250000 ธรรมปัจเวกขณ์ 2525.docx
เนื้อหาในไฟล์
250000 ธรรมปัจเวกขณ์ 2525
ธรรมปัจเวกขณ์ ประจำวันที่ 4 มกราคม 2525
เราได้ศึกษา มีรูปแบบ มีพิธีการบ้าง มีการกระทำเป็นเรื่องเป็นราวเป็นกิจ อะไรต่างๆ นานา ล้วนแล้วแต่เราจะต้องสร้างต้องทำ อันใดมากไปเราก็แปรกลับ พยายามปรับปรุงเข้ามาให้มันน้อยให้มันลงตัว ให้มันพอดี อะไรที่มันเป็นประโยชน์น้อยไปเราก็พยายามปรับขึ้น ให้มันมาอยู่ในส่วนสัดที่ได้คุณได้ค่า ได้คุณได้ค่าสูงส่ง เพราะฉะนั้น แม้แต่รูปแบบในการกิน การอยู่ การหลับ การนอน เราก็มาสร้างรูปแบบ เราก็มาสร้างพิธีการ เพื่อที่จะเป็นหลักยืนหยัดยืนยันให้คนได้ทำไป อย่างนี้แหละ จะเกิดอานิสงส์ จะเกิดประโยชน์ เกิดผลดี เพราะฉะนั้น รูปแบบ เวลาจะไป จะมา จะยืน จะเดิน จะนอน จะนั่ง จะทำกิจทำการทำงานอะไรในวันหนึ่งเป็นกิจวัตร เป็นการกระทำ แม้แต่เราที่มานั่งก่อนจะกินข้าว เราปัจเวกขณ์ ไม่ใช่แต่พระ แม้แต่ฆราวาสก็ควรจะปัจเวกขณ์ ควรจะตั้งใจ ก่อนจะกิน ตั้งอกตั้งใจ เราจะกิน กินเพื่ออะไร เราจะกินเล่นกินหัว กินเพื่อเอร็ดอร่อย หรือกินอย่างที่เรียกว่าระเริงอารมณ์ โดยไม่มีสติสัมปชัญญะ ของอยู่ต่อหน้า มันมอมเมาเรา เราเลยกลายเป็นผลีผลาม ตะกรุมตะกราม อย่างนั้นเราก็เสียท่าหมด เพราะฉะนั้น แม้การกิน เราก็จะต้องมีการพิจารณา ตั้งหลักดีๆ ตั้งอกตั้งใจ ตั้งอกตั้งใจ นี่ก็คือ อธิษฐาน ตั้งใจนะ จะกินนี่ อย่าพ่ายแพ้ต่อกิเลส เราจะต้องไม่โลภโมโทสัน จะต้อง รู้เท่าทันรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ รู้เท่าทันจริงๆ ตั้งใจกิน ก็ได้ตัดกิเลส กิน ก็ได้พยายามศึกษา พากเพียร อบรมตน เพราะว่าเราต้องกินประจำ และแม้ เป็นพระอรหันต์แล้ว เราก็ยังต้องกิน จึงจะต้องตัดกิเลสให้มากๆ แม้แต่กิเลสใน เรื่องกินนี่ เป็นเรื่องร้ายกาจ เป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเรื่องหนักหนา เราได้ปฏิบัติธรรมด้วยการกิน ใครจ
อ่านต่อ
ะว่าอย่างไรก็ช่าง เขาว่า เฮ้ย! การกินการเกินมันจะอะไร ไปนั่งหลับตาสมาธิโน่น ปฏิบัติธรรมเรื่องกินเรื่องเกินอะไร ไม่ใช่เรื่องที่จะ บรรลุนิพพงนิพพาน อาตมาขอยืนยันว่า ปฏิบัติเรื่องกินนี่แหละจะบรรลุนิพพาน ฝึกเข้าเถอะ เรียนรู้เข้าเถอะ แล้วเราจะรู้เหลี่ยมรู้มุมของกิเลสชัดเจน ด้วยการกินนี่แหละมันมีกิเลส ผสมผสานอยู่เยอะแยะ ละเอียดลออ แทรกซ้อนอยู่ เล่นบิดๆเบี้ยวๆ เลี่ยงๆ หลบๆ กันอยู่ เก่งที่สุด เราจะต้องพยายามอ่านจับให้มันได้ ไล่ให้มันทันแต่ตัวกิเลสของเรา แล้วเราก็จะเป็นคนมีปัญญาปฏิภาณไปพิจารณาเรื่องอื่น เราเหลี่ยมมุมไอ้ตัวจิตที่เล่นกิเลสล็อกๆ เล็กๆ ที่มันหลบมันเลี่ยงอยู่นี่ ที่จิตแบบนี้ ไปอันอื่นอีก มันก็จะมีลู่ทางแบบเดียวกันกับเจ้าล่อเจ้าเล่นเอาเถิดอะไรอยู่ แบบเดียวกัน แม้จะ เป็นปัจจัยอื่น ลักษณะมันก็พอที่จะเกื้อหนุนอันอื่นได้อีก เพราะฉะนั้น จงทำไอ้ที่ใกล้ตัว เกี่ยวข้องกับปากกับท้อง เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเป็นอยู่พวกนี้แหละให้จัดๆ ให้สำคัญ พร้อมกันนั้นก็เรียนรู้กิเลสให้จริง ลดละจางคลายไปได้ จนกระทั่งเราตั้งมั่นแล้ว เรากินอยู่ได้ง่ายๆ อยู่เหนือมันจริงๆ แล้ว เราก็จะได้เป็นตัวอย่างให้แก่โลกเขาได้อีก ฆราวาสก็ปฏิบัติ พระก็ปฏิบัติ ใครๆก็ปฏิบัติได้ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า พวกเราชาวอโศก เวลาจะกินก็มีรูปแบบมีพิธีติดไปเลย แม้เป็นฆราวาสก็มีรูปแบบในการพิจารณา ก่อนกินเราตั้งสติสัมปชัญญะ ก่อนจะเปิบข้าวเข้าปาก เราจะต้องดู อันไหนไม่สมควร อันไหนควรเลิก ควรละ ควรหัดอดหัดลดดู ดูจิตดูใจ อ่านจิตอ่านใจ เราก็จะมีคุณค่า เราก็จะมีประโยชน์ นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติวิปัสสนา ปฏิบัติสิ่งที่ตนเองจะได้เจริญ ประเสริฐ งอกงามขึ้น เราปฏิบัติธรรมได้ทุกเมื่อ เรามีกรรมฐาน เรามีอะไรต่ออะไรต่างๆ นี่เน้นให้ฟัง โดยเฉพาะเรื่องกิน เรื่องจะทำกิจทำการทำงาน หรือการนอน การนั่ง การไป การมา ล้วนแล้วแต่เราจะต้องดูจิตดูใจ บางทีมันจะนั่ง มันก็ตามใจ มันจะเอน มันจะนอนอะไร มันก็ตามอกตามใจกิเลส อร่อยอะไรต่างๆ นานา มันก็มี ลักษณะคล้ายๆ กัน แต่ว่าอยู่ในอิริยาบถต่างกัน อยู่ในองค์ประกอบ ต่างกัน เราก็เอาไปประยุกต์ หรือเอาไปรวมใช้กับกิจกรรมอื่นๆ ได้อีก เพราะฉะนั้น เรื่องการพิจารณารู้รอบถ้วนทั่ว รู้ตัวรู้ตนอยู่เสมอในทุกๆ กิจกรรม ในทุกๆ พฤติกรรม ในทุกๆ กาละเวลาที่เราจะต้องสัมผัสเกี่ยวข้องกับ อะไรๆอยู่ เมื่อเรารู้ละเอียดลออแบบนี้ เราก็จะได้ปฏิบัติธรรมได้ตลอดเวลา หรือได้ปฏิบัติธรรมมากโอกาส เมื่อเราปฏิบัติธรรมมากโอกาส ปฏิบัติธรรมมากเวลา เราก็มีผลสูง ได้ประโยชน์เยอะ ชีวิตเราก็ดีขึ้นได้ง่ายได้มาก ก็ขอให้พวกเราได้สำคัญในเรื่องการพิจารณา หรือการตั้งสติสัมปชัญญะดีๆ แล้วก็กระทำให้มันเป็นการปฏิบัติธรรมด้วยสติปัฏฐาน หรือโพธิปักขิยธรรม 37 หรือคือ มรรคองค์8 นั่นเองแหละ ซึ่งได้พยายามเน้น พยายามย้ำ พยายามอธิบาย ให้ได้รู้จักการปฏิบัติ ได้สู่ผล สู่ภาวนา ได้ผลสำเร็จแห่งการปฏิบัติธรรมด้วยเรื่อยๆไป เพราะฉะนั้น ก็ขอย้ำเน้นในกาละนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.
ธรรมปัจเวกขณ์ ประจำวันที่ 5 มกราคม 2525
ผู้ปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติมาแล้ว เป็นผู้เก่า ต้องพิจารณาถึงรายละเอียดฐานสูงเพิ่มให้มาก ต้องสำนึกให้มากว่าฐานที่เป็นฐานที่เคยเรียกใช้ศัพท์เรียกว่า"ได้แป้น" ถ้าเราได้แป้นแล้ว แล้วก็หลงแป้น เหมือนลิงได้แป้นแล้วนั่งอยู่ที่นี่ ไม่เพิ่มฐาน มันก็ได้อาศัยจริง มีฐานอาศัยของเราจริง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราไม่พิจารณาเพิ่ม หาภูมิเพิ่ม มีกรรมฐานเพิ่ม มีเครื่องที่จะพา เป็นพาหะ มีศีล มีหลักเกณฑ์ มีตบะ มีเครื่องที่จะกระทำให้เราได้ ละเอียด ลออขึ้น อดทนข่มฝืนมากขึ้น อุตสาหะวิริยะยิ่งขึ้น เป็นอุบายวิธีหรือเป็นกรรมฐาน วิธีการหรือศีล หรือวินัยก็ตามใจเรียก สูงขึ้นไปได้ทั้งสิ้น ถ้าเราไม่มีเครื่องที่จะมาทำให้เราสูงขึ้นไปอีกจริงๆ แล้ว เราก็เป็นลิงนั่งแป้น อยู่ตรงนั้นแหละ ดีไม่ดีจะเสื่อมถอยเอา เราคิดง่ายๆ ว่า สมมุติว่าเรานั่งแป้นอยู่ที่เก่า เราอยู่กับหมู่ฝูง หมู่ฝูงนี่ก็เหมือนกับจักรวาล เราอยู่ในสังคมหมู่ฝูง หมู่ฝูงคนอื่นๆ เขาเลื่อนขึ้น เลื่อนขึ้น เลื่อนขึ้นๆ แต่เราเองเป็นดาวดวงนั่งแป้น เป็นส่วนหนึ่ง เป็นมวลชิ้นหนึ่งที่เป็นลิงนั่งแป้นอยู่กับที่ ในเมื่อในจักรวาลนี้ หมู่ฝูงเขาเลื่อนก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่เรานั่งแป้นอยู่ที่เก่า เท่ากับเราเสื่อมลงๆ ในวงจักรวาลนี้ ในวงหมู่สังคมนี้ ฟังดีๆ เราถือว่าเรายึดมั่นแหละ เราอยู่ในแป้น ไม่ตกต่ำ แต่เท่ากันกับเราลดลงต่ำ เมื่อ เพื่อนเขาเลื่อนขึ้น ฐานของจักรวาลสูงขึ้น เราเองเป็นคนบ๊วย อีกหน่อย เราก็หลุดจากจักรวาลนี้ได้ ฟังให้ดี เมื่อทุกคนเขาเลื่อนขึ้นไป เลื่อนขึ้นไปในหมู่จักรวาลนี้ แต่เราเองเป็นตัวลิงนั่งแป้น หรือเป็นดาวดวงที่อยู่กับที่ เราก็จะกลายเป็นดวงที่ ต่ำลงๆ แม้เราจะไม่เลื่อนลดต่ำฐานของเราเลยทีเดียวก็ตาม เราจะเป็นผู้ตกต่ำได้ โดยนัยนี้ สุดท้าย ดีไม่ดีเราจะหลุดออกจากจักรวาลนี้ หลุดออกจากหมู่นี้ หมู่นี้ก็จะอุ้มเอาจักรวาล หรือดูดเอาจักรวาล หรือเป็นตัวดวงจักรวาลที่มีรัศมีแข็ง มีแรงดึงดูดจัด มีความหนาแน่นสูง แล้วมันก็จะพากันขึ้นไป แล้วเขาก็จะทิ้งเราไว้อย่างไม่ดูแลเราได้เลยทีเดียว ไม่ดูดำดูดีเราได้ เพราะเราไม่พยายามพากเพียรติดกลุ่ม จะเป็นแกะน้อยหลุดฝูง จะเป็นดาวที่จักรวาลทิ้ง จักรวาลอันนี้ทิ้ง เป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่ใช้ภาษาสื่อแทนให้คุณฟัง จะใช้ภาษาจักรวาล จะใช้ภาษาแกะฝูง จะใช้ภาษาสังคม จะใช้ภาษากลุ่มหมู่ จะใช้ภาษาอะไรอีกก็ได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราพิจารณาวิเคราะห์วิจัยฐานของตนเองเพิ่ม เท่าที่พอเป็นไปได้ เราต้องมีอุตสาหะวิริยะเจริญยิ่งอยู่ เจริญยิ่งอยู่ หรือเป็นผู้ที่มีวุฑฒิ วุฑฒิๆ พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญคนหยุดอยู่ คนทรงอยู่กับที่ หรือป่วยการกล่าวไปใยถึงความเสื่อม เสื่อมน่ะเราไม่เอาแน่ แม้แต่ทรงอยู่ พระพุทธเจ้าก็ไม่สรรเสริญ โดยนัยอย่างนี้ ไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่เจริญก้าวหน้า บอกแล้วว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น เที่ยงตรง แต่ไม่ใช่หยุดนิ่ง เที่ยงตรงแน่นอน มั่นคงเจริญยิ่งอยู่ เคยทำรูปที่มือให้ดูว่า สภาพที่มันสูง สภาวะที่เดินก้าวหน้านั้น มันไม่มีหยุดอยู่หรอก พระพุทธเจ้าท่านเจริญยิ่งอยู่ พระอรหันต์เจ้าท่านเจริญยิ่งอยู่ ท่านหมดทุกข์ในตัวเองจริง แล้วท่านก็ไม่ได้ตกต่ำ พระอรหันต์เจ้านั่นท่าน หมดทุกข์ แล้วท่านก็จะเจริญยิ่งอยู่ต่อไป แม้ท่านจะตาย สลายไปก็เลิกกันก็จริง แม้ยังไม่ตาย ทุกวินาทีท่านเป็นคนเจริญ เป็นคนประเสริฐ จึงเรียกว่าท่านผู้เจริญ ถ้าเราไม่เรียกพระอรหันต์ว่าท่านผู้เจริญ เราจะเรียกใครว่าเป็นผู้เจริญ พระอรหันต์ก็ไม่นั่งแป้น ถ้ายิ่งนั่งแป้นอยู่ บอกแล้วว่ายังไม่ใช่พระอรหันต์ ยังทรงอยู่หยุดอยู่นั้น แม้แต่กฏทุกกฏนี่ หลักฐีติสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านว่าท่านไม่สรรเสริญคนหยุดอยู่ ท่านสรรเสริญคนเจริญยิ่ง เจริญยิ่งอยู่ แม้กฏนี้ เราก็ทุก กฏอยู่อย่างนั้น ทำไมพระอรหันต์เข้าใจไม่ได้ ต้องเข้าใจได้ และต้องสอดคล้องกัน ในนัยคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ค้านแย้ง เป็นไปจริงตามธรรมบท ธรรมตามพระคาถา ตามทฤษฎี ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ทุกอันสอดคล้อง เมื่อเป็นผู้ที่ยิ่งยอด เป็นอรหันต์ ก็ต้องสอดคล้องกัน สูตรอย่างนี้ไม่ใช่สูตรยิ่งใหญ่อะไร ไม่ใช่สูตรของพระโพธิสัตว์อะไรซักหน่อย เป็นสูตรธรรมดา สูตรฐีติสูตร สูตรรากฐานธรรมดา เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องรู้ เข้าใจในนัยแห่งคำสอน นัยแห่งการเจริญก้าวหน้า ให้ชัดเจน แล้วกระทำให้ถูกตรง ถ้าเราจะอยู่ในฐานะที่เราเป็นคนสูงธรรมดาๆ มีแป้นนั่ง แน่นอน ถ้าเรามองไปหาปุถุชน มองไปหาคนต่ำ เราก็สูงกว่าเขา เราก็ เสวยบุญแค่นี้ เราก็ทำได้ แต่เราไม่สอดคล้องกับทฤษฎีพระพุทธเจ้า เราไม่ใช่ผู้เจริญ เรายังเป็นผู้ติดยึด หรือผู้ทรงอยู่ ในนัยของความว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็นัยอันนี้ เราไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่เราจะเลื่อนขึ้นสูง มี ตถาคโต มี สุคโต เราจะเป็นผู้ที่เป็นไปอยู่เรื่อย โคจร แต่โคจรขึ้นทิศสูง เคยทำมือให้ดูว่า เราเองเราพุ่งขึ้นไปตั้ง ทิศสูง ขึ้นไปเลย แต่เลื่อนอยู่ตรง เลื่อนอยู่ไม่ให้เป๋ไป ไม่ให้เอนเอียงออกไปในทิศทางที่ล้มเหลว ในทางที่เอนเอียง ให้ซื่อให้ตรง ให้เที่ยง เป็นไปด้วยดีอยู่อย่าง เจริญ เจริญยิ่ง นี่เป็นความหมาย เข้าใจความหมายให้ชัด แล้วเราก็ทำให้ถูกตรง จึงจะเป็นผู้เจริญ เพราะฉะนั้น ในนัยที่จะพิจารณาตัวเองอยู่เสมอนั้น เป็นความเข้าใจที่จะต้อง เข้าใจได้ลึกซึ้ง เราพิจารณาตัวเองอยู่เสมอ เราพยายามดูตน พยายามช่วยเหลือ ตนอยู่เสมอ ทุกข์ร้อนของเราน้อยลง เราก็ดูตนอยู่นั่นแหละ แม้เป็นพระอรหันต์เจ้าแล้ว ท่านก็ยังดูตน เช่น พระสารีบุตร ท่านเองวาสนา บารมีของท่านยังไม่ดี ในบางส่วนกายกรรม แต่ท่านพ้นทุกข์แล้ว ท่านถอนอาสวะแล้วด้วย แต่กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ท่านจะต้องปรับปรุง ปรับปรุงกายกรรม วจีกรรมของท่านจริงๆ ในอภิณหปัจเวกขณ์ ข้อที่ 3 ตั้งข้อสังเกต เคยตั้งให้ฟังแล้ว ว่ากายกรรม วจีกรรม ที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ไม่มีคำว่าจิตนะ เพราะฉะนั้นอันนี้ท่านสอนพระอรหันต์ทีเดียวนะ จะบอกให้ กายกรรม วจีกรรม ดีกว่านี้ยังมีอีกนะ เป็นคำสอน ที่ลัดสั้นไว้ สำหรับพระอรหันต์ทีเดียวนะ อภิณหปัจเวกขณ์ นี่ไม่ใช่เรื่องตื้นเขินทีเดียว แต่เอามาใช้กันหยาบๆ ได้ ปุถุชนก็ต้องดูกายกรรม วจีกรรมของตนเช่นกัน พอเป็นพระอรหันต์สมบูรณ์ในเรื่องของจิตแล้ว เรื่องของกายกรรม วจีกรรม ก็ต้องปรับปรุง ไม่ใช่ว่าไม่ปรับปรุง พัฒนาอยู่อย่างยิ่ง เพราะเรามีชีวิตเนื่องกับผู้อื่น เพราะเราเองเราจะต้องอยู่ในโลก เหนือโลก แม้เราจะไม่ใช่คฤหัสถ์แล้วก็จริง แต่เราก็เนื่องอยู่ เพราะฉะนั้นกายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก จริงแสนจริง แม้เราจะเป็นผู้ที่ตู่ท้วงด้วยศีล โดยตนตำหนิตนด้วยศีลไม่ได้แล้ว ก็ยังมีศีลที่สูงขึ้น ยิ่งๆขึ้น ศีลโพธิสัตว์ ศีลของผู้ที่ยิ่งๆขึ้น ของพระอรหันต์เจ้า ท่านจะเข้าใจ มียิ่งกว่า เพราะฉะนั้นผู้รู้จะตำหนิเราด้วยศีลได้หรือไม่ ท่านไตร่ตรองแล้วท่านจะตำหนิได้ ผู้ที่มีปัญญายิ่งท่านจะตำหนิได้ เราก็จะต้องพิจารณาสูงขึ้นดังกล่าวนี้ให้จริง เราถึงจะสู่สูงยิ่งๆ นิรันดร์ หรือใช้คำว่า อนันตัง ไม่มีที่สิ้นสุด คือเราจะเป็นผู้เจริญ เจริญยิ่งอยู่อย่างเป็นอนันตัง หรืออย่างไม่มีที่สิ้นสุด เราจะไปสิ้นสุดตรงที่จะตัดสินรอบว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระอรหันต์ ก็จะต้องเข้าใจโพธิกิจ โพธิกิจหรือ โพธิสัตว์อันแยกกันไม่ได้ อรหันต์กับโพธิสัตว์อย่าแยกกัน นี่ขอกำชับ ไม่เช่นนั้นเราจะแตกเป็นสังฆเภท หรือเป็นนิกาย 2 นิกาย ผู้ใดรวมอรหันต์กับโพธิสัตว์ได้ด้วยปัญญา และมีสภาวธรรม มีพฤติกรรมอันตรงจริง ผู้นั้นแลคือ ผู้สำเร็จอรหันต์ที่แท้ และคือ ผู้เป็นโพธิสัตว์ที่จริง.
ธรรมปัจเวกขณ์ ประจำวันที่ 6 มกราคม 2525
ในฐานะของเราเป็นนักศึกษา หรือที่เรียกกันว่า เสขบุคคล หรือบางคนจะรู้ตัวว่าตัวเองยังไม่ได้ แม้แต่เสขะ ยังเป็นปุถุชนอยู่ก็ตาม เราก็จะศึกษาให้มาเป็นเสข-บุคคล จากเสขบุคคลก็ค่อยๆ ลดละลงไป จนกระทั่งจบไปเป็นรอบๆๆๆ โสดา สกิทา อนาคา ขึ้นไปจริงๆ ซ้อนลงไปในแต่ละฐานะ เช่น โสดา สกิทา มันก็มีราย ละเอียดของมันอีก เราจะเป็นผู้ที่ละเอียดลออ ศึกษา เพ่งอ่าน ตรวจตน แล้วก็มี การเรียนรู้ต่อ ทุกๆกาลเวลา มีสติปัฏฐาน มีโพธิปักขิยธรรม พิจารณาตรวจสอบ อ่าน อย่าเหลาะแหละ เราเป็นนักศึกษาที่จริง เราได้รู้จริงว่า เราได้ศึกษาแล้ว มันได้มรรคได้ผล อย่าเผลอไผล อย่าสะเพร่า ที่ว่าเรามีจริงก็ไม่รู้จริง ได้ก็ไม่รู้ ว่าได้ หรือไปหลงว่าไม่ได้ แล้วเราก็หลงตัวว่าได้ ต้องพิจารณาให้ออกชัดว่า มันได้ คือได้เป็นอย่างนี้นะ แต่ก่อนเทียบให้ดี มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ ตรวจสอบ อ่าน กำหนด อย่าเข้าข้างตัว อย่าหลง หลงเร็ว ผลุบผลับ แล้วก็ตัดสินอะไรต่ออะไรเร็วเกินไปนัก เอาให้ชัดแจ้ง เราจะเป็นผู้ที่รู้ลักษณะธรรม ลักษณะธรรมะที่ชัดที่เจน เราจะมีเป็นสภาพที่เราตัดสินได้ รู้จริง จึงจะเป็นของที่แน่นอน แล้วเราก็จะได้รู้ว่าชีวิตอย่างนี้ น่าสงสัยหรือ เราสบายหรือไม่สบาย เราเบาว่างง่าย เราเดินมาในทิศทางที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้พาเป็น แล้วก็ปลดปล่อยโลกออกมาอย่างมั่นคง เชื่อใจตนเอง เห็นจริงเห็นจัง หมดสงสัย สิ้นวิจิกิจฉา หมดความสงสัย เห็นชัด เห็นเด่น ว่ามันเป็น เอ้อ! อย่างนี้แหละหนา มนุษย์โลกุตระกับโลกียะ มันอย่างนี้จริงๆ มันแน่นอน แม้เราได้แค่โสดาบัน แม้เราได้สกิทาคามี ลดโลกธรรมลงได้พอสมควร ลดกาม ลดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลงไปพอสมควร หรือยิ่งมากๆ ขึ้นเข้าฐานอนาคามี เราสบายแล้ว ได้เรื่องลาภยศจริงจริ๊ง เราไม่มีปัญหาอะไร รายได้รายจ่าย รายไม่ต้องสะสม ไม่ต้องกอบโกยอะไร มีชีวิตยังอยู่อย่างหมุนเวียน ด้วยระบบที่เราเป็นเราไปอยู่นี้ เราเข้าใจมั่นคง เชื่อมั่นว่า มันไม่มีตาย มันทรงชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่ม คนสาว คนแก่ คนเฒ่า คนเด็กอะไร เห็นให้ชัดเจนว่า ระบบของพระพุทธเจ้าเป็นไปได้จริงหรือไม่ เขาไม่เชื่อหรอกข้างนอก เขาเชื่อยาก เพราะเขาไม่ได้พิสูจน์กันมา เราพิสูจน์ ทั้งฆราวาส ทั้งนักบวช จะเห็นเด่นชัดเจน เพราะฉะนั้น แม้แต่เนื้อในของพวกเรานี่ ต้องพยายามเป็นสังคมลำลองขึ้นมาแล้ว เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล ดูแลกัน พระพุทธเจ้าท่านเคยบริภาษพระที่ไม่ดูแลการเจ็บ การป่วยของนักบวชด้วยกัน ท่านบริภาษอย่างหนักว่า เราออกมาแล้ว ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีพี่ ไม่มีน้อง ญาติปริวัตตัง ปหายะ ออกมาแล้ว เราไม่ช่วยดูแลกัน ใครจะช่วยดูแล จุดนี้ อยากจะใคร่ขอพวกเราให้ได้ช่วยดูแลกันไปจนกระทั่งถึงว่า บางคน อยู่ในรูปที่เรายังทำไม่ได้ เช่น มาอยู่เป็นอาคันตุกะ มาอยู่เป็นอารามิกะ อารามิกา อะไรพวกนี้ ซึ่งพฤติกรรมประจำวัน เป็นวันเป็นเดือนเป็นปี แม้เรายังไม่ได้รูปเป็นนักบวช แต่ก็เป็นผู้ที่อยู่ในสังคมของเรา เหมือนกับปลดปล่อย ญาติ ปริวัตตัง ออกมา อยู่ในขั้นปหายะได้ บางคนอยู่ในขั้นที่เราตัดปล่อยแล้ว เรื่องญาติโก โยติกา เรามาเป็นญาติธรรมกันแท้ อยู่ในวงพี่น้องของทางนี้กันจริงๆ อยู่ในสายของศาสนา เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ช่วยดูแล ช่วยสอดส่อง อย่าใจดำ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ให้อยู่ในสังคมนี้ มันต้องมี มันต้องมี มันต้องดูแลเกื้อกูลกัน คนที่จะป่วย เจ็บป่วย หรือว่าเรี่ยวแรงลดถอยโดยสัจธรรม แก่ลงไป ทรุดโทรมลงไปแล้ว หรือแม้แต่ดูแล เด็กที่เข้ามา บางคน เด็กที่มันยังไม่เท่าไหร่ เพราะว่า ไม่ได้รับเป็นอารามิกะ อารามิกา เป็นคนวัดอะไรมากมาย ก็ช่วยอบรมสั่งสอนดูแลเขาบ้าง อันนี้มันจะเป็นวงสังคมที่มีภาระ หรือมีงาน เป็นสัมมากัมมันตะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ในฐานะของฆราวาสก็ดูแลมากขึ้น สอดส่องมากขึ้น เอาภาระมากขึ้น สำหรับไอ้ส่วนของฆราวาสด้วยกัน ส่วนพระก็จะเป็นผู้ที่จะสอนพวกผู้ที่จะเข้ามาปฏิบัติประพฤติเข้มข้น เข้ามาหาการเป็นนักบวชนี่ รับผิดชอบพวกนี้มาก เพราะฉะนั้น ผู้ที่อยู่ในทะเบียนก็รับผิดชอบมากหน่อย ผู้ที่นอกทะเบียนออกไป ก็บางจางไปหน่อย เลื่อนไหลไป ส่วนฆราวาสด้วยกันเอง ก็ต้องรู้ฐานะที่จะต้องกอบกู้ช่วยเหลือกัน เพราะฉะนั้นแม้แต่ฆราวาสที่อยู่ภายนอกเลย เขามาอุดหนุน ช่วยเหลือพวกเราอยู่ ก็เข้าใจเขาให้ได้ บางทีเขามีเจตนาดี อย่าพึงรังเกียจ รังงอนอะไรเขานัก ไอ้การที่จะไม่รับจากเขาให้มากนั้นมันดี แต่บางทีก็อย่าทำให้เสียน้ำใจกันเกินการ ครอบครัวเราใหญ่ขึ้น สังคมเราใหญ่ขึ้น จะต้องมีการบันยะ บันยัง ต้องดูท่าทีกิริยามารยาท ทำอะไรให้ดูไม่แตกหักแตกร้าว พออุ้มชูกัน พอเป็นไป ขอให้สอดส่อง ขอให้ได้พอเข้าใจ ถ้าวงแคบๆ น้อยๆ ส่วนเขาจะอุ้ม เขาจะช่วยเหลือเรามีมาก มันไม่เป็นปัญหาอะไรหรอก ทีนี้เรามากขึ้น เราก็จะต้องมีส่วนที่มีคนจะช่วยเหลือโอบอุ้มมากขึ้น ไม่ใช่เราง้องอน แต่ว่าเราต้องทำให้สมส่วน สุภาพเรียบร้อย เป็นไปสอดคล้องกันดี ไม่ใช่ อนุโลมกันจนเกินการ แต่จัดสรรกิริยามารยาท จัดสรรสิ่งที่พอจะให้สุภาพเรียบ- ร้อย ให้ดีงาม ทำให้สมส่วน แล้วมันจะเกื้อกูลสอดร้อย เราจะพิสูจน์ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า พิสูจน์ระบบ ซึ่งทุกวันนี้ก็น่าฉงนสนเท่ห์ น่าทึ่ง ยิ่งเราเปิดออกไป อาตมาออกไปบรรยายคณะเศรษฐศาสตร์ ไปบรรยายกับผู้กลุ่มที่เขาจะใช้วิธีการสัมพันธ์อยู่ด้วย ระบบแบบโลกๆเขา พอเราเสนอระบบของทานพวกเราออกไป เขาบอกว่า มันมองไม่เห็นทาง เขาเชื่อไม่ได้ว่าจะเป็นไปได้ มันเป็นเรื่องดี ความคิดดี แต่เป็นไปไม่ได้ เราเห็นใจเขานะ อาตมาบอก อาตมาพูดว่า ก็คุณอยู่ในกลุ่มของคนมีกิเลส โลภก็เต็มที่ โทสะก็ ยังเต็มเขื่องอยู่ คุณจะเข้าใจว่ามันจะเป็นไปได้ คุณจะเชื่อว่าคนเหล่านั้นจะมาลดละ จะมาเป็นไปอย่างนี้ได้อย่างไร แต่ดีที่เรามีบุคคลเข้าไปยืนยัน ดีที่เรามีวัตถุเข้าไป ยืนยัน เช่น เรามีหนังสือแสงสูญ มีหนังสือเศรษฐศาสตร์ไปบ้างเมื่อวานนี้ เขาบอกว่า จะให้บริการฟรี จะทำผลผลิตแจกฟรีได้อย่างไร เราบอก นั่นไงที่เราทำ เราไม่ได้เพิ่งทำ เราทำมานานแล้ว อย่างนี้เป็นต้น พอชี้สิ่งเหล่านี้เข้า เขาก็รู้ว่า เราสะพัดออกไปในจำนวนที่ไม่ใช่ทำเล่น มีปริมาณพอเพียงกับบริษัทอื่นเขาทีเดียว เราทำได้ เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องเข้าใจและเห็น ที่หยิบขึ้นมาบอกมาพูดนี่ ให้รู้ว่าเราเองเราอยู่ในวงสัมพันธ์ หรือวงสร้างสรร อยู่แบบไหน อย่างไร เราก็จะได้เข้าใจว่า ที่เราทำอยู่นี้มันเป็นหลักฐาน มันเป็นของจริง มันเป็นสิ่งที่จะยืนหยัดยืนยัน พิสูจน์ความจริง เพราะฉะนั้น คุณสร้างสรร คุณกระทำอยู่ทุกวันนี้ มันก็เป็นผลที่จะ พิสูจน์ระบบ พิสูจน์สังคม พิสูจน์การเสียสละ พิสูจน์การงาน พิสูจน์สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ พิสูจน์สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ พิสูจน์สิ่งเหล่านี้ แม้อยู่ในฐานะพวกเราฆราวาส เราก็เรียกลำลองได้ แม้เราจะอยู่ในวัด เป็นคนวัด เป็นอารามิกะ เป็นอารามิกา เป็นสมณุทเทศ เป็นสิกขมานา อะไรอย่างนี้ มันมีอีกเยอะแยะ เราจะได้เข้าใจถึงระบบสังคมแล้วระบบสังคมวันนี้จะโตใหญ่ จะเป็นกลุ่ม แยกแขนงออกไปเป็นหลายๆวัด หลายๆกลุ่ม หลายๆจุด เมื่อแยกมีวัดทั่วประเทศ มันก็จะเป็นระบบอย่างนี้ จะเป็นระบบที่ต่อทอดไปจนกระทั่ง แม้แต่ฆราวาสที่ไปๆ มาๆ เป็นอาคันตุกะสัมพันธ์ สุดท้ายก็เป็นพุทธศาสนิกชน หรือเป็นพุทธมามกะ ที่เห็นวัดเป็นจุดรวมของสังคม เป็นบ่อที่ให้ความรู้ทางจิตวิญญาณ ทำให้วิญญาณ ละโลภ ละโกรธ ละหลง เป็นบ่อที่จะให้ความรู้ เป็นบ่อที่จะต้องเอาคุณธรรมเอาทรัพย์ที่เป็นอริยทรัพย์ เป็นบ่อที่เขาจะต้องมากอบโกยเอาทรัพย์อันนี้ด้วย ไม่ใช่ว่าเขาจะกอบโกยแต่วัตถุทรัพย์ทางโลกเท่านั้น เขาจะเห็นอริยทรัพย์เป็นสิ่งสำคัญ เป็นสิ่งหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์มีแต่กาย มนุษย์ต้องมีจิตวิญญาณ ต้องมีอริยทรัพย์ มันจึงจะทำให้สังคมนี้อยู่รอด ทำให้สังคมนี้เข้าใจถึงจิตนิยมวัตถุนิยม ให้เขาได้รับสิ่งเหล่านี้สมส่วน พระพุทธเจ้ายืนยันว่า จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้น จิตนิยมหรือจิตวิญญาณมันเป็นของสำคัญกว่าวัตถุ ฐานะของสังคม ฐานะของมวลมนุษยชาติจึงจะอยู่ได้ เพราะมีจิตวิญญาณที่ลดความโลภ ลดความโกรธได้จริง เอื้อเฟื้อเกื้อกูลสร้างสรรจริง สังคมจึงจะอุดมสมบูรณ์ และเผื่อแผ่ช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่เผาผลาญอย่างที่มันเป็นอยู่ ไม่กระเบียดกระเสียนแย่งชิงอย่างที่มันเป็นอยู่ ไม่ทุกข์ร้อนอย่างที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเราเห็นๆ อยู่ เข้าใจอยู่ เพราะฉะนั้นสังคมของเราเป็นอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องวุ่นวาย เงินคงคลังไม่ต้องเป็นกอบเป็นก้อน ไม่ใช่นักสะสมกอบโกย เราก็เป็นอยู่ได้ด้วยสุขภาพกาย สุขภาพจิต มีแรงงาน มีสิ่งผลิต มีกิจกรรมต่อทอดออกไป จากสังคมเราออกไปสู่ข้างนอก เราก็ศึกษา เราก็เล่าเรียน เราก็ทำความเจริญให้แก่พวกเราเอง และพร้อมกันนั้นเราก็มีสิ่งที่จะออกไปเกื้อกูลแก่ข้างนอก ฆราวาสที่เข้ามาในสำนักเราแล้ว ได้อุดหนุนเจือจุนให้เราได้มีแรงงานผลิต ให้มีเงินทุนหมุนเวียน มีทานอย่างแท้จริง มีสิ่งสนับสนุน โดยที่เราจะพิสูจน์ ถึงขนาด ทฤษฎีกำไรขาดทุน ขนาดที่เราแจกของฟรี แจกสิ่งผลิตฟรี อาตมาได้เล่าให้เขาฟังกันถึงขนาดว่า เราแจกหนังสือ แต่เทปเรายังแจกไม่ได้ เรายังมีระบบในการที่จะให้แลกเปลี่ยนบ้างในอัตราส่วนอย่างนั้น แล้วเราก็พิสูจน์ทฤษฎีว่า เรายิ่งต้นทุนลดลง เราก็จะลดราคาของที่จะให้ไปแลกเปลี่ยน ราคาขาย ถ้ามีคนสนับสนุนเข้ามามาก เทปนี้จะจำหน่าย หรือว่าจะขายให้แก่โลกเขาในราคา แม้แต่ทุนของวัตถุดิบก็ลดลงไปได้ เราก็สามารถจะทำได้ อาจจะทำได้ถึงขนาดว่า เทปนี่จะ จำหน่ายในม้วนละ 15 บาท ซึ่งที่จริงนี่ทุนวัตถุไม่คุ้ม แต่เรามีแรงทาน มีแรง สนับสนุนเข้ามาเกื้อกูลได้จริง เราก็อาจจะให้เท็ปของเรานี่จำหน่ายไปในราคา อย่างนี้ได้ อย่างนี้ก็เป็นความหวัง หรือเป็นความคิด เป็นอุดมการณ์ที่เราก็ลอง พิสูจน์กันดู ไม่ใช่ว่าเราจะไปทำให้เป็นกำรี้กำไร แล้วก็ทำให้เดือดร้อน ไม่มีการเสียสละที่จริง แรงงานของเรามากจริงขึ้น มีแรงงานที่จริงๆ มากขึ้น แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมีการเสียสละจริงขึ้น เพราะฉะนั้นไอ้ทุนรอน ผู้ที่จะมีทานมีการอุดหนุนก็มากขึ้นได้ ระบบของพระพุทธเจ้าที่มีทาน มีเปยยะวัชชะ มีอัตถจริยา มีสมานัตตา เหล่านี้ จะสังเคราะห์หรือสงเคราะห์สังคม หรือสังคมอันสังเคราะห์ เป็นมนุษย์สงเคราะห์ เป็นสภาสงเคราะห์อย่างแท้จริง เราจะเกิดการสงเคราะห์สังเคราะห์ประชาชน อยู่ได้อย่างเกื้อกูลช่วยเหลือ แม้แต่ในระบบโลกเขาก็พยายามกระทำ แต่มันไม่จริงจังได้ เพราะว่า สัจจะอันเป็นแก่นเป็นเนื้อมันไม่จริง ตัวจิตวิญญาณมนุษย์มันไม่ สงเคราะห์กันจริง มันไม่เอื้อเฟื้อทานกันจริง แล้วมันไม่ทนทานต่อคำกล่าวติเตียน เพื่อปรับปรุง มันไม่มีอัตถจริยาที่จริง มันไม่สมานัตตาจริง มันยิ่งมีศักดินาทุนนิยมคั่นกลางอยู่จริงๆ เพราะฉะนั้น มันทำอะไรมันก็ไม่จริง มันก็ได้เป็นเพียงปลีกๆ ย่อยๆ สุดท้ายก็ไปสร้างฐานแห่งศักดินาและทุนนิยมอยู่อย่างเก่า มันก็ไม่ได้สุดยอด มันก็ไม่เป็นสิ่งที่เป็นไปด้วยดี เราจะศึกษาให้ลึกซึ้ง และจะพิสูจน์สิ่งนี้ให้ยืนหยัดยืนยันขึ้นมาให้จริง ถ้าประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีศาสนาอันสมบูรณ์ได้จริง ประเทศอื่นๆในโลกจะต้องมาศึกษา และประเทศเราจะเป็นมหาอำนาจ เพราะเรามีระบบการศึกษาทางด้านศาสนา หรือจิตวิญญาณอันเจริญก่อนเขา ทุกวันนี้ จริง เราพ่ายแพ้ความเจริญทางด้านวัตถุ เราไม่เก่ง แต่เราควรจะเก่งสิ่งนี้ เพราะอันนี้เรามีเชื้อ มีเค้า เรามาบำรุงอันนี้กันให้ดีจริงๆ เถิด เราจะเป็นประเทศที่จะมีสิ่งดีให้เขาเข้ามาพึ่งพาอาศัยได้ เราไม่ใช่เบ่งเป็นอำนาจว่า เราจะต้องเป็นมหาอำนาจอะไรต่างๆ แต่เราจะเป็นผู้ที่มีอะไรให้แก่มนุษย์โลกในชาติอื่นประเทศอื่นบ้าง แม้เราจะไม่เก่งในทางวัตถุ เราไม่เก่งในทางเทคโนโลยี่ แต่เราก็ควรจะเก่งในสิ่งนี้ เพราะสิ่งนี้เรามีเชื้อเค้าอยู่ในประเทศจริงๆ อาตมาคิดว่าประเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive