6901_00_รวมปักษ์ มกราคม_สี9_0.jpg

โฟลเดอร์6901รูป
ประเภทไฟล์รูปภาพ (image/jpeg)
ขนาดไฟล์3.10 MB
วันที่แก้ไข19 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

ฉบับที่ ๕๘๙ (๖๑๑) อย่าหลงกลวาหกรรม หาสังคมแตก จนถูกแบ่งแยกและปกครอง "เก่งกว่าทุกประเทศ คือเปรตแห่ แพร่กระจายสยายข้อมูลข่าวสาร ประหารศัตรูคู่แข่ง แอ้งแม้งได้ยอดสุด" พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ทําให้เกิดศึก “เสื้อแดง-เสื้อเหลือง” ยาวนานนับ ๑๐ ปี เช่น องค์กรความมั่นคง ลด ปัจฉาสมณะ ๑๐ กว่าปีก่อน อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ วินิจฉัยว่าเป็นพฤติการณ์เซาะกร่อนบ่อนทําลายการปกครอง สร้างวาทกรรมสร้างความขัดแย้งหรือแบ่งแยกในสังคมไทย จน วาทกรรม “ทหารมีไว้ทําไม” การตั้งคําถามถึงความ จําเป็นของกองทัพและการปฏิรูปกองทัพอย่างสุดโต่ง ถูกมองว่า วาทกรรม “จังหวัดไหนที่มอบความไว้วางใจให้เรา เรา เป็นการด้อยค่าเกียรติภูมิของทหารและสร้างความเกลียดชังต่อ ต้องดูแลเป็นพิเศษก่อน” หรือที่มักสรุปกันว่า “จังหวัดไหนไม่เลือก เรา ก็เอาไว้ทีหลัง” เป็นวาทกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงปี ๒๕๕๔ ซึ่งถูก วาทกรรม “ฝ่ายประชาธิปไตย Vs ฝ่ายเผด็จการ” ถูกมอง มองว่าเป็นการใช้นโยบายแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติทางการเมือง ว่าเป็นการขีดเส้นแบ่งขั้วทางการเมืองแบบสุดโต่ง ทําให้ผู้ที่ไม่ได้ วาทกรรม “พวกกระจอก” นายทักษิณเคยเรียกกลุ่มผู้ก่อ สนับสนุนพรรคถูกผลักไปเป็นฝ่ายที่ไม่รักประชาธิปไตย ซึ่งบั่นทอน ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า “โจรกระจอก” ซึ่งส่งผล บรรยากาศการพูดคุยอย่างมีเหตุผล ให้ความรุนแรงในพื้นที่ทวีความรุนแรงขึ้น และถูกมองว่าเป็นการ ดูถูกปัญหาที่ละเอียดอ่อน วาทกรรม “อํามาตย์-ไพร่” แม้นายทักษิณจะไม่ได้เป็นผู้ เริ่มคํานี้โดยตรง แต่ถูกนํามาใช้โดยกลุ่ม นปช. (คนเสื้อแดง) ภาย ใต้การสนับสนุนของเขา เพื่อสร้างอัตลักษณ์แบ่งแยกชนชั้นใน สังคมไทยระหว่างกลุ่มขั้วอํานาจเก่าและมวลชน วาทกรรมเหล่านี้เป็นกลยุทธ์ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” (Divide and

อ่านต่อ

Conquer) ที่สร้างความจงรักภักดีในกลุ่มผู้สนับสนุน แต่กลับผลักไสฝ่ายตรงข้ามให้เกิดความเกลียดชัง จนกลายเป็นจุด เริ่มต้นของวิกฤตการณ์การเมืองที่ยาวนานกว่าทศวรรษ ในยุคดิจิตอล ๔.๐ เป็นสังคมคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Al, IoT, Big Data ก็มีวาทกรรมของพรรคส้มที่ทําให้สังคมไทยเรา แตกแยกได้ยิ่งกว่ายุคของทักษิณอีก เช่น วาทกรรม “คนรุ่นใหม่ vs คนรุ่นเก่า” เป็นการสร้างความ ขัดแย้งระหว่างวัย (Generation War) โดยชูภาพพรรคเป็นตัวแทน ความทันสมัยและคนรุ่นใหม่ ขณะที่ผลักผู้เห็นต่างหรือผู้ที่มีแนวคิด อนุรักษนิยมไปเป็นกลุ่มคนล้าหลัง ล่าสุดก็มีสิ่งส้มออกมาโพสต์ว่า “ผมเข้าไปดูโปรไฟล์คนที่ไม่ชอบส้มส่วนใหญ่ คือแก่แล้วยังจนอยู่” “เพิ่มโง่ให้อีกอย่าง” “คนไม่ชอบส้มส่วนใหญ่ใช้รูปปลอม หรือล็อค โปรไฟล์” และ “โพสต์เดียว สลิ่มแม่ง ดิ้นไปครึ่งประเทศ วาทกรรม “การแก้มาตรา ๑๑๒” เป็นการดึงสถาบัน พระมหากษัตริย์มาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน และนําไปสู่ความ แตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงในสังคม จนศาลรัฐธรรมนูญ ข่าวอโศก กวาดเกือบทุกที่นั่ง (ทายไว้ ๓๒ จาก ๓๓ เขต) ซึ่งผลการเลือกตั้ง จริงพรรคก้าวไกลกวาดไปถึง ๓๒ เขตตามที่คาดการณ์ และผลนิด้าโพลจากยกแรกเมื่อต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๙ มาสู่ผลโพลยกสองเมื่อ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๙ จากการสํารวจเมื่อ ถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ ๑ ที่ ๒๙.๐๙% ระบุว่าเป็น ณัฐพงษ์ เรื่องปัญญาวุฒิ จากยกแรกได้ ๒๔.๗๖% (เพิ่มขึ้น ๔.๓๒%) อันดับ ๒ ที ๒๒.๒๔% ระบุว่าเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล จาก ยกแรกได้ ๒๐.๕๔% (เพิ่มขึ้น ๑.๔%) อันดับ ๓ ที่ ๑๒.๕๒% ระบุว่าเป็นอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จาก ยกแรกได้ ๑๒.๑๒% (เพิ่มขึ้น 0.๔ %) สําหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ ๑ ที่ ๓๓.๕๖% ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน จากยกแรกได้ ๓๐.๔๐% (เพิ่มขึ้น ๓.๑๖ %) อันดับ ๒ ที่ ๒๒.๗๖% ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย จาก ยกแรกได้ ๒๑.๙๖% (เพิ่มขึ้น 0.6 %) อันดับ ๓ ที่ ๑๖.๙๒% ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย จากยก แรกได้ ๑๕.๗๒% (เพิ่มขึ้น ๑.๒ %) %) พรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ ๑ ที่ ๓๔.๒๐% ระบุว่าเป็น พรรค ประชาชน จากยกแรกได้ ๓๐.๔๔% (เพิ่มขึ้น ๓.๗๒ %) อันดับ ๒ ที่ ๒๒.๖๐% ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย จาก ยกแรกได้ ๒๒.๓๒% (เพิ่มขึ้น ๒.๔ %) อันดับ ๓ ที่ ๑๖.๒๐% ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย จากยก แรกได้ ๑๕.๔๔% (เพิ่มขึ้น ๐.๗๖%) จากนิด้าโพล ต้องยอมรับว่าภายในเวลา ๑ เดือน พรรค ส้มสามารถใช้กลยุทธ์การหาเสียงได้เก่งกว่าพรรคอื่นๆ ทําให้คะแนน นิยมเพิ่มขึ้นมากกว่าพรรคอื่นๆ ซึ่งเป็นคะแนนที่เกิดจากการหาเสียง ด้วยวิธีการต่างๆล้วนๆ ไม่ได้เกิดจากการทํางานเพื่อประชาชนเพื่อ บ้านเพื่อเมืองแต่อย่างใดเลย การหาเสียงไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ .... พ่อครูสมณะ โพธิรักษ์เคยเทศนาไว้เมื่อ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๖ โดยได้บอกทิศทาง ของพรรคการเมืองสัมมาธิปไตยกันกับพวกเราไว้ เช่น “เขาให้สมัคร ส.ส.ถ้ามีกฎหมายบังคับเราก็จะต้องเอาไปไม่ให้ผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้ คิดว่าจะต้องไปหาเสียงอย่างที่ว่า ต้องเลือกฉันนะ ต้องลงทุนลงแรง เอาเงินทองไปโฆษณาหา เราถือว่าประชาธิปไตยหาเสียงยังไม่ใช่ ประชาธิปไตยแท้ การยังหาเสียงให้ตัวเองไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ แต่นักประชาธิปไตยแท้ คือ ทํางานกับประชาชนเลย ทํา ไปไม่ต้องหาเสียง ประชาชนเขาเห็นว่าเราทํางานจริง เขายอมรับ นับถือ ก็บอกว่าคนนี้จริง ทํางานจริงเขาก็เลือก หรือไม่เลือกไปแพ้ การหาเสียงให้การหาเสียงชนะ ก็ชนะไปสิ” การหาเสียงของพรรคส้มที่ส่งผลให้คะแนนในโพลพุ่ง พรวดนําโด่ง ก็เลยทําให้นึกถึงที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้เคยเทศนา ไว้ว่า “เก่งกว่าทุกประเทศคือเปรตแท้ แพร่กระจายสยายข้อมูล ข่าวสาร ประหารศัตรูคู่แข่ง แอ้งแม้งได้ยอดสุด” โค้งสุดท้ายใกล้เลือกตั้ง แต่ละพรรคต่างขนนโยบายมัด ใจประชาชนอย่างไม่มีกั๊ก มีการตรวจสอบขุดหาจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ อย่างเข้มข้น เพื่อสะกัดดาวรุ่งมุ่งตรวจสอบภายนอก ไม่เน้นตรวจ สอบภายในพรรคพวกตนเอง ตอนนี้ไม่ว่ากี่โพลออกมาพรรคส้มก็ยังนําโด่ง พรรคฝ่าย วาทกรรมของพรรคส้ม เมื่อมีคนจับเส้นได้ แก้เกมทันได้ แกนนําพรรคส้มก็จะยิ่งประดิษฐ์วาทกรรมแก้ตัว พลิกลิ้น ได้อย่าง อนุรักษ์นิยมเคยพ่ายแพ้แก่พรรคส้ม เพราะแย่งคะแนนเสียงในฝั่ง ชนิดลื่นไหลใครก็ไล่ไม่ทันยิ่งว่า “ปลาไหลใส่สเก็ตวิ่งบนกระจก อนุรักษ์นิยมด้วยกันเอง โดยไม่มองภาพรวมว่า ตอนนี้ต้องหันมา เคลือบจารบี” เสียอีก โดยอ้างเหตุอ้างผลสารพัด เช่นว่า เป็นการนํา รวมคะแนนรวมพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยม ให้รวมกันกับหัวเรือใหญ่ที่สุด เสนอความจริงและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมายาวนาน เสนอความจริงและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมายาวนาน ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม คือพรรคสีน้ําเงิน ภูมิใจไทย ที่เป็นพรรคเดียว เพื่อนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง หรือกรณี ม.๑๑๒ ก็อ้างว่า ที่สานต่อนโยบายลุงตู่ อย่างเช่น นโยบาย “คนละครึ่ง” ของรัฐบาล ทําเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันฯ กับประชาชน อ้างว่าการ ลุง สานต่อมาเป็น“คนละครึ่งพลัส” เป็นต้น ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้อง แก้ไขจะช่วยทําให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีความมั่นคงยิ่งขึ้น รวมพลังกันจึงจะมีโอกาสเอาชนะพรรคส้มได้ ซึ่ง “อาชญากรย่อมทิ้งร่องรอยของอาชญากรรม” และ ย้อนกลับไปเมื่อก่อนจะเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ พ่อครูได้เคย “การกระทําบ่งบอกถึงเจตนา” ไม่ว่าจะประดิษฐ์วาทกรรมแก้ตัวได้ ให้ความเห็นในการเลือกพรรคที่เหมาะสมไว้ว่า... “เพราะคนดีที่ยัง อย่างไร แต่ไม่อาจบดบังสายตาของวิญญูชนผู้กระจ่างด้วยปัญญา ไม่ชัดเจนไม่แน่นอนจึงเกิด ๒ เพราะฉะนั้น อย่าลังเล อย่างไรๆก็ ไปได้ ที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคําวินิจฉัยว่าพฤติการณ์และ ตัดสินมาหา ๑ เป็นตายอย่างไรขอเอา ๑ อย่างเดียวอย่าไปเลือก การรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ ดังกล่าว มีเจตนาซ่อนเร้นที่อาจนําไป ๒ คุณจบ ถ้าลังเลนะ อาตมาถึงบอกว่า ลักษณะสิ่งที่ยังไม่เป็นหนึ่ง สู่การ “ล้มล้างการปกครอง” ซึ่งส่งผลให้พรรคก้าวไกลถูกยุบพรรค มันเจ็บระกําช้ําระบม กลัดหนองไม่สมบูรณ์แบบ สุดระกําช้ําระบบ ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม พรรคส้มก็ใช้วาทกรรมเหล่านี้ จนสามารถ ชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี ๒๕๖๖ จนสําเร็จได้ โดยพรรคก้าวไกล ได้ที่นั่ง ส.ส. มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล ปลายเดือนมกราคม ๒๕๖๙ เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการ เลือกตั้ง ผลโพลจากสํานักต่างๆ นําเสนอสู่สังคมก่อนเลือกตั้ง ซึ่ง ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งล่าสุดเมื่อปี ๒๕๖๖ สํานักโพลที่ได้รับการ ยอมรับว่า “แม่นยําที่สุด” คือ นิด้าโพล (NIDA Poll) ทายผล ส.ส. กทม. ได้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด โดยระบุว่าพรรคก้าวไกลจะ แต่ถ้าเป็น ๑ แล้วจะไม่ระกําชําระบม ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่าหลงกลวาทกรรม ทําให้เสียงแตก จนถูกแบ่งแยกและจะถูกปกครองในที่สุด วาทกรรมปลุกเร้ามีแต่ จะทําให้คนไทยแตกแยก ไม่ได้ช่วยอะไรเราได้เท่ากับการกระทําจริง เป็นนโยบายทําได้จริงมีผลสําเร็จจริง อย่างไรก็ดี เรื่องราวต่างๆก็เป็น สิ่งสมมุติในโลก มีความไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปตาม กาละ ฐานะ แต่สิ่งที่นักปฏิบัติธรรมจะเลือกได้เหมือนกันและเที่ยง แท้ไม่แปรเปลี่ยนคือความ “อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษม ใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนความเสียสละ” ในจิตใจของแต่ละคนนั่นเอง 8 กองงานปัจฉา ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน