250400 ชั่วอย่าช่างชี ดีอย่าช่างสงฆ์ พระโพธิรักษ์ พระอนันต์ ออกรายการช่อง 9 .docx
เนื้อหาในไฟล์
250400 ชั่วอย่าช่างชี ดีอย่าช่างสงฆ์ พระโพธิรักษ์ พระอนันต์ ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 ปีพุทธศักราช 2525
ผู้ดำเนินรายการ คุณเกริกไกร จีระแพทย์ ผู้นำการสนทนา ม.ร.ว.อภินพ นวรัตน์ ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 ปีพุทธศักราช 2525 พระอนันต์ ชยานันโท ช่วงแรก พระโพธิรักขิโต ช่วงหลัง
ท่านผู้ชมที่เคารพครับ ค่ำวันนี้รายการของไทยโทรทัศน์สี ช่อง 9 นี้ เสนอรายการพิเศษสำหรับท่านเป็นกรณีพิเศษ ท่านผู้ชมครับ เมืองไทยเรานี้ เป็นเมืองของศาสนาพุทธ เราอาจจะกล่าวได้ว่า ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกันว่าเราเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธในโลกนี้ก็ว่าได้ แม้ว่าจะมีบางประเทศที่มีศาสนาพุทธลัทธิหินยาน อย่างเช่นประเทศไทยเราครับ เราวัดจำนวนวัดเรามีถึง 28,000 กว่าวัด มีสำนักสงฆ์อีกต่างหาก 5-6 พันแห่ง ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง จำนวนพระสงฆ์อย่างน้อยก็สองแสนองค์ด้วยกัน ในช่วงนอกพรรษานะครับ ในกรุงเทพฯ เอง มีวัดประมาณ 400 วัดเศษ โดยเหตุนี้ ผมจึงกล่าวได้ว่า เราอาจจะเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธของโลกก็ว่าได้ แต่นั่นแหละครับ สิ่งเหล่านี้ แม้กระทั่งพุทธมณฑลก็ตาม ก็มิได้หมายความว่า จะทำให้เราเข้าใจในศาสนาในหลักธรรมของพระพุทธเจ้านั้นอย่างแท้จริง อย่างไรก็ดี ไม่ว่าเราจะมองศาสนาในแง่ใด เราจะเข้าใจถึงเปลือกกระพี้ หรือแก่นของศาสนา ถึงแม้เราจะไม่พอใจในพระสงฆ์องค์เจ้าบางท่าน ซึ่งประพฤติมิชอบ ไม่ควร หรือเพี้ยนไปจากสิ่งที่เราคาดหวัง เราก็ยังให้ความเคารพต่อผ้าเหลือง ต่อพระสงฆ์องค์เจ้าอยู่นะครับ เราหวังเหลือเกิน เราหวังมากกับพระสงฆ์องค์เจ้า เมื่อเร็วๆนี้ ก็มีข่าวนะครับ ซึ่งกระผมเองก็คิดว่า ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย คงไม่สบายใจนัก เช่นเดียวกับผู้จัด แล้วก็ทาง อ.ส.ม.ท.นี้ คือ เรื่องของ ท่านโพธิรักษ์ กับ ท่าน อนันต์ ชยานันโท ที่ไม่สบา
อ่านต่อ
ยใจ เพราะว่า เราคงจะคิดกันหลายอย่าง บางคนว่าท่านทะเลาะกัน บางคนว่าท่านปุจฉาวิสัชนากัน ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร เราจะมีทางแก้ไขได้อย่างไรหรือไม่ เป็นสิ่งซึ่งรายการนี้ อยากจะแสดงในค่ำวันนี้ กระผมเอง ได้เชิญทั้งท่าน อนันต์ ชยานันโท และ ท่านโพธิรักษ์ มาร่วมในรายการ เพื่อวัตถุประสงค์ 3-4 อย่าง ด้วยกันครับ ท่านผู้ชมครับ ประการแรก อยากจะทราบว่า ท่านทั้งสองนั้น มีเจตนารมณ์อย่างไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร มีจุดยืนอย่างไร ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นอย่างไร และเราจะหาทางแก้ไขได้อย่างไรบ้าง เรามีจุดบกพร่องที่ไหนในเรื่องของศาสนา ในเรื่องความเข้าใจของเรา ผมหมายถึงประชาชนด้วย พระสงฆ์ด้วยและทางองค์กรของรัฐด้วย แต่ผมไม่มีจุดประสงค์ อ.ส.ม.ท.ไม่มีจุดประสงค์ในการที่จะให้พระมาทะเลาะกัน และผมคิดว่าท่านไม่ได้ทะเลาะกัน คนที่เข้าใจว่าท่านทะเลาะกันนั้น ผมคิดว่า เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ครับ เพื่อที่จะให้ได้ความกระจ่างเหล่านี้ กระผมจึงได้เรียนเชิญท่านผู้รู้ทางด้านศาสนา ซึ่งรู้ดีกว่าผมมากนักนะครับ นั่นคือ คุณชายอภินพ นวรัตน์ และท่านจะเป็นผู้เรียนถามพระสงฆ์ทั้ง 2 องค์นะครับ ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร ท่านแรกที่ผมคิดว่าคุณชายจะต้องเรียนถาม และท่านมาปรากฏในที่นี้ด้วย คือ ท่านพระอนันต์ ชยานันโท กระผมขอบคุณท่าน ที่กรุณามาร่วมรายการในค่ำวันนี้นะครับ ณ บัดนี้ ผมขอเชิญคุณชายครับ คุณชายกรุณาทำหน้าที่แทนผมด้วยครับ ม.ร.ว.อภินพ : ขอบคุณครับ เออ ปัญหาแรก ก็...เราจะประหยัดเวลานะครับ เพื่อให้เวลา 20 นาที สำหรับท่านอนันต์นี่ ได้เป็นประโยชน์ ผมก็ขึ้นต้นด้วยการอยากทราบนะครับไอ้วัตถุประสงค์ที่เราจะหยิบยก เอาโพธิรักษ์ ขึ้นมาเป็นปัญหาแรก ผมอยากเรียนถามตรงๆว่า อะไรครับเป็นเหตุเจาะจงไปหาท่านโพธิรักษ์
พระอนันต์ : ปัญหาเรื่องพระโพธิรักษ์นี้ เป็นปัญหาที่เรื้อรังกันมานาน นับเป็น 10 ปี เพราะว่า พระโพธิรักษ์ หลังจากที่บวชในนิกายธรรมยุตแล้ว ท่านก็สึกออกจากนิกายธรรมยุตไปบวชมหานิกาย แล้วท่านก็ไม่พอใจมหานิกาย ท่านก็ประกาศตนไม่ขึ้นต่อเถรสมาคม ประกาศเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ แล้วก็ไปตั้งสำนักของตัวเองเป็นเอกเทศ แล้วท่านก็สอนสาธุชนให้เกิดความกระด้างกระเดื่องต่อคณะสงฆ์ไทยว่า คณะสงฆ์ไทยไม่มีประสิทธิภาพประพฤติตัวไม่เหมาะสม มอมเมาประชาชน นอกจากนั้น ท่านยังได้ให้ลูกศิษย์ และสาวกของท่าน ออกจาริกไปทั่วประเทศ ไปสร้างความแตกแยกทางความคิดให้กับประชาชนตามหมู่บ้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามวิทยาลัยครูต่างๆ อาตมาเอง เป็นพระธุดงค์ ออกจาริกไปทั่วประเทศ ประสบปัญหานี้อยู่เสมอ จนกระทั่งเราได้นำเรื่องนี้มาปรึกษาพระผู้ใหญ่ด้วยกัน ท่านเห็นว่า เรื่องนี้ ควรจะต้องมีการดำเนินการสักครั้งนึง โดยเราได้ปรึกษากันว่า เราควรจะดำเนินการอย่างไรกันบ้าง ปัญหามันอยู่ที่ว่า เมื่อพระโพธิรักษ์กับคณะ ประพฤติตนผิดกฎหมาย ไม่ขึ้นตรงต่อเถรสมาคม ใครล่ะจะเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราโยนเรื่องไปให้กรมการศาสนา กรมการศาสนาบอกว่า ตนเองไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจับกุม เรื่องจับกุมนั้นเป็นเรื่องกรมตำรวจ กรมตำรวจบอกว่า เราก็ไม่มีหน้าที่จับกุม เพราะว่าเราไม่รู้ถูกผิดอย่างไร เรื่องถูกผิดนั้น เป็นเรื่องของเถรสมาคม ต่างคนต่างก็โยนกันไป โยนกันมา โดยไม่ได้ข้อยุติที่แน่นอน
ม.ร.ว.อภินพ : ท่านก็เลยเริ่มขึ้นโดยเฉพาะ
พระอนันต์ : อาตมาก็ได้รับการขอร้องจากบรรดาพุทธศาสนิกที่เป็นห่วงใยใน พระศาสนา จากบรรดาพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายๆองค์ เห็นว่าเราควรต้องเริ่ม ที่จุดหนึ่งจุดใด
ม.ร.ว.อภินพ : ก็เลยเริ่มขึ้นมาด้วยวิธีดังกล่าว
พระอนันต์ : หมายความว่า...
ม.ร.ว.อภินพ : ทีนี้ผมถามคำถามเดียวเพียงว่า ทำไมถึงเจาะจงไปเอาผิดพระโพธิรักษ์นะครับ ก็ได้คำตอบออกมาเป็น 2 เรื่อง อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การแสดงออกซึ่งท่านโพธิรักษ์นี่นะครับ แสดงออกที่ไม่เห็นด้วยหลายประการเช่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมอยากจะพูดเรื่องการ แตกแยก นะครับ หากจาริกไปด้วยกันทั้งสองทาง นี่ไปเจอกันเข้า ท่านก็ได้ทราบนะครับ ข้อเท็จจริงจากการแสดงออกของกลุ่มโพธิรักษ์ ว่างั้นเถอะนะ ผมขอเรียกเป็นกลุ่ม ตามที่ท่านได้แยกเอาไว้นะครับ เพราะไปบวชธรรมยุต ก็ออกซะ มหานิกายก็ไม่เอาซะ อะไรอย่างนี้ จนทุกคนในสังคมบางส่วนที่ทราบความจริง ก็ถือว่าเป็นพระเถื่อน อะไรเถื่อน ยังงี้ใช่มั้ยฮะ
พระอนันต์ : ใช่
ม.ร.ว.อภินพ : พอเดือดร้อน ท่านก็ปรึกษาหารือกันในวงบรรดาพุทธศาสนิกหลายระดับ เช่น มหาเถระอะไรต่างๆ ก็ไม่ทราบว่า จะเริ่มยังไง เพราะว่าทางฝ่ายปกครองก็ดี รัฐบาลก็ดี ต่างโยนกลองกันว่า.... มหาเถระก็บอกว่าไม่ใช่เรื่อง ทางกรมศาสนาก็ไม่มีอำนาจจับ ทางตำรวจก็บอกว่าไม่มีโจทก์ผู้เสียหายอะไรงี้ ก็ดำเนินไปตามครรลองไม่ได้ ก็มีพุทธศาสนา ...เอ้อ ศาสนิกบางส่วน ก็ขอร้องให้เรื่มซักหน่อย เราก็จะเป็นไปตามครรลอง อันนี้ ใช่มั้ยครับ
พระอนันต์ : ใช่ ครับ (ฟังไม่ชัดว่า ลงท้าย "ครับ" หรือเปล่า)
ม.ร.ว.อภินพ : ทีนี้ ผมอยากถามอีกจุดหนึ่งว่า ท่านพระโพธิรักษ์ และกลุ่มของท่านนะครับ มีดีอะไรครับ ที่ท่านเห็นด้วยว่า อั้ยสังคมในกลุ่มของท่านนี่ยกย่องชื่นชม แล้วก็อนุโมทนาเป็นจุดเด่น ที่ท่านโพธิรักษ์สร้างบารมีอยู่ได้ อะไรครับ
พระอนันต์ : กลุ่มพระโพธิรักษ์ มีจุดเด่นอยู่ 2-3 จุดด้วยกัน ประการแรก คือ พวกท่านปฏิบัติตัวเคร่ง สำรวมนี่ประการแรก ประการที่สอง คือสันโดษ ไม่ฟุ่มเฟือย และ ประการที่สาม คือไม่ฉันเนื้อสัตว์ ทั้ง 3 ประการนี้ มันเป็นจุดบอดของวงการศาสนาของเมืองไทยมานาน เพราะปรากฏว่า พระสงฆ์จำนวนแสนๆที่บวชอยู่นี้ พระวินัยเสื่อม การปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม ยังความเบื่อหน่ายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก และประการที่สอง พระสงฆ์ไทยฟุ่มเฟือยใช้จ่ายเรี่ยไรเอาเงินมาสร้างโบสถ์ สร้างวิหารใหญ่โต ทำให้เศรษฐกิจของชาติเสียไปมาก พระโพธิรักษ์ เป็นคนฉลาด ก็เอาจุดบอดของ 2 จุดนี่ เป็นจุดเด่นของตัวเอง
คุณเกริกไกร : ครับ ผมขออนุญาตเพิ่ม... ม.ร.ว.อภินพ : เชิญครับ เชิญ เชิญครับ คุณเกริกไกร : คือ ท่านครับ ในเมื่อท่านเป็นคนเคร่ง เป็นพระที่เคร่ง มีสำรวมนะครับ สันโดษ แล้วก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ในประเด็นฉันเนื้อสัตว์ ผมไม่ทราบว่า จะเป็นสาระสำคัญในศาสนาพุทธเพียงใดนะครับ ท่าน...ผมอาจจะขอความกรุณาจากท่านด้วย ในเรื่องของความเคร่งสำรวม สันโดษ ที่ท่านเห็นว่า เป็นจุดบอดของสงฆ์ไทยนั้นนี่ ถ้ามีพระทำอย่างนี้ได้นี่ เราน่าที่จะสนับสนุนท่าน ไม่ใช่หรือครับ
พระอนันต์ : ใช่ เราน่าจะสนับสนุนท่าน แต่พื้นฐานของท่าน ท่านทำไม่ถูก ถ้าเผื่อว่า ท่านเป็นพระในคณะสงฆ์ไทยเราไม่มีปัญหา เราสนับสนุนท่าน เราอยากเห็นพระเหล่านี้เกิดขึ้นมากๆ เราต้องการที่จะแก้ไขปัญหาสงฆ์ไทย ซึ่งเหลวแหลกกันมานาน แต่ที่เราทำเรื่องนี้ขึ้นมา เราต้องการให้ท่านเข้ามาอยู่ภายใต้ปกครองของคณะสงฆ์ไทย เสียก่อน แล้วก็มาช่วยกันแก้ปัญหา เพราะขณะนี้ ท่านเอง ท่านประกาศตน ไม่ขึ้นต่อเถรสมาคม ก็เหมือนกับท่านประกาศตนไม่เคารพกฎหมายไทย อยู่นอกเหนือกฎหมายไทย ซึ่งมันเป็น... ซึ่งคนไทยทุกคนไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้นได้ แม้แต่ในหลวงเอง ยังอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ พระโพธิรักษ์เป็นใคร มาจากไหน ทำไม ถึงจะไม่ยอมรับกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายไทย ซึ่งสงฆ์ไทยทุกคนจะต้องขึ้นตรงต่อ เพราะการไม่ขึ้นตรงต่อคณะสงฆ์ไทย แล้วทำตัวแยกออกไปสู่นิกายหนึ่งอย่างนี้ ก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นในหมู่สงฆ์ไทย เพราะตามกฎหมายสงฆ์ไทยนั้น เราอนุญาตให้มีนิกายได้เพียง 4 นิกาย คือ ธรรมยุต มหานิกาย จีนนิกาย และอนัมนิกาย มี 4 นิกายเท่านั้น ที่มีได้ในเมืองไทย จะมีนิกายอื่นๆมากกว่านี้ไม่ได้ ฉะนั้น การที่โพธิรักษ์แยกตัวออกไปข้างนอกนี้... แสดงว่าให้ตัวเองนั้น อยู่นอกเหนือกฎหมาย และอยู่โดยไม่รับผิดชอบต่อกฎหมาย การปฏิบัติตัวอย่างนั้นเป็นการผิด
ม.ร.ว.อภินพ : ถ้าอย่างนั้น กระผมอาจจะขอสรุปเอาง่ายๆว่า ท่านโพธิรักษ์นี่นะครับ กิจกรรมกับกิจวัตร นี่สำคัญนะครับ กิจวัตรที่ทำอยู่นี่ สร้างความดี ความชื่นชมได้อย่างดี ท่านกรุณายกย่องก็คือ การเคร่ง สำรวม สันโดษ ทำตัวเป็นที่น่าชื่นชม คือจี้จุดถูก จุดบอดของทางบุคลากรทางศาสนาพุทธเรา ใช่มั้ยครับ นี่เป็นจุดเด่น ใช่มั้ยครับ
พระอนันต์ : ใช่
ม.ร.ว.อภินพ : ทีนี้ อย่างที่ท่านแย้งก็คือ กิจกรรมที่แสดงออกทั่วๆไป ขัดแย้งต่อบ้านเมืองกฎหมายเท่านั้น ใช่มั้ยครับ
พระอนันต์ : ทีนี้ จุดเด่นของท่าน ที่มีอยู่นั้นน่ะ มันเป็นภัยในตอนหลัง เหมือนกับยาพิษเคลือบน้ำตาล ท่านแสดงความเคร่ง ท่านแสดงความสันโดษ โดยที่ท่านเองมีนโยบายแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังคือ ต้องการที่ทำลายคณะสงฆ์ไทย โดยการโจมตีคณะสงฆ์ไทย ว่า สอนแต่เดรัจฉานวิชา สอนแต่ธรรมะที่ผิด ไม่ถูกต้อง พระเถระแม้กระทั่งสมเด็จพระสังฆราชเอง ก็ยังเจิมป้าย สร้างเหรียญ สร้างพระ อะไรต่างๆเหล่านี้ การที่ท่านโจมตีเรื่องเหล่านี้ เป็นการยกตนข่มท่าน เป็นการก่อให้เกิดความแตกแยกความสามัคคีภายในประเทศ แล้วนอกจากนั้น ท่านอ้างตนว่า ท่านปฏิบัติตามพระวินัย แต่ปรากฏว่า พระวินัยที่ท่านอ้างนั้นไม่ถูกต้อง ท่านบัญญัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้นมามากมายก่ายกอง อันเป็นทางที่นำความเสื่อมมาสู่เมืองไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศอินเดีย เป็นบทเรียนมาแล้ว นอกจากนั้น ธรรมะที่ท่านสอน ยังสอนผิดเรื่อง แปลธรรมะผิด สอนผิดมากมาย ท่านพิมพ์หนังสือออกมาเป็นแสนๆเล่ม แต่หนังสือเหล่านั้น เราสามารถตรวจพิสูจน์ได้เลยว่า มีผิดมากน้อยเพียงใด อาตมาได้นำหนังสือตัวอย่างมาให้ดู เผื่อว่าจะมีโอกาสได้เห็นว่าความผิดนั้น ...
ม.ร.ว.อภินพ : ผมอยากจะกราบเรียนว่า ไม่ถึงกับจะผิด มันอาจจะเรียกว่าเพี้ยนนะครับ เพราะขึ้นต้นมันเข้าหลักพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว
พระอนันต์ : คือมันไม่ใช่เพี้ยน มันผิดหน้ามือเป็นหลังมือ
ม.ร.ว.อภินพ : ก็อย่างที่พระเดชพระคุณว่า เมื่อกี้นะครับ ที่ท่านว่าเมื่อกี้ บอกว่า การสำรวมก็ดีนะครับ การแสดงเคร่งในศีลก็ดี เหนือกว่าพระสงฆ์องค์เจ้า ของในศาสนาพุทธนะครับ นี่เป็นจุดเด่น ที่ทางท่านโพธิรักษ์ทำได้นะครับ แล้วยิ่งกว่านั้นยังมีจุดสำคัญอีกอันหนึ่งครับ คือ รู้จักจี้จุดที่ทางพุทธศาสนาบกพร่องอยู่นี่ฮะ ทำให้ทางศาสนิกชนทั้งหลาย นี่เห็นด้วย แล้วก็คล้อยตามกันมานะครับ ในทันที ที่เขาเคารพ เราเห็นด้วย เป็นกลุ่มก้อน ท่านก็อ้างเอาธรรมะอะไรของท่าน ที่พิเศษออกมาจากทางพุทธศาสนา พุทธเรา เราทำอยู่ ใช่มั้ยครับ นี่ซิครับ เป็นสิ่งที่ท่านไม่พึงประสงค์
พระอนันต์ : เราเป็นห่วงว่า เยาวชนของชาติในอนาคตจะเข้าใจปรัชญาของศาสนาพุทธนี่ผิด หลักการของเรานี้ ศาสนาพุทธนั้นมีจุดเริ่มต้น และมีจุดที่สิ้นสุดแล้ว เป็นศาสตร์ที่จบแล้ว แต่ท่านโพธิรักษ์ท่านหยิบเอาธรรมะขึ้นมาบทหนึ่ง แล้วท่านก็แปลของท่านเองตามใจชอบ ท่านวาดเส้นของท่านเอง แต่ความจริง ถ้าเราเปรียบธรรมะของพระพุทธศาสนานั้น เรามีจุดเริ่มต้น และมีจุดปลาย เรามีหน้าที่ลากเส้นตรงจากจุดหนึ่ง ไปสู่อีกจุดหนึ่งเท่านั้นเอง เราไม่มีหน้าที่จะต้องไปหาเส้นอื่น เพราะเส้นนี้ พระพุทธเจ้าได้กำหนดไว้แล้ว เป็นอย่างนี้
ม.ร.ว.อภินพ : จุดหมายปลายทางไม่ตรงกัน ว่างั้นเถอะฮะ
พระอนันต์ : จุดหมายปลายทางมีอยู่แล้วในศาสนาพุทธ
ม.ร.ว.อภินพ : มิได้ หมายถึงทางโพธิรักษ์
พระอนันต์ : ทางนั้นเขากำหนดมาเอง เขาอ้างธรรมะมาบทหนึ่ง แล้วเขาก็แปลธรรมะเขาเอง โดยที่ไม่คำนึงถึงว่า สิ่งเหล่านี้ ได้ปรากฏแล้วในอรรถกถา ในฎีกา ในเรื่องที่ครูบาอาจารย์ได้สอนไป เราได้ท้วงติงไปแล้ว เขาบอกว่า พวกเรานั้น ศึกษาผิด สอนผิด เรียนผิด เขาบอกเขาเท่านั้นถูกเพียงผู้เดียว
คุณเกริกไกร : ท่านครับ กรณีอย่างนี้นี่นะครับ ผมเองมีความเข้าใจว่า จะต้องการคนที่มีความแตกฉานในทางธรรมะจริงๆจึงจะตัดสินได้ใช่มั้ยครับ ว่าอะไรที่ท่านอ้างผิด หรือถูก เรามีองค์กรเช่นนั้น หรือมีบุคคลเช่นนั้นมั้ยครับ
พระอนันต์ : ใช่ ในเรื่องนี้ เราไม่ได้กันโดยไร้เหตุผล เราได้มีเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญทางด้านพระธรรม ทางด้านพระวินัย ทางด้านพระสูตร เรามาศึกษากัน บุคคลเหล่านั้น คืออนุศาสตร์กองทัพบก เรือ อากาศ ซึ่งมียศเป็นพันเอก อายุ 58,59 ถึงเกษียณ เรามีครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาปรึกษาทางกฎหมาย เรามีเจ้าหน้าที่หลายคนมาพิจารณาดูสิ่งเหล่านี้ว่า เราควรต้องแก้ไขอย่างไร ถ้าเผื่อว่าปล่อยให้เกิดต่อไปแล้ว นี่นะ ปัญหาจะมีมากขึ้น เพราะเยาวชนได้เกิดความเชื่อผิด หลงผิด เห็นมีเด็กคนหนึ่ง เป็นลูกของศรัทธาของโพธิรักษ์ ถามว่า พระท่านจับเงินหรือเปล่า บอกเอ้า ไปไหนก็ต้องเอาเงินไปด้วย พระปลอม แล้วพระกินเนื้อสัตว์หรือเปล่า กินเป็นพระปลอมคือสอนอย่างนี้ว่า คนจับเงินเป็นสงฆ์เป็นพระไม่ดี คนกินเนื้อสัตว์ เป็นพระไม่ดี ซึ่งประเด็นเหล่านี้ มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญของความเป็นพระปลอม หรือพระแท้ แล้วนอกจากนี้ ยังสอนธรรมะผิดๆ อย่างเช่น ประชุมคราวที่แล้ว ที่เป็นประชุมของกลุ่มโพธิรักษ์ ที่ศีรษะอโศก มีคนประชุมกันมาก เขาเรียกว่า พุทธาภิเษก ก็... โพธิรักษ์ ได้ประกาศตนต่อหน้าพุทธศาสนิกทั่วไปเลยว่า เขาเอง แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ในสากลโลกนี้ ที่มีความรู้แตกฉานในเรื่องอริยมรรคมีองค์ 8 อริยมรรค มีองค์ 8 ไม่มีใครแล้วในโลกนี้ นอกจากเขาเท่านั้น ที่รู้จริง
ม.ร.ว.อภินพ : ฮะ ฮ่า อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญอันหนึ่ง ที่ท่านไม่สบายใจใช่มั้ยครับ
พระอนันต์ : ใช่
ม.ร.ว.อภินพ : ปัญหาก็มีอันที่ คุณเกริกไกรกำลังมอบให้ผมก็คือว่า ไอ้ทางแก้ที่แท้จริง ที่ถูกต้องนะครับ ยังมีนอกเหนือไปกว่าที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่นี้อีกหรือเปล่า ที่ท่านเริ่มนี่ครับ ถูกจุดอยู่บ้างในทัศนะของกระผมกับคุณเกริกนะครับ ว่าเล่นเป็นโจทก์แทน...
คุณเกริกไกร : คือ อย่างนี้ครับ คุณชายครับ มีคน... ผมขออนุญาตเรียนถามท่านนะครับ ท่านอนันต์ว่า มีคนถาม ว่าเรื่องนี้ ทำไมท่านจึงไปเป็นโจทก์เสียเอง ทำไมท่านไม่ให้ทางเถรสมาคมเป็นธุระ เพราะว่า รู้สึกว่าจะไม่ใช่กิจของสงฆ์นะครับ ในสิ่งที่ท่านพูดกัน ผมขอความกระจ่างด้วยครับ
พระอนันต์ : ก็มีคนพูดมากในเรื่องประเด็นนี้
คุณเกริกไกร : ครับ
พระอนันต์ : ก็เลยอยากจะเรียนชี้แจงให้ทราบว่า เรื่องเหล่านี้ เราใช่เพิ่งเริ่มขึ้น เมื่อเดือนที่แล้ว แต่เราได้เริ่มมาแล้วหลายเดือน เราได้ทำหนังสือเรื่องนี้แจ้งไปยังคณะสงฆ์ แล้วแจ้งไปให้เถรสมาคม แล้วก็เงียบหายไป เราทำมาแล้วเป็นปีๆ แล้วทำมาแล้วมากมายอย่างนี้ แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ก็ไม่ใช่อาตมาเป็นโจทก์ อาตมาเป็นแต่เพียงนำ คุณวินัย ซึ่งเป็นนายกองค์การฯ ไปพบเจ้าหน้าที่กองปราบฯ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ อาตมาไม่ใช่เป็นผู้แจ้งความ ไม่ใช่เป็นผู้ดำเนินการทั้งสิ้น
คุณเกริกไกร : ครับ ทีนี้ ผมขอเรียนถามท่านครับว่า ทำไมท่านต้องนำไปด้วย เขาไปกันเองไม่ได้หรือครับ คุณวินัยอะไรนี่ฮะ
พระอนันต์ : เพราะว่า การไปรู้เรื่องกฎหมาย แล้วเรื่องวินัยนั่นน่ะ ไม่มีใครรู้ในบุคคลคนเดียว ( คุณเกริกไกร : ครับ) สำหรับตำรวจรู้แต่กฎหมาย คุณวินัยก็รู้เรื่องพระวินัย พระสูตร( คุณเกริกไกร : ครับ) เพราะฉะนั้น อาตมาเป็นผู้เดียวที่รู้ทั้งกฎหมาย และรู้เรื่องพระวินัย และพระสูตร ( คุณเกริกไกร : ครับผม) จึงต้องไปทำความเข้าใจ เป็นล่ามแปลให้เขา ทำความเข้าใจกันระหว่าง 2 คน ซึ่งเขาไม่มีทางที่จะพูดกันรู้เรื่องเลยในเมื่อกฎหมายผิด แต่เขาไม่รู้ว่า พระวินัยคืออะไร
คุณเกริกไกร : ครับ ท่านครับ ในกรณีอย่างนี้ อย่างที่คุณชายถามนี่ นะฮะท่านคิดว่า จะมีทางแก้ไขอย่างไรบ้างครับ
พระอนันต์ : เรื่องนี้ เราพยายามจะแก้ไขในทางที่ดีที่สุด เพราะเรา เห็นว่าคนอย่างพระโพธิรักษ์นี้ ยังเป็นประโยชน์ อย่างน้อยถ้าเผื่อเข้ามาสู่ครรลองแห่งความถูกต้องแล้วจะสามารถช่วยแก้ปัญหาของสงฆ์ไทยได้ เราได้ไปพบกับพระโพธิรักษ์ถึงสำนัก ได้พูดปัญหาต่างๆ ชี้แจงให้ท่านฟัง บอกว่าถ้าท่านผิดอย่างนี้ ขอให้ท่านกลับมาสู่คณะสงฆ์ไทยเถิด บอกท่านกลับไม่ได้หรอก คณะสงฆ์ท่านมีกิเลส ท่านเข้าไม่ได้ อาตมาก็ถามว่า งั้นท่านก็เล็กไม่เป็นซิ บอกไม่ใช่เล็กไม่เป็น แต่ท่านเข้ามาอยู่กับเราไม่ได้ เพราะว่าท่านทำของท่านอย่างนี้ดีแล้ว แล้วก็คณะสงฆ์ไทยทำก็ทำไป เราร่วมกันไม่ได้ ทั้งๆ ที่เราอยากจะให้เห็นว่าคณะสงฆ์ไทยกับโพธิรักษ์น่าจะร่วมกันทำงานเพื่อกิจการพระศาสนา แต่พยายามแล้ว พยายามเล่าหลายครั้งหลายหน ท่านโพธิรักษ์ ก็ยังไม่ยอมที่จะกลับเข้ามา
คุณเกริกไกร : ท่านครับ ในความเห็นของท่าน นะฮะว่านอกจากประเด็นที่ท่านว่า 3-4 อย่าง ว่า สงฆ์ไทยนั้นฟุ่มเฟือยนะครับ เสื่อม ไม่ทำอย่างนี้ เราจะทำอย่างไรครับ ในฐานะที่ท่านเอง ก็เป็นสงฆ์อยู่องค์หนึ่ง
พระอนันต์ : คือ เรื่องนี้เรามีทางแก้กันได้ แล้วพระผู้ใหญ่ท่านก็เป็นห่วงในเรื่องนี้ แล้วท่านก็พยายามทุกวิถีทางที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ท่านไม่เคยนิ่งดูดาย แต่ปัญหาบุคลากรของพระศาสนานี้ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำภอ ล้วนแต่แก่ ล้วนแต่ไม่สนใจในกิจการของท่าน
ม.ร.ว.อภินพ : ค่านิยมน้อยว่างั้นเถอะฮะ
พระอนันต์ : ใช่ มีทางเดียว พวกเราจะต้องแก้โครงการ แก้โครงร่างของการปกครองของสงฆ์ไทยใหม่ ( คุณเกริกไกร : ครับ) คือ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงกันบ้าง ตำแหน่งต่างๆไม่ใช่เป็นตั้งแต่ต้นจนตายเลย ดังนั้น พอเป็นเจ้าคณะอำเภอ ก็ต้องเป็นจนตาย เจ้าคณะจังหวัด เป็นก็เป็นจนตาย พระสังฆราชเป็นก็เป็นจนตาย คือถ้าไม่ตายก็ไม่เปลี่ยนกันเลย ซึ่งระยะเวลาของความชราควรจะต้องให้คนหนุ่มๆ ขึ้นมาบริหารงาน เพื่อประสิทธิภาพของงาน อันนี้ เป็นจุดบอดของพระ
ม.ร.ว.อภินพ : อันนี้ ผมช่วยแย้งนิดได้มั้ยครับว่า ที่ท่านว่าตำแหน่งเจ้าคณะต่างๆ ลำดับผู้ใหญ่นี่นะครับ ควรจะเปลี่ยนแปลงเป็นระยะเวลาอันเหมาะสมนะครับ อันนี้ผมว่า ถ้าจะคงอยู่นะครับ แต่มีองค์กรช่วยเป็นผู้ช่วยเป็นรองอะไร ท่านที่หนุ่มๆกว่าเป็นเครื่องมือ เช่น ตำแหน่งในวัดนี่นะครับ คุณเกริกไกร : คือคุณชาย ผมเกรงว่าถ้าเรามีระบบมัน... จะต้องไปเลือกตั้งเอานะฮะ (นั่นซิฮะ) คือเลือกตั้งว่า ใครจะมาเป็นแทนท่าน แล้วอีกหน่อยจะกลายเป็นว่า พวกพระใช้ระบบการเมือง หรือระบบของทางโลกเข้าไปอีก คือเดิมท่านใช้ระบบอาวุโสจะดีกว่า แต่เพียงแต่อาจจะขาด ผมว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องยาว แต่ได้ประเด็นจากท่านอนันต์ว่า จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างของการปกครองสงฆ์ นะครับ ส่วนจะเป็นรูปแบบใดนั้น กระผมคิดว่า จะต้องเป็นเรื่องที่จะต้องคิดกันอีกต่อไป ที่จะเหมาะสมที่สุดนะครับ ผมเอง ขอบคุณท่านที่กรุณามาใหัความกระจ่างนะครับ อีกสักครู่หนึ่ง ผมจะเชิญ ท่านโพธิรักษ์ เข้ามาร่วมในรายการด้วย ผมขอบพระคุณท่านมากครับ
(จบ การสนทนากับพระอนันต์ เสนาขันธ์ ทาง T.V.ช่อง 9
ท่านผู้ชมครับ กระผมเองได้เชิญท่านโพธิรักษ์ ซึ่งเป็นในกรณีนี้นะครับ ซึ่งเป็นเป้าของเรื่องที่ท่านอนันต์ ชยานันโท ท่านยกขึ้นมา หรือทางองค์การพิทักษ์พุทธศาสตร์ ถ้าจะพูดให้ถูกกันแล้ว ครับ ผมขอเชิญท่านพบกับ ท่านโพธิรักษ์ ครับ ขอบคุณท่านโพธิรักษ์ครับ ที่กรุณามาร่วมกับรายการในค่ำนี้ เออ ท่านครับ ผมรู้สึกว่า ได้รู้จักท่านตั้งแต่สมัยท่านเป็นฆราวาสอยู่นะครับ แล้วก็พอไม่อยู่ในเมืองไทยสักพักหนึ่ง กลับมาก็ทราบว่าท่านได้ออกบวช เสียแล้วนี่ ขอความกระจ่างให้แก่ประชาชนสักนิดนะครับว่า ท่านมีเหตุผลใดครับ จูงใจให้ท่านออกบวชครับ
พระโพธิรักษ์ : ที่อาตมาออกบวชนั้น คนถามมากว่า มีเหตุจูงใจอะไร เหตุจูงใจ ถามหาเหตุนี่ อาตมาก็ตอบไม่ได้สักที ตอบที่ว่าตอบไม่ได้ เพราะว่าอาตมาไม่ได้มีเหตุที่จูงใจให้บวช อย่างคนที่เข้ามาบวชเพื่อเขาจะมาต้องการสิ่งหนึ่ง เขาก็มีสิ่งที่ต้องการนั้นเป็นเหตุจูงใจ แต่อาตมามาบวชนี้ ไม่ได้ต้องการสิ่งที่อาตมามาบวช อาตมาเป็นแล้วจึงมาบวช อาตมาพูดอย่างนี้ ก็อาจจะฟังยาก คือ อาตมาปฏิบัติธรรมตั้งแต่เป็นฆราวาส อยู่ในทีวีนี่แหละ เพื่อนฝูงเห็นกันทั้งนั้นรู้กันทั้งนั้น อาตมาปฏิบัติธรรม ปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง ปฏิบัติอย่างแท้ๆ แล้วอาตมาก็ไม่เคยคิดว่า อาตมาปฏิบัติธรรมแล้ว อาตมาจะต้องมาบวช ไม่ได้เคยคิด
คุณเกริกไกร : ท่านบวชใจไว้ก่อน อย่างนั้น ใช่มั้ยครับ
พระโพธิรักษ์ : บวชไปแล้วมันก็เป็น บวชจริงๆ อาตมาปฏิบัติกันจริงๆ มันก็เป็นพระจริงๆ แล้วมันก็เป็นพระตั้งแต่เป็นฆราวาสแล้ว ( คุณเกริกไกร : ครับ) อาตมาต้องใช้คำว่าอย่างนี้ เป็นฆราวาสแล้ว นั่นก็เป็นพระแล้ว เพราะฉะนั้น มาบวช นี่เท่ากับบวช หรือ ไม่บวชก็เท่ากัน ( คุณเกริกไกร : ครับ) เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรจูงใจ อาตมาเอง อาตมาจะตอบโดยใช้คำที่ไม่ตรงกับสัจธรรม มันก็เป็นคำตอบที่สับไปสับมา แล้วคนก็เข้าใจจุดสำคัญนี้ไม่ได้ ที่อาตมาต้องพูดอย่างนี้ ก็เพราะว่า ต้องการให้คนเข้าใจจุดสำคัญอันนี้ว่า อาตมาไม่ได้มาบวชเหมือนกะพระต่างๆ มาบวช อาตมามาบวชก็ทำงานเลย แล้วคนก็ไม่รู้ว่า อาตมามาจากไหน พอโผล่ออกจากโทรทัศน์ แล้วก็มาเป็นพระเลย เขาก็เลยไม่เชื่อถือ ไม่มีเบื้องหลัง ไม่มีอะไร เพราะเขาไม่รู้เบื้องหลังอาตมา
คุณเกริกไกร : ครับผม ผมรู้สึกว่า คนจะทึ่งมากกว่านะครับ เพราะว่าบางท่านบอกว่า ท่าน แหม... ยิ่งถ้าคนอยู่ในโลกของศิลปิน โลกของทางโลกอย่างนี้ มีชื่อ มีเสียง แล้วนะครับ มักจะหลงใหลในชื่อเสียงในเงานะครับ ต้องปรากฏเป็นเงามา ถ้าวันไหนหล่อนี้ ผมก็นอนหลับสบายนะครับ แหม ธรรมดาทั่วไปนะครับ ทุกคนก็รู้สึกว่า ทึ่งท่าน ว่าท่านสามารถสละได้ครับ ท่านครับทำไมครับ ท่านจึงออกจากคณะสงฆ์เสีย
พระโพธิรักษ์ :*ตอนนี้ พาส ไปเลยนะ ( คุณเกริกไกร : ครับ) ถามว่า ทำไมออกมาบวช ( คุณเกริกไกร : ครับ) แล้วก็พาส ไปว่า ทำไม ถึงออกจากคณะสงฆ์ไปเลย ( คุณเกริกไกร : ครับ)* ก็เพราะว่า อาตมาทำงานอยู่ในคณะสงฆ์นี่ โดย... ก็อีกนั่นแหละไม่คิดจะออกจากคณะสงฆ์เลย โดยสัตย์จริง ( คุณเกริกไกร : ครับ) ไม่คิดเหมือนกัน จะว่าตอนแรกไม่คิดจะบวช ไม่คิดจะมาเป็นพระ ก็ทำไป ทำไปๆ แล้วมันมาเป็นอย่างนี้เอง อาตมาต้องออกจากคณะสงฆ์มาอยู่อย่างนี้ ก็มันเห็นเองนั่นแหละ มันเป็นเองเลย ที่จะต้องออกมา อาตมาก็ต้องขอพูดอย่างกระจะกระจ่าง ซึ่งมันเป็นซะแล้ว เรื่องมันเกิดมาแล้ว แล้วมันก็ถึงคราวมันต้องเกิด *ไม่มีใครอยากให้เกิด* แต่ว่าก็เกิดแล้ว คือเรื่องที่จะต้องมีใครมาซักฟอก และเรื่องมันจะต้องมาให้อาตมาจะต้องมาพูดอันนี้ คือ ที่อาตมาต้องออกมาจากคณะสงฆ์นั้น ก็เพราะว่า อาตมาอยู่ใน คณะสงฆ์ไม่ได้หรือ ธรรมะหยั่งลงซึ่งหมู่สงฆ์ที่แปดเปื้อนมากแล้วไม่ได้ฉันใด พระพุทธเจ้าย่อมไมลงประชุมกับหมู่สงฆ์ที่แปดเปื้อนมากแล้วไม่ได้ฉันนั้