650515 พ่อครูเทศน์กัณฑ์พิเศษ เนื่องในวันวิสาขบูชา พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้วันเพ็ญเดือน 6.docx
เนื้อหาในไฟล์
650515 พ่อครูเทศน์กัณฑ์พิเศษ เนื่องในวันวิสาขบูชา พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้วันเพ็ญเดือน 6 https://www.boonniyom.net/51942.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1xF8Z8CrzQdZr_K4GIOXOUzjVoV7dw9B8Sr7jkqMWVzI/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1qBMxk_830Ey3ETC4qnA6zDR_-WFYMsXF/view?usp=sharing
และดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/_CDChZhkeso และ https://fb.watch/d0INoQBEQl/
ตอน พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้วันเพ็ญเดือน 6 แต่ตรัสรู้วันเพ็ญเดือน 8 (สื่อธรรมะพ่อครู) _พ่อครูว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ปีขาล ตรงกับวันวิสาขบูชา หรือวิสาขบูชาปุณมี วันนี้วันสำคัญยิ่งใหญ่ ที่โลก ศูนย์รวมของโลก ยกให้เป็นวันยิ่งใหญ่ เป็นวันสำคัญของโลกวันหนึ่ง เป็นวันสำคัญของศาสนาพุทธ และถูกรับรองเป็นวันสำคัญของโลกที่ยิ่งใหญ่ อันนี้เป็นเรื่องรู้กันทั่วไปอยู่แล้ว ในวันวิสาขบูชา มีเรื่องที่ทำให้คนเข้าใจยังไม่ชัดเจน คือเรื่อง การเกิด การตรัสรู้ การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าหรือเจ้าชายสิทธัตถะอุบัติขึ้น ประสูติออกมา ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 นั้นไม่มีปัญหา คนทุกคนก็เข้าใจ ในที่สุดวันที่สิ้นพระชนม์หมดลมหายใจ เรียกว่าตายนั้นเองในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เหมือนกัน ใน พ.ศ. 80 คนก็ไม่ได้สับสนอะไร มาสับสนตรงคำว่าตรัสรู้ พระพุทธเจ้า คนก็บอกว่าตรัสรู้ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 จริงๆพระพุทธเจ้าก็ทรงรู้พระองค์เอง ว่า อ้อ ตถาคต ก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้านะ มีพระสัพพัญญุตญาณมาแล้ว ตั้งแต่ปางก่อน พระพุทธเจ้าองค์สมณโคดมนี้ ท่านเองท่านอุบัติขึ้นมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็มีพราหมณ์ มีผู้รู้ มีคนทำนายว่าจะได้
อ่านต่อ
เป็นพระพุทธเจ้า มีโกณฑัญญะทำนายคติเดียวว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนอาจารย์อื่นๆ อีกหลายคน ก็ทำนาย 2 คติ ถ้าอยู่เป็นฆราวาสจะได้เป็นจอมจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ของโลก แต่ถ้าออกบวชจะได้เป็นพระพุทธเจ้า แต่โกณฑัญญะทำนายคติเดียว เมื่อพระพุทธเจ้า 29 ปีก็ออกมาจากวัง ทิ้งพระราหุลพระโอรส อุบัติขึ้นมาก็ทิ้งเลย ชวนนายฉันนะเข้าป่า ในยุคนั้นยังนิยมกันว่า แบบเดียรถีย์ เพราะว่าศาสนาพุทธยังไม่เกิด พราหมณ์ เป็นมิจฉาทิฐิกันหมดแล้ว ความรู้เพี้ยนเป็นมิจฉาทิฏฐิไปหมดแล้ว พราหมณ์ กับพุทธ ก็คือผู้ที่เรียนรู้จรณะ 15 วิชชา 8 ก็สลับกันไปสลับกันมา กัปนี้เรียกว่า พุทธ อีกกัปเรียกว่า พราหมณ์ ซึ่งกัปที่พระพุทธเจ้าอุบัติ ไม่มีศาสนาพุทธมีแต่ศาสนาพราหมณ์ แต่ในพระคัมภีร์ไตรเภท ก็คือไตรสิกขา ก็คือ ความรู้หรือการศึกษา 3 อย่าง ก็คือ จรณะ 15 วิชชา 8 ถ้าอ่าน อัมพัฏฐสูตร ไล่เรียงก็จะเข้าใจ แต่วันนี้ไม่อ่านเพราะเวลาไม่พอ วันนี้จะพูดถึงการตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ในวันเพ็ญเดือน 6 กับการหลับตาปฏิบัติออกป่า การตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์นี้ พระพุทธเจ้าออกบวช แล้วก็นั่งจะหลับตาหรือไม่หลับตาก็ตาม หลับตาก็ได้ทำเตวิชโช บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ นึกถึงอดีต ที่เคยอุบัติผ่านมาแล้ว ระลึกได้ว่าเราได้เคยบำเพ็ญบารมี 10 ทัศมาครบแล้ว ตรัสรู้มีพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ตั้งแต่ก่อนจะอุบัติประสูติมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแล้ว ระลึกได้ ก็คือมีรู้ มีความรู้ สัมมาสัมโพธิญาณคือความรู้ มาแล้ว ตั้งแต่ชาติก่อน ที่บำเพ็ญมาเต็มแล้ว รออยู่ที่ดุสิต ก่อนอุบัติมาเป็นพระพุทธเจ้า จนถึงวาระมงคลก็มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า มาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ อายุ 29 ก็ออกบวช ไปเสียเวลาอายุ 6 ปี ลิงลมอมข้าวพอง ถูกจารีตประเพณีในยุคนั้นคือออกป่าเป็นเดียรถีย์ครอบงำว่าจะต้องออกป่าปฏิบัติหลับตา ซึ่งเป็นการปฏิบัติแบบผิดๆอย่างที่กระแสทุกวันนี้นิยมกันอยู่ ก็เสียเวลาอยู่ 6 ปี จนพระพุทธเจ้ารู้ตัวเองว่ามันไม่ใช่ ต้องมาเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ใช่ ต้องมาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเดี๋ยวนี้อาตมาพูดก็ยากที่คนจะเข้าใจ เพราะเขาเข้าใจจรณะ 15 วิชชา 8 ที่เป็นโลกุตระยังไม่ได้ง่ายๆ อาตมาจึงต้องตายไม่ลง จะต้องเคลียร์เรื่องนี้ให้กระจ่าง เป็นหน้าที่รับผิดชอบของอาตมาซึ่งมันเป็นโลกุตระ ถ้าหลับตาสะกดจิตออกป่าปฏิบัติ แล้วก็บอกว่าบรรลุ มันเป็นของ เดียรถีย์ เป็นมิจฉาทิฏฐิคู่กันกับศาสนาที่ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 แยกกันให้ดีนะ หลับตาสะกดจิตเหมือนมหาบัวนั่งหลับตาจนก้นแตกก้นพังที่เล่ากัน เสร็จแล้วก็บรรลุปึ๋ง ไม่มีรายละเอียดของธรรมะ ไม่มีลำดับ ลำดา ไม่มีลำดับที่น่าอัศจรรย์ที่เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ฌาน 1 2 3 4 หรือมีศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 แล้วก็เกิด ฌาน 1 2 3 4 ด้วย วิชชา 8 เป็นยาดำ เป็นกระสาย เป็นความฉลาดประกอบร่วมอยู่ตลอดเวลา เขาไม่ได้มีเช่นนั้น เขานั่งหลับตา แต่พระพุทธเจ้าระลึกได้ว่าท่านมีเรียบร้อยมีจรณะ 15 วิชชา 8 บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ถึงได้ออกมาประกาศ หรือตรัส หรือพูด คือ เอาความรู้นี้มาพูด จึงเกิดคำพูดที่ พูดถึงเรื่องโลกุตรธรรมขึ้นมา คำพูดที่พูดถึงโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า รวบ สรุปเป็นคำสั้นๆว่าตรัสรู้ คำว่า ตรัสรู้ หมายถึง ความรู้โลกุตรธรรมของศาสนาพุทธหรือของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะตรัสรู้เรื่องโลกุตรธรรมมีทุกพระองค์ เมื่อระลึกรู้ตัวว่าเรามีสัมมาสัมโพธิญาณ จึงเริ่มต้นสอนพระสูตรแรกคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร กับพราหมณ์ 5 รูป สอน เป็นพระสูตรแรกของโลกในศาสนาพุทธ ตอนเป็นพระสมณโคดม สอนเสร็จแล้ว โกณฑัญญะสามารถรู้ได้ เข้าใจได้ พอ โกณฑัญญะรู้ได้ พระพุทธเจ้าก็ทรงหยั่งรู้จิตของโกณฑัญญะว่า โกณฑัญญะมีอัญญธาตุเกิดขึ้น เพียงพอที่จะเรียนรู้โลกุตรธรรม อัญญาสิวตโภ โกณฑัญโญ คำอุทาน อัญญา แปลว่าความรู้ แบบมี อัญญธาตุ อัญญาสิวตโภ (เจริญ) โกณฑัญโญ ปัญญาความรู้มี อัญญธาตุ เกิดขึ้นในจิตโกณฑัญญะแล้วหนอ โอ! อัญญาสิวตโภ โกณฑัญโญ จึงอุทานเช่นนั้น คำว่า อัญญธาตุ จึงเป็นธาตุ ความรู้อื่น อัญญะแปลว่าอื่น ไม่ใช่อันนี้ โลกอื่น โลกหน้า โลกนี้กับโลกอื่น โลกหน้า มันคนละอันกัน ดาวคนละดวง ภาษาคนละภาษา รูปร่างหน้าตาองค์ประกอบในชีวิต คนละเรื่องกัน ต่างกันคนละเรื่อง คนละโลก คนละดวงดาว พระพุทธเจ้าก็เริ่มต้นสอนจากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร อาทิตตปริยายสูตร โกณฑัญญะก็บรรลุโสดาบันในกัณฑ์แรก และบรรลุอรหันต์ในสูตรที่ 2 ต่อจากนั้นพราหมณ์อีก 4 รูปจึงศึกษาเพิ่มเติมมีปัญญาข้อที่ 2 3 4 นี่คือประวัติตำนานลำดับที่ไล่เรียงให้ละเอียด กลับไปที่คำว่าตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ ตอนแรกทรงระลึกชาติได้ เราจะเรียกเต็มๆว่า ตอนนั้น ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ตอนแรกท่านไม่ได้ตรัสอะไรกับใครเลย คำว่า ตรัสรู้ก็ยังไม่เกิด จนกว่าท่านจะตรัส ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร อาทิตตปริยายสูตร ตรัสขึ้นมาแล้วมีผู้รับฟังคำตรัส แล้วได้รู้ตาม โกณฑัญญะเป็นคนแรก ได้รู้ตาม จึงมีคำว่าตรัสรู้ เห็นไหม นัย คำคมแม่น ของคำว่าตรัสรู้ เกิดไปตามลำดับไหม ตอนแรกยังไม่รู้ ตอนหลังตรัส จึงเรียกว่าตรัสรู้ ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 พระพุทธเจ้าตรัสรู้ 15 ค่ำเดือน 6 แต่มาตรัสใน ขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ในวันอาสาฬหบูชา เดินทางมา 2 เดือน จากที่ท่านรู้ จากที่ท่านระลึกรู้สัมมาสัมโพธิญาณกว่าจะได้มาตรัสสอน จึงเดินทางมาพบพราหมณ์ เดินทางไปหาอาฬารดาบส อุทกดาบส ก็พบว่าตายซะแล้ว แล้วตายแบบฤาษี สะกดจิต ไปแบบพวกนั่งหลับตาด้วย ท่านจึงว่าอุทานว่า ฉิบหายแล้วหนอ เพราะจะไปจมอยู่ในภพนรกสวรรค์ จมอยู่เป็นสัมภเวสีไปอีกนานแสนนาน สู่แดนธรรม... หลังจากที่ พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้แล้ว ในการศึกษามีบอกว่า พระองค์ต้องใช้เวลาอีก 49 วัน เสวยวิมุติ ในระหว่าง 49 วันทำอะไรครับ พ่อครูว่า... ท่านก็ระลึกทบทวนที่เรียกว่าเสวยวิมุตติสุข ภาษาว่า เสวยวิมุติ ท่านก็ทบทวน 49 วัน ความรู้ที่ท่านได้ท่านมีท่านเป็นก็ระลึกขึ้นมาได้ สมัยนี้ก็มาเขียนอย่างที่อาตมาเขียนแล้วก็ถึงเอาไปเทศน์ เอาให้คนอ่าน ตอนนั้นการเขียนยังไม่เจริญก็อาศัยแต่พูด สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยพูดว่า พระองค์ทรงตรวจสอบโลกด้วย พุทธการกธรรม พ่อครูว่า... พุทธการกธรรมคือ ธรรมะที่จะทำให้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอะไรบ้าง ก็ยังไม่พูดถึงตอนนี้ ส่วนพุทธุปบาทกาละ คือ ตรวจดูว่าบุคคลในตอนนี้ มันควรพอที่จะประกาศศาสนาได้ไหม ประกาศไปแล้วมันจะคุ้มไหม ประกาศไปแล้วเสียของเปล่าๆหรือไม่ มีคนจะรับได้เป็นจำนวนพอสมควรหรือไม่ คนน้อยไปก็ไม่ควรประกาศ หรือประกาศแล้วคนรับได้ไม่เพียงพอก็ไม่ควรประกาศ กลับมาที่ การตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ จึงเป็นคำที่รวบ รู้ตอนใต้ต้นโพธิ์ แล้วเสวยวิมุติ 49 วัน กว่าจะเดินทางไปเทศนา ในวันเพ็ญเดือน 8 แล้วจึงมีผู้ได้รับธรรมะ การตรัสรู้จึงเกิดในวันอาสาฬหบูชา เพราะท่านตรัสธรรมะที่เป็นโลกุตตรธรรม มีคนฟังแล้วรับรู้ได้ ในวันอาสาฬหบูชามีผู้รู้ได้คืออัญญาโกณฑัญญะ เป็นพระสงฆ์องค์แรกของศาสนาพระสมณโคดม อย่างนี้เป็นต้น วันอาสาฬหบูชาจึง เป็นวันสำคัญที่มี ปฐมเทศนาคือคำสอนที่เป็นโลกุตระ แล้วมีคนรองรับคือพราหมณ์ 5 รูป รองรับ แล้วก็ได้รู้ขึ้นมาด้วย แล้วพระพุทธเจ้าก็ทรงบวชให้ เอหิภิกขุอุปสัมปทา บอกว่าจงเป็นภิกษุมาเถิด ก็เกิดพระภิกษุสงฆ์องค์แรก แล้วก็มีพระพุทธเจ้ามาแสดงตัว ก็เกิดพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ครบ 3 ในวันอาสาฬหบูชา วันที่ พระจันทร์อาสาฬห พระจันทร์เดือน 8 ส่วนวิสาขะเป็นพระจันทร์วันเพ็ญเดือน 6 ตกลง การเหลื่อมๆกันอยู่หน่อยว่า คำว่า ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ จริงๆแล้วยังไม่ได้เป็นการตรัสรู้ มาตรัสเมื่อเดือน 8 เพราะฉะนั้นการตรัสรู้จริงๆจึงเกิดที่เดือน 8 สู่แดนธรรม...ชาวพุทธส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นของใหม่ที่พระองค์ไม่เคยมีมาเลย แต่ฟังพ่อครูว่า เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้มาแล้ว พ่อครูว่า... จริง ของใหม่สำหรับคนที่ยังไม่มี แต่ ของพระพุทธเจ้าสั่งสมบารมีเป็นโพธิสัตว์จนกระทั่ง เป็นมหาโพธิสัตว์จนมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความรู้เต็มพระสัมมาสัมโพธิญาณครบ เมื่อมีแล้ว ยังไม่ได้อุบัติ ยังไม่ได้ประสูติ ยังไม่ได้มาตรัส ก็มีอยู่ในพระองค์เดียว จนกว่าจะได้มีอายุ 35 ปี จึงได้มาเริ่มต้นดำเนินการประกาศศาสนา รู้เดือน 6 แล้วมาตรัส เดือน 8 เคยอธิบายไว้ในหนังสือคนคืออะไร อันนั้นเป็นเรื่องของจิตในจิต อันนี้เป็นเรื่องของประกอบด้วยบุคคล สถานที่ กาละ เทศะ ฐานะ อันนี้ อธิบายครบทั้ง กาละ เทศะ ฐานะ แต่อันนั้นอธิบาย กิเลสตายเกลี้ยงตอนนั้นทันที อุบัติเป็นพระพุทธเจ้าทันที และทรงถือว่าตรัสรู้ทันที สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยพูดไว้ว่า ในคืนที่ตรัสรู้ พระองค์รู้ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมาแล้ว พ่อครูว่า... ก็ได้ อย่างนั้น ความรู้สัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นความรู้เดียวกันหมด สู่แดนธรรม... คนก็มักจะคิดว่าพระองค์ไม่เคยรู้มาก่อน พอถึงวันดีคืนดีวันนี้ก็ทะลุพรวดรู้ไปหมด พ่อครู.. ไม่ใช่ ต้องมีแต่เหตุ สั่งสมสัมภาระวิบาก มีปณิธานจะเป็นพระพุทธเจ้า บำเพ็ญเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จนเป็นอรหันต์ขั้นที่ 5 6 7 8 จนถึงขั้นที่ 9 จึงเป็นพระพุทธเจ้า อย่างอาตมาดำเนินรอยตาม เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 คนก็พยายามเข้าใจว่า อาตมากำลังขึ้นถึงระดับ 8 อาตมาก็ไม่ยอมเสื่อมจากระดับ 7 เราต้องพัฒนาขึ้นไป สรุปเลย ประเด็นแรกว่า การตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์นั้น มีนัยยะ รายละเอียดอย่างที่ได้สาธยายไปแล้ว ว่าท่านระลึก เตวิชโช นั่งใต้ต้นโพธิ์แล้วระลึกเอา บุพเพนิวาสานุสติญาณ อ่านความเกิด ความดับ เรียก จุตูปปาตญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ คือของเก่าที่เคยผ่านมาแล้ว คนที่ไม่เคยผ่านมาแล้วจะเอาจินตนาการเอาไม่ได้จริงหรอก ต้องบรรลุเองเป็นเองได้ผ่านมาแล้วจึงจะระลึกได้ เมื่อระลึกความเกิดความดับได้ ว่า เราสามารถทำกิเลสสิ้น สิ้นอาสวะมา ตั้งแต่เป็นพระอรหันต์จนเป็นพระโพธิสัตว์ จนจบ โพธิสัตว์ บรรลุพุทธสัมมาสัมโพธิญาณ สมณะดินไท...ใช้คำว่าระลึกรู้ได้ไหม ? พ่อครูว่า... ในวันเพ็ญเดือน 6 ยังไม่ได้ตรัส ยังอยู่ที่พระองค์พระองค์เดียว รู้ๆๆ แล้ว จนกระทั่งมาถึงเดือน 8 จึงมาตรัส จึงมีอัญญาโกณฑัญญะรู้เป็นองค์แรก ตอนนั้นจึงเกิดความตรัสรู้ จากนั้นก็จึงพัฒนาการขยายผลออกไป ขอจบอธิบายการตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์สำหรับวันนี้ สมณะเดินดิน...ถ้าอย่างนั้นน่าจะกล่าวว่า วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ก็เป็นวันที่ทรงรู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า... แล้วไม่ใช่วันตรัส ไปตรัส วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 วันอาสาฬหบูชา ถ้าจะเรียกวันตรัสรู้ ต้องเอาวันอาสาฬหบูชา นี่ เป็นรายละเอียด วันนี้อธิบายไปก็จะมีความขัดแย้งกับความเชื่อถือเดิม ก็คงจะมีคนวิจัยวิจารณ์กันต่อไป ก็ขอจบคำว่าตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ ไม่ขยายความรู้ว่าต้นโพธิ์ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือต้นอัสสัตถพฤกษ์ โพธิ แปลว่าความตรัสรู้ พระพุทธเจ้าไปใช้ต้นอัสสัตถพฤกษ์ ถ้าพระพุทธเจ้าไปใช้ต้นไม้ต้นใด ระลึกรู้สัมมาสัมโพธิญาณได้ ต้นไม้ต้นนั้นก็เรียกว่าต้นตรัสรู้ ต้นโพธิ์ ของพระพุทธเจ้าองค์นี้ใช้ต้นอัสสัตถพฤกษ์ ที่เรียกขณะนี้ทั่วโลกว่าต้นโพธิ์ ต้นนี้เดิมมันชื่อต้นอัสสัตถพฤกษ์ ตามภาษาเก่า
ที่นี้มาถึงจุดสำคัญคือเรื่องหลับตาปฏิบัติออกป่า นี่ก็ยังยากมากเลยเรื่องนี้ เมื่อไปเข้าใจผิด หลงผิดกัน ว่าจรณะ 15 วิชชา 8 นั้น คือการรู้ ตรัสรู้ แบบที่เดียรถีย์หรือแบบพระป่าในสมัยนี้ เข้าใจว่าต้องออกป่า แล้วก็ต้องไปนั่งหลับตาสะกดจิต นั่นแหละเขาว่า ออกป่านะ เพราะฉะนั้นคำว่าจรณะ 15 วิชชา 8 ในวิชชาจะระณะสัมปันโน เป็นพุทธคุณของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ อยู่ในพุทธคุณ 9 ข้อนี้เป็นเนื้อหาสาระ นอกนั้นเป็นคำชมเชย เป็นฉายาของพระพุทธเจ้า อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโตโลกะวิทู อะนุตตะโรปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ อันที่ 5 นี้คือวิชชาจรณะสัมปันโน คำว่า วิชชาจะระณะ สัมปันโน ก็คือวิชชาจรณะ 15 และวิชชา 8 เรียกว่าวิชชาจะระณะสมบัติ ผู้ที่จะมีสมบัติหรือคุณสมบัติของวิชชาจรณะ มีพยัญชนะ ภาษา ความรู้ มีการเรียนรู้พยัญชนะบัญญัติเท่านั้นก็เรียนรู้ได้ แล้วต้องเรียนรู้ก่อนด้วยเรียกว่าปริยัติ
มันจะบริบูรณ์มากถ้าอาตมาจะอ่าน อัมพัฏฐสูตร พระไตรปิฎกอัมพัฏฐสูตร ล.9 ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4
3. อัมพัฏฐสูตร ล.9 ข้อ [141] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป (คำว่าห้าร้อยรูปเป็นการประมาณ) บรรลุถึงพราหมณคาม แห่งชาวโกศล ชื่ออิจฉานังคลคาม. ได้ยินว่า สมัยนั้นพระองค์ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน เขตอิจฉา นังคลคาม. [142] ก็สมัยนั้น พราหมณ์โปกขรสาติอยู่ครองนครอุกกัฏฐะ ซึ่งคับคั่งด้วยประชาชนและหมู่สัตว์ อุดมด้วยหญ้า ด้วยไม้ ด้วยน้ำ สมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร ซึ่งเป็นราชสมบัติอันพระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นส่วนพรหมไทย. พราหมณ์โปกขรสาติได้สดับข่าวว่า พระสมณโคดมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป ถึงอิจฉานังคลคามโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน เขตอิจฉานังคลคาม ก็เกียรติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้วทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามพระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลาย เห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล. เรื่องอัมพัฏฐมาณพ [143] สมัยนั้นแล อัมพัฏฐมาณพ ศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติ เป็นผู้เล่าเรียนทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ 1- คัมภีร์เกตุภะ 2- พร้อมทั้งประเภทอักษร มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ 5 3- เป็นผู้เข้าใจตัวบท เป็นผู้เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ 4- และมหาปุริสลักษณะ อันอาจารย์ยกย่องและรับรองในลัทธิปาพจน์ คือ ไตรวิทยา อันเป็นของอาจารย์ของตนว่า ฉันรู้สิ่งใด เธอรู้สิ่งนั้น เธอรู้สิ่งใด ฉันรู้สิ่งนั้น. ครั้งนั้นแล พราหมณ์โปกขรสาติ เรียกอัมพัฏฐมาณพมาเล่าว่า พ่ออัมพัฏฐะ พระสมณโคดมศากยบุตร พระองค์นี้ทรงผนวชจากศากยสกุล แล้วเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป ถึงอิจฉานังคลคาม โดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวันใกล้อิจฉานังคลคาม ก็เกียรติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว(สุคโต) ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง พ่อครูว่า... เราต้องอ่านอาการทางจิตของเราว่า ตอนนี้จิตเราเป็นเทวะ เป็นมาร เทวะพระพุทธเจ้าแยกเป็น 3 อย่าง สมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ สมมุติเทพเป็นการสมมติไปได้หลากหลายต่างๆนานา กายต่างกันสัญญาต่างกัน แต่ถ้ามาเป็นของพุทธองค์อุบัติต้องเกิดอย่างสัมมาทิฏฐิ ผิดไปจากสมมุติเทพ ต้องเป็นผู้สัมมาทิฏฐิ เริ่มตั้งแต่พระ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี นั่นแหละเริ่มเป็นอุบัติเทพ พอเป็นอรหันต์ ก็เรียกว่าเป็นวิสุทธิเทพขั้นที่ 1 อย่างนี้เป็นต้น เมื่อ เป็นผู้ที่รู้ 3 โลกคือเทวดา มาร พรหม ความเป็นโลกนั้นมีทั้งตัวตนบุคคลร่างกายมีทั้งจิตด้วย เฉพาะจิตมีแยก 3 อย่าง คือ เทวดา มาร พรหม แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลาย เห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล. พ่ออัมพัฏฐะ พ่อจงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ แล้วจงรู้ว่าเกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้นหรือไม่ ท่านพระโคดมพระองค์นั้น ทรงคุณเช่นนั้นจริงหรือไม่ เราทั้งหลายจะได้รู้จักท่านพระโคดมพระองค์นั้นไว้ โดยประการนั้น. อัมพัฏฐมาณพถามว่า ท่าน ก็ไฉนเล่า ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่าเกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงอย่างนั้นหรือไม่ ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริงหรือไม่? พราหมณ์โปกขรสาติตอบว่า พ่ออัมพัฏฐะ มหาปุริสลักษณะ 32 ประการมาแล้วในมนต์ของเรา ซึ่งพระมหาบุรุษประกอบแล้วย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร 4 เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ 7 พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศาตรา ครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต ถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก พ่ออัมพัฏฐะ เราเป็นผู้สอนมนต์ พ่อเป็นผู้เรียนมนต์. อัมพัฏฐมาณพรับคำพราหมณ์โปกขรสาติแล้ว ลุกจากที่นั่ง ไหว้พราหมณ์โปกขรสาติ กระทำประทักษิณ แล้วขึ้นรถม้าพร้อมด้วยมาณพหลายคน ขับตรงไปยังราวป่าอิจฉานังคลวันตลอดภูมิประเทศเท่าที่รถจะไปได้ ลงจากรถเดินตรงไปยังพระอาราม. [144] สมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปกำลังจงกรมอยู่กลางแจ้ง. ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่จงกรม ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะภิกษุเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ เวลานี้ท่านพระโคดมพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหน พวกข้าพเจ้าพากันเข้ามาที่นี่ เพื่อจะเฝ้าพระองค์ท่าน. ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นคิดเห็นร่วมกันเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพผู้นี้เป็นคนเกิดในสกุลที่มีชื่อเสียง ทั้งเป็นศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติผู้มีชื่อเสียงอันการสนทนาปราศรัยกับพวกกุลบุตร เห็นปานนี้ ย่อมไม่เป็นการหนักพระทัยแก่พระผู้มีพระภาคเลย ดังนี้แล้วจึงตอบ อัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ นั่นพระวิหารมีประตูปิดอยู่ ท่านจงสงบเสียงเข้าไปทางพระวิหารนั้นค่อยๆ เข้าไปที่เฉลียง กระแอมไอแล้ว เคาะบานประตูเถิด พระผู้มีพระภาคจักทรงเปิดประตูรับท่าน. ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพสงบเสียง เข้าไปทางพระวิหารซึ่งมีประตูปิดอยู่นั้น ค่อยๆเข้าไปยังเฉลียง กระแอมไอแล้ว เคาะบานประตู พระผู้มีพระภาคทรงเปิดประตู อัมพัฏฐมาณพเข้าไปแล้ว แม้พวกมาณพก็พากันเข้าไปปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [145] ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพ เดินปราศรัยบ้าง ยืนปราศรัยบ้าง กับพระผู้มีพระภาคผู้ประทับนั่งอยู่ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า อัมพัฏฐะ เธอเคยสนทนาปราศรัยกับพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เหมือนดังเธอ เดินบ้างยืนบ้าง สนทนาปราศรัยกับเราผู้นั่งอยู่เช่นนี้หรือ? อ. ข้อนี้หามิได้ พระโคดมผู้เจริญ เพราะว่าพราหมณ์ผู้เดินก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้เดิน พราหมณ์ผู้ยืนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้ยืน พราหมณ์ผู้นั่งก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นั่งพราหมณ์ผู้นอนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นอน. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ แต่ผู้ใดเป็นสมณะโล้น เป็นคฤหบดีเชื้อสาย กัณหโคตร เกิดจากพระบาทของท้าวมหาพรหม ข้าพเจ้าย่อมสนทนาปราศรัยกับผู้นั้น เหมือนกับที่สนทนาปราศรัยกับพระโคดมผู้เจริญนี้. อัมพัฏฐะ ก็เธอมีธุระจึงได้มาที่นี้ ก็พวกเธอมาเพื่อประโยชน์อันใดแล พึงใส่ใจถึงประโยชน์นั้นแหละไว้ให้ดี ก็อัมพัฏฐมาณพ ยังไม่ได้รับการศึกษาเลย สำคัญตัวว่าได้รับการศึกษาดีแล้ว จะมีอะไรอีกเล่า นอกจากไม่ได้รับการศึกษา. ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพถูกพระผู้มีพระภาคตรัสตำหนิด้วยพระวาจาว่า เป็นคนไม่ได้รับการศึกษา โกรธ ขัดใจ เมื่อจะด่าข่มว่ากล่าวพระผู้มีพระภาค คิดว่าเราจักต้องให้พระสมณโคดมได้รับความเสียหาย ได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ท่านโคดม พวกชาติศากยะดุร้าย หยาบช้า มีใจเบา พูดพล่าม เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ ยังไม่สักการะพวกพราหมณ์ ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์ ท่านโคดม การที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย. อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งแรกด้วยประการ ฉะนี้. [146] อัมพัฏฐะ ก็พวกศากยะได้ทำผิดต่อเธออย่างไร?. ท่านโคดม ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ไปยังนครกบิลพัสดุ์ ด้วยกรณียกิจบางอย่างของพราหมณ์โปกขรสาติผู้อาจารย์ ได้เดินเข้าไปยังสัณฐาคารของพวกศากยะ เวลานั้นพวกศากยะและศากยกุมารมากด้วยกัน นั่งเหนืออาสนะสูงๆ ในสัณฐาคารเอานิ้วมือสะกิดกันและกันเฮฮาอยู่เห็นทีจะหัวเราะเยาะข้าพเจ้าเป็นแน่ ไม่มีใครเชื้อเชิญให้ข้าพเจ้านั่งเลย. ท่านโคดม ข้อที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย. อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งที่สอง ด้วยประการฉะนี้. [147] อัมพัฏฐะ แม้นางนกไส้ก็ยังเป็นสัตว์พูดได้ตามความปรารถนาในรังของตนก็พระนครกบิลพัสดุ์เป็นถิ่นของพวกศากยะ อัมพัฏฐะไม่ควรจะข้องใจ เพราะการหัวเราะเยาะเพียงเล็กน้อยนี้เลย. ท่านโคดม วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ ศูทร บรรดาวรรณะ 4 เหล่านี้ 3 วรรณะ คือ กษัตริย์ เวสส์ ศูทร เป็นคนบำเรอของพราหมณ์พวกเดียวโดยแท้. ท่านโคดม ข้อที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย. อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งที่สาม ด้วยประการฉะนี้. [148] ค
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive