สารคดีประวัติชีวิตพ่อครู ภาค ๑ จากฆราวาสสู่วัดอโศการาม.docx
เนื้อหาในไฟล์
ภาค ๑: ชีวิตพ่อครูจากฆราวาสสู่วัดอโศการาม ๑. พ่อครูเกิด ที่จังหวัดศรีสะเกษ แต่มาเติบโตที่จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเกิดเมื่อวันอังคารที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ปีจอ ช่วงเช้าขณะพระกลับจากบิณฑบาต ชื่อเดิมคือ “มงคล รักพงษ์” ชื่อเล่น “แป๊ก” แต่ในใบเกิดเขียนว่า “เด็กชาย สไมย์ จำปาแพง” ซึ่งพ่อครูท่านก็ไม่เคยทราบมาก่อน มาพบในใบเกิดเมื่่อโตแล้ว คุณแม่บุญโฮม แต่งงานครั้งแรกกับคุณพ่อทองสุข ที่เสียชีวิตตั้งแต่พ่อครูยังเป็นทารกอายุไม่ถึงขวบ คุณแม่บุญโฮมจึงแต่งงานครั้งที่สองกับคุณพ่อบุญเฉย และมีลูกอีก ๙ คน รวมพ่อครูก็เป็น ๑๐ แต่ตายไปตั้งแต่เด็กเสีย ๓ คน ๒. ตระกูลฝ่ายคุณแม่เป็นลูกหลานเชื้อสายเจ้าเมืองเก่า คือ เจ้าเมืองอุบลราชธานี และเจ้าเมืองพิบูลมังสาหาร พ่อครูจึงเป็นรุ่นเหลนโหลนของเจ้าเมืองทั้งสองเมือง คุณตากับคุณยายมีบุตรทั้งสิ้น ๑๐ คน คุณแม่บุญโฮมเป็นลูกคนที่ ๑๐ พี่ชายคุณแม่คนหนึ่งคือคุณลุงสุรินทร์ พรหมพิทักษ์เป็นนายแพทย์ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัษาโรคจิตแห่งแรกในภาคอีสาน ที่อุ้มชูครอบครัวพ่อครูเมื่อคุณแม่เสียชีวิตเมื่ออายุเพียง ๔๐ปีต้นๆ พ่อครูจึงเกิดมาในครอบครัวที่มีญาติพี่น้องมากมาย ๓. คุณแม่บุญโฮมถือเป็นแม่ค้าตัวอย่าง เป็นคนขยันขันแข็งมีอาชีพหลากหลายไม่อยู่เฉย มีกิจการค้าหลายกิจการที่อำเภอวารินชำราบ แต่ในช่วงสุดท้ายฐานะเริ่มอัตคัตขัดสนเพราะถูกโกงค้าขายไปหลายครั้ง คุณพ่อเฉยไปรบหลายปี กลับมาก็ติดเหล้างอมแงม ทะเลาะกับคุณแม่บ่อย ทะเลาะทีไรก็ขอหย่าและแบ่งสมบัติไปทุกครั้ง พอเงินหมดก็กลับมาขอคืนดีมาอยู่ด้วยกันอีก เป็นอย่างนี้หลายๆครั้ง ๔. พ่อครูเองได้นิสัยขยันขันแข็งจากคุณแม่ ไม่เกี่ยงงานและหนักเอาเบาสู้ หมั่นคิดค้นหาเรื่องค้าขายอยู่
อ่านต่อ
เสมอ ตอนเด็กพ่อครูวิ่งขายทั้งเม็ดมะขามคั่วและไอศกรีม ทั้งยังเป็นกรรมกรไปรับจ้างแบกของที่สถานีรถไฟด้วย ทำให้คิดถึงคติโบราณที่ว่า “อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา อย่าอายทำกิน” ๕. การฝึกฝนอบรม คงมิใช่ได้จากคุณแม่คนเดียว เพราะตอนอายุ ๒ – ๖ ขวบ พ่อครูไปอยู่กับคุณลุงสุรินทร์และได้ช่วยเลี้ยงน้องๆ ลูกๆของคุณลุง ช่วงเรียนม. ๑ พ่อครูถูกคุณแม่จับส่งไปอยู่กับคนรู้จักกัน เจ้าของบ้านนี้ใช้พ่อครูทำงานสารพัดทำทุกอย่าง งานสวน รวมทั้งงานบ้าน แบกขน เช็ดปัด กวาดถู เป็นลูกมืองานทำขนมขาย และต้องเรียนหนังสือด้วย นับว่าเผชิญศึกหนักที่สุดในชีวิตจนพ่อครูต้องร้องไห้และหนีกลับบ้าน แต่คุณแม่กลับยืนยันว่าต้องอยู่บ้านนั้นต่อไป ๖. กว่าจะเรียนจบม. ๖ พ่อครูย้ายที่เรียนบ่อยมาก สุดท้ายท่านมาจบ ม. ๖ ที่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี พอขึ้น ม.๗ ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนสีตบุตรบำรุงที่กรุงเทพฯ ม.๗ปีเดียวผ่านแต่ม. ๘อยู่ ๒ ปีไม่ผ่าน จึงลาออกไปเรียนที่โรงเรียนเพาะช่าง ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ พ่อครูอายุ ๒๔ ปี เรียนจบ ปวส. เพาะช่างและได้เข้าทำงานที่ไทยทีวีช่อง ๔ ทันทีตามคำชวนของ อาจารย์สมจิตต์ สิทธิไชย นอกจากชอบทำงานที่เป็นสาระเกินวัยเด็กแล้ว พ่อครูมีความชอบทางศิลปะทุกแขนง วาดรูป วรรณศิลป์ การแสดง เพลง ดนตรีริอ่านทำมาตั้งแต่เด็กจึงเกิดทักษะในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านงานประพันธ์แทบทุกรูปแบบ ด้านทักษะชีวิตที่สืบเนื่องมาจากกิจกรรมหลากหลายของพ่อครู เป็นเชียร์ลีดเดอร์ก็เป็น เป็น บก.ทำหนังสือเองก็ทำ เป็นผู้นำจัดงานกิจกรรมต่างๆ ท่านแต่งกลอนเก่ง สามารถทำเป็นสคส. ส่งขายช่วงเทศกาลอวยพรปีใหม่ได้ ช่วยเขียนจดหมายรักให้เพื่อนๆก็ทำ พ่อครูเองก็มีเพื่อนรุ่นน้องที่ชอบพอกัน เขียนจดหมายติดต่อกันไปมาจนอายุ ๒๐ สุดท้ายเขาก็แต่งงานกับคนอื่น ๗. ตอนเรียน ม. ๗ ม.๘ และเรียนที่เพาะช่างในเวลา ๘-๙ปีที่กรุงเทพฯพ่อครูต้องเปลี่ยนที่พักหลายครั้งด้วยความจำเป็นหลายอย่าง แต่อุปสรรคความยากลำบากทั้งหลายทำให้พ่อครูได้ฝึกฝนอดทนได้เรียนรู้สู้ชีวิตอย่างเข้มแข็งและอดทน ได้มีประสบการณ์ที่ซื้อหากันไม่ได้จริงๆ เช่น ไปเป็นเด็กวัดก็เจอหลวงพ่อลำเอียง ไปขออาศัยอยู่บ้านคนรู้จักกัน ก็ต้องทำงานทุกอย่างเพื่อทำตัวให้เป็นประโยชน์ บางบ้าน พ่อครูต้องช่วยดูแลทุกเรื่อง ทั้งปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาด ทำกับข้าว และช่วยเลี้ยงลูกเล็กๆของเจ้าของบ้านด้วย ไปอยู่บ้านเช่า ก็ต้องวิ่งรอกทำงานพิเศษหลายแห่ง เพื่อให้มีเงินพอจ่ายค่าเช่าบ้านและเลี้ยงน้องๆ ช่วงอยู่หอพักบุตรข้าราชการทหารบก พ่อครูได้รับรางวัลความประพฤติดีเยี่ยม ผลการเรียนก็อยู่ในระดับดีตลอดสอบได้ที ๑ บ่อยครั้ง ๘. พูดถึงการเชียร์กีฬา ก็อดคิดถึงชีวิตพ่อครูมิได้ ที่ท่านทั้งต่อสู้ดิ้นรนเลี้ยงชีวิตตัวเองทั้งต้องหารายได้เรียนหนังสือ พ่อครูเคยไปอาศัยอยู่กับอาจารย์ล้วน ควันธรรม ปรมาจารย์นักแต่งเพลง ที่บ้านนี้พ่อครูต้องทำงานทุกอย่างทั้งดูแลบ้านทำอาหารและเลี้ยงลูกเล็กๆ ๒ คนของอาจารย์ด้วย ครั้งหนึ่งอาจารย์ล้วนประกาศให้นักแต่งเพลงส่งเพลงเข้าประกวด พ่อครูก็แอบส่งเพลงที่พ่อครูแต่งเข้าประกวดด้วยโดยใช้นามแฝงไม่ให้ครูล้วนรู้ และได้รับรางวัลชนะเลิศร่วมกับผู้แต่งเข้าประกวดอีกคนหนึ่ง อาจารย์ล้วน พอมาทราบทีหลัง มิได้ชื่นชมแต่อย่างใดกลับตำหนิพ่อครูที่ทำให้อาจารย์สิ้นเปลืองรางวัลด้วยซ้ำ ขณะเรียนอยู่ที่เพาะช่าง พ่อครูก็ถีบจักรยานส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้านเพื่อหารายได้เลี้ยงตัว ช่วงนั้นเพลง “ ผู้แพ้” ที่พ่อครูแต่ง กำลังดังทั่วเมืองไทย แต่กลับไม่มีใครรู้จักคนแต่งที่ยังเป็นเด็กรุ่นอายุ ๒๐ ปี เป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์แต่แต่งเพลงดังเท่าเทียมครูเพลงในยุคนั้น ความยากไร้ ความขัดสน ความคับแค้น ทำให้คนเราแข็งแกร่งได้จริงๆ ท่านเชื่อไหม? ๙. ช่วงเรียนอยู่เพาะช่าง ต้องหาเงินส่งเสียตัวเอง เวลาต้องซื้ออุปกรณ์ เครื่องเขียนต่างๆ มันก็ติดขัดไปหมด พ่อครูเล่าว่าบางครั้งก็ ไถจากเพื่อนฝูงนี่แหละ ก็พอเอาตัวรอดมาได้ ถึงกระนั้น พ่อครูยังได้เป็นประธานนักเรียนของเพาะช่างคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งแต่ เดิมตำแหน่งประธานนักเรียนนี้ผู้อำนวยการโรงเรียนจะเป็นผู้แต่งตั้ง แต่พ่อครูริเริ่มปรับเปลี่ยนใหเป็นนักเรียนเลือกตั้งประธานแทน โดยให้้นักเรียนชั้น ปีที่ ๒ ถึงชั้นปีที่ ๕เป็นผู้เลือก ซึ่งทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น กิจกรรมต่างๆในโรงเรียนตลอดจนวิชาความรู้ด้านศิลปะทั้งหลายทั้งมวลได้หล่อหลอมให้พ่อครูเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและเชี่ยวชาญ ที่นี่เองก็มีกิจกรรมมากมาย มีทั้งการแสดงการร้องเพลง งานวิชาการ และเป็นประธานจัดงานอาชีวสัมพันธ์ด้วย พ่อครูเองยังเคยแต่งละคร และช่วยทำให้แทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เป็นผู้ประพันธ์เรื่อง ผู้อำนวยการ ผู้คัดตัวละคร ออกแบบเครื่องแต่งกาย และการช่วยแต่งหน้าตัวละคร! นี่แหละ เขาถึงบอกว่า นักกิจกรรมเมื่อออกสู่โลกภายนอก เขาจะเก่ง จะมีความสามารถ จะมีมนุษยสัมพันธ์ และจะเอาตัวรอดปลอดภัยได้ในสังคมกว้างใหญ่นี้ ๑๐ อานิสงส์จากการแต่งเพลงเก่ง ทำให้พ่อครูได้แต่งเพลงให้กับหน่วยงาน ชมรม และสมาคมต่างๆหลายแห่ง ชมรมดรุณสารซึ่งจัดกิจกรรมเกี่ยวกับความสามารถของเด็กๆได้นำเพลงเพลงของพ่อครูมาเป็นเพลงประจำชมรม จากจุดนี้เอง เมื่อไทยทีวี ช่อง ๔ สมัยนั้นจัดรายการเด็ก พ่อครูได้เป็นผู้ริเริ่มรายการ “คนเก่งรุ่นจิ๋ว” พิธีกรของรายการซึ่งเป็นสมาชิกของชมรมดรุณสาร จึงได้ขอให้พ่อครูไปช่วยจัดรายการด้วย แต่ทำไปทำมา พ่อครูก็เป็นพิธีกรเอง และได้รับคำชมจากสื่อ หนังสือพิมพ์ว่าหน่วยก้านดี ตั้งแต่นั้นมาชีวิตพ่อครูก็คร่ำหวอดอยู่กับงานทีวี การแสดงและวงการศิลปินหลากหลายรวมทั้งวงการวิทยุด้วย รายการทีวีที่พ่อครูทำในช่วงนั้นส่วนใหญ่เป็นรายการเกี่ยวกับเด็กๆ เช่น นักกีฬาน้อย สวนอักษร คนกล้า ลับสมอง ปัญหาสาธิต ฯลฯ ที่เป็นรายการผู้ใหญ่ ก็เป็นด้านวิชาการ เช่น สิงสาราสัตว์ โรงเรียนโทรทัศน์หลายแขนง ยี่สานวิทยา ลับแลกลอนสด เป็นต้น ต่อมาก็ได้มีโอกาสทำรายการเพลง ร้องเพลง แสดงละคร ฯลฯ การมาอยู่ช่อง ๔ นับว่าได้พัฒนาศักยภาพทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวให้เจริญเติบโตเต็มที่ ๑๑. เมื่ออยู่เพาะช่างปีที่๓ คุณแม่บุญโฮมเสียชีวิต แรกๆทางบ้านไม่ยอมบอก ก็มารู้ทีหลัง พอเรียนจบจากเพาะช่างวิจิตรศิลป์ ๕ปีออกมาก็เข้าทำงานที่ ทีวีช่อง๔ในยุคนั้นซึ่งเป็นทีวีช่องแรกของประเทศไทย เมื่อเรียนจบออกมามีงานทำ ก็รับน้องๆทั้งหมดที่อยู่กับคุณลุงมาเลี้ยงดูต่อทันที นับเป็นของขวัญที่มีคุณค่าสำหรับการได้งานทำ! พ่อครูมีน้องๆอยู่ ๖ คน ท่านต้องรีบเช่าบ้านหลังโตเตรียมไว้ ค่าเช่า ๗๐๐ บาทต่อเดือน แต่เงินเดือนพนักงานทีวีที่พ่อครูรับอยู่ตอนนั้น แค่ ๗๕๐ บาท! พ่อครูจึงต้องดิ้นรนหารายได้พิเศษ ทั้งจากการทำรายการทีวี การเป็นคอลัมนิสต์ การแต่งเพลง แต่งบทละคร และเป็นครูพิเศษสอนตามโรงเรียนต่างๆ จะเรียกช่วงนี้ว่า “วัยหมาหอบแดด” ก็ใช่ จะเรียก “ชีวิตวุ่นวาย กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ”ก็ไม่ผิดนัก ไม่ใช่แม่ก็เหมือนแม่ เพราะดูแลทุกอย่าง ส่งเสียให้น้องทุกคนเรียนตามที่ต้องการ ใครอยากเรียนต่อต่างประเทศ พ่อครูก็กัดฟันสนับสนุน พ่อครูเอาภาระดูแลทุกคน ทั้ง นายชาติ กิ่งรัก บัวบูชา ฟ้า และด้าว แถมยังไปตาม “นิตยา” น้องคนที่ ๕ ที่คุณอาขอไปเลี้ยงตั้งแต่แรกเกิด เอามาดูแลกันเองทั้งๆที่รับเงินเดือน แค่ ๗๕๐! ช่างใจใหญ่จริงๆ แต่แท้จริง นี่คือความรักที่มีต่อน้องๆ “น้อง....ที่พี่แป๊กสุดแสนรัก” เป็นคำขึ้นต้นจดหมายถึงน้องสาว แสนเพราะพริ้ง พ่อครูได้เล่าให้ฟัง ครั้งหนึ่งที่มีจิตกลัวตายขึ้นสมอง มันกลัวจริงๆ เพราะกลัวว่า ถ้าตายแล้วใครจะเลี้ยงน้องๆ พอเริ่มตั้งหลักตั้งฐานได้ จึงมีบ้านจากหยาดเหงื่อของตัวเอง เป็นบ้านของอาคารสงเคราะห์ที่ทุ่งมหาเมฆ พ่อครูตั้งชื่อมันว่า “บ้านร่ม” แล้วก็ขอให้พ่อบุญเฉยมาอยู่ด้วยกัน ในความรักความผูกพันนั้น พ่อครูไม่อยากให้น้องๆไปที่ไหน ขอให้อยู่ด้วยกัน แม้น้องๆจะแต่งงาน ท่านก็จะขยายบ้านและขอร้องให้มาอยู่ด้วยกันทั้งผัวทั้งเมีย ๑๒. ได้ถามน้องๆของพ่อครูเกี่ยวกับด้านการพูด น้องๆต่างบอกว่า ชีวิตพ่อครูไม่เคยพูดคำหยาบ พูดแต่คำสุภาพตลอดเวลา แถมจิตใจดีอีกต่างหาก ขนาดเพื่อนฝูงมาหยิบยืมของใช้ พ่อครูยังไม่เคยทวงคืนเลย มีแต่น้องๆที่โวยวาย คุณป้ากิ่งรัก ต้นตระกูล น้องคนโตของพ่อท่าน ให้ถ้อยคำดังนี้ “นอกจากน้องแท้ๆของท่านแล้ว ท่านยังได้ส่งเสียให้คนอื่นๆได้เล่าเรียนจนจบไปหลายคน ทั้งๆที่คนเหล่านั้นไม่ได้เป็นญาติโก โหติกากันเลย ทุกต้นเดือนพวกเขาก็มารับเงินจากพี่แป๊ก ที่จ่ายให้ทั้งค่าเทอม และค่าใช้จ่ายต่างๆ....” และในวันเด็ก คนไม่มีลูกอย่างพ่อครูก็จะจัดงานที่บ้านเพื่อให้เด็กๆแถวนั้นมาเล่นเกมส์สนุกสนานและแจกของขวัญให้ทุกคน ๑๓. ปี ๒๕๐๓ พ่อครูอายุ ๒๖ ปี เริ่มหันมาศึกษาเรื่องพลังจิต หลังจากฟังคำบรรยายเรื่องพลังจิตและการระลึกชาติ พ่อครูใช้เวลาทุกเสาร์อาทิตย์ไปคลุกคลีกับหมู่กลุ่มที่สมาคมค้นคว้าทางจิตที่วัดมกุฎกษัตริยาราม และได้ฝึกทดลองสะกดจิตกับคนโน้นคนนี้ ต่อมาได้ขยับมาศึกษาไสยศาสตร์ หัดเข้าทรง และนั่งทางใน รักษาไข้ ใบ้หวย ฯลฯ เคยเข้าทรงเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง เข้าทรงตั้งแต่วิญญาณเทพใหญ่ๆของฮินดู ทั้งพระพรหม พระนารายณ์ ไล่ไปจนถึงเทพของจีน เช่น เห้งเจีย กวนอู ฯลฯ ส่วนวิชาไสยศาสตร์ พ่อครูก็ศึกษาเรียนรู้จนอาจารย์ที่สอนยอมรับในความสามารถและ ยอมครอบครูให้ พ่อครูเอง ความเป็นผู้ขยันเรียนรู้ ก็เลยสนิทสนมกับทุกสำนักที่สอนไสยศาสตร์ ทั้งๆที่แต่ละสำนัก เขาไม่ถูกกัน ไสยศาสตร์นี้เป็นวิชาที่พ่อครูแอบเรียน ไม่ได้บอกใคร กิจวัตรของชีวิตช่วงนี้จึงคือ กลางวันอยู่กับวิทยาศาสตร์ อยู่กับสมาคมทางจิต ส่วนกลางคืนก็ไปอยู่กับสำนักไสยศาสตร์ ๑๔. เล่นไสยศาสตร์เป็นงานที่เหนื่อยมาก กลับบ้านตี ๒ ตี ๓ เช้าก็ต้องไปทำงานตามปกติ จึงไม่ค่อยได้หลับได้นอน อายุ ๓๓ ปี เริ่มต้นปฏิบัติธรรม เพราะเห็นความเสื่อมของ“ไสยะ” พ่อครูเล่าว่า “แต่ละคน แต่ละพระเกจิก็อวดดีอวดเก่ง ต่างก็หลงตนหลงตัว ฉันใหญ่ ฉันแน่ เห็นพฤติกรรมของพระอาจารย์ก็ชวนให้น่าเบื่อ เกิดความรู้สึกประจักษ์แจ้งว่า “พุทธแท้ๆน่าจะทำให้เราเข้าใจความลึกซึ้งของจิตใจได้ดีกว่า” คิดได้ดังนั้น พ่อครูก็พลิกชีวิต เริ่มศึกษาจากดูๆพระอาจารย์ต่างๆว่าเขาสอนอย่างไร จากบางสำนัก จากตำรับตำรา จากการไปฟังท่านบรรยาย จนมาสรุปจับเค้าได้ว่า “ พุทธศาสนาสอนคนให้ทำจิตที่เปื้อน.....ให้เปื้อนน้อยลง ทำสิ่งที่วุ่น....ให้วุ่นน้อยลง และให้หยุดเรื่องเลอะๆเทอะๆ เรื่องชั่วๆต่ำๆเบื้องต้นขั้นโลกอบายให้ได้เสียก่อน.....” นับแต่นั้นมา....พ่อครูก็เริ่มฝึกปฏิบัติลดละอย่างเอาจริงเอาจัง ลดความฟุ่มเฟือย เลิกอบายมุขทั้งหมด เลิกกินเนื้อสัตว์ ลดมื้ออาหาร ทานอาหารเรียบง่าย ไม่ปรุงแต่ง เสื้อผ้าก็เริ่มสมถะ ไม่ตามแฟชั่น นอน ...ก็หัดนอนแบบสีหไสยาสน์ ปฏิบัติศีล ๕ อย่างเคร่งครัด จริงจัง ลด.. ละ.. เลิก รูป รสกลิ่นเสียงสัมผัสทั้งหลาย ฝึกกินน้อย ใช้น้อย ๑๕. “อาหารการกินบนโต๊ะ แม่ครัวไม่ต้องยุ่งยากอีกแล้ว เพียงแต่เตรียม เกลือ น้ำตาล งาคั่วบด ถั่วลิสงคั่วป่น อย่างละกระปุก ใส่ถาด ตั้งไว้บนโต๊ะกินข้าว ถึงเวลาอาหาร แม่ครัวเตรียมข้าว ล้างผักสด ถ้ามีผลไม้ก็หั่นใส่จานไว้ แค่นี้ก็เรียบร้อย อาตมา.....ก็กินอย่างนี้ ทุกวัน ๑๖. พอทานน้อย ก็ยิ่งผอมลงๆจนเพื่อนๆในที่ทำงานเขาว่า “บ้าแล้ว...!” ไปทำงานก็ใส่เสื้อคอกลม กางเกงขาสั้น ตัดผมเกรียน ในวันที่ทำงานอยู่หลังฉาก ไม่ต้องแต่งชุดออกอากาศ" มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนชวนพ่อครูไปหาพระปฏิบัติองค์สำคัญเจ้าคุณนรฯ ที่วัดเทพศิรินทร์ ไปถึงท่านเจ้าคุณเข้ากุฏิไปแล้วและจะไม่ออกมาอีก เพื่อนไม่รู้จะทำอย่างไร..... แต่พ่อครูได้ใช้ความสามารถทางจิตที่ได้ฝึกมาแล้วกำหนดจิตเพ่งเข้าไปหาท่าน....ไม่นาน ท่านเจ้าคุณก็เปิดหน้าต่างชั้นบนออกมา เป็นที่อัศจรรย์ ธรรมดาท่านไม่พบใคร ไม่รับแขกเลย แต่พอได้พูดกับพ่อครูไม่กี่คำ ท่านก็ลงมาชั้นล่าง เปิดหน้าต่างออกมา ยืนคุยกันอยู่ตรงนั้น ท่านอยู่ข้างใน พ่อครูอยู่ข้างนอก พ่อครูได้พูดคุยกับท่านอยู่ชั่วโมงกว่าๆ.... ท่านเจ้าคุณได้อวยพรพ่อครู.... “ขอให้ได้นิพพานเร็วๆ” เพื่อนที่ไปด้วยกันถึงกับงงว่า ทำไมท่านให้พรอย่างนั้นกับคนหนุ่มอย่างพ่อครู ที่เป็นฆราวาสแท้ๆ ๑๗. วันที่ ๓๑ สค. ๒๕๑๓ พ่อครูอายุ ๓๖ ปี ตัดสินใจลาออกจากงาน ไปอยู่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ โดยไปสร้างกุฏิเล็กๆในดงป่าแสมซึ่งพ่อครูเตรียมการมาเป็นระยะๆอยู่แล้ว วันหนึ่งได้เรียกน้องๆมานั่งกันพร้อมหน้าพร้อมตา และได้บอกลาอย่างเป็นทางการ น้องๆพากันร้องไห้ น้ำตาคลอด้วยความผูกพัน สำหรับคนรักของพ่อครูนั้น ท่านได้บอกให้รู้ก่อนหน้านั้นแล้ว โดยค่อยๆทำความเข้าใจมาเป็นระยะ ๑๘. พ่อครูได้มีโอกาสทำหนังสือเกี่ยวกับดารากับคุณชวนไชย เตชศรีสุธี เจ้าของห้องภาพสุวรรณ ได้ช่วยกันทำได้หลายฉบับ และสุดท้ายได้วางแผนสร้างหนัง เรื่อง “โทน” มีอรัญญา นามวงศ์เป็นนางเอก ไชยา สุริยัน เป็นพระเอก สังข์ทอง สีใส เป็นผู้ช่วยพระเอก เปี๊ยก โปสเตอร์เป็นผู้กำกับ พ่อครูแต่งเพลงทั้งเนื้อร้องและ ทำนองให้หนังเรื่องนี้ เกือบทุกเพลง ยกเว้นเพลงที่ชื่อ “โทน” หนังเรื่องนี้ ดังระเบิด ทำลายสถิติจำนวนคนดูของหนังไทยทุกเรื่องที่ผ่านมา และทำรายได้กว่า ๕ ล้านบาทในยุคนั้น ที่อย่างมากได้ ๑ล้านถือว่ายอด มีที่ทำสถิติสูงสุดมาก่อนคือ ๒ล้าน และนั่นเป็นงานชิ้นสุดท้ายของพ่อครูที่ทำให้โลกียะ ก่อนออกบวช ๑๙. ก่อนไปอยูวัดอโศการาม พ่อครูได้นิมิตเห็นบ้านไฟไหม้ บ้านหนึ่งเป็นของคนรัก อีกบ้านหนึ่งเป็นของชาวบ้าน ในนิมิต พ่ครูถามตัวเองว่าจะช่วยใคร? และนั่นคือ เรื่องของญาติปริวัตตัง ที่พ่อครูตัดขาดแล้ว ๒๐. วันที่ ๗ พ.ย. ๒๕๑๓ วันอุปสมบทของพ่อครูโดยเจ้าอาวาสอโศการามเป็นอุปัชฌาย์ เหตุที่ต้องเปลี่ยนสมมติก็ด้วยเหตุผลให้งามพร้อมทั้งรูปและนามนั่นเอง ซึ่งก่อนหน้านั้น พ่อครูยังไม่ได้บวชก็ได้เขียนหนังสือธรรมะ ตอบปัญหาธรรมะในนิตยสารต่างๆ และพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทานอยู่แล้ว ขณะที่อาศัยวัดอโศการาม พ่อครูก็ยังรับเชิญออกมาบรรยายธรรมะตามสถานที่ต่างๆ มิได้เก็บตัว ไม่ยุ่งเกี่ยวสังคมอย่างที่คนอื่นคาดคิดหรือด้นเดา เมื่อบวชเป็นพระแล้ว การบรรยายธรรม การเผยแพร่ธรรมก็ถูกฝาลงตัวมากขึ้น ญาติโยมเปิดใจรับด้วยศรัทธาเต็มพร้อม เพราะเห็นแก่ประโยชน์ท่านยิ่งกว่าประโยชน์ตน เช่นนี้เอง พ่อครูจึงตัดสินใจขอบวชเพื่อกอบกู้พระศาสนาให้มีมรรคผลนิพพานกันจริงๆเสียที ๒๑. การบรรยายธรรมของพ่อครูประดุจหงายของที่คว่ำให้เปิดเผย สิ่งที่เคยอึดอัดไม่เข้าใจ บัดนี้ ประจักษ์แจ้ง พ่อครูมีลีลาการบรรยายธรรมที่เข้มแข็งดุดัน จนมีผู้ฟังตั้งฉายาท่านว่า “จอมยุทธ์ขวานจักตอก” เจ็บ – เจาะลึก – จริงจัง – จริงใจ – จริงแท้ แต่ก็เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเมื่อมีหนุ่มสาวมากมาย ศรัทธาคำสอนของพ่อครู พากันมาฟังธรรม แล้วนำไปปฏิบัติ นำไปลด ละ เลิก สิ่งที่ติดหลง จนเกิดผลจริง เห็นจริง บ้างก็เข้ามาเป็นโยมอุปัฏฐาก บ้างมาเป็นลูกศิษย์ คอยติดตาม อย่างที่ภาษาสมัยใหม่อาจเรียกว่าเป็น “แฟนคลับ” และอีกมากมายหลายคน ถึงขั้นลาการลางาน ละทิ้งอนาคตของชีวิตทางโลก มาทำงานศาสนาเต็มตัว โดยไปบวชแล้วมาขอร่วมปฏิบัติธรรมกับพ่อครู นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เรามักจะพบพระเกจิเสกประจุอิฐหินดินทราย แต่พ่อครูกลับเสกคนเป็นๆพระได้ทั้งชายและหญิงอย่างเหลือเชื่อ ๒๒. วันที่ ๒๐ ก.พ. ๒๕๑๖ พ่อครูอายุ ๓๙ ปี ได้นำคณะหนุ่มสาวเกือบ ๒๐ คนที่มาขอบวช ยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ออกเดินจาริกธรรมยาตราไปยังสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งใหม่อันเป็นที่สัปปายะกว่า คือ “แดนอโศก” ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และแล้ว.... การต่อสู้กับศาสนจักรเพื่อยืนหยัดยืนยันพระสัทธรรมที่แท้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ กำลังจะอุบัติขึ้นในไม่ช้า.........
“ เมื่อใด ‘พุทธแท้ๆ’ กำลังทำการผ่าตัด ผ่าแตก ผ่าแยกอยู่ ปฏิกริยาแตกตื่น และสั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้นในโลก แห่งพุทธศาสนิกชน”