640331 ลมกับไฟ คู่หูที่ไปไหนไปกัน สำเร็จทุกเรื่อง_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx

โฟลเดอร์บันทึกปัจฉา จาก ส.แสนดิน
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

💥 ลมกับไฟ คู่หูที่ไปไหนไปกัน สำเร็จทุกเรื่อง 💨

💧 วันนี้ (31 มีนาคม 2564) ที่บ้านราชฯ อากาศร้อนมาก ตอนบ่ายๆ เห็นควันไฟโพยพุ่งอยู่ริมฝั่งแม่มูล พ่อครูกับปัจฉาฯ นั่งรถไฟฟ้าสำรวจงานในบ้านราชฯ ก็เลยขับไปดูว่า เกิดอะไรขึ้น . ปรากฏว่าที่ริมแม่มูลฝั่งเมือง(บ้านราชฯอยู่ฝั่งวารินฯ) มีไฟป่าที่กำลังคุโชนเป็นแนวยาว ตรงกันข้ามกับบ้านราชฯ จึงแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้แจ้งทางราชการให้มาช่วยดับไฟต่อไป . พ่อครูไปพักที่ใต้ต้นฉำฉาริมมูล ดูสถานการณ์ไฟป่า...แล้วเห็นเลยว่า ยิ่งลมพัดแรง ไฟก็ยิ่งเป็นการโหมกระพือไฟให้ลุกลามรุนแรงมากยิ่งขึ้น ได้ยินเสียงแตกของไม้ดังเปรี๊ยะๆ เป็นระยะๆ . 🙏 พ่อครูว่า...ลมกับไฟ นี่เป็นคู่หูกันเลย...ไฟบอกว่าถ้าไฟจุดเมื่อไหร่ล่ะก็ ลมตามทันทีเลย … . 🙏 พ่อครูเคยเทศน์เรื่องลมกับไฟ เป็นคู่หูกัน ไว้ในเรื่อง อิทธิบาท 4 ไว้ว่า…. . 😊 อิทธิบาท มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ซึ่งเป็นข้อธรรมที่จะต้องประกอบไปด้วย ทุกเวลา ทุกกรรมกิริยาแหละ คนเรานี่ต้องมีอิทธิบาทเป็นตัวหลัก ถ้าไม่มีอิทธิบาทแล้วเจริญยาก . ถ้ามีอิทธิบาท เข้าใจ แล้วก็ให้เราว่า ตรวจสอบได้ว่า เออ... เรามีฉันทะมั้ย เรามีวิริยะมั้ย จิตตะมั้ย มีวิมังสามั้ย ถ้าเรารู้ว่าเรามีอยู่ตลอดเวลา มันเกิดได้ตลอดเวลา เราก็จะรู้ได้ว่าเราได้เจริญ มันเป็นภาวะที่ทำให้เจริญจริงๆ . ตัวฉันทะ นี่เป็นมูลกาเลย ในมูลสูตร 10 ที่พระพุทธเจ้าท่านตั้งไว้เลย ฉันทะเนี่ย เป็นนำทุกอย่างเลยฉันทะ อิทธิบาทก็ฉันทะเป็นเบื้องต้น มีความพอใจ มีความยินดี ถ้าจิตมันไม่มีตัวพอใจยินดีที่จะทำเลยนะ อะไรก็ทำ เจริญยาก ทำอะไรก็ฝืนๆ ทำอะไรไม่ชอบ ดีไม่ดีพาลเสียงาน เสียหายไปหมดเลย ไม่ชอบใจ ไม่ดี เป็นตัวเสียหายมากเลยที่ไม่ชอบใจ . เพราะงั้นถ้าเผื่อว่าเร

อ่านต่อ

าจะทำงานอะไรนี่ คิดให้ดีนะว่า เรากำลังจะทำงานชิ้นนี้นะ ถ้ามันมีเศษความไม่ชอบ ไม่อยากทำ เห็น ไม่เห็นอะไรมันดีเลย พิจารณามันเข้าไปเลย ไอ้ที่ทำนี่ ดีมั้ย? สมควรทำมั้ย? ต้องทำใช่มั้ย? เพราะนั้นถ้าเราไม่ชอบ เราไม่อยากทำ เราไม่ยินดี แก้เลย เปลี่ยนให้เป็น ต้องยินดี ต้องทำ เพราะมันต้องทำ แล้วมันก็ดี มันเป็นสิ่งเจริญ ในมนุษย์ มนุษย์ต้องทำดีเสมอแหละ เมื่อไหร่ก็ต้องทำดีๆ จึงต้องตรวจสอบ ว่ามันดีแน่นะ ดีแล้วต้องมีใจโน้มน้อมมายินดี จะไม่ชอบ จะหนัก จะเหนื่อย จะยากอะไรยังไงก็ต้องยินดี . 😊 ถ้าใจยินดีมาแล้ว ยากแสนยาก หนักแสนหนัก ลำบากแสนลำบากอะไรยังไงก็แล้วแต่ แหม่... วิริยะ จะตามมาเลย ถ้าตัวยินดีเกิดจริงในจิตแล้ว เอ้าหน่ะ! วิริยะมันจะ เป็นคู่หูเลย ไปด้วยกันมาด้วยกันตลอดเลย . 😊 ถ้ายินดีเกิด วิริยะตาม เหมือน ลมกับไฟ ถ้าบอกว่า เฮ้ย ! อั๊ว..ลุก เอ็ง.. วิ่งเลย ไฟบอกว่าถ้าข้าจุดลุกเมื่อไหร่แล้ว ลมต้องวิ่งเมื่อนั้นเลย เหมือนกันเลย ต้องพิจารณาสิ่งนั้น มันเหมือนเอาวิมังสานั่นแหละมาใช้ พิจารณา มันวนกันอยู่นั่นหน่ะ . ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็พิจารณาให้ดี ไตร่ตรอง ว่ามันดีแน่นะ ดีแล้วต้องเอา ถ้าพิจารณาแล้วไม่ดี เออ.. ต้องอย่าไปฉันทะมัน อย่าไปทำเลยนะ เลิก มันต่างหาก และยิ่งถ้าพิจารณาแล้ว เอา ต้อง เอา แม้ไม่ชอบ แต่ไอ้ที่ๆ ชอบ ระวังเผลอๆ ไปชอบไอ้สิ่งที่ไม่น่ายินดี อสุภะ ไม่ๆน่ายินดี ไม่น่าพึงใจเลย ไม่น่าควรทำเลย ไม่น่าไปยินดีเลย . ไอ้นี่แหละยาก ไปหลงสิ่งที่ไม่น่ายินดี ว่าเป็นยินดี นี่แหละตัววิปลาส เพราะงั้นคนที่ไปหลงใหลในสิ่งที่มันไม่ถูกไม่ต้องไม่ดีไม่งามแล้วก็ว่าดี อันนี่แหละ คือความวิปลาสของ ปุถุชน ไปจนกระทั่ง บริบูรณ์ที่สุดคือพระอรหันต์ . เพราะงั้นถ้าเรามีฉันทะแล้ว วิริยะจะตามมา ยิ่งเรารู้วิริยะคือการ มีความเพียร ความอุตสาหะ วิริยะเท่าไหร่ เอาแรงนั้น ใส่เข้าไปให้เต็มที่ โถมเข้าไปเลย หากแปลว่าเอาใจใส่ ก็แปลว่า เอา-ใจ-ใส่ อาตมาไม่ได้แปลว่า เอา-ใจ-ใส่ แต่แปลว่า มีใจเท่าไหร่ทุ่มเข้าไปเลย เต็มที่ เอาใจ-ใส่ มันเบ๊า... เบา มันไม่น้ำหนักเลย เอา-ใจ-ใส่ บอก เอาใจ หรือมีใจ ทุ่มเข้าไปเต็มที่ นี่คือ จิตตะ . แล้วก็จะเกิดผล ก็ตรวจสอบผลแล้วก็วิมังสา ตรวจสอบดีๆ เอาแต่เนื้อ มังสะ มังสา วิมังสา ทุกอย่างไม่มีอิทธิบาทนี่ มันไม่เดิน คนที่มีความขยันเป็นธรรมชาติของตนเองแล้ว คนนั้นเต็มไปด้วย อิทธิบาท . พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อิทธิบาทนี้ รู้ได้ด้วย อนายูหัง อนายูหัง แปลว่าอะไร แปลว่าผู้ที่ยังไม่ตาย อนายูหัง อิทธิบาท คือ ตัว อา-ยู-หัง คือ ตัวอายุ เพราะงั้นคนมีอายุ คือ คนที่มีอิทธิบาทเต็มที่อยู่ หรือ คนพากเพียร คนเห็นว่า เป็นคนที่ active เป็นคนที่ขยัน เป็นคนที่เอาการเอางาน เป็นคนที่ไม่ใช่เฉื่อยๆ เฉยๆ เนือยๆ ไม่ใช่เลย นั่นมันคนจะตายแล้วคนนั้นอ่ะ ไม่ตายก็ป่วยแล้ว ว่ามันเป็นยังไงไปแล้ว มันเป็นคนไม่เต็มเต็ง คนเต็มเต็งจะกระปรี้กระเปร่า เอาการเอางาน ดูอะไรต่ออะไรคล่องแคล่ว ดู คือไม่เฉื่อยไม่เนือยอะไร ...พ่อครูเทศน์ไว้

💥 ไฟกับลม คือ ฉันทะกับวิริยะ หากใช้ไปทางมิจฉาทิฏฐิ ก็ทำความฉิบหายให้กับตัวเองและสังคมได้อย่างมหาประลัยเลยทีเดียว แต่หากใช้ไปในทางสัมมาทิฏฐิ ก็จะทำให้บรรลุธรรมได้รวดเร็วไปด้วย . ...💚 ก้าวตามโพธิ์ 31 มีนาคม 2564

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน