สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน สร้างสรรของอรหันต์ กับสร้างสรรค์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.69 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สร้างสรรของอรหันต์ กับสร้างสรรค์ 0893867xxxพ่อครูสอนฝึกผัสสะเป็นปัจจัยประจำ! จึงรู้ว่าอยู่เพื่อกิน หลงรสอร่อยติดกับดักรสะกามคุณ จึงอยู่เพื่อกินมักมากเกินพอดี! แต่กินเพื่ออยู่รู้ทันผัสสะรอดกามคุณ5 จึงกินเพื่ออยู่มักน้อยยังชีวิตพอเพียง! ตอบ...แน่นอน อาตมาสอนเสมอ ให้มีผัสสะเป็นปัจจัย เพราะสัจจะของพระพุทธเจ้า ที่ในหลวงตรัสเรื่องพอเพียง มันรู้ความพอเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เป็นประโยชน์ ไม่ต้องมีอะไรเสริมให้เปลืองผลาญ มันจึงมักน้อย มันจึงใช้น้อย มันจึงเปลืองน้อย อาตมาว่า พวกเราฟังแล้ว ปฏิบัติไปด้วยจะเข้าใจ ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นประโยชน์สูงประหยัดสุด ไม่ต้องมากเลย แต่พลังงานจะสูงมาก เพราะคนเรา พัฒนาพลังงานได้สูงขึ้น แต่การที่มีกิเลส มันทำให้เปลือง เมื่อลดกิเลสลง มันจะทดพลังงานให้เหลือ เป็นพลังงานสร้างสรร แล้วเราไม่เอาพลังงานสร้างสรรไปสร้างเสีย ไม่ไปสร้างสิ่งที่เสีย สรร นี่อาตมาใช้ สรร ไม่มี ค์ มันแปลว่า เลือกเฟ้น ถ้าสรรค์ แปลว่าสร้างทำ สรรค์ คนใช้คำนี้ สร้างสรรค์ก็ซ้ำคำ สร้างซ้ำๆ ถ้าจะใช้ก็ไม่ผิด แต่ถ้าจะสร้างด้วยปัญญา ก็ต้องเป็น สรร สร้างสรร สร้างด้วยการเลือกเฟ้น ผู้ที่จบกิจแล้วไม่ต้องเลือก ปัญญามันจะเลือกสรรของมันเองเลย พระอรหันต์แล้ว ไม่ต้องเลือกสรรอีก ก็สร้างสรรค์ได้ ถ้าคนอย่างนั้นสร้างๆๆๆๆ ไม่ต้องเลือก จบแล้วอัตโนมัติได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงอรหันต์ ก็อย่าบังอาจ ให้ใช้ สร้างสรร ที่ไม่มี ค์ เถอะ ถ้ายังไม่ใช่อรหันต์ นี่คือความละเอียด ของภาษาและสภาวะธรรม ที่เกิดจริงจากภาษานั้นๆ มันจะซับซ้อน สลับกันไปกันมา ผู้ที่ยังไม่จบกิจ ใช้ สร้างสรร ต้องเลือกเฟ้น ผู้จบกิจแล้ว สร้างสรรค์ ใช่เลย หรือผู้ที่สร้างอย่างหน้ามืดตามัว ก็สร้างสรรค์ เพราะเลือกไม่เป็น ให้กิเลสเลือ

อ่านต่อ

กให้ตนเอง กิเลสโตทุกที ปุถุชน เพราะฉะนั้น การสร้างสรรค์ของปุถุชน จึงได้แต่สร้างๆๆๆ ไม่มีปัญญาเลือกเฟ้น จึงมีแต่กิเลสโตๆๆ ต้องตั้งใจสร้างสรร ไม่มี ค์ ต้องมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ เลือกเอาสิ่งที่ควรจะสร้าง คนที่บรรลุกามภพ พ้นกามภพ ก็จะยังสัมผัสกามภพ อยู่นั่นแหละ ภายนอก กิเลสทำอะไรไม่ได้แล้ว เหลือแค่กิเลสภายในเป็นรูปภพ อรูปภพ รูปตัณหา อรูปตัณหา ก็ยังสัมผัสอยู่กับข้างนอก แต่กิเลสทำอะไรไม่ได้ แต่มันไม่ได้หนี มันอยู่เหนือ การปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงสัมผัสอยู่ตลอดเวลา แม้จะเป็นอนาคามี ก็มีสัมผัสภายนอก ตลอดเวลา แม้จะเป็นอรหัตตมรรค ก็ยังสัมผัสนอกอยู่นั่นแหละ เพื่อล้างตัวปลายสุด ก็จะกำจัดตัวกิเลสปลายที่เหลือ แม้จะเป็นอรหันต์แล้ว ก็ต้องสัมผัสอยู่กับภายนอก ไม่ได้หนีไปไหนเลย ในการหลุดพ้นจากกิเลสของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่การหลุดพ้น ประเภทที่จบภพกาม ก็มาทำภพใน อย่างไม่มีสัมผัส แต่ได้ภายนอกแล้ว ภายในก็จะได้เลย เพราะฉะนั้น ภายในก็ไม่ต้องไปทำอะไร ถ้าหมดกิเลสภายนอกแล้ว ภายในจะมีกิเลสภายนอกได้อย่างไร ข้อปฏิบัติโดยการ ผัสสะ อันสัมปยุต ด้วยกามาวจรจิต ด้วยรูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต หมดทั้งกาม ทั้งรูปาวจร อรูปาวจร ต้องต่อสู้กัน ในขณะมีสัมผัสทั้งนั้น จบแล้วสัมผัสได้หมดเลย เมื่อไม่สัมผัสแล้ว ผัสสะได้สุญญตาแล้ว ผัสสะแล้วก็แม้แต่อนิมิต ไม่ต้องกำหนดไปสร้างอะไรมาแทนเลย ผัสสะเป็นอปณิหิตตะ ไม่ต้องตั้งจิตอะไรอีกเลย ต้องเข้าใจในผัสสะ ที่ต้องต่อสู่กับกาม ผัสสะพ้นกามแล้ว มาผัสสะสัมปยุตกับรูป เราก็พ้นรูปได้อีก มาผัสสะกับอรูปอีก ก็ต้องมีผัสสะ อันสัมปยุตด้วยรูปอีก ผัสสะเป็นนิมิต กับอนิมิต ก็ไม่ต้องกำหนดนิมิตขึ้นมาก็ไม่ต้อง มันจะเป็นอัตโนมัติ ในตัวมันเองหมด เพราะฉะนั้นสุดท้าย ผัสสะโดยไม่ต้องตั้งอะไรเลย อปณิหิตตะ สมณะเดินดินว่า… นักปฏิบัติธรรม ที่ไม่อยากยุ่ง วุ่นวายอะไรกับใคร ไปฝึกสมาธิหลับตา มายาวนาน พอมีเรื่องวุ่นวาย ก็ต้องไปนั่งหลับตา ที่วัดป่าอย่างเก่า พอสงบใจได้ก็กลับมา แล้วก็ต้องกลับไปอย่างเก่า ตอนนี้ก็ไม่เห็นแล้ว คงสู้ผัสสะไม่ได้ ศาสนาพุทธ จะเรียนรู้ลดกิเลสได้ ต้องอยู่กับผัสสะ พ่อครูว่า… อธิบายมาตั้งแต่ต้นเลย เรื่องผัสสะเป็นปัจจัย เพราะเราไปติดฝึกแบบหลับตา อย่างฝังรากในจิต พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ฝึกในขณะที่ มีผัสสะชัดๆแล้วชนะ กิเลสตายอย่างไม่เหลือ ไม่มี กิเลสมันตายจริงๆ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ชนะกิเลสอย่างประเสริฐสุด ยอดที่สุด อันติมะ ไม่มีอะไรเทียบเคียงเลย ซึ่งมันต่างจากศาสนาอื่น คนละเรื่องคนละขั้ว แต่ทีนี้ คนทำไม่ได้ คนทำไม่ถึง ก็ไม่เชื่อว่า มันจะมีมันจะเป็น ดีที่ยังมีหลักฐานของพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกให้อาตมาได้เอามาประกอบอ้างอิงได้ ไม่เช่นนั้น คนจะไม่เชื่อ เพราะมันยิ่งใหญ่มาก พลังมันเหนือเลย เป็นโลกุตระ จะอยู่เหนือโลก ไม่ใช่อย่างข่มเบ่งโลกด้วย แต่รับใช้โลก โลกุตรจิตจะไม่มีใครมาทำอะไรได้ ไม่มีใครทำร้ายได้ ไม่มีใครทำให้โลกุตรจิตของอรหันต์นี้ ถูกทำลายได้ มีแต่เจ้าตัวเราเอง ที่สามารถจัดการได้ ล้างได้ มันยิ่งใหญ่ จึงเรียกว่า อสังหิรัง สุดยอดประเสริฐเลย สรุปแล้วคำว่าผัสสะ ซึ่งเป็นตัวที่ท้าทายที่สุด ต่างจากคนที่เข้าใจผิดว่า ดับผัสสะเสีย ทุกอย่างก็ดับ ดับผัสสะไม่ได้หมายความอย่างตื้นว่า ไปดับทุกอย่าง แต่ดับกิเลสในผัสสะนั้น ในผัสสะนั้น กิเลสมันดับในผัสสะนั้น ก็เรียกรวมว่า ดับผัสสะเสียทุกอย่าง ก็ไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีผัสสะ อย่างนั้นก็สบายมาก หายห่วงเลยสิ สบายอยู่แล้วไม่มีผัสสะ สะดวกโยธิน

600109_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เรียนรู้รูป 28

https://youtu.be/jm6N4fM9zU4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน