640407 ขนมครก ขนม คน-ไร้-กอด (GOD)_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx

โฟลเดอร์บันทึกปัจฉา จาก ส.แสนดิน
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

🍪 ขนมครก ขนม คน-ไร้-กอด (GOD)🌿 . 🌞 เช้าวันที่ 7 เมษายน 2564 หลังเทศน์ทำวัตรเช้า งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44 พ่อครูก็พาปัจฉาฯเดินดูปั๊มน้ำมันของชาวบ้านราชฯ คือโรงครัวกลาง ที่กำลังขมักเขม้นทำอาหารอันเป็นแหล่งพลังงานของนักปฏิบัติธรรม อาหารเป็น 1 ในโลก . มีอยู่ซุ้มหนึ่งที่คนมะรุมะตุ้มกันอย่างหนาแน่น คือ ซุ้มแคะขนมครก... 🙏 พ่อครูแวะไปเยี่ยมดูแล้วก็บอกว่า ขนมเค้กไทย ขนมครกนี่ ต้องถึงกะทิ ถ้าถึงกะทิแล้วรับรองกินดีเลย ถ้าไม่ถึงกะทิมีแต่แป้งก็ไม่กินดี… ขนมครกอาตมาเคยทำกับแม่ตอนเด็กๆ 🙏 . 🍰 ขนมครก เป็นขนมที่มีตำนานที่เล่าขานกันมาว่า... ขนมครก หรือ ขนมแห่งความรัก ซึ่งมีที่มาจาก ค-ร-ก หรือ คน-รัก-กัน โดยมีที่มาจากตำนานความรักเกี่ยวกับที่มาของขนมดังกล่าวที่มา...มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งรักกันมาก แต่ถูกพ่อของฝ่ายหญิงกีดกัน และบังคับให้แต่งงานกับชายอื่น ในวันแต่งงานพ่อของหญิงสาวได้ขุดหลุมขนาดใหญ่เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ชายหนุ่มมาขัดขวาง เมื่อหญิงสาวรู้จึงรีบวิ่งมาบอกคนรัก แต่เธอกลับพลัดตกลงไปในหลุมเสียเอง เมื่อชายหนุ่มเห็นดังนั้น ก็รีบกระโดดลงไปเพื่อช่วยเธอ พอลูกสมุนในบ้านเห็นชายหนุ่มตกลงในหลุม ก็รีบโกยดินฝังกลบทันที โดยไม่รู้ว่ามีหญิงสาวตกลงไปด้วย กระทั่งผู้เป็นพ่อสั่งลูกสมุนโกยดินขึ้นมา ก็พบลูกสาวกับชายคนรัก นอนกอดกันด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านต่างศรัทธาความรักของคนทั้งสองจึงได้ทำขนมชนิดหนึ่ง ที่ทำจากแป้ง และกะทิ ใส่ลงในหลุม พอสุกก็นำมาประกบกัน เรียกว่า ขนมครก เป็นสัญลักษณ์ว่าเราจะอยู่ร่วมกันตลอดไป . 🍩 ขนมครก(คนรักกัน) จึงเป็นขนมที่แสดงความเป็นลักษณะของศาสนาเทวนิยมหรือศาสนาพระเจ้า ศาสนากอด(God) ที่กอดความสุขความทุกข์ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ซึ่งพ่อครูได้เทศนาเ

อ่านต่อ

รื่องศาสนากอด ไว้อย่างสำคัญในงานปลุกเสกฯครั้งที่ 44 . 🙏 พ่อครู...ศาสนา 2 ชนิดในโลกคือ ศาสนาเทวนิยมกับ อเทวนิยมมีต่างกันอยู่สำคัญที่สุดก็คือ กรรม กับ God ต่างกัน อ่านอย่างภาษาไทยๆว่า กอด กรรมกับกอด . คำว่ากอด ในภาษาไทยนั้นชัดเจน กอดคือโอบแน่น กอดอย่าปล่อยเลย นี่คือเทวนิยม กอดไว้ไม่มีปล่อยหรอก ไม่มีกระจายไม่มีแยก แยกไม่ได้ กอด อยู่นั่นแหละ แยกไม่ได้เลย แยกออกจากกันไม่ได้ ไม่แยก ไม่มีความรู้ในการแยกแยะ ไม่มีการกระจายลักษณะต่างๆออกไปให้ชัดเจน ทั้งหมด จนกระทั่ง อย่างพระพุทธเจ้าสามารถแยกออกไปจนกระทั่งสามารถละเอียดเลย โอ้โห ที่จริงมันไม่มีอะไรเลยมันเป็นการรวมตัวของเหตุปัจจัยเท่านั้นเองเป็นรวมกันสังขารกันอยู่แล้วมารวมกันเป็นวิญญาณ . พระพุทธเจ้ามาศึกษามาตรัสรู้แล้ว โอ้โห มันไม่มีจริงๆเลยมันไม่ใช่ของจริงเป็นอนัตตา มันไม่มีตัวไม่มีตัวตนจริงมันรวมอยู่ พอมาเป็นจิตนิยามมันก็เลยมาเป็นอวิชชามีตัวโง่ โง่ก็เลยจับตัวกันกอดแน่นอยู่อย่างนั้น จับได้แล้ว เจ้า กอด . ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ปฏิเสธการกอด ทำลายการกอดได้ถาวร สำนวนนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ท่านเรียกผู้ที่หาตัวท่านไม่เจอแล้วท่านเรียกว่ามาร มารคือผู้ไม่รู้ แต่ท่านบอก มาร เราได้หักเรือนยอดของการเกิดทุกอย่างสูญหมดแล้ว เธอหาตัวเราไม่เจอแล้ว อันนี้เป็นโลกุตรธรรม ถึงขั้นแยกสลายกันก่อนจนไม่มีกอดไม่มี God นั่นเองสูญทำลาย god ได้หมดเลย จะว่าไปแล้วยิ่งใหญ่กว่า God เพราะว่าสามารถทำลาย God ให้หายไปเลย เอ็งใหญ่ขนาดไหนก็บอกว่าใหญ่ขนาดทำลาย God . ที่จริงที่สุด ก็คือ การรู้ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ รู้ความโง่ โง่อะไร? โง่ว่าโลกนี้มีสุขกับทุกข์ ...ไม่มี สุขกับทุกข์ มันเป็นอนัตตามันเป็นเรื่องของคนโง่หลงมันอยู่ก็เลยต้องอยู่กับสุขกับทุกข์ แล้วก็ไม่รู้อีกต่อไปว่า สุขกับทุกข์มันตัวเดียวกัน แยกไม่ได้ แต่คุณไปหลงหน้าสุข แต่คุณไม่รู้ว่าหน้าสุข ข้างหลังมันคือทุกข์ แยกกันไม่ได้ หน้ากับหลัง มันติดเป็นหนึ่งเดียวถ้าจะทำลายต้องฆ่าทั้งสุขและทุกข์ หมดทั้งสุขและทุกข์หมดเลย . เพราะฉะนั้นทุกอย่างในมหาจักรวาลนี้ที่เป็นจิตวิญญาณนั้นคือไอ้ตัวสุขกับทุกข์ที่มันกอดกันอยู่นี่แหละ กอดกันจนไม่รู้ว่าหน้าไหนมันเป็นสุข หน้าไหนมันเป็นทุกข์ วะ ไม่รู้เพราะฉะนั้นเมื่อความรู้สึกของคนมีสุขมีทุกข์ คนก็เข้าใจได้ ว่าถ้าความรู้สึกทุกข์คนไม่ชอบหรอก สัตว์มันก็ไม่ชอบ เกิดมาเป็นจิตนิยามมีธาตุรู้แล้ว ใครมันจะชอบ สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ชอบคนก็ยิ่งไม่ชอบ แต่โง่คุณไม่เอาทุกข์แล้วก็ดับทุกข์สิ สุขมันที่อยู่ด้วยก็จะหมดไปด้วย แต่คุณก็ไม่รู้คุณก็จะไปดับแต่ทุกข์อย่างโง่ ไอ้ตัวนี้เป็นสิริมหามายา คนจะไปดับแต่ทุกข์ แต่ที่จริงคนไปเสพสุขไปหลงสุข สุขเป็นอัลลิกะ สุขัลลิกะ มันเป็นตัวเท็จ . พระพุทธเจ้าจึงเรียกตัวทุกข์ว่าเป็นตัวจริง จึงเรียกว่าอาริยสัจ สัจจะตัวจริงของคนฉลาด คนอาริยะ คนประเสริฐ คนฉลาด จึงรู้ว่าจริงๆไม่ใช่สุขที่เป็นความจริง แต่ความทุกข์ต่างหากที่เป็นความจริง ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ทำไมเรียกว่าทุกข์ก็เพราะว่าทุกข์มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มันเป็นสิ่งที่ไม่จริง เป็นสิ่งที่ไม่น่าได้น่ามีน่าเป็นเลย แต่ก็อวิชชา ...พ่อครูเทศน์ไว้ 4 เมษายน 2564 🙏 . 🍪 กินขนมครก หากกินเอาสาระ กินเพื่ออยู่ ไม่ได้กินเพื่อเสพรสชาติ ก็เป็นการกินแบบศาสนากรรมคือศาสนาพุทธ แต่ถ้ากินเพื่อเสพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เสพอัตตา ก็เป็นการกินแบบศาสนากอด เหมือนตำนานของขนม คนรักกัน(ครก) ที่ต้องกอดความสุขความทุกข์ วนเวียนไปไม่รู้จบ เป็นขนมที่กอดกันจนตาย ตายแล้วยังหลงอีกว่านี่เป็นสิ่งน่าได้น่ามีน่าเป็นไปทุกภพชาติ จึงวนเวียนสุข ทุกข์ ไม่รู้จบ โง่ได้ที่นิรันดร . ชาวพุทธที่มีปัญญา ก็จะไม่ไปหลงเสพสุขกับขนมคู่ ขนมครก แต่จะกินอย่างรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง ไม่ไปเสพสุขที่พ่อครูบอกว่า...แท้จริงมันคือความทุกข์ที่ถือหอกดาบอยู่ข้างหลังตัวสุขแล้วก็เสียบตัวเอง โง่ทำลายตัวเองตลอดกาลนาน … หายโง่ได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นชาวอโศกจึงกินขนมครก อย่าง ขนม คน-ไร้-กอด(GOD) หมดสุขหมดทุกข์นิรันดรได้ . …….💚 ก้าวตามโพธิ์ 7 เมษายน 2564

🙏 ความสุข(สวรรค์)คือหม้อต้มความทุกข์(นรก) ใครโดดเข้าไปก็สุกเลย... 💚 พ่อครู 22 ต.ค. 2560 Happiness or heaven is in fact the boiling pot of suffering (hell). Whoever dares to jump into the so-called pot will be boiled.

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน