สารคดีประวัติชีวิตพ่อครู ภาค ๔ ธรรมยาตราพากู้ชาติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ธรรมยาตราพากู้ชาติ(ประวัติพ่อครูภาค 4 ) ภาพที่ประชาชนผู้รักชาติ ถูกถล่มจนแตกกระเจิง ด้วยระเบิดแก๊สน้ำตาที่หมดอายุของตำรวจไทย ทำให้ทุกคนหายใจแทบไม่ออก แม้ตัวพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ รวมทั้งสมณะและสิกขมาตุ ก็ยังถูกอิทธิฤทธิ์ของแก๊สพิษนี้ เล่นงานจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ในเหตุการณ์ชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามนำโดย เสธ.อ้าย เพื่อภารกิจหยุดยั้งรัฐบาลทรราชย์ ระบอบทักษิณ ในวันพิพากษา ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ ๕ ภาพเหล่านี้ เป็นคำถามคาใจแก่ผู้คนในสังคมว่า เหตุใดพระหรือสมณะจึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การออกไปประท้วงข้างถนน เป็นกิจของสงฆ์หรือไม่? หรือแม้แต่มีคนถามว่า ท่านร้อนผ้าเหลืองหรือไม่? ทำไมต้องออกไปล้มรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง? เรื่องความเชื่อว่า ธรรมะไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองนี้ เป็นที่มาให้พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่อายุใกล้จะ ๘๐ อยู่รอมมะร่อ ต้องพาตนเองและลูกๆเข้าไปร่วมชุมนุม เพื่อพิสูจน์สัจธรรมที่ว่า ต้องเอาธรรมะเข้าไปสถาปนาไว้ในการเมือง ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดความฉิบหายแก่บ้านเมืองอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ (ให้ตัดเอาการสนทนาพ่อท่านกับคุณดนัยในรายการ เผชิญหน้าวันที่ ๑๑ ก.ย.๕๖ มาใส่อธิบายคำตอบ) ย้อนกลับไปเมื่อเมื่อวันที่ ๑๖ ม.ค.๒๕๔๙ เป็นครั้งแรกที่พ่อครูพาลูกๆชาวอโศกกองทัพธรรม ออกไปร่วมประท้วงร่วมกับศาสนิกชน ๖๗ องค์กร และ ๑๗๒ เครือข่ายงดเหล้า มาร่วมชุมนุมคัดค้านน้ำเมา เข้าตลาด หลักทรัพย์ฯ ผู้ชุมนุมได้นั่งนอนอยู่หน้าสนง.ตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนวิทยุ เพื่อขอความเห็นใจต่อรัฐบาลและคณะกรรมการ กำกับ หลักทรัพย์ และ ตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไม่นำธุรกิจน้ำเมาเข้าตลาดหุ้น เพราะจะทำให้เกิดผลเสียหาย มากกว่ารายได้ ที่รัฐบาลจะได้จาก ธุรกิจ อบายมุข นับหมื่นล้านบาท การชุมนุมครั้ง
อ่านต่อ
นี้ ชาวกองทัพธรรม ได้ปักหลัก ยืนหยัด ยืนยันคัดค้าน ด้วยความสงบ สันติ อหิงสา อโหสิ ซึ่งเป็นลักษณะชุมนุมแบบโพรเทสต์ (PROTEST)" มิใช่กลุ่มม็อบ (MOB) หรือ กลุ่มชน ที่มาจับกลุ่มกัน ก่อความไม่สงบ ความวุ่นวาย จลาจล แต่อย่างใด การชุมนุมได้ดำเนินมาถึงวันอังคารที่ ๒๔ ม.ค.๒๕๔๙โดย รมว.กระทรวง สาธารณสุข ยืนยันจะออกกฎกระทรวงควบคุมการขาย การดื่ม สื่อโฆษณาน้ำเมาทุกชนิด ๒๔ ชั่วโมง ให้แล้วเสร็จ ภายใน ๔๕ วัน และ ก.ล.ต.ต้องทำตามกฎหมาย ไม่นำน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์" ทางผู้ชุมนุมจึงสลายการชุมนุม หลังจาก ชุมนุมมาได้ ๙ วัน ๘ คืน แม้ว่าชาวอโศกและกองทัพธรรมที่มีประธานคือพลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้เคยให้การสนับสนุนนายกฯทักษิณ ชินวัตร ให้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เนื่องด้วยที่คุณทักษิณเคยบอกว่าตนเองรวยพอแล้ว ชีวิตต่อไปจะทำประโยชน์เพื่อชาติ แต่แล้วกลับปรากฎว่า พล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับใช้ตำแหน่งนายกฯเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง มากมายจนเกินกว่าที่ประชาชนไทยผู้รักชาติจะทนไหว จึงเกิดปรากฎการณ์ เมืองไทยรายสัปดาห์ที่สวนลุมฯโดยคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ต่อเนื่องพัฒนามาเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีพลตรีจำลอง ศรีเมืองเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน ๕ แกนนำพันธมิตรฯด้วย หลังจากการเคลื่อนไหวใหญ่ในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ครั้งแรกในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ และกระแสการเรียกร้องขับไล่จากกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมไทย อย่างกว้างขวาง ในที่สุดรัฐบาลทักษิณได้ประกาศ “ยุบสภา”ในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ แต่พันธมิตรฯ ยังเห็นว่าเป็นการใช้การเลือกตั้งเป็น “เครื่องมือซักฟอกตัวเอง” จึงคงยืนยันชุมนุมในขับไล่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ออกจากตำแหน่งอย่างไม่มีเงื่อนไข และ“ให้เกิดกระบวนการปฏิรูปการเมือง” ก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยจัดให้มีการชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ พ่อท่านได้นำพาหมู่สมณะและสิกขมาตุ นำญาติธรรมร่วมชุมนุมด้วยความสงบ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ โดยได้ปักหลักพักค้างชุมนุมที่สนามหลวง แล้วได้สลายการชุมนุมตามมติของแกนนำ เพื่อเข้าร่วมชุมนุมอีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๙ พ่อท่านได้ให้แนวทางการชุมนุมว่าไปชุมนุมอย่างสงบ ตามกฎหมาย มีเป้าหมายให้นายกฯเสียสละลาออกจากตำแหน่ง ไม่มุ่งกดดัน แต่เน้นแสดงสัจจะ ด้วยหลัก “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงกันออกมาให้มากๆหมดๆ” โดยในเช้าวันอังคารที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๙ ชาวกองทัพธรรมร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรฯ มีกองทัพธรรมเป็นทัพหน้า กลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นทัพหลัง พาประชาชนเรือนแสนธรรมยาตราไปปักหลักพักค้างที่ข้างทำเนียบรัฐบาล โดยมีผู้เข้าร่วมเดินขบวนเป็นจำนวนมาก หัวขบวนอยู่ข้างทำเนียบรัฐบาล แต่ท้ายขบวนยังอยู่สนามหลวงอยู่เลย เป็นการเดินขบวนธรรมยาตราที่งดงามมหัศจรรย์มาก เป็นไปอย่าง สงบ สันติ อหิงสา เรียบร้อย ง่ายงาม ปราศจากอาวุธ ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก โดยเช้าวันพุธที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๙ พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ได้รับนิมนต์ให้ขึ้นธรรมาสน์เทศนาธรรมเพื่อเพิ่มสัมมาทิฏฐิให้กับผู้ชุมนุม และมีการถ่ายทอดสดทางสถานี ASTV ทุกวัน ซึ่งกิจกรรมการประท้วงของกองทัพธรรมและพันธมิตรฯ นั้น เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ มุ่งเน้นเอาธรรมนำหน้า ให้ความรู้ความจริงเปิดเผยแก่ประชาชน โดยมี ASTV ร่วมถ่ายทอดความจริง การออกมาประท้วงผู้นำประเทศครั้งนี้ กินเวลายาวนานถึง ๓๙ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๙ โดยในวันที่ ๔ เมษายนนี้เอง นายกฯทักษิณ ก็ได้ประกาศเว้นวรรคทางการเมือง จนกระทั่งได้เกิดการรัฐประหาร โดยพล.อ.สนธิ บุญรัตนกลินท์ ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยมีการโปรดเกล้าฯให้พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๙-๒๕๕๐ ต่อมามีการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๐พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นนอมินีของระบอบทักษิณ ชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลผสม ทำให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องกลับมาชุมนุมอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวชและสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งก็คือนอมินีของอดีตนายกฯทักษิณ ออกจากตำแหน่ง การชุมนุมใหญ่ ๑๙๓ วัน พันธมิตรฯ ได้จัดชุมนุมใหญ่ขึ้นในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ โดยเริ่มรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกสกัดไว้ที่สะพานมัฆวาน จึงได้ปักหลักชุมนุมที่บริเวณดังกล่าว และเพียงหลังการชุมนุมเพียงหนึ่งวัน แกนนำพันธมิตรฯ ได้ยกระดับเป้าหมายไปสู่การ“โค่นล้มระบอบทักษิณและขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดอันธพาลให้สิ้นซาก” ซึ่งชาวอโศกในนามกองทัพธรรมก็ได้เข้าร่วมต่อสู้ โดยเอาธรรมน้ำหน้าร่วมกับพันธมิตรฯ หลังจากการปักหลักชุมนุมพันธมิตรฯ ได้ ประกาศ “เป่านกหวีด”ระดมพลเคลื่อนไหวเข้าร่วมการเคลื่อนไหวหลายครั้ง เช่น ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ “สงคราม ๙ ทัพ” พันธมิตรฯ ได้เคลื่อนกำลังคนฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาปักหลักชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ตรงข้ามสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ(ก.พ.) ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑ “ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า” บ่ายวันนี้พันธมิตรฯได้บุกยึดทำเนียบได้สำเร็จ ส่งผลให้มีข่าวลือหนาหูว่า ตำรวจพร้อมหมายจับจะบุกเข้ามาจับกุมแกนนำที่อยู่ในทำเนียบรรัฐบาล พ่อครูได้นำหมู่สมณะและญาติธรรมนั่งล้อมรอบแกนนำพันธมิตรฯไว้ภายในทำเนียบรัฐบาล โดยได้ตากฝนที่ตกลงมาตลอดคืน ตำรวจก็ไม่ได้บุกเข้ามาแต่อย่างใด ต่อมาในวันที่ ๒๙ สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามผลักดันให้ผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบ จึงเกิดการปะทะกับผู้ชุมนุม จนทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ พันธมิตรฯ เป่านกหวีดอีกครั้ง ปิดล้อมรัฐสภาเพื่อขัดขวางการ แถลง นโนบาย ของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ๔๔๓ ราย เสียชีวิต ๒ ราย คือนส.อังคนา ระดับปัญญาวุฒิหรืิอน้องโบว์ และสารวัตร จ๊าบ พ.ต.ท. เมธี ชาติมนตรี นับเป็นอีกสองวีรชนที่พลีชีพเพื่อชาติอย่างอาจหาญ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ภายหลังจากที่พันธมิตรฯที่ปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลฯ ได้ถูกยิงถล่มด้วยระเบิด M๗๙ อยู่อย่างต่อเนื่อง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พันธิมิตรฯจึงได้ตัดสินใจ เคลื่อนกำลังไปชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อใช้เป็นที่ชุมนุมที่ปลอดภัยได้มากกว่าที่ทำเนียบรัฐบาล ชาวกองทัพธรรมก็ได้ติดตามไปที่ ภายหลังจากมีคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอีก 2 พรรค อันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ในวันรุ่งขึ้นแกนนำพันธมิตรฯ ได้ประกาศยุติการชุมนุมทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง เป็นอันสิ้นสุด ๑๙๓ วัน ของการต่อสู้เอาธรรมนำหน้า สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ทำให้เกิดประชาภิวัฒน์และตุลาการภิวัฒน์เอาชนะระบอบทักษิณได้อีกครั้งหนึ่ง และในปี ๒๕๕๔ ปีนี้เป็นปีที่พ่อครูฯนำพากองทัพธรรม ออกไปประท้วงรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ กรณีเขาพระวิหารและกรณีการจับคุณวีระ สมความคิดกับชาวไทยรวม ๗ คนไปขังคุกเปรย์ซอที่ประเทศกัมพูชา ครั้งนี้กองทัพธรรมออกไปเป็นตัวหลัก ตั้งเวทีเอง ซึ่งก็มี พันธมิตรฯมาร่วมด้วยในภายหลัง การชุมนุมครั้งนี้เอง ที่พ่อครูได้ลงหลักปักธรรมะ เข้าไปในการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีรูปแบบของการประท้วงแนวใหม่ ที่เรียกว่า “Neo protest” จะเห็นภาพพ่อครูในวัยใกล้จะ๘๐ ปี เทศนาอบรมธรรมะระดับโลกุตตระ อยู่ที่เวทีกองทัพธรรมข้างทำเนียบรัฐบาล แทบทุกวัน บางครั้งวันละ ๒ รอบ งานนี้เป็นรูปธรรมให้เห็นครั้งแรกว่า ผู้ที่ฝึกอบรมธรรมะ จะใช้อาวุธคือ “ความไม่รุนแรง” หรือ “อหิงสา” ต่อกรกับตำรวจหลายกองพันได้อย่างประหลาดมหัศจรรย์ เป็นความสงบสยบความรุนแรง ในเหตุการณ์ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมเวทีกองทัพธรรม ในวันที่ ๑๔ มี.ค. ๒๕๕๔ พ่อครูพาลูกๆนั่งสงบเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนตำรวจต้องยอมแพ้ถอยทัพกลับไป และครั้งล่าสุดพ่อครูก็พากองทัพธรรม เข้าร่วมกับกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ ที่สวนลุมพินี ประท้วงต่อเนื่องยาวนานหลายเดือน จนต่อมาก็เข้าร่วมเป็นหนึ่งหน่วยในมวลมหาประชาชน กปปส. ที่นำโดยกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ งานนี้ ยาวนานถึง ๒๙๒ วันสำหรับกปท.และ ๒๘๙ วันสำหรับกองทัพธรรม เป็นห้วงเวลาที่เป็นเครื่องพิสูจน์สัจธรรมที่ว่า “ธรรมะย่อมชนะอธรรม” แม้ว่ากับรัฐบาลทรราชย์ที่โหดร้าย และมีอำนาจล้นแผ่นดิน ก็สามารถใช้ ธรรมะ อันคือ ความสงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ความดีงาม ความถูกต้อง ไปชนะได้ ซึ่งปรากฎเป็นรูปธรรมในหลายๆเหตุการณ์การชุมนุมครั้งนี้ ที่ชัดเจนที่สุดคือ ตอนที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมเวทีผ่านฟ้าฯในวันที่ ๑๘ ก.พ. ๒๕๕๗ ความสงบเย็นของผู้มีธรรมะ เป็นธรรมฤทธิ์ที่ทำให้ตำรวจต้องหนียะย่าย พ่ายจะแจไปอย่างไม่เป็นกระบวน การออกมาชุมนุมทางการเมืองในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหน กองทัพธรรมก็อยู่ได้อย่างไม่ยากไม่ลำบาก ทั้งหมดเพราะชาวกองทัพธรรมแต่ละคน ได้ฝึกฝนอบรมธรรมะ อย่างเข้าถึง จนเปลี่ยนจิตวิญญาณให้ลดละกิเลสความเห็นแก่ตัวได้นั่นเอง การออกมาลำบากตรากตรำแล้ว เราทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ได้ลดความโลภ โกรธ หลง ได้ จึงเป็นเป้าหมายหลักที่แท้จริงของการปฏิรูป ส่วนผลที่ตามมาคือมวลมหาประชาชนก็ได้ฝึกฝนธรรมะ เอาธรรมนำหน้าไปด้วยกัน จนเกิดเป็นชัยชนะในที่สุดนั่นเอง “จบสวยด้วยธรรมะ” แม้ที่สุดแล้ว ทหารจะต้องออกมาทำการรัฐประหารด้วยอาวุธ แต่พ่อครูก็ได้ตัดสินไว้ว่า มวลมหาประชาชนเป็นฝ่ายชนะอย่างสวยงาม ตั้งแต่ทำงานศาสนามามากกว่า ๔๐ ปี พ่อครูในวัย ๘๐ ได้พาลูกๆฝึกฝนอบรมจนมีธรรมะ พึ่งพาตนเองรอด จนมีอินทรีย์พละมากพอ ที่จะออกมาช่วยเหลือบ้านเมืองในยามวิกฤติ ให้รอดพ้นจากภัยร้ายระบอบทักษิณ เป็นธรรมยาตราพากู้ชาติ ที่เป็นไปเพื่อเป็นการยืนยันคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นจริงได้แม้ในยุคกาลนี้ ลูกๆอโศกหลายคนบ่นว่า ครั้งนี้ยาวนานมากเหนื่อยมากที่สุด อยากให้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ออกมาประท้วง แต่พ่อครูในวัย ๘๐ กลับบอกว่า ที่เราออกมาแต่ละครั้งนั้นเราได้เกิดความเจริญธรรมะในจิตใจของแต่ละคน ก็เป็นสิ่งที่หาค่า บ่ มิได้แล้ว ถ้าครั้งหน้า คสช.ทำไม่ดีอีก เราก็พร้อมออกมาประท้วง แต่ตอนนี้เขาก็ทำดีอยู่แล้ว นี่เป็นคำพูดของพ่อครูที่แสดงให้เห็นว่าสำหรับคนมีธรรมะแล้วนั้น ๘๐ ปีไม่มีแก่จริงๆ แล้วลูกๆจะยอมปล่อยใจให้แก่หง่อมไป ไม่ออกมาช่วยได้อย่างไร?