _อินทริยภาวนาสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒) [๘๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๘๕๔] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกรอุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ พ่อครูว่า...คนทุกวันนี้ฟังอาตมาแทนที่จะคอตกซบเซาแต่เถียงอีก โง่ไม่เสร็จ หลับตาปฏิบัตินั้นไม่ใช่ของศาสนาพุทธเพราะไปปิดทวารทั้ง 5 แทนที่จะรู้ภายนอกภายในให้ครบ ก็ไปจำกัดให้ตัวเองอยู่ในภวังค์อยู่ในภพข้างในจิต แล้วก็เพ้อเจ้อเป็นนิรมาณกายเป็นสวรรค์วิมานเป็นสัมภเวสีไป เกินโลกจินตาที่จะคิด ฝันเพ้อไป แล้วเกิดหมู่ฝูง นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย ไม่เห็นทั้งหมดเลยตาบอดเป็นมนุษย์ตาบอดสอนคนตาบอด เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ แทนที่จะได้ยินเสียงบ้าง ภาพไม่ได้เห็นเพราะตาบอด แต่ไม่ได้ยินเสียงอีก บอกกันว่า พระเอกหล่อจังเลย ท้องฟ้าสีสวยจังเลย ตาบอดชมท้องฟ้าให้กันฟังมันเป็นอย่างนั้นจริงๆเลย เขาไม่รู้ตัวหรอกนะว่าที่เขาเป็นอย่างที่อาตมาพูด ตาบอดคุยกับคนตาบอด เราฟังแล้วก็โอ้โห คนตาบอดเคยคุยกัน ประเภทที่มาหลอกโลกเพราะตัวเองเป็นอย่างนั้น ตาบอดจะไปเห็นฟ้าอะไรได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าสงสารมาก อาตมาก็พูดด้วยความจริงใจนะ สงสาร ที่มันเข้าใจไม่ได้ก็เห็นใจ มันบังคับกันไม่ได้ จะมาเห็นตามรู้ตามมีทิฏฐิตาม เพราะว่า 1.ไปยึดถือครูบาอาจารย์เก่าแก่ที่ยึดถือกันมา 2. ดูถูกดูแคลนผู้ที่เป็นสัตบุรุษจริง 3. เพราะความโง่ โง่เอง ไม่รู้ความจริงว่าสิ่งที่เคยยึดถือเป็นครูบาอาจารย์นั้นจะเป็นคนมิจฉาทิฏฐิ คนสัมมาทิฏฐิจริงๆที่มาประกาศก็ไม่รู้ เพราะเป็นคนโง่เป็นคนอวิชาจริงๆเป็นธรรมชาติของเขา ก็น่าสงสาร อาตมาก็พยายามที่จะบอกเตือนสติ ให้มีปรโตโฆษะ เปิดจิตฟัง อย่าไปจมยึดติดแต่ครูบาอาจารย์เก่านักฟังธรรมะ 2 อย่างให้ได้ จะได้มีคู่เปรียบเทียบว่าอะไรมันเข้าท่ากว่ากัน ตั้งแต่อาตมาสอนมาก็มีผู้รู้แล้วปฏิบัติตามได้ จนถึงบัดนี้ก็มีผู้รู้แล้วปฏิบัติตามได้ มีผู้รู้ตามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอยู่ เขาจะต่อต้านล้มล้างอย่างที่อาตมาอธิบายถ่ายทอด ว่าอย่างนี้สัมมาทิฏฐิ อย่างโน้นมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ เขาก็ยังล้มล้างว่าอย่างอาตมานั้นมิจฉาของเขาสัมมา อาตมาก็ยืนยันว่าของอาตมาสัมมา ก็เป็นสัจจะอย่างนี้ต่างคนต่างยึดถือ ยึดถือกันอย่างนี้แหละพระพุทธเจ้าก็ให้จบกันที่นานาสังวาส ความเห็นของคุณก็เป็นอย่างนั้นความเห็นของเราก็เป็นอย่างหนึ่ง ต่างคนก็ต่างแสดงกันไป ใครเห็นอันไหนดีก็มาเอา เขาก็ว่าอาตมาอาตมาก็ว่าเขามันก็เป็นธรรมดา เพราะว่าความเห็นมันคนละอย่างอาตมาก็ต้องบอกว่าเห็นถูกมันเป็นอย่างนี้ ของเขาบอกว่าเห็นถูกมันเป็นอย่างของเขา มันก็ไม่เห็นตรงกัน มันก็ขัดแย้งกันก็เป็นธรรมดา จะไปห้ามไม่ให้มันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นแหละ มันต้องเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่ มันก็เป็นความจริงอย่างนี้ ยกตัวอย่าง อาตมาติงมาตั้งแต่ว่า กาย ฌาน สมาธิ บุญ กาย ตอนนี้มาเน้นคำว่า กาย ว่ามันเห็นต่างกัน กายนี้ คนจะมาบวชในศาสนาพุทธ อุปัชฌาย์ก็จะสอนเรื่องกายกับจิต ด้วยการแยกมูลกรรมฐาน 5 อย่างให้ชัดเจนว่า เมื่อใดมันเป็นกาย เมื่อใดมันเป็นจิต ระหว่างธาตุรู้ของเราเป็นจิตนิยาม สามารถที่จะรู้ถูกต้องว่า อย่างนี้ไม่มีกายแล้ว แต่ยังเป็นพีชะอยู่ กับอย่างนี้ไม่เป็นกาย เป็นอุตุนิยามไปเลย แตกต่างกันนะ อุตุนิยามไม่มีกาย พีชนิยามก็เริ่มไม่มีกาย กายคือธาตุรู้ กายคือมโน คือจิต คือวิญญาณ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัด เรากล่าวว่า กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ คำว่ากาย เน้นธาตุรู้เป็นหลัก ไม่ได้เน้นวัตถุเป็นหลัก แต่กายต้องมีสรีระ แต่สรีระก็จะต้องมีจิตร่วมด้วยเสมอ เป็นสองเสมอ กาย ในพจนานุกรมแปลว่าองค์ประชุมหรือกองหรือหมู่ ไม่ใช่เดี๋ยวนะ เป็นองค์ประชุมของเจตสิก มีเวทนาสัญญาหรือสังขารเป็นต้น ในพจนานุกรมก็ยังอยู่ทุกวันนี้ก็เอามาใช้ ก็ยังแปลชัดเจนอยู่ในพจนานุกรม แต่ความเห็นผิดเขาเข้าใจผิดไปแล้วว่า กาย คือสรีระเฉยๆ หรือเป็นวัตถุไม่มีจิตร่วมด้วย อันนี้แหละเป็นเบื้องต้นที่ผิด พระพุทธเจ้าถึงให้สอน ถ้าจะมาบวชก็สอนเป็นมูลกรรมฐานแท้ๆเลย สอนให้แยกจาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มาอธิบายเมื่อไหร่มันเป็นกายแต่เป็นพีชะ เมื่อใดเป็นกาย ที่บริบูรณ์มีกรรม มีธรรมะ ถ้าไม่มีความรู้เรื่องกาย เรื่องจิตให้ชัดเจนอย่างนี้แล้วก็ไปแยกกายแยกจิตอย่างผิด คือนั่งหลับตาแล้วถอดร่าง ออกไป ทิ้งกาย เห็นนั่งแข็งอยู่อย่างนั้นส่วนจิตก็ไปอยู่ข้างนอก ก็บอกว่าแยกกายแยกจิตไปโน่นเลย เป็นมโนมัยยาตตาหรือเป็นนิรมาณกาย ฝันเพ้อเอง เป็นเรื่องสร้างภพชาติสร้างรูปเอง แล้วเขาก็มีกันอยู่จนทุกวันนี้ก็เป็นเรื่องเพ้อเจ้อเป็นเรื่องหลงใหล สู่แดนธรรม.. อาจารย์สอนว่าอย่างนั้นเดี๋ยวเข้าร่างไม่ได้ พ่อครูว่า... ไม่เข้าใจสภาวธรรม คำว่าสัมภเวสีล่องลอยอย่างไร เข้ามาร่วมอยู่เป็นสภาวะ 2 คืออย่างไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเรื่องกายจึงเป็นเรื่องเริ่มต้น บอกแล้วว่า อุปัชฌาย์สอนสัทธิวิหาริกหรือจะเริ่มศึกษาธรรมะพุทธเจ้า ก็ต้องเรียนรู้ กาย เรียนรู้สักกะ สักกะคือ ตัวตน ตัวเรา อยู่ที่ตัวเราเองโดยเฉพาะในตัวเราจริงว่า กาย มันมีรูปกับ นาม จิตคุณต้องรับรู้สัมผัสภายนอกไม่แยกกัน กายขาดนามไม่ได้แล้วจริงๆจะให้ บริบูรณ์ นามก็ต้องมีกาย มีภายนอกด้วย ต้องมีทั้งภายนอกภายใน คนไม่มีภายนอกมีแต่ภายในเป็นคนไม่เต็มคน เป็นคนไม่เต็มเต็ง ยิ่งกว่าอีเดียดอีก ออทิสติกก็ยังไม่เหมือนอีเดียดทีเดียว อีเดียดยังพอรู้บ้างแต่นี่ยิ่งกว่าอีเดียด เพราะว่าทั้ง 5 ทวารไม่รับรู้ รู้แต่ทวารในจิตอย่างเดียว ทิ้งไปตั้ง 5 ด้วยสัจจะมันมีตั้ง 5 ตั้งแต่คุณไปเอาอยู่อันเดียวทิ้งไปตั้งห้าอย่างไร ไม่เต็มเต็งใช่ไหม นี่ไม่ได้แปลว่าเขานะ แต่มันเป็นสัจธรรมอย่างนั้นใช่ไหม นั่งหลับตาไม่ใช่ของศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนอย่างนั้นเลย อาตมาพูดไปตามความจริง ส่วนใครจะยึดถือการนั่งหลับตา ที่บอกว่าเรียนมาตั้งนานจะไปทิ้งได้อย่างไร คุณก็ยึดถือของคุณไปแล้วคุณก็ไม่เปลี่ยนแปลงคุณก็จมอยู่อย่างนั้นอีกนานนับชาติ งมงาย เลอะเทอะอยู่อย่างนั้นอีกนาน แล้วคุณก็จะมาพูดอย่างอาตมาพูด ยืนยันอย่างอาตมายืนยันไม่ได้ เช่นยืนยันว่าอาตมานี้จบบรรลุพระอรหันต์ เป็นผู้ที่บรรลุธรรมจริง ไม่ได้พูดเล่นๆนะ ของจริงสัจธรรมพวกนี้พูดเล่นไม่ได้ เป็นอุตริมนุสธรรม พูดเล่นได้ที่ไหน แล้วยิ่งเป็นนักบวชด้วยมาพูดอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตนอย่างนี้ พูดเป็นเล่นไปได้ มาทำอย่างนั้นได้อย่างไร

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อภิภูผู้รู้จบสัตตาวาสและวิญญาณฐีติ _พ่อครูว่า... อธิบายลงลึกในคำว่า กาย พระพุทธเจ้าตรัส แม้แต่พูดไปแล้ว เริ่มต้นก็ต้องรู้ กาย ก่อน ตั้งแต่ อุปัชฌาย์สอนสัทธิวิหาริก หรือเริ่มต้นทั่วไปไม่ต้องไปบวชหรอก คุณต้องรู้ สักกายะ พ้นสักกายทิฏฐิ พ้นความเห็นที่ไม่รู้ว่าเป็นกายของตน หมายความว่าคุณจะต้องรู้ให้จริง รู้ให้ถูกต้อง เรื่องกาย ที่มันอยู่ในตัวเราเป็น สักกายะ ให้ถูกต้องเสียก่อน ถ้าอันนี้ไม่ถูกต้อง คุณจะเรียนอย่างอื่นอีกเท่าไหร่เท่าไหร่มันก็ไม่มีผลอะไร โมฆะไปตลอดกาล ติดกระดุมเม็ดแรกผิดแล้วไปเลย แล้วก็หลงตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์ เป็นอรหันต์เก๊ มาหลอกคนอื่น มันสุดน่าสงสารที่สุดเลย เพราะฉะนั้นต้องมาเรียนให้ดีๆ พระพุทธเจ้าสอนต่อมา นอกจากพ้น สักกายทิฏฐิ พ้น วิจิกิจฉา พ้น สีลัพพตปรามาส พ้น 3 ข้อนี้ก็เริ่มต้นเป็นพระโสดาบัน ก็ปฏิบัติตามวิญญาณฐีติ 7 ได้ เริ่มต้นได้หรือที่สุดจบก็จบด้วย วิญญาณฐีติ 7 จบด้วยการรู้จักฌาน 4 แล้วก็รู้ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ จบ ไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มี มีแค่ 7 ทำไมมีแค่ 7 เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องมาตั้งแต่เริ่มต้น ฌาน 1 2 3 4 ในสัตตาวาส 9 สัตว์ที่ 1 2 3 4 ภาษาคำ ระบุอันเดียวกัน สัตตาวาส 9 กับ วิญญาณฐีติ แต่สัตตาวาส 9 เป็นมิจฉาทิฏฐิ ในสัตตาวาส 9 สัตว์ที่ 1 2 3 4 ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่ในวิญญาณฐิติ 7 ข้อที่ 1 2 3 4 ก็เป็นสัมมาทิฏฐิและเรียนรู้ออกจากความเป็นสัตว์ได้ เมื่อถึง สัตว์ตัวที่ 4 วิญญาณฐิติเป็นสัมมาทิฏฐิออกจากความเป็นสัตว์ได้หมด อากาสานัญจายตนะ เป็นของจริง อากาศคือรูป วิญญาณคือนาม อากิญจัญยายตนะ คือ ไม่มี นิดนึงก็ไม่มีไม่มี อะไรก็ไม่มีกิเลส มีแต่ 1.รูป 2.นามที่บริสุทธิ์พ้นจากกิเลสอย่างบริบูรณ์ถ้วนรอบ ไม่ต้องไปใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มี จึงจบด้วย วิญญาณฐิติ 7 คือ อากิญจัญยายตนะ เท่านั้น ส่วนผู้ที่ยังมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัตตาวาส 9 จึงมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ยังไม่พอ ที่สำคัญก็คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นของเพ้อเจ้อ ผิดไปจริงๆเลย ผ่านอสัญญีสัตว์ ไปดับสัญญาอยู่อันที่ 5 เป็นอสัญญีสัตว์ ผิดไปตั้งแต่สัตตาวาส 9 ที่ 1 2 3 4 แล้วผิดไปแล้ว ยังไม่พอไปรับสัญญาเป็นอสัญญีสัตว์ อันที่ 5 อีก อากาสานัญจายตนะ ก็ยิ่งเลอะเทอะหนัก อากาสานัญจายตนะ ของสัตตาวาส 9 กับของวิญญาณฐีติ 7 คนละโลกเลย อากาสานัญจายตนะของวิญญาณฐิติ 7 นั้นคือความถูกต้อง เป็นสัมมาทิฐิ วิญญาณ เลอะเทอะ เป็นอะไรไม่รู้ อากาสานัญจายตนะ ก็เป็นอะไรไม่รู้ อากิญจัญยายตนะ ก็เลยยิ่งกลายเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่แล้วเมื่อไหร่ก็จะใช่ มันไม่รู้เรื่องเลยเลอะเทอะไปตลอดกาลนาน คือเรื่องคำว่า กาย กายทั้งเบื้องต้นและที่สุด ทั้งหมดเลยในการเกิดมาเป็นมนุษย์ มีความเป็น 2 คือ เทวะ ก็คือ กาย มีรูปกับนาม คุณเกิดมา เป็นจิตนิยาม ธาตุรู้คุณเป็นจิต เป็นวิญญาณ คุณก็มีสิ่งที่ถูกรู้กับธาตุรู้ ปฏิเสธไม่ได้ต้องรู้ อย่าไปดับมัน อย่าไปหรี่มัน อย่าไปทำให้มันตกความเป็นธาตุรู้ ให้มันรู้เต็มร้อย ต้องให้มีเต็มสติเต็ม สตะ เต็มร้อย สู่แดนธรรม.. เขาบอกว่าถ้ายังมีตัวติดรู้อยู่ จิตก็รู้อยู่ ก็ยังมีตัวเหลืออยู่เขาต้องไปดับความรู้ อย่างหลวงพ่อชา บอกว่า เจอผู้รู้ที่ไหนให้ฆ่าผู้รู้ที่นั่น พ่อครูว่า... นั่นแหละ จะหลวงพ่อชาก็ตามหรือว่าท่านพุทธทาสก็ตาม ก็บอกว่าการไปยึดถือความรู้ไม่รู้นั้นไม่ได้ทั้งนั้น ก็ว่าไปตามลำดับ ผู้ที่รู้แล้วเป็น อนุปคัมมะ ก็จะเข้าใจว่าผู้นี้พูดถูก แต่ยึดถือผิด พูดผิดแล้วก็ยึดถือผิดด้วย ก็จะรู้ว่าผิดอยู่ ถูกบ้างผิดบ้างก็ยังสับสนมีอยู่ ถูกบ้างบางอย่างอันนี้ไม่ถูก แต่ก็ยังไม่แน่ชัด ถูกจริงๆไม่ผิดเลย ผิดจริงๆไม่ถูกเลย ไม่ได้แม่นมั่นอย่างนั้น ก็ยังสับสนไปสับสนมา ซึ่งที่อาตมาพูดอยู่นี้เป็นรายละเอียดของความรู้ ที่พูดแล้วก็สงสารเขา เขาก็จะเห็นว่ามันอวดดี พูดอย่างกับรู้ อ้าว… ถ้าอาตมาไม่รู้จะเอาอะไรมาพูด พูดอย่างกับมันรู้มันรู้จริงๆหรือเหนือเขาหมด แล้วมันเหนือเขาจริงๆไหมล่ะคุณรู้ไหมว่าเหนือ ถ้าหากอาตมาไม่รู้ อาตมาจะเอาที่ไหนมาพูด แล้วอาตมาก็บอกว่า อาตมาเกิดมาในชาตินี้ไม่มีสำนักสังกัด ไม่มีครูบาอาจารย์ อาตมาก็เอาของอาตมามาพูด คุณต่างหากไม่ยอมรับอาตมา นี่พวกคุณมารับอาตมายอมรับ ได้อะไรมาบ้างไหมเล่า ...ได้ ได้อะไรไหนลองเอามาดู ได้ความไม่มี รวมไปลงที่ความไม่มี พระพุทธเจ้าถึงตรัสไว้ชัดเจน อาศัยความไม่มีกับความมีนี่แหละเป็นสิ่งที่ อาศัยศึกษา ในพระไตรปิฎกเล่มที่เท่าไหร่ เล่ม 16 ข้อ 43 เมื่อเห็นความมีความไม่มีแล้ว แล้วก็เป็นผู้ที่รู้แล้วว่าอะไรมีอะไรไม่มี ก็ไม่ไปเข้ายึดถือ ไม่ไปยึดถือทั้งความมี ไม่ไปยึดถือทั้งความไม่มีเรียกว่า อนุปคัมมะ ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็เป็นผู้ที่มี อนุปคัมมะ รู้จักมัชเฌนธรรม หรือเป็นอภิภู รู้จักสภาพ 2 แล้วเป็นอายตนะอย่างเป็นอภิภายตนะด้วย รู้ไปสูงยิ่งกว่านั้น รู้ว่าสามารถที่จะปรุงแต่งกันให้เป็นอภิภายตนะ 8 ด้วย คนที่จะเข้าใจอภิภายตนะ 8 ตั้งแต่ อภิภายตนะข้อที่ 1 รู้ทันทีเลยทั้งภายนอกภายใน รู้ทั้ง ปริตตัง รู้ทั้งอัปปมาณา รู้ทั้งสุพรรณะ ทุพรรณะ พร้อมกันไปหมดเลย นี่เป็นอภิภายตนะ ข้อที่ 1 แล้วสภาวะมีอย่างนั้นจริงๆ ที่อาตมาพูดไปนี้อาตมารู้จักสภาวะยังที่ว่าทั้งหมด ทั้งภายนอกทั้งภายในพร้อมกัน แล้วก็มีทั้ง ปริตตัง อัปมาณา สุพรรณะ ทุพรรณะ มีหมด อาตมาพูดพยัญชนะเหล่านั้น สภาวะอาตมาก็ชัดเจนอยู่ ไม่ได้พูดแต่พยัญชนะเฉยๆ นี่เ mป็นอุตริมนุสธรรมจริงๆ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท... ประเด็นหนึ่งที่พ่อครูเน้นย้ำบ่อยๆคือ ธาตุรู้ อย่าไปทำให้ธาตุรู้มันไม่รู้ แล้วอย่าไปทำให้ธาตุรู้มันเสียหาย พ่อครูเน้นย้ำ ธาตุรู้ให้มันรู้เต็มที่ คนไม่มีภูมิ แยกแยะไม่ได้หรอกในสัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 พ่อครูเน้นย้ำเรื่องกาย คือเบื้องต้น เข้าใจให้สัมมาก่อน เป็นโสดาบันก่อน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อจินไตยฌานวิสัยในจรณะและวิชชา _พ่อครูว่า... คำว่าฌาน เป็นฌานวิสัย เป็นอจินไตย คนจะมี อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย คนผ่าน นิสยะ วิสยะ ผ่านมา จนรู้ สยะเป็น อนุสยะ อนุสัย อาตมาใช้พยัญชนะเหมือนกันแต่อธิบายต่างกันกับคนอื่น คนที่ถึงขั้น อนุสยะ เป็นฌาน ฌาน คือพลังงานจิตที่ผู้ที่สามารถสร้างพลังงานจิตให้เป็นไฟ เป็นอุณหธาตุ เป็นความร้อน ซึ่งราคะ โทสะ ก็เป็นไฟ โมหะ เป็นไฟ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ทีนี้ ไฟฌาน เป็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน