สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ชาคริยา จากโลกีย์สู่โลกุตระ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ชาคริยา จากโลกีย์สู่โลกุตระ ชาคริยา คือการตื่น ตื่นอย่างสมบูรณ์ ก็เรียกว่าพุทธะ ตื่นในขณะปฏิบัติธรรม ตื่นจากการถูกครอบงำของพลังงานโลก โลกีย์ คือพลังงานกิเลส เราตื่นรู้ว่าเราเป็นทาสของมันมานาน ล้างมันออกๆ ก็ค่อยๆคลายเป็นอิสระขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก่อนหลงโง่งมงาย เรียกว่าทาสผู้ปล่อยไม่ไป ปล่อยอย่างไรก็ไม่ไป ขออยู่อย่างนี้ รัฐบาลเขาปล่อยแล้ว คนที่เป็นศิษย์ธรรมกาย ว่าออกมาได้แล้ว ไม่ต้องไปเป็นทาสเขาหลอก พวกทาสของธรรมกายนั้น ก็ยังงมงายอยู่นั่นเอง ไม่เคยคิดจะออก เขาไม่ได้ผูกโซ่ ไม่ได้กั้นเลย ออกมาได้ แต่ไม่ออก ยังจะไปเสริมแรง ไปช่วยอยู่อย่างนั้น ซื่อจริงๆ ทาสซื่อผู้ปล่อยไม่ไป ขออภัย ที่ต้องหยิบอันนี้มายกตัวอย่าง ไม่ได้ดูถูก แต่พูดอย่างเอาความถูกมาพูด ทาสซื่อผู้ปล่อยไม่ไป คืออย่างนี้ ไม่มีใครบังคับ แต่เขาก็บอกว่า กตัญญูต่ออาจารย์ พูดโก้เลย แต่ถ้าอาจารย์ของคุณเป็นโจร ก็เลิกนับถือได้ ถ้ามีญาณปัญญาตัดสินว่า อาจารย์คนนี้ผิด ก็เลิกกตัญญูได้เลย ไม่เรียกว่าอกตัญญู เป็นเรื่องถูกต้อง ที่จะเลิกนับถือ คุณงมงายมานาน ให้โจรมันใช้เสียนาน เลิกงมงายได้แล้ว ตื่นเสียทีๆๆ แดดออกแล้ว ฟ้าก็งามดุจเปลวทอง แด๊ดออก ตอนนี้เมืองไทยแจ้งสว่างแล้ว แดดออกจ้าแล้ว ยังงมงายอีก ก็เตือนสติพวกนั้น ผู้ทำชาคระหรือชาคริยา คือผู้ตื่น เป็นผู้ที่เข้าใจแล้วว่า เรายังงมงาย มืดมัวเมาโมหันกับโลกีย์มานานแล้ว จริงๆแล้วมันมีภาวะมากเลย คนที่ยังไม่มีบารมีจริง จะไกลจากศาสนาพุทธ เขาไม่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่เคยรู้ ก็จะหลงอยู่กับ ภพภูมิที่เขาเป็น จนกระทั่ง เขาค่อยกระเถิบเข้ามา มีกุศลมีบารมี เจริญเป็นอเวไนยสัตว์ที่สูงขึ้นมา ใกล้เข้ามา จนคุณมาค่อยๆสัมผัสศาสนาพุทธ จากได้ยินได้ฟังได้อ่าน จากรู้จากบุคคลก็ยังอีกนาน ก็ค่

อ่านต่อ

อยค่อยสนใจศึกษา จนกระทั่ง มาพบหมู่กลุ่มชาวพุทธ จนกระทั่ง มาเกิดในประเทศพุทธ อย่างประเทศไทย คนทุกคนที่เป็นคนไทย มีบารมีมากกว่า คนที่อยู่ทางตะวันตก หรือในตะวันออกกลาง ที่เป็นเทวนิยม ยังอยู่ในฐานนั้นจริงๆ กว่าจะได้มาเข้าใจ มาสัมผัสเรียนรู้ จนได้เข้ามาศึกษา บารมีมันจะต้องมีจริงๆ เข้ามาๆๆ เมื่อได้มาสัมผัส เมื่อได้มาเกิดเป็นคนไทย มีศาสนาพุทธแล้ว แล้วยิ่งมีผู้ที่รู้ เป็นสัตบุรุษเป็นผู้ที่สอน มีหมู่กลุ่มมีอาริยะ มีคนจริง อย่างเช่นชาวอโศก สามารถปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นปาฏิหาริย์ ที่น่าประหลาดมาก มีอย่างที่ไหน คนมาทำงานฟรี อยู่กันอย่างไม่เอารายได้ เป็นหมู่มวลแล้ว กินอยู่อย่างเป็นสุข ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ตีไม่ตบกัน ชาวอโศกไม่มีตี ไม่มีตบกัน อยู่กันมาตั้ง 30 40 กว่าปีแล้ว ไม่มีคดีการตบตีอะไร มีบ้างนิดหน่อยพวกเด็กๆ คนโตแล้วไม่มีหรอก ไม่ต้องไปพูดเรื่องหยาบคายเช่น เรื่องสิ่งเสพติดอบายมุข ในชุมชนนี้ถือศีล 5 ทั้งชุมชน มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่มีหนี้ ไม่มีหนี้แบบทุนนิยม แต่มีหนุนเกื้อกูลกัน เอามาคืน ไม่คืนก็ปล่อยไป อยู่กันอย่างไม่มีตัวตน เป็นสาธารณโภคี จะเกิดในยุคสมัยไหน ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ สำหรับชุมชนสาธารณะโภคี เสียภาษี 100% โดยไม่ได้บังคับ ถ้าอยู่ในหมู่กลุ่มนี้ คุณก็เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่อยากเสียแบบนี้ คุณก็ไปอยู่ข้างนอกได้ จะไปๆมาๆหรืออยู่ประจำก็ได้ เป็นอิสระเสรีภาพสูงสุด สาธารณโภคี เป็นคอมมูนสูงสุดแล้ว ไม่ได้บังคับอะไร เป็นเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ที่มีชุมชนแบบนี้ ไม่ง่ายนะจะรวมเป็นหมู่บ้านแล้ว เป็นนิตินัยด้วย ในใจอาตมายังนึกอยู่ด้วยว่า เมืองไทยจะมีแบบนี้ทุกตำบล ที่มีสาธารณโภคี มีหมู่บ้าน หลายหมู่บ้านรวมกัน ตอนนี้ หมู่บ้านชาวอโศก ที่ยังไม่เป็นนิตินัย ก็ร่วมกันเองทั้งนั้น มีที่เป็นนิตินัยแค่ราชธานีอโศก และศีรษะอโศก ส่วนสันติอโศก สีมาอโศก ภูผาฟ้าน้ำ อีกตั้งหลายสิบชุมชน ก็เป็นสาธารณโภคีทั้งหมด มันไม่ได้มาอยู่ติดกันเท่านั้น ไม่ใช่กระจุกอยู่ที่เดียว แต่ก็ยังคิดอยู่ว่า ไม่แน่หรอก กุดระงุม ท่ากกเสียว คำกลาง ก็อาจมาเป็นสาธารณโภคี แม้คำกลางเป็นศาสนาคริสต์ก็ตาม เราก็พากเพียรเผยแพร่ไป เราก็มั่นใจว่าของเราดี ไม่ได้บังคับใคร มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูล แต่ทุกวันนี้อโศกยังเล็กนะ แต่คนที่รู้ก็จะเข้าใจ เขามีปัญญา จะมาช่วยกัน แม้แต่จะไปช่วยที่สนามหลวง ก็ช่วยกัน ตอนนี้ก็เรียกร้อง ที่จะไปช่วยภาคใต้ เราก็บอกว่า เราสุดเนื้อสุดตัวแล้ว ไม่มีพอที่จะไปช่วยภาคใต้ แต่ก่อนงานไม่มาก เราก็พอไปช่วยได้ เราก็เคยไป ตอนน้ำท่วม แต่ตอนนี้ สายตัวแทบขาด เอื้อมไปไม่ถึง มันเป็นสัจจะของจิตวิญญาณ ที่เรามี สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) เป็นจิตใจที่ไม่คับแคบเห็นแก่ตัว หรือพวกของตัว แต่ระลึกถึงคนที่ควรช่วย ในมหาจักรวาลนี้ ท่าของพระพุทธเจ้า ก็ถึงมหาจักรวาฬ อาตมาก็ไปไม่ได้ไกลขนาดนั้น สรุปแล้วก็ระลึกถึงจะไปช่วยเขาได้สร้างบารมี 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ในความรัก 10 มิติ ที่ได้ขยายความไปแล้ว อาตมาในปางนี้ จึงได้ชื่อว่า รัก ที่จะต้องมาขยายความ ความรัก 10 มิตินี้ ให้พัฒนาความรักไปเป็นลำดับ อาตมาไม่ต้องไปมีภาระเรื่อง คู่ เรื่องลูก เรื่องญาติ อาตมาก็ทำได้ดี ไม่มีใครตำหนิอาตมาได้ อาตมามีความรักที่บริสุทธิ์ บริบูรณ์มาทั้งนั้น ช่วยเหลือญาติได้พอสมควร มากกว่านี้ก็ไม่ไหว อาตมาก็มาทำความรักที่มิติสูงไปสู่สังคม ที่มีความจำเป็นกว่า เพราะฉะนั้น ญาติก็ให้ช่วยกันไปเองได้ อาตมาก็ออกสู่สังคมประเทศ ก็กว้างกว่ามิตรสหาย สังคมประเทศ เป็นแต่เพียงว่า อาตมาไม่ถึงมิติที่ 6 ในระดับนานาประเทศแต่ในประเทศก็กว้างไปไม่ได้มาก จะไปทั่วจักรวาลเลยมิติที่ 7 อาตมายังทำไม่ถึง อาตมาไม่มีญาณปัญญา แค่มิติที่ 5 ในรัฐในประเทศก็แย่แล้ว อาตมาไม่บังอาจไปสากล จักรวาฬ ยิ่งเป็นเทวนิยม ปรมาตมันนั้น ก็ยิ่งยาก มิติที่สูงกว่านั้นก็เป็น อรหันต์ โพธิสัตว์ จนเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาก็อธิบายขยายความ โพธิสัตว์ที่เป็นลำดับๆไป มั่นใจว่าอาตมาไม่ได้มามอมเมาพูดผิดๆ ที่อธิบายไป ก็เป็นเรื่องจริงที่อาตมามั่นใจเอามาเผยแพร่ เป็นของพุทธ อาตมามีเชื้อ DNAของพุทธมาจริงๆ เป็นต้นรากมาจริง ก็มาย้ำยืนยันไม่อวดตัว

3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283)

600109_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เรียนรู้รูป 28 https://youtu.be/fNdejNgo08o

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน