590425 สรุปงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ ๔๐ (สารอโศก).docx

โฟลเดอร์2559 ปลุกเสกฯ 40
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์34 KB
วันที่แก้ไข26 เมษายน 2559

เนื้อหาในไฟล์

590425 สรุปงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ ๔๐ (สารอโศก) วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2559 ถึงวันเสาร์ที่ 9 เมษายน 2559 ก่อนงาน วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2559 ถึงวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2559 มีการจัดค่ายม. 6 ชื่อค่าย “หยุดเอาแต่ใจขอสักค่ายได้ไหม” มีนักเรียนม. 6 มาเข้าค่าย 28 คนแบ่งเป็นฝ่ายชาย 13 คนฝ่ายหญิง 15 คน ค่ายหยุดเอาแต่ใจขอสักค่ายได้ไหม คือค่ายที่จะพัฒนาตัวตนของนักเรียนม. 6 ให้เรียนรู้สัมมาทิฏฐิเพราะการเอาแต่ใจตัวคือชั่วโดยอัตโนมัติ(พ่อครูสมณะโพธิรักษ์) สัมมาทิฏฐิ คือ ประธานของสัมมาอาริยมรรค มีองค์ ๘ สัมมาทิฏฐิคือจุดเริ่มต้นทางเดินสู่ความเป็นอาริยะ เส้นทางสู่สัมมาทิฏฐิคือทางเดินหรือองค์ประกอบที่จะนำไปสู่สัมมาสมาธิ ถ้าเราไม่เข้มแข็งทางจิตใจก็ควรอยู่ห่างไกลจากผู้ที่มิจฉาทิฏฐิ ที่จะยั่วยุหรือชักชวนให้ทำผิดกฎระเบียบ ผิดศีล 5 แล้วเราจะเอาชนะความเบื่อ(การไม่ได้ดั่งใจตนเอง)ที่ทำให้ชีวิตตกต่ำสู่อบายภูมิ วันที่ ๒๗-วันที่๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙ มีการจัดค่ายยุวชนอโศกสัมพันธ์ (ยอส.)ซึ่งปีนี้ เกิดความมหัศจรรย์อนิจจังขึ้นอย่างกะทันหันก่อนค่ายยอสเพียงสองวัน คือชาวอโศกต้องเปลี่ยนสถานที่จัดตลาดอาริยะจากอาคารเฮือนสวนหรืออาคารสัมมาวิชชารามนาวาบุญนิยมที่ยังสร้างไม่เสร็จ มาเป็นอาคารเฮือนตลาด และภายในชุมชน ซึ่งก็มีเวลาเตรียมงานไม่มาก เป็นจังหวะที่ดีที่ชาว ค่าย ยอส.จะได้พิสูจน์ฝีมือจอมยุทธของนักเรียนนักศึกษาว่าจะสามารถเตรียมงานตลาดอาริยะได้เสร็จทันเวลาหรือไม่ มีนักเรียนนักศึกษามาเข้าค่ายทั้งหมด กว่า ๓๐๐ คน โดยได้แบ่งออกเป็น ๑๔ กลุ่มแยกหญิงชาย เพื่อสะดวกในการทำกิจกรรมค่าย ทุกกลุ่มจะมีสมณะสิกขมาตุประจำกลุ่มและคุรุประจำกลุ่มให้เป็นองค์รวม บวร หรือบ้าน วัด โรงเรียน มีคุรุประมาณ ๕๐ คน สมณะ ๑๖ รูป สิกขมาตุ ๕ รูป มาช

อ่านต่อ

่วยจัดค่าย ผลของการทำค่ายนี้ ทำให้เกิดวอร์รูมวิชาการ เกิด คอส. คือ คุรุอโศกสัมพันธ์ เกิดการสันทนาการแบบศิลปโลกุตระ มีการประเมินผลด้าน ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา วันศุกร์ที่ 1 เมษายน 2559 เวลา 05.00-09.00 น. สัมมนาการศึกษาบุญนิยมที่ชั้นล่าง เฮือนศูนย์สูญพุทธสถานราชธานีอโศกจังหวัดอุบลราชธานี มีสมณะ19 รูป สิกขมาตุ 4 รูป คุรุ 44 คน สรุปว่าสิ่งที่ต้องพัฒนาคือ หนึ่ง เรื่องของการพัฒนาคุณธรรมของครู สอง เรื่องของการพัฒนาชีวิตประจำวันการกินอยู่ของนักเรียน สาม เรื่องของผู้ใหญ่ ต้องเข้าไปช่วยเหลือดูแลเด็กไม่อย่างนั้น เด็กไปไม่รอด สี่ ความเป็นเอกภาพของ ห้าการดูแลนักเรียนดูแลทุกข์สุขของเด็กนักเรียนดูแลเหมือนญาติคนหนึ่ง ในครอบครัวของเรา

พ่อครูได้กล่าวว่า... อาตมาแทบจะไม่ต้องไปแนะนำอะไรเพิ่มเติม นอกจากไม่แนะนำแล้วก็ติงด้วยว่าระวังจะทิ้งเด็กไปไกล พวกเราเจริญมาก จนอาจลืมไปและไม่ดูความจริงของผู้อื่น เราไม่ดูข้างหลัง สรุปคือพวกเราเจริญอย่างน่ากลัว เจริญมากไป นี่พูดด้วยความเข้าใจตามภูมิอาตมานะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลมากหรอก พัฒนาให้ช้าลงหน่อย แล้วเราจะได้ความแน่น ได้ความทั่วถึง ให้แก่เด็กได้มากกว่านี้ พวกเราก็จะไม่ก้าวหน้าเร็วเกินการณ์ จนห่างไกลโลก ทิ้งโลกเกินไป อาตมารู้สิ่งที่เกิดเพราะอะไร เพราะคำว่าโลกุตระ คำว่าโลกุตระคือเหนือเกินโลก พวกเรามี มันจึงดึงอย่างมีพลังสูง ไปสู่ที่สูงเกินโลกมากไปหน่อย เร็วไปหน่อย ใจเร็ว เพราะมันหลงยินดีในสิ่งที่เป็นโลกุตระ มันก็อดไม่ได้จะให้คนเขาได้ๆ แต่ลืมไปว่าเขายังเด็กยังไม่มีวุฒิภาวะพอ ที่อาตมารู้อันนี้ได้เพราะเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาสอนมา ๔๖ ปีแล้วเอารายละเอียดมาดูแล้วก็จะเห็นว่ามีอันนี้แทรกในสังคมพวกเรา คือสังคมพวกเราเป็นสังคมพากันเจริญนะ ไม่ใช่สังคมไม่เอาถ่าน อย่างชาวโลกๆเขา เขาจะตัวใครตัวมัน กับเขาจะเอาถ่านเฉพาะกลุ่ม เช่นครอบครัวก็เอาถ่านเฉพาะครอบครัวตน อย่างเก่งก็มิตรสหายของตน นอกนั้นใครจะเป็นอย่างไรไม่ค่อยเอาจริงเอาจังอย่างพวกเรา พวกเราเอาจริงบางทีเกินไป ตัวเล็กตัวน้อยบางทีจะเอาเรื่องเขา จะต้องไม่ให้บกพร่องเลย นิดไม่ได้น้อยไม่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็ปรามไว้หน่อยว่าเราเดินทางมาไกลถึงขนาดนี้ก็ตรวจสอบทบทวนดู เป็นอย่างที่อาตมากล่าวหรือไม่? เราทำงานมา อาตมาเห็นข้อบกพร่องตรงนี้ว่าเราเร่งรัดเกินไป ผลที่ได้กับสังคมจึงไม่มากพอ สังคมเขาไม่ซาบซึ้งไม่เข้าใจไม่เห็นว่าดี ก็เลยปล่อยเราทิ้งเราไป ดีไม่ดีมองว่าเราเกินมนุษย์เขาอีก เขาก็ไม่แยแสไม่เห็นคุณค่า แต่พวกเราหลงคุณค่าพวกเรามาก หลงลึกๆ ใช่ไหม คนอื่นเขาไม่ได้นึกอย่างเรา เรามีของดี แต่เขาไม่เห็น สรุปว่าพวกเราทำไปเถอะ แล้วก็ให้ข้อคิดไปแล้ว ระวังอย่างเพิ่งวิ่งเร็วเกินไป จนขาดจากมนุษย์เขา

วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๙ พิธีรับกลด นักเรียนนักศึกษาที่จะจบการศึกษาปี ๒๕๕๙

ที่เฮือนศูนย์สูญ บ้านราชฯ ๒ เมษายน ๒๕๕๙ เริ่มพิธีการ ๐๘.๐๐ น. ปีนี้มีนักเรียนนักศึกษาที่จบการศึกษาจาก ๗ โรงเรียนสัมมาสิกขา และ ๒วิทยาลัยอาชีวะศึกษา รวมทั้งหมด ๕๐ คน มีชื่อรุ่นว่า รุ่น “พลังสร้างเมือง” กลดเปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านเคลื่อนที่สามารถนำไปใช้อยู่อาศัยนอนได้อย่างอิสรเสรี เป็นลักษณะเด่นของอาริยะชนที่พึ่งตนเองได้ นร.นศ.ที่จบการศึกษาจะได้รับของที่ระลึกสองอย่างโดยแบ่งเป็น ๑.นร.ม.๖ และปวช. จะได้รับกลด และรับจี้ใบโพธิ์ ที่พ่อครูได้จัดทำเป็นกรณีพิเศษสำหรับนร.ม.๖ และปวช. ๒.ระดับปวส.จะได้รับกลด และรับหยาดน้ำใจพรายทอง พ่อครูได้จัดทำเป็นกรณีพิเศษเพื่อมอบให้บุคคลที่พ่อครูได้พิจารณาว่าเหมาะจะได้รับ เช่นสมณะ สิกขมาตุ และโอกาสนี้พ่อครูได้มอบหยาดน้ำใจพรายทองแก่นศ.ปวส. นร.น.ศ.แต่ละคนจะนำสาระนิพนธ์ที่ได้จัดทำขึ้นเป็นสาระแก่นสารที่ได้จากการเรียนทั้ง ๖ ปีมาถวายพ่อครูและรับกลดและของที่ระลึก ภายหลังจากนร.นศ.ทั้ง ๕๐ คนรับกลดจากพ่อครู แล้วพ่อครูจึงให้โอวาทแก่ผู้จบการศึกษา พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้ก็เป็นโอกาสดีฤกษ์ดีสำหรับผู้ที่รับการศึกษาจากโรงเรียนสัมมาสิกขาของชาวอโศกเราทั่วประเทศไทยทั่วโลกทั่วโลกก็มีอยู่เท่านี้มีอยู่แค่ 8 โรงเรียนแต่ก่อนมีอยู่ 9 โรงเรียนเป็นทั้งหมด 7 โรงเรียน 2 วิทยาลัย จบออกไปทั้งหมด ๕๐ คนถ้วนเลย ม.๖มี ๒๕ ปวช.๑๔ ปวส.๘ คนดูสิ ๕๐ คนนี้จะวนเวียนให้สัมผัสเห็นหน้ากันกี่คน จะพอเห็นหน้ากี่คน ไม่หวังจะมาอยู่สัก ๒๐ คนหรอก เพราะว่าเราไม่หวัง เราไม่บังคับ ถ้าจริงคนจะสมัครใจมาเพราะปัญญาอิสรเสรีภาพของเขา ถ้าไม่ใช่ของจริงก็ยาก ต้องเข็นกันแต่คนจริงนี่จะสู้ เขามีปัญญารู้ แต่คนไม่จริงนี้ยาก ยิ่งเราไม่มีอามิสมากระตุ้น เราไม่มีลาภยศสรรเสริญ อะไรมาล่อ เราก็ไม่มาชมมายกย่องเท่าไหร่แต่สัจจะแม้เราไม่ได้รับยกย่อง แต่ถ้าเราทำจริงก็เป็นจริงของเราแล้วไม่ต้องให้ใครมายกย่องก็ได้ เรามีกรรมเป็นของเรา เราเป็นทายาทกรรมของเราเรารับมรดกกรรมของเรา ไม่ต้องเสียพลังงานไปหลอกล่อกัน หลวงปู่คิดคาดไว้ไม่ได้หวัง ว่าพวกเราจะพอเข้าใจ ที่หลวงปู่ได้สาธยาย อ้างอิง ถ้ามีปัญญาจะรู้ว่าคนจนแบบนี้ ไม่ได้เอาโก้เก๋ เป็นคนจนอุดมสมบูรณ์ แต่เกื้อกูลช่วยเหลือคนอื่น ดีไม่ดีช่วยคนรวยได้ แปลกประหลาดซับซ้อนมาก หลวงปู่เห็นรอยไรว่า เด็กเราเริ่มเข้าใจแล้วมีปัญญาเห็นว่าที่นี่สัปปายะแท้จริง มีจะอยู่ต่อก็มี ต่อไปหากเรามีรร.แพทย์ คนไหนตายก็มาเป็นอาจารย์ใหญ่ได้เลย…..

งานปลุกเสก “พระแท้”ๆ ของพุทธ ครั้งที่ ๔๐ ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๓-๙ มีนาคม ๒๕๕๙ ณ พุทธสถานราชธานีอโศก ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป้าหมายของงานปลุกเสกฯ คือ การสร้างพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ให้เกิดขึ้นภายในตัว “คน” อันเป็นกิจที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงพากระทำมาก่อน ภายในงานนี้จึงจะไม่มีพิธีการอันงมงายที่เป็นเดรัจฉานวิชา โดยเอาอิฐ หิน ดิน ปูน โลหะ และวัตถุอัปมงคลต่างๆเข้ามาปลุกเสกอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นการหลอกลวง และไม่ตรงตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การปลุกเสก “พระแท้ๆ” ของพุทธ ก็คือ การทำคนให้เป็นพระ หรือผู้ประเสริฐในแบบพุทธ อย่างต่ำก็เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี สูงสุดเป็นพระอรหันต์ ดังเช่นที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรง “พุทธาภิเษกหรือปลุกเสก” คนอื่นๆต่อมา จนเป็นอาริยสาวกสืบต่อศาสนาให้ยั่งยืนสืบต่อไป ซึ่งในงานนี้มีท่านสมณะ และท่านสิกขมาตุ ที่เป็นเกจิอาจารย์ ผู้ช่วยแนะนำแนวทางในการดำเนินชีวิตสู่ความเป็นอาริยะ เปิดโอกาสให้ผู้ที่มาร่วมปฏิบัติธรรมในงานได้เข้าพบสนทนาธรรม ซักถามปัญหา เพื่อเพิ่มสัมมาทิฏฐิและทำความเข้าใจในหมวดธรรมต่างๆเพิ่มยิ่งขึ้น โดยผู้เข้าอบรมในงานปลุกเสกฯจะต้องมาฝึกถือศีล ๘ รับประทานอาหารมังสวิรัติวันละ ๑ มื้อ และไม่สวมรองเท้า เพื่อเป็นการฝึกบำเพ็ญสร้างวินัยให้กับตัวเองอย่างเคร่งครัด เป็นการอบรมธรรมะเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณ มีทั้งปริยัติและปฏิบัติ มีคำสอนคำอธิบาย และวิธีการที่จะสื่อในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ได้ขัดเกลาบำเพ็ญตน ให้รู้จักการกินอยู่หลับนอนตามกรรมฐานของชีวิต ในวันแรกของงาน (๓ เมษายน ๒๕๕๘) _๐๙.๐๐-๑๑.๐๐ น. พ่อครูสมณะโพธิรักษ์จะนำการปฏิญาณตน ให้เหล่าชาวพุทธตั้งใจถืออุโบสถศีล ๘ ตลอดระยะเวลาทั้ง ๗ วันของงาน เพื่อให้ศีลเป็นเกราะคุ้มกันจิตวิญญาณในการพากเพียรปฏิบัติธรรมให้เกิดผลจริง ตามหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตปฏิญาณ ในงานปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะขอบำเพ็ญธรรม ประพฤติตน อยู่ในศีล ๘ อันได้แก่... ...ศีลทั้งหลายเหล่านี้ หากข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ตั้งใจประพฤติ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ได้ผล ถ้าหากข้าพเจ้าทั้งหลายตั้งใจประพฤติ ก็ย่อมได้ ตามธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจักตั้งใจศึกษาฝึกฝน พากเพียรบำเพ็ญ ตามที่หมู่คณะ ได้นำพา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันด้วยดี ให้สุดความสามารถ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งใจ ปฏิญาณไว้ ณ โอกาสนี้ ตามนี้ ” _๑๔.๐๐ น.-๑๖.๐๐ น. ปฐมนิเทศ โดย ส.ฟ้าไท สมชาติโก ส.แก่นเกล้า สารกโร สม.กล้าข้ามฝัน อโศกตระกูล สม.กล้าข้ามฝัน ...ปีนี้งานปลุกเสกฯ แล้วต่อด้วยงานตลาดอาริยะ เป็นเหตุปัจจัยให้เราได้ปฏิบัติธรรม ทุกวันนี้ส่ิงยั่วย้อมมอมเมามีมาก เราก็ยังเคร่งอยู่ได้ มีเหตุปัจจัยให้เราได้ศึกษารูปนาม ตั้งตนบนความลำบาก จะได้เห็นตัวเองชัดเจน นิวรณ์ ๕ เข้ามาเราต้องอ่านจิตพิจารณากำหนดรู้ สำรวมระวังตั้งใจอยู่กับปัจจุบัน เรื่องการทำงานจัดระเบียบให้พร้อม ก่อนเลิกงานก็สรุปสภาวธรรมกัน การทำงานดูกรรมทั้งนอกและใน คือเราได้เคร่งครัด ส.แก่นเกล้า สารกโร..บ้านราชฯงานเยอะจริงๆ งานไม่มีวันลด ทำงานเจออากาศร้อน ต้องมีความอดทน การกินอยู่หลับนอน ชีวิตต้องสู้ อยู่บ้านราชฯเป็นสนามฝึกคน เวลาหิวข้าวต้องอ่านจิต อ่านใจ ตนเอง เราพยายามไม่สร้างอุปาทานใส่จิต พยายามปหาน บ้างอุปาทาน เป็นการสร้างบารมี _๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. รายการภาคค่ำ สัมภาษณ์ปฏิบัติกรชุด “บุญญาวุธ หมายเลข ๒” ดำเนินรายการโดย ส.บินบน ถิรจิตโต สัมภาษณ์ ส.ดินทอง นครวโร คุณวิเชียร เรืองศรี คุณไพรเมือง รักพงษ์อโศก คุณบุสดี เผ่าพงศ์ คุณในปางฝัน ทำชอบ

วันจันทร์ที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๙ _๐๔.๐๐ น. พ่อครูนำสวดมนต์ มีสมณะ+พระอาคันตุกะ ๗๔ รูป สิกขมาตุ ๑๖ รูป กรัก+ปะ ๗ คน ฆราวาสชาย ๒๑๓ คน ฆราวาสหญิง ๔๖๕ คน รวม ๗๗๕ คน (นับภายในศาลา) พ่อครูแสดงธรรมเรื่อง “เพชรพุทธ สุดยอดศิลป์” งานปลุกเสกครั้งนี้ตั้งชื่อการเทศน์ว่าเพชรพุทธสุดยอดศิลป์เราใช้คำว่าเพชรเพื่อขยายความคำว่าพูดคำว่าพจน์ก็หมายถึงศาสนาพุทธหมายถึงศาสตร์ เป็นความรู้ที่เรียกว่าพุทธเป็นศาสนาที่อยู่ในโลกเป็นแนวหน้าของศาสนา ในโลกนี้เหมือนศาสนาฮินดูศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลามศาสนาอยู่หรือศาสนาอื่นอื่นๆ คนก็เปลี่ยนศาสนาใดในโลก ที่เน้นว่าเป็นเพชรมาประกอบคำว่าพุทธเพราะเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่งเพชรหมายถึงของที่มีค่าเป็นของมีราคาในโลก ก็เป็นพุทธที่มีค่าสูงที่ทุกคนควรจะรู้จักค่าแล้วเกิดเป็นคนควรจะได้ค่าของศาสนานี้โดยเฉพาะเราชาวพุทธเราจึงต้องมาศึกษาให้รู้ค่าแท้แท้ในระดับที่เป็นเพชรคุณค่าของศาสนาพุทธในขั้นที่เรียกว่าเพชร ฉะนั้นคุณธรรมและคุณค่าของศาสนาพุทธที่จะมีค่าที่เราเรียกว่าเพชรก็ต้องสูงส่งแน่นอน ในมงคล ทีเรียกว่าสิปปะ เป็นมงคลอันอุดม มงคลหมายความว่าเหตุหรือธรรมะคือสิ่งที่นำมาซึ่งความเจริญอันสูงสุด (อุตตมะคือสูงสุด) หรือธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าธรรมะของท่านนำไปสู่มงคลอันสูงสุด เพราะฉะนั้นเหตุที่จะพาไปสู่ความสูงสุดมีถึง 38 ประการ แต่วันนี้เราจะเอามาพูดแต่เพียงศิลปะ ศิลปะต้องมีทั้งความรู้และความเฉลียวฉลาดคนที่มีความรู้อย่างเดียวแต่ไม่มีศิลปะนั้นมีเยอะก็ดีกว่านักวิชาการ ฉลาดเพียงพอที่จะให้เจริญถึงความสูงสุดจะไปคบหาคนก็ไม่รู้จักคนคบคนพาลก็ไม่รู้ว่าคือคนพาลคนพาลก็พาลพาไปหาผิดที่นี้ผู้รู้มีความรู้สังคมองค์ประกอบในความเป็นมนุษย์ก็จะรู้ว่าคนพาลคืออะไรเป็นบัณฑิตคืออะไรก็เลือกอยู่หรือเลือกคบเลือกศึกษาเลือกฝึกฝนตนเอาชีวิตไปอยู่ด้วยก็เป็นความฉลาดในการมีชีวิตอยู่ในสังคมอยู่ในโลกซึ่งจริงๆเป็นครั้งแรกเลย ขั้นต่ำพระพุทธเจ้าเรียกว่าอบายมุข 6 เป็นคนที่คบมิตรชั่ว คือคนไม่ฉลาดเลยแค่นี้ก็เป็นความรู้ได้จะต้องมีความรู้ศิลปะแค่ว่าต้องเลือกอยู่กับบุคคลอย่างใดหมู่ใด ที่จะเป็นสัปปายะ ๔ นอกจากจะรู้สัปปายะ ๔ คือสถานที่บุคคลอาหารธรรมะสัปปายะ ชาวอโศกคือผู้ที่ได้นำชีวิตมาอยู่แบบอโศก ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาตามแบบอโศก เช่นถือศีล ๕ ไม่มีอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ เป็นพื้นฐานชาวอโศกยุคนี้อาตมาจำเป็นต้องยกฐานะศีลข้อ ๑ มาถึงไม่กินเนื้อสัตว์เคร่งขึ้นมาหน่อยเป็นธูตะเป็นพื้นฐานสามอย่างชาวอโศก _๐๖.๐๐-๐๘.๐๐ น. ประชุมก่อตั้งสถาบันอุดมศึกษา ที่ชั้น ๑ เฮือนศูนย์สูญ มีพ่อครูเป็นประธานการประชุม _๐๙.๐๐ ธรรมะก่อนฉัน “แบ่งปันศิลป์” โดย ส.ถ่องแท้ วินยธโร ส.เพาะพุทธ จันทเสฏโฐ ...ศิลปะโลกุตระ ที่พ่อครูได้เทศน์ไว้ในงาน ศิลปะโกลุตระ ที่สันติอโศก ในศาสตร์จะมีหรือไม่มีศิลปะก็ได้ แต่ในศิลป์ มีทั้งศาสตร์และศิลป์ การปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ เป็นการปฏิบัติอย่างศิลปะโกลุตระ คนหรือมนุษย์ เป็นส่ิงแวดล้อมที่ดีที่สุด ศิลปะในการเผยแพร่พุทธศาสนาคือ “แจกฟรี” เนกขัมมะคือศิลปะอันยิ่งใหญ่ ประการหนึ่ง การทำงานแล้วไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเองนั้นไม่ได้ค่าจ้างทางใจ จงเอาจริงเอาจังแต่อย่าเอาเป็นเอาตาย จงอย่าไปหลงภาษา แต่ให้หันมาดูใจ คนไม่มีศีลจึงชื่อว่าไม่มีศิลปะ _๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น. บำเพ็ญคุณ “ศีลเต็ม-เข้มงาน-สืบสานวิชชา” โดยแบ่งเป็น ๑๕ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ไปขนฟืนที่โรงสี มี ป้าฝั่งบุญเป็นแม่ฐาน กลุ่มที่ ๒ ไปบำเพ็ญคุณ มัดน้ำมันพืช กลุ่มที่ ๓ ไปบำเพ็ญคุณ ที่โรงจุลินทรีย์ กลุ่มที่ ๔,๕,๖ บำเพ็ญคุณที่โรงปุ๋ยพลังชีวิต มีป้าแมว สุขแสงบุญเป็นแม่ฐาน กลุ่มที่ ๗ ไปบำเพ็ญคุณ ทำ๕ส. เรือ มีคุณเย็นยิ่ง เป็นแม่ฐาน กลุ่มที่ ๘,๑๐ ไปบำเพ็ญคุณทำกสิกรรมริมมูน มีคุณดาวเย็นเป็นแม่ฐาน กลุ่มที่ ๙ ไปบำเพ็ญคุณที่โรงเต้าเจี้ยว ที่ลานกลางหมู่บ้านคำกลาง กลุ่มที่ ๑๑ ไปบำเพ็ญคุณที่สขจ. มีคุณหนู(เพียรพิมพ์ไพร) เป็นแม่ฐาน กลุ่มที่ ๑๒ ไปบำเพ็ญคุณ ขนแกลบใส่แปลงผักบุ้ง มีคุณศิริกุลเป็นแม่ฐาน กลุ่มที่ ๑๓ บำเพ็ญคุณย้ายต้นกล้าไม้ มีคุณดาวเย็นเป็นแม่ฐาน

_๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. รายการภาคค่ำ สัมภาษณ์ปฏิบัติกรชุด “หน่อเนื้อเชื้อพุทธ” ดำเนินรายการโดย ส.ฟ้าไท สมชาติโก สัมภาษณ์ นส.แสงไฟธรรม กระจ่างโพธิ์ (สส.ภ), นายพิชัยยุทธ สิงห์คำ(สส.สอ), นส.เกร็ดรุ้งฟ้า คำโสกเชือก (สส.ภ), นายเมธัส หลักเขต(สส.ธ.) และ นส.รุ่งทิวา โพนเมืองราช(สส.ษ.),นส.ณัฐณิชา กิตติธรรมคุณ(สส.ษ.)

วันอังคารที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๙ _๐๔.๐๐ น. พ่อครูนำสวดมนต์ แล้วแสดงธรรมเรื่อง “เพชรพุทธสุดยอดศิลป์” ... พ่อครูอธิบายศิลปะในมงคล ๓๘ ต่ออีกจากวานนี้ และได้อธิบายกระบวนการจิตวิเคราะห์แบบพุทธว่า ทำได้โดย ใช้สัญญากำหนดรู้ แล้วในสัญญามีอุปาทานฝังอยู่ในก้นบึ้งจิต เป็นอนุสัยทุกคนมีอวิชชาหมด เช่นสมมุติว่ายึดมะม่วงน้ำดอกไม้ หยิบมากำลังกินเลยนะ อาการอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมาทันทีมันอวิชชาปรุงแต่งทันที แล้วมันก็มีตัณหาเกิดเลย เป็นสมุทัย พอกระทบเหตุ มีนิทานเกิดเลย ปรุงแต่งมีตัณหาเกิดเป็นสมุทัยเลยอยากได้อยากกินอุปาทานยึดมั่นว่าชอบอย่างนี้ต้องเอาๆ ตัณหาสั่งเลย พออยากได้แล้วก็ไม่เห็นใครเป็นเจ้าของก็หยิบได้ฉวยเลย เกิดนิทานไป โลกเขามีขายก็ซื้อเลย แล้วกลับบ้านไปจัดการฉลองกิน เกิดนิทานไปหมดเลย กำลังกินก็มีนิทานต่อไปมีคนเห็นเราก็เลยไม่แบ่งหรอก มีลูกเดียวหรือเอาไปแล้วปอกกินปรากฏว่า คนที่มาเห็นเรากำลังกินเป็นคนที่เรารัก ก็เลยต้องแบ่งให้กิน ด้วยต้องการเอาใจ เป็นนิทานทั้งนั้นเป็นเรื่องเป็นราว มีผัสสะเป็นต้นเรื่องจึงเกิด เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ถ้าเอาภาษาสมัยใหม่ก็เป็น system analysis มี input process output outcome จากoutcome จะมีอะไรต่อไปอีกเป็น impactต่อไปได้ ปฏิกิริยาลูกโซ่ได้ ในสมัยใหม่เขามีหลักวิจัย อย่างที่ว่านี้

_๐๖.๓๐-๐๘.๓๐ น. ประชุมเครือข่ายสกิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย(คกร.) มีส.เดินดิน ติกขวีโร เป็นประธานการประชุม มีสมณะ ๘ รูป สิกขมาตุ ๑ และฆราวาสจำนวนหนึ่งเข้าร่วมประชุม _๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น. ธรรมะก่อนฉัน ส.ด่วนดี สุชโว แสดงธรรมเรื่อง “งานด่วน งานดี” ได้กล่าวว่า ท่านบวชมา ๑๐ พรรษา ช่วงนี้ก็ทำแต่งาน ใจก็จะหมกมุ่นอยู่กับงาน มีผู้ทักท้วงว่า งานด่วนระวังจะเป็นด่านนรก เคยไปขอชื่อพ่อครู ท่านถามว่า เราเป็นคนอย่างไร ท่านก็กราบเรียนพ่อครู ว่าเป็นคนเฉื่อยๆ พ่อครูเลยตั้งชื่อให้ว่า “ด่วนดี” ด่วนคือไม่พัก ส่วนตัว ดี คือตัวพัก ตัวด่วนคือ เมตตา กรุณา ดีคือตัวพัก ตัวมุทิตา อุเบกขา ทำงานอยู่บ้านราชฯต้องทำใจ อาตมาสายตระหนี่ บ้านราชฯข้าวของเยอะ ทำใจไม่ค่อยได้ กับอนิจจัง จะปลูกผักถามดินขึ้นสูงเพื่อปลูกผัก ขนเอาปุ๋ยไปใส่จนดินดี ต่อมามีโครงการ ก็ต้องถมที่เอาไปทำอย่างอื่น ต้องทำใจ ใครทำใจไม่เป็นก็ทุกข์ไป ส.ดวงดี ฐิตปุญโย แสดงธรรมเรื่อง “ปลุกพระ ปราบผี” ท่านเล่าว่า เรื่องอาหาร สมัยอยู่วัดพันอ้น พอออกนอกกำแพงวัด ก็มีปิ้งไก่ หมูทอด เห็นแต่ก็ไม่อยากกิน ได้กลิ่นก็เฉยๆได้ วันหนึ่งไปเยี่ยมโยมแม่ที่บ้าน โยมแม่แกงชะอม พอได้กลิ่นได้สัมผัสก็นึกถึงข้าวเหนียวปั้นจิ้ม ใจอยากชิม แต่ก็ไม่ไปลอง แต่รู้ว่าใจมันยังไม่นิพพาน นึกถึงรสชาติอยู่ ปลุกพระ ปราบผี ท่านได้เล่านิทาน เรือ่ง พูดไม่ดีผีตัวโต พูดดีผีตัวเล็กจนสุดท่าย ปีหายไปหมดเลย

_๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น. บำเพ็ญคุณ “ศีลเต็ม-เข้มงาน-สืบสานวิชชา” โดยแบ่งเป็น ๑๕ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑,๖ ไปบำเพ็ญคุณ ติดธงและตาข่าย คุณไทแท้ เป็นพ่อฐาน กลุ่ม ๒,๒๐ ไปบำเพ็ญคุณ ที่โรงปุ๋ญ กลุ่ม ๓,๔ ไปบำเพ็ญคุณ กางเต็นท์ ขึงซาแลน มีคุณไพรเมืองเป็นพ่อฐาน กลุ่ม ๕,๑๓ ไปบำเพ็ญคุณ มัดน้ำตาลและน้ำมันพืช กลุ่ม ๗ ไปบำเพ็ญคุณที่ริมมูน พ่อฐานคืออาแก่งธรรม กลุ่ม ๘ ไปบำเพ็ญคุณ ย้ายต้นกล้า แม่ฐานคือคุณดาวเย็น กลุ่ม ๑๑,๑๔ บำเพ็ญคุณร้านเครื่องจักรสาน ที่เฮือนฝั่นเซียว กลุ่ม ๑๕ บำเพ็ญคุณ ขนแกลบใส่แปลงผักบุ้ง (ข้างเฮือนสวน.)

_๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. รายการภาคค่ำ สัมภาษณ์ปฏิบัติกรชุด “กลับคืนสู่ชมพูทวีป” ดำเนินรายการโดย สม.ผาแก้ว ชาวหินฟ้า มีผู้ร่วมรายการสองชุด ชุดแรก มี ๑.นายพิชาญ ดัดตนรัมย์ นางสิรธาร์ เห็นคุณ ด.ญ.ชาลิสา ดัดตนรัมย์ ด.ญ.ราชพร ดัดตนรัมย์ ชุดที่สองมี ๑.คุณศิริมา(หายโง่) ศรสุวรรณ นางศิริรัตน์ บุญเลื่อง นางสะอิ้ง สมหวัง ด.ญ.Stephanie Tidarut Megill(น้ำธารธรรม)

วันพุทธที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๙ _๐๔.๐๐ น. พ่อครูนำสวดมนต์ แล้วแสดงธรรมเรื่อง “เพชรพุทธสุดยอดศิลป์” … ขอสรุปตรงนี้ว่า ให้รีบๆมา อยู่ข้างนอกมีแต่สะสม โลกมันยอดยัดเยียดหลอกล่อตอแหลคุณเก่งอย่างไรจะไปสู้อำนาจโลกเขา พระพุทธเจ้าว่าให้แทรกโอสถทิพย์เข้ารูขุมขน อย่าไปอยู่เลยสถานที่ไม่ควรอยู่ อาตมาจะได้เอามงคล ๓๘ มาต่ออีกที พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นลำดับว่าไม่คบคนที่เป็นพาล อย่าไปยุ่งกับมันนัก ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ช่วยตนเองยังไม่ได้ คนพาลมันเก่ง ต้องมาอยู่กับบัณฑิต สัปปายะ ๔ เรามีแล้วมาคบหาบัณฑิตอย่าไปบูชาคนไม่ควรบูชานักเลย มาคบหาบัณฑิต และรู้คนควรเคารพบูชา ยกตัวอย่างว่าคนที่รู้ว่าโพธิรักษ์เป็นคนควรเคารพนั้นหาได้ยาก คนที่รู้สึกว่ามหาช่วงหรือธัมมชโยหรือสมเด็จเปรียญอื่นๆ เป็นคนควรเคารพนี่หาง่ายกว่า คนไปบูชาเคารพคนเก่งเอาเปรียบคนอื่นเป็นนายทุน จะไปบูชาคนเก่งอะไรก็แล้วแต่โลกีย์หรือเก่งในโลกียธรรมก็ตามแต่คนจะรู้ควรบูชาคนมีโลกุตรธรรมยิ่งกว่านั้นยาก คนจะบูชาคนควรบูชาต้องมีปัญญายิ่ง สถานที่ควรอยู่ อโศกนี้ศรีไสววิไลตา อยู่หว่างกลางพนา กำลังสร้างภูเขาป่าไม้ โมเดลนี้จะสร้างเป็นรัตนราชธานี ในประเทศไทยมีราชธานีประเทศเดียวคือราชธานี อาตมาจึงย้ายมาอยู่ เหมาะสมจะสร้างรัตนราชธานี สร้างได้แค่เกาะ เราสร้างได้ยากหน่อยไม่ได้เรี่ยไร

_๐๖.๓๐-๐๘.๓๐ น. ประชุมพาณิชย์บุญนิยม มีส.เดินดิน ติกขวีโร เป็นประธานการประชุม

_๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น. รายการก่อนฉัน คุยกับลุงจำลอง โดยอ.รัศมี กฤษณมิษ เป็นรายการคุยกันสบายๆ เล่าเรื่องอดีตประสพการณ์การทำงานเสียสละเพื่อบ้านเพื่อเมืองของคุณลุงจำลอง ศรีเมือง

_๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น. บำเพ็ญคุณ “ศีลเต็ม-เข้มงาน-สืบสานวิชชา” โดยแบ่งเป็น ๑๕ กลุ่ม ไปตามฐานงานต่างๆ

_๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. รายการภาคค่ำ สัมภาษณ์ปฏิบัติกรชุด “พลังศรัทธา” ดำเนินรายการโดย ส.เดินดิน ติกขวีโร สัมภาษณ์ คุณวาสนา ณ อุบล ,คุณเปรมบุญ ,คุณนรินทร์(หินเข้ม) วิลามาศ

วันพฤหัสบดีที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๙ _๐๔.๐๐ น. สมณะ+พระอาคันตุกะ ๕๓ รูป สิกขมาตุ ๑๖ รูป กรัก+ปะ ๖ คน ฆราวาสชาย ๒๒๙ คน ฆราวาสหญิง ๕๒๒ คน โดยพ่อครูนำสวดมนต์ แล้วแสดงธรรมเรื่อง “เพชรพุทธสุดยอดศิลป์” … ศิลปะต้องมีธาตุรู้ของคนร่วมด้วย ถ้ามีแต่ธาตุวัตถุปรุงแต่งกันเองอยู่อย่างไร ก็ไม่เรียกว่า ศิลปะ เพราะมันแค่วัตถุธาตุดินน้ำไฟลมประกอบกันขึ้น(composite), ของที่รวมตัวกัน(composite) ประกอบด้วยสิ่งต่างๆส่วนต่างๆ โดยธรรมชาติเท่านั้น คือมีแต่วัตถุหรือมหาภูต ๔ อุตุนิยาม แม้จะเป็นพืช พีชนิยาม หรือต่อให้เป็นคนผู้มีจิตนิยาม แต่ถ้าไม่รู้ว่าสารประกอบ(composite)นั้น, ของที่รวมตัวกัน(composite)นั้น, สิ่งประกอบขึ้น(composite)นั้น ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราทำขึ้น หรือมันเป็นธรรมชาติที่เกิดด้วยตัวมันเองก็ตาม หรือกรรมกิริยาที่ตนแสดงออกมา หากไม่มีคนหรือสัตว์ที่มีธาตุรู้ไปสัมผัสเข้าแล้ว เกิดผลบันดาลจิตใจเป็นมงคล ก็ไม่เรียกว่า ศิลปะ ยิ่งเมื่อสัมผัสแล้วเกิดผลเป็นข้าศึกแก่กุศล,ข้าศึกของใจ,สิ่งที่เป็นข้าศึก(วิสูกะ) ก็ยิ่งไม่ใช่ศิลปะเลย เป็นอนาจาร เป็นของหรือเป็นกิริยาอาการที่คนไม่ควรทำขึ้นมา ไม่ควรประพฤติอย่างนั้น ถ้าสัมผัสมะเขือเทศแล้วเกิดรู้สึกว่า น่าอร่อยน่ากินน่าได้น่ามี เป็นกามก็เป็นอนาจาร แต่ว่าถ้าสัมผัสแล้วรู้สึกว่าน่าจะเป็นประโยชน์มีคุณค่า ก็เป็นศิลปะ ถ้าใครมีฉฬายตนะสัมผัสมะเขือเทศแล้วเกิดตัณหา น่ากินน่าอร่อยก็เป็นอนาจาร โดยคน เป็นผู้สร้าง compsition นี้เอง โดยเฉโก หรือเฉกา เพราะมีเฉกามีอวิชชาจึงได้แค่นี้ เป็นวิสูกทัสสนาเป็นข้าศึกแก่กุศล ถ้าเป็นสิ่งที่ก่อเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ยังไม่มีคนไปสัมผัส มันก็เป็นแค่เหตุปัจจัยที่ประกอบกันขึ้น(composite), ของที่รวมตัวกัน(composite) สิ่งต่างๆหรือสุ้มเสียงกิริยาท่าทางต่างๆประกอบกันขึ้น(composite) ด้วยตัวมันเองเท่านั้น ยังไม่มีธาตุรู้ของคนเข้าไปร่วมก่อเกิดความรู้สึกเป็นมงคลขึ้นที่ใจใครเลย ก็ยังไม่มีความเป็นศิลปะใด เกิดขึ้นมาในโลก ในศิลปะก็ต้องประกอบด้วยปัญญาด้วย หรือยังไม่มีธาตุรู้ใดไปก่อเกิดความรู้สึกเป็นข้าศึกแก่กุศลขึ้นที่ใจใครเลย ก็ยังไม่มีความเป็นอนาจารใด เกิดขึ้นในโลก ดังนั้น ธรรมชาติใดก็ตาม หากไม่มีคนไปสัมผัสแล้วจิตของคนไม่เกิดผลเป็นมงคล(ภาวะที่จะทำให้เกิดความเจริญ)ขึ้นที่ใจ ธรรมชาตินั้นหรือสิ่งประกอบขึ้น(composite)นั้น ก็ยังไม่มีความเป็นศิลปะ หรือจิตของคนไม่เกิดผลเป็นข้าศึกแก่กุศล(วิลูกะ)ขึ้นที่ใจก็ยังไม่มีความเป็นอนาจาร แม้จะเป็นคนแท้ๆมีธาตุรู้ของคนที่รู้ตัวอยู่ว่า ตนทำอะไร ประพฤติกิริยาอาการของตนอยู่อย่างไร หรือมีเจตนาผลิตงาน-ประดิษฐ์กรรมกิริยาตนขึ้นมาเอง ตนเองก็รู้ว่าตนทำอะไรอยู่ หรือมีคนเห็น-ได้สัมผัสเข้าแล้ว เขามีความรู้สึกขึ้นมา แต่ตนผู้ทำไม่รู้ว่า กรรมกิริยาที่ต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน