340131 (1) ตอบแหลก แจกทรัพย์แท้ ตอน 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340131 .PL34 .LH15 .OP .FO (ตอบแหลก ...แจกทรัพย์แท้ / FILE:1519E.TAP) ตอบแหลก...แจกทรัพย์แท้
(ตอน 2)
โดย พ่อท่านโพธิรักษ์
เนื่องในงานปลุกเสกสมณะแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 15
ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก
พ่อท่าน : อ๊ะ! ก็อ่านอันนี้ให้ฟังหน่อยก่อน เขาแต่งมาให้ โคลงนี่แต่งฝากมา ตั้งแต่ออกมาจากสันติโน่นแน่ะ โลกียทรัพย์ อริยทรัพย์ เพราะรู้ว่าเรื่องที่อาตมาจะ เทศน์เป็นหลักนี่คือเรื่องทรัพย์ โลกียทรัพย์ อริยทรัพย์
โลกียทรัพย์ สับเวียน เปลี่ยนเจ้าของ เป็นสมบัติ ผลัดกันครอง ประเดี๋ยวประด๋าว ทั้งถูกปล้น ถูกชิง ถูกวิ่งราว เมื่อถึงคราว หลับไม่ตื่น คืนโลกไป โลกียทรัพย์ ก่อเกิด ความร้าวฉาน แม้เพื่อนบ้าน เครือญาติ บาดหมางได้ ศิษย์อาจารย์ พ่อแม่ลูก ผูกเจ็บใจ แล้วไฉน ตะกายคว้า สุดตัวตน คนนับล้าน โลดแล่น บนแผ่นหล้า ดิ่งในวง อวิชชา พาสับสน มีดวงตา แต่ไร้ตา ปัญญายล ดุ่มเดินบน เส้นทาง ห่างเหินธรรม อริยทรัพย์ ไม่กลับกลาย ย้ายเจ้าของ สุดจะยก ให้ใครครอง แม้ร้องร่ำ เป็นเอกสิทธิ์ สมบัติพุทธ ยุติธรรม สามารถนำ ข้ามชาติไป ไม่ถูกชิง ศรัทธา ศีล หิริโอตตัปปะ พหุสัจจะ จาคา ปัญญายิ่ง ทรัพย์ทั้งเจ็ด วัดเศรษฐี ที่แท้จริง อย่าประวิง เร่งสร้างทรัพย์ ประดับใจ
เรื่องของทรัพย์ที่อาตมาได้สาธยาย ก็ขอสรุปลงนิดหนึ่งว่า ยิ่งมีทรัพย์ที่ เป็นอริยะมากนี่นะ ยิ่งมีทรัพย์ที่เป็นอริยทรัพย์ ต้องมีเงื่อนไขนะว่าเป็นทรัพย์อริยะ เป็นอริยทรัพย์ ยิ่งมีมากขึ้นมากขึ้นเท่าไหร่ ยุทธศาสตร์กลปรานี ยุทธศาสตร์ที่ชื่อ ว่ากลปรานี เข้าใจยุทธศาสตร์นะ บางคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หมายความว่า ความรู้ ในขบวนยุทธ ขบวนรบ ขบวนที่จะต่อสู้ ความรู้ต่างๆมีแผนที่ทฤษฎี มีหลักเกณฑ์ มี ศิลป
อ่านต่อ
ะ มีวรยุทธ์อะไรก็ตามใจเถอะ ยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่อาตมาพยายามตั้งชื่อ พยายามขมวดไว้ว่า ชื่อยุทธศาสตร์ อาตมาคือกลปรานีนะ เพราะงั้น ยิ่งมีทรัพย์ที่ เป็นอริยะมาก ยุทธศาสตร์กลปรานีก็ยิ่งจะจริง จะมีฤทธิ์แรงมากขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวค่อยขยายกลปรานี ที่จริงเคยพูดแล้ว แต่ว่าก็เดี๋ยวขยายให้ฟังบ้างนะ ทีนี้อหิงสา อหิงสา เป็นส่วนหนึ่งของกลปรานี เป็นลีลาท่าทีอันหนึ่ง ของยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์กลปรานี นี่ อหิงสานี่เป็นอันหนึ่ง อหิงสานี่เป็นการ อะไรล่ะ ไม่เบียดเบียนน่ะนะ อหิงสานี่ ไม่เบียดเบียน ไม่ไปทำให้คนอื่นเขา ทุกข์ร้อน อหิงสานี่เราไม่ไปทำให้คนอื่นทุกข์ร้อน ทีนี้วิธีการโต้ตอบด้วยขบวนยุทธ ยุทธศาสตร์หรือลีลาศิลปะนี่ อหิงสายัง เราเห็นเค้า อดข้าวประท้วงบ้าง คือไม่ไป ทำคนอื่น ทำที่ตัวเอง บางทีให้มันมีผลกระทบ มีรีแอ๊คชั่น มีอะไรต่ออะไรอย่างนี้ เป็นต้น อหิงสาจริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่ซื่อบื้อ หรือมะลื่อทื่อ แบบเพียงอดอาหาร ประท้วง หรือว่าเป็นการดื้อแพ่ง หรือว่าเป็นการชุมนุมกัน รวมกันว่านี่ฉันยึด อะไรอย่างนี้ เป็นอหิงสา ชั้นไม่ไปทำใคร แต่ชั้นจะรวมหัวกันทำของชั้นอย่างนี้อ่ะ ชุมนุมประท้วง ชั้นจะเป็นของชั้นอยู่อย่างนี้ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นการประท้วง ไม่ได้ ทำร้ายอะไรใครหรอก แต่มันมีผลกระทบ วิธีการของอหิงสา วรยุทธของอหิงสา อะไรพวกนี้ ก็ไม่ใช่อย่างนั้นเท่านั้นนะ การอดอาหาร ประท้วงบ้างหรือดื้อแพ่งบ้าง หรือการชุมนุมหรือว่าเดินขบวนก็ตาม เดินขบวนแบบสันติ เค้าก็ถือว่าเป็นอหิงสา อย่างหนึ่งเหมือนกัน ที่เป็นเพียงรูปเป็นเพียงร่างกาย หรือเป็นเพียงสภาพนอกของอหิงสาเท่านั้น แต่มันต้องมีวิญญาณนะ มีปัญญาเป็นสำคัญ มีวิญญาณ และจะมี พลังทางเจโตด้วย อหิงสา ต้องมีวิญญาณ มีนาม ที่เป็นกำลังสี่ มีนามธรรม ที่เป็น กำลังสี่ พละนี่ มีปัญญาพละ มีความเพียรนะ มีวิริยะพละ มีการงาน แหม ! อันนี้ อาตมาไม่รู้จะย้ำยังไง พวกเรานี่จะต้องเข้าใจการงาน ว่าชีวิตคือการงาน การงานคือชีวิต จะต้องมีการงานที่เป็นสัมมาอาชีพ หรือเป็นการงานอันไม่มีโทษ ไม่ใช่มิจฉาอาชีพอย่าง... ต้องมีสัมมาอาชีพชั้นสูง หรือพ้นมิจฉาชีพระดับสูงให้ได้นั่น แหละเป็นสำคัญ จะมีกำลังของกำลังปัญญา กำลังความเพียร กำลังการงานที่ไม่ มีโทษ แล้วก็มีกำลังของการเกื้อกูล กำลังของการช่วยผู้อื่น หรือทาน หรือจาคะ มีกำลังของการทาน การให้ผู้อื่น การเมตตาเกื้อกูลช่วยเหลือ ต้องมีจริงๆ มี กำลังสี่ประการ จึงจะหมดความกลัวในโลก ความกลัวหรือภัยห้าประการ ที่จะหมด ความกลัว หรือภัยห้าประการ และยิ่งเห็นจริง เป็นจริง มีจริงนั่นแหละคือ ความจริง พูดอย่างนี้เหมือนกำปั้นทุบดินนะ ทีนี้มันจะเห็นได้ยังไง เห็นได้เพราะเรา มีเห็นได้เพราะเราเป็น เป็นคนหนึ่ง เห็นที่คนหนึ่ง คนนี้มีกำลังสี่เค้าหมดภัยห้า เขา ดำเนินชีวิตไม่กลัว อ ชีวิตภัย ไม่กลัวชีวิต ในการดำเนินจะมีชีวิตอยู่ไปพรุ่งนี้ มะรือนี้ มะเรื่องนี้ไป ไม่กลัวในชีวิต เพราะเรามีฝีมือ มีความสามารถ มีความ ขยันขันแข็ง มีสมรรถภาพ ที่จะสร้างจะสรรทำ แล้วก็ทำไป ไม่กลัว ชีวิตนี้ไม่ กลัว กลัวจะอยู่ไม่รอด กลัวจะเป็นทุกข์ กลัวจะอดจะอยาก กลัวจะน้อยหน้าน้อย ตา กลัวจะไม่เจริญงอกงาม ไม่กลัว อาชีวิตภัยไม่มีกลัวภัย อาชีวิตภัย ไม่กลัวใน อาสิโลกภัย ไม่กลัวใครตำหนิ ไม่กลัว แต่จะไปห้ามคนตำหนิไม่ได้ อย่าง อาตมานี่ อาตมาบอกตรงๆๆ อาตมาไม่กลัวใครตำหนิ แต่คนตำหนิเยอะ แม้แต่ พวกเรา ยังตำหนิอยู่บ้างเลย ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่พูดนี้ไม่ให้ไม่ให้คุณตำหนิ ไม่ใช่ ตำหนิ และคือไม่กลัวนี่หมายความว่าเราไม่ใช่หน้าด้าน แต่คนที่มีภัยคือมีความกลัว คนตำหนินี่เป็นมานะชนิดหนึ่ง เป็นมานะชนิดหนึ่ง กลัวคนตินี่ กลัวคนตำหนิ เป็นมา นะ เป็น เป็นการ ตัวเราจะต้องเก่ง จะต้องดี จะต้องวิเศษ ไม่อยากให้ใคร ตำหนิ แล้วกลัวคนจะตำหนิ มันกลัวมากเกินไป หรือว่ามันเกร็ง หรือว่ามันต้อง การให้คนตำหนินี่ มันเป็นสิ่งหนึ่ง คุณอย่ากลัวเลย และคุณอย่าเกร็งเลย คุณอย่าไม่ต้องการเลย ไม่ ต้องการยังไงก็ขนาดพระพุทธเจ้า ยังโดนตำหนิเลย มันต้องมีคนตำหนิแน่ และเรา ยิ่งไม่ยอดเยี่ยมอย่างพระพุทธเจ้าแล้ว จะไปเป็นอาไร้ และยิ่งอาตมานี่ ทำสิ่งที่ทวนกระแส ที่เขาไม่ค่อยเชื่อว่าจะมีเล้ย กลับตาลปัตรเค้าเลย แล้วเราก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ เหมือนพระพุทธเจ้า ประกาศความเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ ความเป็นจริง อาตมาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงขนาดนั้น ประกาศแค่เรานี่แหละ ทำแค่เรานี่แหละ เขา ก็ต้องตำหนิแน่ แต่อาตมาไม่กลัว พวกคุณก็ต้องรู้ ต้องเข้าใจว่าความกลัวสิ่งนี้ ถ้า คุณมีความจริงนะ มีกำลังสี่ประการ สังเกตตัวเองเหอะ ความกลัวเหล่านี้จะไม่มี และไม่ได้หมายความว่า หน้าด้าน ไม่ได้หมายความว่า หน้าด้านนะ สามปริสาวัชชภัย ภัยแห่งการสะทกสะเทิ้นหวั่นหวาด ไม่แกล้วกล้าใน บริษัท ปริสา ปริสะ แปลว่าบริษัท ไม่แกล้วกล้าในบริษัท ไม่อาจหาญ เหมือนกะที่ อธิบายไปแล้วในศรัทธา ศรัทธาต่างๆ จะต้องแกล้วกล้าในบริษัท จะต้อง แกล้วกล้าแสดงธรรม ต้องเข้าสู่บริษัท ต้องเข้าสู่ ต้องเข้าสู่บริษัท แล้วจะต้อง แกล้วกล้าเข้าสู่บริษัท ถ้าไม่เข้าสู่บริษัท ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ จะต้องแกล้วกล้าใน บริษัท แกล้วกล้าแสดงธรรม แกล้วกล้าต่างๆ นานา นี่ต้องแกล้วกล้า เพราะงั้น มันสะทกสะเทิ้นต่อหมู่ ต่อบริษัท แค่เดินเข้าไป อย่าว่าแต่แสดงธรรมเลย เพราะ งั้นบอกว่าขึ้นมาบนธรรมมาสน์ นี่ก็ยังสั่นอยู่ ก็ยังกำลังสี่ยังไม่เต็ม ส่วนไอ้ที่กล้า เกินการหนะ แสดงแหลกเลย ที่ลับที่แจ้ง ที่ไหนก็แสดงธรรม แม้แต่อยู่ในที่ไม่มี ใครก็พูด ระวังบ้านะ แสดงธรรมมากเกินไป เขาไม่อยากฟังก็แสดงอยู่นั่นแหละ ทำเป็นเหมือนกับคนไม่รู้ ที่จริงรู้นะ ว่าพูดนี่เค้าก็รู้สึกรำคาญเหมือนกันหนะ ก็ยัง ไม่ยอมหยุด มันห้ามไม่อยู่ เบรคไม่ได้ ระวังเหอะ เราต้องมีประมาณ นั่นก็ เหลือเกิน นั่นก็มานะเหมือนกัน โง่ไม่รู้ตัว ไม่รู้ประมาณ ไม่รู้เขาไม่รู้เรา เพ้อเจ้อ เรียกว่าเพ้อเจ้อนะ อาตมาก็อธิบายคำว่าเพ้อเจ้อให้ฟังแล้ว แม้แต่คุณ แสดงธรรมยอดธรรมะสูงเยี่ยมขนาดไหน วิเศษขนาดไหนก็ตาม ถ้าเทศน์ไปแล้ว ก็เหมือนกะเทศน์ให้ตอฟัง เขาหลับหมดแล้ว เขาเบื่อแล้ว เขาไม่รับแล้ว ก็ยัง เทศน์อยู่นั่น คือเพ้อเจ้อ คือเพ้อเจ้อ ฟังให้ดี ตัวเพ้อเจ้อไม่ใช่เรื่องตื้นเขินนะ เพราะงั้น จะไม่กลัวในการที่จะสะทกสะเทิ้น คือไม่ ไม่เกิดความกลัว จนกระทั่ง ว่าเรากลัวจะไม่ดี เรากลัวจะไม่บริบูรณ์ เรากลัวจะไม่อะไร แล้วมันก็เกิด ปฏิกิริยาในตัว มันสะทกสะท้าน มันหวาดหวั่น มันขี้ปอด มันอะไรต่ออะไร ลักษณะ นี้จะไม่มี จะไม่มี จะหายไป และก็ไม่กลัวในการ ในความตาย มรณภัย ไม่กลัว ในความตาย จะไม่กลัว เพราะจะมีปัญญา บอกแล้วกำลังปัญญา มันเพียงพอแล้ว มันตายน่ะ มันตายแน่เลย จะตายช้าตายเร็ว จะตายยังไง จะไปกลัวอะไร มันคนก็ต้องตาย แต่เราก็พยายามดูแลตัวเอง ระมัดระวังอย่าประมาท พยายามดูแล ความเป็นอยู่ พยายามดูแลชีวิต อาหาร เชื้อโรค ระวังนะ อีกไม่นานแล้ว เอดส์มันจะมาอยู่ เมื่อมองคนข้างเคียง จงตั้งข้อสังเกตไว้เสมอว่าคนข้างเคียง เราเป็นเอดส์ มันจะทั่วไปหมดแล้วนี่แหม ! อาตมาก็ต้องช่วยรณรงค์เรื่องเอดส์ เหมือนกันนะ ถ้าชาวอโศกเราบริสุทธิ์ บริบูรณ์นี่นะ เป็นอย่างนี้แล้ว เอดส์ยังเข้า มาได้นี่คุณเอ๊ย มีเงื่อนไขนะว่าชาวอโศกเราบริสุทธิ์บริบูรณ์ ถ้าใครที่มีนี่ขอร้อง เถอะ เจ้าประคุณเอ๊ย อย่าเอามาแพร่ในนี้เลย บอกกันด้วย บอกกันด้วยนะ มัน แหม ! มันไม่รู้จะแก้ยังไงนะเอดส์นี่ มันนับวันตายลูกเดียวเท่านั้นเองเอดส์น่ะ นี่ เป็นวิธีที่แก้อย่างดีแล้ว เพราะงั้น ถึงบอกว่าป้องกันเอาไว้ ก็บอกกันให้ทราบ อย่า ไปทำให้มันมีบาปมีภัยเลย คนอย่างอโศกนี่ ก็ให้มันมีไว้ในโลกหน่อยเถอะ จะไป เอาที่ไหนๆ เอาเอดส์นี่ไปแพร่ที่ไหนๆ ก็ไปแพร่คนที่ควรแพร่โน่นเถอะ (พ่อท่าน หัวเราะ) อย่ามาแพร่เลยในที่นี้ มันไม่ควรแพร่หรอก มันน่าเสียดายนะ จะไม่ กลัวตายเลยจริงๆ ในความไม่กลัวตายนี่ เพราะมีปัญญา แล้วก็เป็นคนที่จะต้อง รู้จักสถานที่อยู่ มีหมู่กลุ่มที่ดีพวกนี้มันมันเป็นเครื่องทำให้เรามั่นใจนะ มันมีปัญญา เข้าใจ ในเมื่อเราเองก็ไม่ได้ไปหาโรคมาให้ตัว ในเมื่อตัวเอง ก็ไม่ไปหาเรื่องมา ให้ตัว เราก็เป็นคนที่ไม่เป็นตัวโรค ไม่เป็นตัวเรื่องซะเองด้วย แล้วก็เข้าใจ ด้วยว่า ตายคือตาย จะไม่กลัวตายจริงๆ ยิ่งเป็นคนที่มีความดีในตัวแล้ว ยิ่งดี มากๆ ดีอย่างพอเพียงนะ เอ๊ย ! จะไปกลัวทำมั้ย แล้วเราก็แต่ละเวลา แต่ละ วันๆ ปีนี้ชาตินี้ แต่ละวัน เราก็สั่งสมกุศล สั่งสมกุศลก็ยิ่งมีทุนมาก มีกรรมทายาโท มี วิบากมาก ตายชาติหน้าดีกว่าเก่า เจริญกว่าเก่า หล่อกว่าเก่า รวยกว่าเก่า อะไรกว่าเก่าจริงๆ มันก็มั่นใจ การเปลี่ยนภูมิเปลี่ยนภพ ถ้าเรายังไม่ปรินิพพาน มันเข้าใจอย่างจริงจังแล้ว คนจะไม่กลัวตาย นี่พวกคุณฟังไปบ้าง เข้าใจไปบ้าง นี่ คุณจะลดความกลัวตายลงไปน้อยๆ แม้คุณจะยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ก็ตาม ยิ่งคุณมั่น ใจในความเป็นจริงของคุณว่าคุณได้สั่งสมกุศล ได้ทำดี ทำ สั่งสมทรัพย์ เป็น อริยทรัพย์ซะด้วยซ้ำ เป็นทรัพย์ที่ชั้นระดับยอดเลยนะ อริยทรัพย์ชั้นสูงด้วย แล้ว เราก็เป็นจริงด้วยนะ ไม่ใช่หลงตัว แล้วคุณยิ่งจะไม่กลัวตาย และจะไม่มีทุคติภัย จะไม่กลัวนรก จะไม่กลัวตกต่ำ คนที่ไม่ตกต่ำเองแล้วโดยอัตโนมัติ โดยจริงแล้ว เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน ตั้งแต่โสดาบันไปนี่ โสดาบันยังมีวืบวาบนะ แต่ว่าอัตรา การก้าวหน้ามันจะ หมายความว่า มีค่าบวกมากกว่าค่าลบ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีการถอยนะ โสดาบันนี่ มีก้าวหน้า ถอยหลังเหมือนกัน แต่มันก็ยังอยู่ในระยะกลาง นี่ อาตมาทำมือให้ดูนี่ มันจะมีงี้เหมือนกัน มันจะมีอย่างนี้ แต่อย่ามีมากนักนะ ไปยังงี้ ยังงี้ให้ได้มากๆล่ะดี (คนฟังหัวเราะ) ไปก้าวหน้า อย่าให้มีถอยๆๆ มากนัก มัน เสียเวลา ระวังแปดสิบแสนอสงไขยกัปป์นะ (คนฟังหัวเราะ) อย่างนี้ มันจะมี โสดา สกิทา สกิทาน้อยลง อนาคาก็มั่นคงขึ้นไปตามลำดับ
หมายเหตุท้ายบทความ :
ถอดโดย ศิริวัฒนา เสรีรัชต์ 19 มีนาคม 2534 ตรวจทาน 1 โดย อุทัยวรรณ ตั้งมั่นสกุล 10 พฤษภาคม 2534 พิมพ์โดย สม.นัยนา ตรวจทาน 2 โดย