สื่อธรรมะพ่อครู(แสงอรุณทั้ง 7) ตอน อัตตาในแสงอรุณ 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.75 KB
วันที่แก้ไข21 มกราคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(แสงอรุณทั้ง 7) ตอน อัตตาในแสงอรุณ 7 _ขอได้โปรดอธิบายแสงอรุณ 7 ข้อที่ 5 ความเป็นธรรมด้วยตน อัตตสัมปทา พ่อครูว่า...แสงอรุณสุริยเปยยาล 7 [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . ดูรายละเอียดมิตรดี -> . [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . ถ้ายังไม่สามารถเข้าใจในความรู้ 7 ข้อนี้ดีพอสมควร ถ้าไม่เข้าใจเลยใน 7 ข้อนี้ มาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ก็สูญเปล่า อย่างข้อ 1 คุณก็ไม่รู้ว่าควรจะมีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดียกตัวอย่างพระพุทธเจ้าบอกว่าเราเป็นมิตรดีของเธอภิกษุทั้งหลาย ถ้าหากบอกว่าไม่เชื่อคุณก็ไม่มีมิตรดีสหายดี โพธิรักษ์บอกว่า เป็นสยังอภิญญาเป็นมิตรดีนะ คนไม่เชื่อก็ไม่มาเอา แต่ถ้าคุณเชื่อคุณก็มาเอา ยิ่งคุณมีจิตยินดีตามข้อ 2 ก็ยิ่งดีแล้วอาตมาก็สอนศีล ไม่เหมือนที่เขาอธิบายกันด้วยนะ คุณก็ศึกษาตาม ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ทุกวันนี้ไม่มีศีลก็โมฆะบุรุษเยอะเลย เขาก็เรียนศีลเป็นที่ต้นแต่เขาทิ้ง มันเผินไม่เชื่อเพราะไม่ฟังสัตบุรุษ ข้ออัตตา ต้องเรียนรู้อัตตา ความเป็นตัวตนมีอยู่ 3 อย่าง 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302)

แล้วก็ไม่ชัดเจนในอัตตาและกามก็ล้มเหลวเลย จึงจะต้องมาเรียนรู้อ

อ่านต่อ

ัตตาอย่างสำคัญ คนจะอธิบายกามและอัตตาได้ โลกความวนของอัตตาและกามได้ก็ต้องมีสยังอภิญญา แม้ไม่สยังอภิญญาแต่เป็นสัตบุรุษแท้เป็นโพธิสัตว์ระดับรองลงไป ก็ยังดี แต่ถ้ามีสยังอภิญญาก็ดีใหญ่ ในยุคนี้ ท่านมีของท่านมากพอไม่ต้องพึ่งใคร ท่านพึ่งตนได้ เป็นปัจเจก สยังอภิญญา แล้วก็จนกลายเป็นสยัมภู สูงสุด ก็มีที่ไปที่มา สรุปแล้ว ค่อยๆเรียนรู้ปฏิบัติตั้งแต่อัตตาแรกคือ โอฬาริกอัตตาเกี่ยวกับข้างนอก ตื้นสุดคืออบาย ต่อมาคือกามคุณโลกกาม ลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข หรือขั้นรูป รสกลิ่นเสียงสัมผัสจัดจ้านก็ลดลงมาตามลำดับ ก็จะเข้าใจโอฬาริกอัตตา จนลาภยศสรรเสริญภายนอกเราก็ไม่ติดใจ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็ไม่ติดใจ อย่างไรก็พอได้ รูปสวย กลิ่นหอม สัมผัสเสียดสีจนถึงรากราคะ รากราคะ เป็นเรื่องการเกิดการตายสืบต่อเผ่าพันธุ์ เรื่องเมถุนเป็นเรื่องหยาบ พระพุทธเจ้าสอนเมถุนถึง 7 ชั้น 1. ยินดีการขัดสี ลูบไล้ ให้อาบน้ำ และนวดฝั้นจากมาตุคาม รู้สึกปลื้มใจ 2. กระซิกกระซี้เล่นหัว สัพยอกกับมาตุคาม แล้วปลื้มใจ 3. เพ่งจ้องดูตา(ฟาดเนตร)กับมาตุคาม แล้วปลื้มใจ 4. ได้ฟังเสียงมาตุคามหัวเราะ ขับร้อง ร้องไห้อยู่ข้างนอกฝา-นอกกำแพง แล้วปลื้มใจ 5. ตามนึกถึงการหัวเราะ พูดเล่นหัวกับมาตุคามในกาลก่อน แล้วปลื้ม-สุขใจ 6. ได้เห็นคฤหบดี หรือบุตรแห่งคฤหบดี ผู้เอิบอิ่มพรั่ง- พร้อมด้วยกามคุณ 5 บำเรอตนอยู่ แล้วปลื้ม-สุขใจ 7. ประพฤติพรหมจรรย์โดยตั้งปรารถนาเพื่อเป็นเทพเจ้า หรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งไว้ แล้วปลื้ม-สุขใจ (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 47)

โอฬาริกอัตตาคือกามภายนอก รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเสียดสีภายนอกเราก็ไม่ติดใจ ไม่ต้องแตะต้องสัมผัส นวดฝั้น หากจะนวดรักษาก็ตามความจริงไม่เกิดติดใจอะไรก็ต้องมีภูมิปัญญารู้ละเลิก สรุปแล้วสัมผัสจะต้องไปนอกอย่างไรก็ไม่เกิดจิตที่มีอะไรอยู่ภายในเป็นราคะ รูปราคะ คุณก็ต้องอ่าน ถ้าระริกระรี้แรง แสดงว่าภายนอกเผลอไม่ได้นะ ถ้าไม่แล้วมีนิดหน่อยก็จะรู้ว่า ราคะ รูปราคะ เบาบาง เหลือน้อย อรูปราคะก็จะน่าไว้ใจกว่ารูปราคะ หมดอรูปราคะ โน้นก็ยังมี มานะ ถือดี เรื่องรสจะเป็นเชิงเมถุน สัมผัสเสียดสีเกิดไคลแมกซ์เฉยๆแล้วไม่ยินดีแล้ว แต่มีไคลแมกซ์ในความดี บางคนชื่นใจมากน้ำตาไหลกระโดดโลดเต้น ก็ต้องลด มานะ อติมานะ แต่ไม่ใช่เมถุนแล้ว หรือจะเรียกว่าเสพเมถุนกับความดี เราเป็นสิริมหามายาภาษากับสภาวะ แต่คุณยังมีความชื่นใจมีความยินดีมีรสติดยึด ความดี ก็รู้ว่า ในความดีมีมุทิตาจิต ก็รู้แล้วว่าเราได้ทำสิ่งดี เรื่องดีก็สำเร็จจบแล้ว ก็รู้ความดีแล้วเลิกจบ ไม่ได้มีรสก็เลิกวาง เมตตาคือต้องการให้เขาได้ดี กรุณาก็ช่วยเขาให้พ้นทุกข์สุข ตามชั้นไหนก็สำเร็จผลมุทิตารู้ว่าดีแล้ว และจิตไม่ติดยึดก็อุเบกขา เราก็จะมีสภาวะว่าเรามีฐานนี้แล้วไม่ติดยึดในเรื่องเหล่านี้แล้วก็จะรู้อาการต่างๆสัมผัสสัมพันธ์กรรมกิริยากับมนุษย์โลก ถ้าเรารู้อัตตาดีแล้วก็อย่าทำให้ผิดเพี้ยนไปจากสัมมาทิฏฐิ 10 หรือทิฏฐิ 2 ทิฏฐิ 6 เป็นต้น โดยเฉพาะสัมมาทิฏฐิ 10 หรือทิฏฐิ 6 ของปัญญา แล้วปฏิบัติ ยังมีกรรมกิริยาอาการงานเปิดลืมตา สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ก็จะต้องมี ทิฏฐิ 6 ปัญญาปัญญินทรีย์ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ เกิดธาตุรู้ที่รู้เป็นผลปัญญาเป็นปัญญินทรีย์จบเป็นปัญญาพละ620121_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ตอนที่ 35

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน