260821 ปฏิญญาอโศก โดย ท่านโพธิรักษ์ ที่ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2526
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์389 KB
วันที่แก้ไข3 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

260821 ปฏิญญาอโศก โดย ท่านโพธิรักษ์ ที่ สันติอโศก หมายเหตุท้ายบทความ | สารบัญ | ภาคผนวก

ปฏิญญาอโศก โดย ท่านโพธิรักษ์ วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2526 ที่ สันติอโศก

วันนี้อาตมาจะเทศน์เรื่องของการทำงานที่จะรุ่งเรืองเจริญนั้น จะต้องมีหลัก หรือมีอะไร เราจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ กฎบัตรก็ได้ ถึง 19 อย่าง เราจะต้องมีสิ่งนี้ จะได้อธิบาย แล้วจะได้ขยายความถึงสภาพที่เราเป็นไปอยู่ทุกวันนี้จริงๆ ให้เห็นชัดเจน เพราะฉะนั้น การทำงานที่ว่านี้ ในนี้ท่านพยายามช่วยกันคิดคำความ เพื่อที่จะให้เรารู้สึกว่ามันดี "ปฏิญญาอโศก" ว่างั้นนะ

ปฏิญญาอโศก ว่าด้วยการทำงาน 19 ข้อ : ท่านเรียกว่า “ปฏิญญาอโศก ว่าด้วยการทำงาน 19 ข้อ” ก็เอา ก็ดี อาตมาได้อ่านไปแล้วตั้งเมื่อวานนี้แล้ว ก็อันนี้ ก็จะไม่อ่านให้ช้าเสียเวลาอีก ใครอยากได้ขอจดกัน ผู้ที่จดไปแล้ว มีนะ 19 ข้อ ก็คงจะแจกแจงกันออกไป ที่เราต้องเน้นเรื่องการทำงานนั้น ก็เพราะอาตมายืนยันอย่างเด็ดขาดเลยว่า มนุษย์นั้นอยู่ได้ด้วยการทำงาน มนุษย์ประเสริฐได้ด้วยการทำงาน ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ไม่ใช่ค่าของคนอยู่ที่ผลของการเป็นอิฐเป็นหิน ไม่ใช่ และในค่าของคนอยู่ที่ผลของงานนี้ ก็มีความสงบ มีความดับสนิทอยู่ในการงานนั้นด้วย คือทำงานอย่างไม่มีกิเลสเด็ดขาด ดับสนิทสงบอยู่ในนั้นเสร็จ ผู้ทำก็เป็นสุข เราเรียกสุขอันนี้ว่า “วูปสโมสุข”

วูปสโมสุข ไม่ใช่สุขอย่างโลกีย์ : วูปสโมสุข ไม่ใช่สุขเสพย์สม ไม่ใช่โลกียสุข เป็นสุขคือไม่มีทุกข์นั่นเอง วูปสโมสุขก็คือจะเรียกสุขที่จริงก็เป็นคำโลก ในคำอริยสัจไม่มีคำว่าสุข อริยสัจมีแต่ทุกข์ แล้วเราก็พ้นทุกข์ การพ้นทุกข์คือคำตรงกันข้ามกันเท่านั้นเอง การพ้นทุกข์ก็คือสุข แต่ทีนี้คำว่าสุข เป็นคำของโลก คือคำเสพย์สม เราปรารถนาอะไร เราได้อ

อ่านต่อ

ะไรสมที่เราต้องการ แล้วเราเสพย์สมใจ แล้วเราก็เกิดอาการฟูใจ ฟองใจ เป็นรส เป็นสิ่งชื่นอกชื่นใจ ที่จริงทางธรรมก็มี อาตมาก็มี แต่ว่าอาตมาไม่ได้ฟูฟองอะไร อาตมามีธาตุรู้ รู้ว่านี่ทำแล้ว เออ สำเร็จเสร็จสม มีสิ่งนั้นเกิดจริงตามที่เราเข้าใจ แล้วก็มีความมุ่งหมาย(เมตตา) แล้วก็ทำสำเร็จลง(กรุณา) มันก็เป็นการมุทิตาจิต เสร็จแล้วก็รู้ว่าดี โมทนา หรือมุทิตา ดีแล้วก็จบกันในตัวนะ(อุเบกขา) เป็นอย่างนั้น มันไม่เกิดรส ถึงขนาดจะต้องถือว่าเป็นของตัวของตน หรืออะไรต่ออะไรอีกยาวยืด ที่เราเคยพูดมามากมาย วันนี้จะไม่ขยายความสิ่งเหล่านั้นมากนัก ประเดี๋ยวมันจะไม่ได้พูดเรื่องนี้ โดยเนื้อหาของมันเองครบ เพราะว่าเวลาเราไม่มากนัก (ดู พรหมวิหาร 4 ในภาคผนวกท้ายบทความ) ก็ขอขึ้นต้นด้วยการปฏิญญาอโศก ว่าด้วยการทำงาน 19 ข้อ ฟังดีๆ นะ อาตมาจะเอาหลักการอะไรต่ออะไรมาขยาย แล้วก็ถ้าไม่เข้าใจจริงแล้วประเดี๋ยวจะสับสนนะ

ปฏิญญาอโศก : ข้อที่ 1. มีคนทำงาน 1. มีคนทำงาน คนทำงานนี่ อาตมาก็จะเล่าเรื่องมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มจำเดิม แรกเริ่ม อาตมาก็มีคนอยู่คนหนึ่ง คือพระโพธิรักษ์ พระโพธิรักษ์ตอนแรกก็ทำงานตามความพอใจของตนเองอยู่ว่า ก็จะมุดอยู่ในกุฏินั่นแหละ ทำงานไปของตนเอง มีบทความก็เขียนบทความ มีใครมา ก็คุยกับเขาไป อะไรต่ออะไรอยู่ตามประสา ก็คิดอยู่แค่นั้น แล้วก็จะทำงานแค่นั้นแหละ แล้วก็จะสบายๆ เราไม่ห่วงแล้วเรื่องโลกเรื่องอะไรนี่ เราสบายแล้ว เราก็จะทำแค่นั้น อยู่มาๆ ก็มีคนสัมพันธ์ เข้ามามากเข้า เขาก็เห็นท่าเห็นที เห็นอะไรดีขึ้น เขาก็ลากออกมาจากกุฏิ ทั้งๆ ที่อยู่ในลักษณะคนอย่างนั้นแหละ หัวก็โล้นๆ ใส่เสื้อคอกลมตัวหนึ่ง กางเกงขาสั้นตัวหนึ่ง รองเท้าก็ไม่ใส่ก็เดิน เขาก็ลากออกมาให้มาทำงาน เอ้า มาทำช่วย ช่วยเขา เข้ามาทำโน่นทำนี่ อย่างบอกให้ไปทำ เอางานให้ไปทำ เอาการตีความของทางด้านเป็นภาษาธรรมะ เป็นอะไรต่ออะไร เขาเอาให้อาตมาคิดไปเขียนเหมือนกัน ผู้ที่ทำก็คือ สาย ผ.ช.ป. ตอนนั้นเอาไปให้ทำ อาตมาก็ทำส่งให้เขา ให้อาตมามาช่วยตรวจปรู๊ฟ หนังสือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ก็มา ก็มาอย่างงั้น นั่งรถเมล์มาก็มานั่งมาทำ เสร็จถึงเวลาควรกลับ ก็กลับไปนอนที่วัด ก็ทำอย่างนั้น จนกระทั่งมีคนรู้เข้ามากเข้า เขาก็มีการอภิปรายกัน มีการพูดอะไรต่ออะไร ก็เห็นว่า เอ๊ ! อาตมาก็น่าจะพูดได้ เขาก็ดึงลากออกไปพูดอีก ไม่ได้อยู่ในแนวคิดนะว่าเราจะต้องไปทำ ไม่ได้ไปวางโครงการ ไม่ได้วางแผนอะไร ที่เกิดมีงาน คือข้อที่ 2

ปฏิญญาอโศก : ข้อที่ 2. มีงานทำ ข้อที่ 2. มีงานทำ มีงานจะทำ เพราะฉะนั้น ตอนเริ่มแรกอาตมาเป็นคนๆ หนึ่ง ทีนี้อาตมาเกิดมีงานจะทำขึ้นมา เขาเอามาให้ก็ทำ โดยไม่ได้เคยคิด นี่เป็นงานของพราหมณ์ เป็นงานของนักบวช หรือเป็นงานของสมณะ อาตมาขอใช้ชื่ออาตมาว่า อาตมาเป็นสมณะ แม้จะโกนหัว ใส่เสื้อคอกลมตัวหนึ่ง นุ่งกางเกงขาสั้นตัวหนึ่ง ไม่ใส่รองเท้า เป็นอย่างนั้นก็ตาม ตอนนั้นก็ชื่อว่า “โพธิรักษ์” ล่ะ ก็ใช้ล่ะ ใช้แล้วล่ะ เพราะว่าเราถือว่า “รัก รักพงษ์” ตายไปแล้วนี่ เราไม่ได้มีชีวิต มีพฤติกรรม มีความเห็นอย่าง”รัก รักพงษ์” เราทำอย่าง”โพธิรักษ์”แล้ว ก็เกิดงานขึ้นมา ซึ่งเป็นข้อที่ 2 ในการทำงาน แล้วอาตมาก็ได้ทำงาน โดยไม่ได้คิดจะแลกลาภ แลกยศ ไม่ได้คิดจะเอาสรรเสริญ มันก็ไม่ได้เป็นความสุข ถ่อร่างถ่อกายเดินทางมาทำข้างในนี้ ก็ไม่ได้สุขอะไร ก็ต้องต่อสู้ไปตามภาวะนะ มันก็เดินทางไปๆ ตามเรื่องที่มันเป็นไปได้ จนกระทั่งเขามาลากจูงเราไปให้ไปพูดไปบรรยาย ก็บรรยาย บรรยายแล้วก็เห็นความเป็นไป องค์ประกอบของมัน ก็เห็นไม่ดีก็บวช เห็นว่าพูดโดยร่างอย่างนี้ อย่างนี้ไม่สมควร ไม่ดีนัก ก็ปรับ ก็บวช นี่ก็เล่าลัดๆ นะ บวช บวช ทีนี้เขาก็ให้ทำงานมากขึ้น ก็นัดหมายประจำ ไปบรรยายประจำอะไรเขาก็ไป เอ้า! เราทำได้ แล้วเราก็เห็นดี เพราะงานนี้เราก็ตั้งใจอยู่แล้ว เกิดงานขึ้นมาให้เราทำ เห็นการไม่ตกงานแน่ๆ หนักเข้า เขาก็ให้ไปบรรยายกันเยอะนี่ ทีนี้เข้าไปตรงนั้นก็เอา เข้าไปตรงนี้ก็เอา แล้วก็บรรยายใหญ่เลย งานก็เยอะขึ้นเลย โอ้โห! อย่างกับจักรผัน ทีนี้บรรยายวัดธาตุทอง บรรยายวัดมหาธาตุ บรรยายวัดนรนาถ บรรยายวัดอาวุธ โอ้โห! เป็นโปรแกรมเลยทีนี้ เล็กเช่อร์ใหญ่เลย (Lecture การบรรยาย) งานก็มากันเยอะ ว่ากันจนเหนื่อย เรียกว่าเหนื่อยจริงๆ พอกลับมาถึงวัดแล้ว โอ้โห! ต้องนั่งดับเครื่องก่อนนะก่อนนอน ต้องดับเครื่องก่อนนะ ต้องนั่งสะกด ต้องเจโตสมถะลงไป ถึงค่อยนอนนะ ไม่งั้นมันร้อนจี๋เลย เพราะว่ามันปรุง โอ้โห! เช้าตรงนี้ บ่ายตรงโน้น วิ่งรอกกันอยู่อย่างนั้นแหละ งานก็มาให้ทำมากขึ้นนะ ทีนี้ ก็ขอย้อนกลับไปถึงคน เมื่อคน อาตมาเป็นคนๆ เดียว ก็มีคนเห็นด้วย ทีนี้ก็มีคนเข้าใจ ก็เกิดคนเพิ่มขึ้นมาอีก คนก็มาติดตามใกล้ชิดเข้ามาเรื่อยๆ เข้ามาก็มาฝึกหัด มากระทำด้วย มาฝึกหัด มาเรียนรู้วิชาการแบบพราหมณ์ มาเรียนรู้วิชาการแบบพราหมณ์ แบบสมณะ ก็มีทั้งฆราวาส และทั้งพระ เข้ามาเป็นคนร่วม เข้ามาทีนี้ พอเข้ามาเป็นคนร่วมเข้ามา มาทำมาศึกษา มาประพฤติ มาปฏิบัติ ก็ชักจะได้จะเป็น มีคุณธรรมทางสมณะ มีคุณธรรมทางพราหมณ์ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆๆๆ ก็มีเพิ่มขึ้นมา ทีนี้ก็อาตมาทำงาน ผู้ที่เข้ามาร่วมนี่ก็มีรถบ้าง บางคนก็มีรถยนต์ก็ช่วยอาสารับส่งอาตมาด้วย อะไรพวกนี้ก็เกิด ผู้นั้นก็เกิดมีงานเพิ่มขึ้นอีก มีงานให้เขาทำเพิ่มขึ้นอีก งานอย่างน้อย เขาก็หาข้าวให้อาตมากิน มาทำบุญ เอาข้าวใส่ปิ่นโตมาเลี้ยงอาตมา มาถวายอาตมา ให้อาตมา อยากให้อาตมาฉัน ก็เป็นงานของเขาเพิ่มขึ้น บางคนก็ช่วยเหลือนั่นนี่ เป็นอะไรขาดเหลืออะไรต่างๆ นานา บริการเพื่ออาตมาจะได้ไปทำงาน เขาก็บริการเสริมหนุน จะเห็นสภาพ เรลละทิฟว (Relative สัมพัทธ์, สัมพันธ์) เห็นสภาพสัมพัทธ์ หรือสัมพันธ์ เกิดการต่อเนื่องกันขึ้นมาแล้ว เกิด คันทิน'นิว (Continue ต่อเนื่อง) หรือเกิด Continue ต่อติดต่อกันขึ้นมา ฟังดีๆนะ อาตมาอธิบายนี่ อาตมาว่าอาตมาอธิบายละเอียดอยู่นะ เกิดคนก็เพิ่มขึ้น เห็นๆ แล้วนะ งานก็เพิ่มขึ้น ทั้งงานตัวอาตมา งานผู้ที่สอดร้อยเรียงต่อมาเรื่อยๆ มีเรียงต่อกันขึ้นมาเรื่อยๆ เกิดงาน จนกระทั่งเรา นอกจากบรรยายแล้ว ผู้ที่มาร่วมศึกษาเล่าเรียน ก็หัดบรรยายด้วย หัดพูด หัดบรรยาย หัดสอน หัดอธิบายเผื่อคนอื่น ไปตามฐานะ สอดร้อยกันขึ้นมาอีก แต่อาตมาก็ยังเป็นตัวเด่นตัวนำอยู่นั่นแหละ จนกระทั่งถึงขั้นเขียนออกหนังสือพิมพ์กัน อาตมาพิมพ์มาก่อนแล้วหนังสือส่วนตัว จนกระทั่งทำเป็นแม็กกาซีน (Magazine หนังสือ วารสาร นิตยสาร) เข้ามาร่วมกันเขียนนะ อะไรอย่างนี้ จนกระทั่งเกิดหนังสืออโศกดังที่เป็นอยู่ ก็เกิดงานเพิ่มขึ้นมา เกิดเผยแพร่กันขึ้นมา เอาหนังสืออโศกทำขึ้นมา เกิดกัน มีรายชื่ออยู่ในนั้นพวกเรา

ธรรมชาติฐานงาน 4 หลัก เทียบกับวรรณะ 4 ที่แท้ : มันก็เกิดกลุ่มน้อยๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ เกิดสภาพลีลาอันหนึ่ง หรือธรรมชาติอันหนึ่ง เราเรียกว่า ธรรมชาตินักรบ ธรรมชาตินักเผยแพร่ ตอนนั้นก็รบกันยังไม่มากหรอก ก็รบกัน ต่อต้านกับเขาเรียกว่ารบทั้งนั้นแหละ มันสู้กับเขา เขาเองเขายังไม่เห็นดีอันนี้ เราก็ต้องพยายามให้เขาเห็นดี ให้เขาเข้าใจ ก็เกิดสภาพ จาก”พราหมณ์”ก็เกิด”ฐานะกษัตริย์” ขึ้นมา “กษัตริย์” นี่แปลว่านักรบ แปลว่านักบริหาร นักเผยแพร่ นักสร้างสรร ทางด้านก่อมวล ส่วนพราหมณ์นั้นก่อนาม นามธรรม ส่วนกษัตริย์นี่ก่อมวล ก็เกิดก่อมวลโตขึ้น มีหมู่กลุ่มคน มีงานเพิ่มขึ้น ถึงขั้นมีทำหนังสือ มีไปโน่นมานี่ มีออกต่างจังหวัด มีอะไรต่ออะไรเพิ่มขึ้นมาย่อยๆ ก่อน ยังไม่ถึงกษัตริย์ที่ชัดเด่นเหมือนอย่างทุกวันนี้ เดี๋ยวชี้ ทุกวันนี้จะเห็นชัดเลย เดี๋ยวจะเข้าใจ เสร็จแล้วก็เกิด ทุน

ปฏิญญาอโศก : ข้อที่ 3. มีทุนรอน ข้อที่ 3 มีทุนรอน ทุนรอนเหล่านั้นก็มีฆราวาสช่วยกันมา ก็จับจ่ายของตนเอง จะพิมพ์หนังสือ จะช่วยอะไรก็ช่วยๆ กัน หนุนขึ้นมา จะจับจ่าย ค่าใช้จ่ายเดินทาง ค่าใช้จ่ายโน่นนี่แล้วแต่ คุณจ่ายเอง มาสนับสนุน ซื้อกระดาษ ซื้อดินสอ ทำโน่นทำนี่มาให้อาตมา แม้แต่หนังสือหนังหา ซื้อพระไตรปิฎก ซื้ออะไรล้วนแล้วแต่ เกิดลัทธิกองทุน กองทุนเป็นทั้งวัตถุขึ้นมา เป็นทั้ง...แต่ตัวเงินยังไม่มี เป็นของใครของมัน ยังไม่มีกองกลาง กระเป๋าใครกระเป๋ามันตอนนี้ ทุนเหล่านั้นก็อยู่กระเป๋าของแต่ละคน อาตมานั้นกระเป๋าแห้ง ไม่มีเลยแหละ มีแต่ฆราวาสที่มาช่วยทำ ก็มีทุนรอน คือเงินอยู่ที่กระเป๋าของฆราวาส ส่วนวัตถุก็มีเพิ่มขึ้น อาตมาก็มีพระไตรปิฎก อาตมามีกระดาษ มีดินสอ

การทำงานสัมพัทธ์สัมพันธ์กับสังคมบ้านเมือง : เขารับ น.ส.พ. มาให้อ่าน เพราะว่าจะต้องทำหนังสือแม็กกาซีน ก็ต้องใช้หนังสือจากแม็กกาซีน จากรายวัน จากอะไรตามสังคมเขา เพื่อที่จะสัมพันธ์เกิดค่าสัมพันธ์กับสังคม ถ้าเราทำงานไม่เกิดค่าสัมพันธ์กับสังคม ก็ไปไม่รอด เพราะเราทำงานกว้างขึ้น บอกแล้วมันจะต้องเป็นสภาพของนักรบเผยแพร่ หรือสร้างสรร แล้วมันก็สู้กับเขา แข่งกับเขา เขาออกหนังสือ เราก็ออกหนังสือแข่งกัน ใครมีเนื้อหาอย่างใด ก็พยายามที่จะให้คนอื่นเขานิยม เข้าใจ เห็นดี รับเอา เราก็ทำ ก็เกิดงานเกิดทุน ทุนก็ต้องใช้มากขึ้นๆ พวกเราก็เข้าใจ เพราะได้รับการอบรมสั่งสอน บำเพ็ญประพฤติ ก็เข้าใจในการทาน เข้าใจในการใช้เงินเป็น ใช้เงินออกมา ไม่ใช่ซื้อ แต่ว่าจ่ายออกไปเพื่อคุณค่า เพื่อสร้างสรร ก็เกิดการทานขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องให้กับมืออาตมาเลย มีคนซื้อเอง ให้กับมืออาตมาก็เท่านั้นเอง อาตมาก็คืนเขาไป อาตมาไม่มีกองกลาง ยังไม่มีกลุ่มมีหมู่อะไร ยังไม่มีไวยยาวัจกร ยังไม่มีอะไรต่ออะไรเลย อาตมาจะให้คนคนหนึ่งเป็นไวยยาวัจกรก็ไม่เคย แต่ก่อนนี้จึงไม่มีเลย ไม่มีใครเป็นไวยยาวัจกร ไม่มีใครเป็นมัคทายกส่วนตัว หรือเป็นเลขาคอยเก็บ ไม่มี เกิดข้อที่ 3 มีทุนรอน ทีนี้ก็เกิดข้อที่ 4 ความรู้ความสามารถ

ปฏิญญาอโศก : ข้อที่ 4 ความรู้ความสามารถ ข้อที่ 4 ความรู้ความสามารถ ความรู้ความสามารถก็เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มมาศึกษากับอาตมา ก็เป็นความรู้ความสามารถในแนวนี้ หลักการนี้ ทฤษฏีนี้ เป้าหมายใหญ่อย่างนี้ ความรู้ความสามารถที่เราจะเอา คุณเคยเรียนมา ความรู้ความสามารถตามเป้าหมายโลก หรือใครๆ ก็ตามที่แนะนำพามา คุณก็ไปศึกษามา แล้วทีนี้มาเห็นอาตมาพาศึกษา ก็เห็นว่า เป้าหมายนี้ดีนะ ทฤษฏีอย่างนี้ การกระทำหลักการอย่างนี้ ดีก็มาเอา ก็มาศึกษาขึ้น คุณก็เกิดเป็นคนทำงาน มีงาน แล้วคุณก็มีทุน เพราะคุณยังมีอาชีพอยู่ทางโลกก็มีส่วนได้ ส่วนอาตมานั้นถือว่าไม่มีรายได้ ไม่มีส่วนได้ แต่ก็ได้จากพวกคุณเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ก็ได้มา แล้วก็มีทุนรอน ความสามารถของอาตมาก็เพิ่มขึ้นด้วย อาตมาทำงานแบบนี้ ไม่ใช่ไม่เพิ่ม มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้เพิ่มขึ้น ในการที่จะทำอย่างไรกับสังคม

จากฐานพราหมณ์ ขยายสู่ฐานงานกษัตริย์ : อาตมาเป็นพราหมณ์ ก็ทำหน้าที่สืบเชื่อมเข้ามาหาความเป็นกษัตริย์ในตัว เป็นนักรบ นักเผยแพร่ นักสร้างสรรอยู่ในตัว หลักใหญ่ของอาตมาเป็นสมณะ เป็นนักบวช เป็นครู เป็นพราหมณ์ เป็นบัณฑิต แล้วก็ทำงานต่อมา เชื่อมมา รับหน้าที่ของนักรบกลายๆ เป็นนักรบทางธรรมะนะ เป็นการสร้างสรรนะ เป็นการบุกเบิก เป็นการขยาย ขยายอาณาจักร ที่จริงมันควรจะเรียกว่า ขยายศาสนจักร ไม่เรียกว่าขยายอาณาจักร แต่อาณาจักรก็คือบริเวณขอบเขต อาณานี่ ก็ขยายศาสนจักร เป็นอาณาจักรกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ก็มีเวลา ก็หาเวลา เวลาของอาตมาใช้ในการทำงานตอนแรก มันก็เป็นเวลาเยอะ คนก็ยังไม่มาก งานก็ยังไม่มากนัก มีเวลาเยอะในการทำไอ้โน่นไอ้นี่อยู่ ได้ละเอียดลออ ทำก็ดี ต่อมาคนเพิ่มขึ้น งานเพิ่มขึ้น ทุนรอนก็เพิ่มขึ้น ความรู้ความสามารถก็เพิ่มขึ้นเหมือนกัน เวลาก็ชักจะ แหม ตอนนี้ก็ มัน 24 ชั่วโมงเท่าเดิม เวลา 24 ชั่วโมงเท่าเดิมแน่ๆ เลย พระสุริยาทิตย์ไม่ยอม ไม่ยอมเพิ่ม ก็ได้เวลานี่มาก็มาพยายามเจียดเวลา จัดแจงเวลา ประสานกันขึ้นมาเรื่อยๆๆๆ ก็ทำงานเพิ่มขึ้นด้วยใช้เวลานะ ทีนี้ อาตมาก็จะขอเลื่อนจะย้อนกลับไปพูดถึงงานเสียก่อน ขอขยายตัวงานมากขึ้นให้เด่นชัด พองานมันเกิด จะขออธิบายเลยไปเลยนะ เมื่อมีคนมา แล้วก็มีคนมากขึ้น เลยมาจนกระทั่งถึงสมัยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงสมัยนี้ มันก็เกิดคนขึ้นมา เพิ่มขึ้นมาๆ จากอาตมาแล้วก็มีหมู่กลุ่ม จนกระทั่งแยกไปตั้งที่แดนอโศก พอไปตั้งที่แดนอโศก ตอนแรกก็ยังเป็นกลุ่มที่ชัดเด่น แล้วเป็นกลุ่มของเน้นงานสมณะ งานพราหมณ์ งานครู งานบัณฑิต เพราะฉะนั้น งานเผยแพร่ก็ยังน้อย เราออกจาริกกัน เราอะไร เผยแพร่จริงๆ ก็ประปรายอย่างงั้นแหละ ประปราย ไปบรรยายบ้าง ยังไม่ได้เป็นหลักเหมือนเด่นอย่างทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น งานที่จะเป็นลักษณะของกษัตริย์ หรือนักรบ หรือนักสร้างสรร นักเผยแพร่ นักขยายอาณาจักร ขยายศาสนจักร ยังไม่เด่นเท่าเดี๋ยวนี้ ตอนช่วงที่อยู่แดนอโศก มีคนละ คนเกิดแล้ว ก็มีงานละ แต่งานที่พวกเราทำของเราและงานที่ออกไป เป็นสู่สภาพสร้างสรร และขยายยังมีน้อย ยังไม่มาก กำชับอีกที ตอนนั้นก็เรียกว่า เราเป็นสภาพของกลุ่มพราหมณ์ที่เด่นชัด แหม! บำเพ็ญกันน่าดู โก๊เลย คุณ เดี๋ยวนี้อาตมายังนึก แหม! อยากได้คืนมา พวกนักบวชนี่ ไม่มีหรอกดุ๊กดิ๊ก อย่างงี้ เดินงี้ ต้องก้มหน้าเดิน สำรวมดี ใครมาก็ไม่ค่อยพูดด้วยนะ ใครไปหาไปพบนี่ แล้วแต่ เชิญตามสบาย ไม่ค่อยทัก ไม่ค่อยทายนะ สงบเงียบไปในลักษณะพวกนั้นมากทีเดียว แล้วก็มีเวลาลงทำวัตร ทำอะไรกัน เคร่งครัดกันดี สงบสงัด เป็นลักษณะอย่างนั้น ก็บำเพ็ญไป จนกระทั่งขยายออกจากแดน มาจนกระทั่งลาออกจากมหาเถรสมาคม ทำงานไปมากขึ้นๆ กว้างขึ้น มาจัดงานผ่าตัดพุทธศาสนาขึ้น อะไรอย่างงี้ งานมันก็มากขึ้น มันชักจะมีอะไรต่ออะไร ก็ชักจะ เอ้! มีบทบาท เกิดการต่อสู้มากขึ้นเรื่อยๆ ลักษณะนักรบ ลักษณะนักเผยแพร่ อาณาจักรที่เรียกว่าศาสนจักรนะ ต้องวงเล็บให้ดีๆ ก็เกิดเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆๆ เป็นบทบาทของกษัตริย์ ของนักเผยแพร่ นักสร้างสรรเพิ่มขึ้นเรื่อย ขยายอาณาเขตอาณาจักร เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นประกาศชัดเลยว่า เอ้า ! เถรสมาคมก็อยู่เขตหนึ่งนะ อโศกขออยู่เขตหนึ่งนะ จนกระทั่งถึงขนาดนั้น ก็ประกาศขอ เอาละ ท่านก็อยู่เขตของท่าน เราก็อยู่เขตของเราก็แล้วกัน ตามความรู้ ตามความเห็น ก็แล้วกัน มันก็เป็นนามธรรม ประกาศทางลักษณะนามธรรม แต่มีอาศัยรูปด้วย ก็เห็นเด่นชัดว่า มีการต่อสู้ มีการสร้างสรรเพิ่มขึ้น แต่มันไม่เหมือนโลกทีเดียว แต่มันก็มีลักษณะทำความเข้าใจให้ดีๆ มีลักษณะที่คล้ายๆ อยู่ ก็เกิดการต่อสู้ สร้างสรร เป็นการรบ หรือเป็นฐานะกษัตริย์เด่นชัดขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาตั้งที่สันติอโศก ก็ทำงานเพิ่มขึ้น หนังสือก็ออกจัดขึ้น งานก็เพิ่มมา ทุนรอนก็ต้องหมุนหนุนเนื่องกันมาเพิ่ม คนที่มาจริงๆ ก็ค่อยๆ ได้รับการสะสม ได้รับการฝึกปรือ ไม่ได้บังคับการ ไม่ได้รับสมัคร ไม่ได้ไปเที่ยวได้หาวิธีการที่จะ ไปเฉยๆ อันนี้อาตมารู้มาแต่ต้น รู้ดีว่า ต้องเอาคนจริง ฝึกหัดมาจริง ก็ได้คนทำงานที่จริงขึ้นมาเรื่อยๆ คนเหล่านั้นก็ฝึกหัดมาจริงๆ เข้าใจจริง มาทำ มีงานเพิ่มขึ้นมาเสมอ ทุนรอนก็ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีตั้งหน้าตั้งตากันจะสร้างมูลนิธินี่มาหลายยก กว่าจะสำเร็จมาเป็นมูลนิธินี่ อาตมาก็ต้านไว้ก่อน ดูท่าทีไว้ก่อน ก่อนจะเกิดมูลนิธิ คือกองกลางที่จะต้องให้ฆราวาสดูแลเรื่องเหล่านี้ เพราะว่าต้องมีกองกลาง ต้องมีเงินหมุน ต้องมีอะไรๆ ขึ้นมา นี่เป็นระบบธรรมดา ธรรมชาติของโลก ไม่เช่นนั้นมันไม่ทัน นี่เป็นเทคนิคอันหนึ่งของโลก ที่เขาก็รู้ดีกันแล้ว สมัยพระพุทธเจ้า ไม่รู้หรอก ไม่มี สมัยพระพุทธเจ้าบริสุทธิ์กว่านี้ ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ เป็นไปเอง แต่สมัยนี้มันต้องเข้าระบบที่เหมือนกันกับโลกเขานี่แหละนะ ก็มีกองทุนกองกลาง กองกลางก็มูลนิธิ จนเกิดมูลนิธิ ก็มีทุนมากขึ้น ความรู้ความสามารถอาตมาก็เพิ่มขึ้นทุกทีแหละ อาตมาไม่มีปัญหา พวกเราก็มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น แล้วก็ต้องมาจัดเวลาของเราเพิ่มขึ้น เวลา 24 ชม. นี่ เราก็จะงานแทรกขึ้นมา คนเพิ่มขึ้น งานจุกจิกหลายแบบหลายอย่างเพิ่มขึ้นนะ จนกระทั่งการงานนี้มันออกมาเป็นลักษณะทุกวันนี้ ก็ขอไม่ชี้ให้เด่นชัดเพื่ออธิบาย ไม่งั้นจะพูดเยิ่นเย้อจะไม่ไหว จนกระทั่งเป็นกองทัพธรรม มูลนิธิก็เกิดมาเป็น 2 มูลนิธิ เป็นกองทัพธรรม ถ้าว่าไปแล้ว คุณก็จะเห็นว่าอาตมานี่เป็นพราหมณ์อยู่ และอาตมาก็ทำงานเชื่อมโยงมาถึงกษัตริย์ หน้าที่ผู้สร้างสรรเผยแพร่ เชื่อมมาถึง แต่มันก็ไม่ใช่จะชี้คนจริงๆ อาตมามีนักบวชอื่น เป็นนักบวชซ้อน เป็นพราหมณ์ เป็นบัณฑิต เป็นครู เป็นปุโรหิตซ้อน หนุนเนื่องขึ้นมา ทำหน้าที่ช่วยกัน จะว่าอาตมาเป็นตัวหัวนำหัวหน้าเด่นก็ใช่ มีนักบวชอื่นสอดร้อยขึ้นมาเพิ่มขึ้นๆ แล้วก็ทำงานเชื่อมเข้ามาหาในสภาพของนักรบ ในสภาพของนักสร้างสรร นักเผยแพร่ขึ้นมา

ฆราวาสเรามีหน้าที่ฐานงานกษัตริย์เด่น : ทั้งนักบวชก็ต้องทำหน้าที่ประสาน Relative สัมพัทธ์มาเรื่อยๆ สอดร้อยมาเรื่อยๆ จนเกิดฆราวาสเรามีหน้าที่กษัตริย์เด่น อย่าว่าอาตมาหมายว่า ผู้นี้เป็นนะ แต่ขอยกตัวอย่าง อย่างคุณจำลองนี่(พลตรี จำลอง ศรีเมือง) เป็นทหารแท้ๆ เป็นนักรบ เอ้า มาทำงานอันนี้ แล้วก็รู้สึกว่า เอาเรื่องเอาราวนะ รู้สึกเป็นหัวหน้า เป็นประธานมูลนิธิกองทัพธรรม อะไรอย่างนี้นะ ก็ทำ ชื่อว่ากองทัพนี่นะ มันก็ชัดเจนดี ภาษา มันเกิดมาเองนะ มันเกิดมาตามรูปนี่ อาตมาว่า อโศกนี่ มันดีจังเลยภาษา ภาษาสอดคล้องก็เป็นกองทัพธรรม เป็นหัวหน้านักรบอะไรอย่างงี้ เป็นประธานกองทัพธรรมนี่นะก็นำไป ก็มีพวกเราเป็นผู้ที่ช่วยกัน เหมือนกับอาตมา มีนักบวช แล้วก็มีนักบวชอื่นมาช่วยสืบหนุน ซ้อนหนุน คุณจำลอง ก็มีพวกเราซ้อนหนุนๆๆ กัน กระทำกัน หน้าที่นักรบด้วยกัน คนละไม้คนละมือ หัวหน้ากอง หัวหน้ากรม อะไรก็ว่ากันไป นี่ก็ว่ากันอย่างสมมตินะ ก็ทำงานกองทัพธรรมนี้ขึ้นมามากขึ้น

จากฐานพราหมณ์ ฐานงานกษัตริย์ ขยายสู่ฐานงานแพศย์ : ในความหมายของคำ อาตมาใช้คำว่า พราหมณ์ กษัตริย์ จนกระทั่งต่อมาถึงเวส หรือแพศย์ ค้าขาย ตอนนี้กระจายไปถึงหมู่ชนที่กว้างขึ้นกว่าระดับกษัตริย์ แล้วไปอีกจุดหนึ่ง คือแพร่กว้างขึ้น มีจริง คุณจำลองรับหน้าที่ด้านโน้นมากกว่า เพราะว่าคุณจำลองเป็นฆราวาส อาตมาจะไปถึงขนาดแพทศย์ไม่ได้แล้วตอนนี้ จะเห็นว่า จากกษัตริย์เหลื่อมไปหาการค้าได้ถนัดกว่า ส่วนพราหมณ์นี่ชักต้องห่างขึ้น แต่ก็ยังชำเลืองดู เข้าใจในทางด้านนามธรรม ก็เห็นชัดอยู่ว่า เกี่ยวไม่ได้ขาด แต่กษัตริย์นี่เห็นบทบาทมากขึ้นว่า เขาไปควบคุมดูแล ไปทำเป็น ไปนำกัน พากันเรียกว่าเป็นตัวจักรกันชัดขึ้น แล้วพวกเราก็ช่วยสอดหนุนกันขึ้นมาถึงระบบแพศย์ ระบบการค้านะ ระบบพ่อค้า แพศย์ หรือเวส แปลว่าพ่อค้า เป็นระบบนี้เกิดต่อขึ้นมาเพื่อขยาย ตอนนี้แหละเกิดการแลกเปลี่ยน ต้องไปต้องมา ต้องมีการหมุนเวียนทุนรอนก็เพิ่มขึ้น ความรู้ความสามารถก็ต้องรู้อย่างที่เรามีเป้าหมาย เราค้าขาย เราก็ค้าขายอย่างระบบของเรา มีความหมายของเรา แล้วเราทำได้ เรียกว่าพ่อค้า แม่ค้าของเรานี่ ยังเหลื่อมอยู่ในระหว่างที่ทำงานโดยอุดมการณ์ ทำงานโดยอยู่ในด้านหมู่นี้ หมู่พราหมณ์ หมู่กษัตริย์ หมู่แพศย์

สัมมาอาชีวะสูงสุด พ้นมิจฉาอาชีวะทั้ง 5 : การค้าการขายนี้ พวกเราใช้แรงงานฟรีกัน เรามีทุนรอนซึ่งเป็นทุนที่หนุนเนื่องมาจากโลก แล้วก็เอามาช่วยหนุนช่วยอะไร แรงงานเราก็ใช้ฟรีกันได้ เพราะฉะนั้น บทบาทอันนี้ จึงเป็นการค้าที่เป็นสัมมาอาชีพ ถึงขั้น “ลาเภ น ลาภัง นิชิคิงสนตา” สำหรับอันนี้นะ ฟังแยกให้ดีนะ สำหรับด้านนี้ (ดู สัมมาอาชีวะ ในภาคผนวกท้ายบทความ) พวกคุณมาทำงาน พวกคุณไม่มีอะไรแลกเปลี่ยน ไม่มีลาภต่อลาภ ไม่มีลาภต่อลาภเลย เป็นสัมมาอาชีพในส่วนนี้นะ ไม่ใช่ส่วนที่คุณทำงานอยู่ทางโลก แล้วคุณก็มีรายได้อะไร ไม่ใช่นะ จะเห็นได้ชัดเจนว่า เข้าไปสู่การค้าก็ตาม เป็นสัมมาอาชีพของเราถึงขนาดนี้ การเป็นนักรบ สร้างสรร นักสร้างสรร เราก็ทำกันอยู่ ช่วยกันเท่าที่สมรรถภาพของแต่ละบุคคล ฐานะของแต่ละบุคคล ทำกันขึ้นไป จะเห็นส่วนห่าง พราหมณ์ หรือสมณะก็ไม่ค่อยเข้าไปยุ่งแล้วเรื่องค้าขาย เป็นแต่เพียงฟังข่าวคราว แนะนำอะไรต่ออะไร ส่วนบทบาท พวกคุณก็ไปกันแล้วทีนี้ จะเห็นขอบข่ายของแพศย์ กับขอบข่ายของศูทร ซึ่งยังอยู่ในอนาคต ตอนนี้เรายังก้าวไม่ถึงศูทร 4 ฐานงานหลักในสังคมยุคโบราณ เพี้ยนเป็นชนชั้นวรรณะ 4 : ศูทร คือกรรมกรโดยตรงเลย ลงมือเลยนะ กรรมกรเลย นี้คืองานที่มันจะก้าวไป หลัก 4 นี้ เป็นหลักของมนุษยชาติมาแต่เก่าแก่ เป็นบัญญัติเดิม ตอนหลังมา มันก็เพี้ยนด้วยกิเลสกลายเป็นวรรณะ แล้วก็กลายเป็นว่า คนที่ใช้สมอง บัณฑิตนี่ใช้สมองสูงนะ เล่ห์กลเยอะนะ ถ้าเผื่อว่าไม่ซื่อตรง ไม่ใช่สัจจะ เล่ห์กลก็เยอะ เพราะฉะนั้น ก็เป็นสมองสูง คบหากับกษัตริย์ ซึ่งผู้ที่เป็นหัวหน้าสร้างสรรอะไรก็อยู่ในนี้ด้วย ก็เลยฮั้วกันใหญ่ ก็จะข่มขี่ทางด้านแพศย์ เอาเปรียบทางด้านแพศย์ สุดท้ายเอาเปรียบศูทร หรือผู้สร้าง ศูทรคือผู้สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรง ด้วยมือจริงๆ เลย (ดู วรรณะ 4 : พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร - ในภาคผนวก)

ฐานงานระดับศูทร : ทีนี้ นี่เรากำลังก้าวเข้าไปในอโศกของเรา พอโครงการปฐมอโศกเกิดขึ้น ก็เกิดระดับศูทร ซึ่งเป็นการงาน การงานของการลงมือทำจริงๆ นั้น ก็เป็นความดีงาม เป็นสิ่งวิเศษ ต้องมีอยู่ในวัฏฏจักร Cyclic order ของมนุษยชาติ ไม่มีไม่ได้ คนสร้างด้วยมือ เราจะเรียกกรรมกรก็ใช่ เราจะเรียกผู้สร้างสรร เราจะเรียกกสิกร เราจะเรียกอุตสาหกร อะไรก็ตามใจ เป็นผู้สร้างด้วยมือ สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรง นี่เหงื่อไหลไคลย้อยจริงๆ ด้วยฝีมือของเขาทำ ด้วยแรงกาย ต้องใช้แรงกายมาก

ศักดินาทุนนิยม ก่อเกิดปัญหาในสังคมบ้านเมือง เพราะกิเลส : เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าบัณฑิตเองไม่มีความรู้ แล้วไปดูถูกคนสร้างด้วยมือ ถ้าผู้ที่เป็นบัณฑิต ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งนี้ ก็ดูถูกกัน ไม่ยกย่องกัน ข่มขี่กัน อย่างอาตมานี่ อาตมารู้ แล้วขอยกให้เท่าเทียมกัน แรงงานทางกายก็เท่าเทียมกับแรงงานทางสมอง ไม่ใช่ยกย่องแรงงานสมองเหนือแรงงานกาย นี่แหละเป็นเรื่องบกพร่อง สังคมมันเว้าแหว่งอยู่อย่างนี้ แล้วกลายเป็นเจ้าหัวสมองนี้เอาเปรียบคนโง่ เพราะคนโง่นี่สู้เล่ห์เหลี่ยมของคนมีสมองฉลาดไม่ได้นี่ มันไม่ได้แน่ๆ เพราะฉะนั้น ความไม่ซื่อสัตย์สุจริตเข้ามาซ้อนในสมอง หรือปัญญานี้ทันทีเลย ก็เกิดการเหลื่อมล้ำเป็นศักดินา เกิดการเอาเปรียบเอารัด เกิดการไม่เสียสละ ไม่สร้างสรร มันสมองสูงก็สร้างสรร แรงงานสูงก็สร้างสรร ต้องเข้าใจเป็นอันเดียวกันเพราะฉะนั้น กรรมกร ก็เข้าใจเหมือนกันกับบัณฑิต แล้วตัวเราเองก็เป็นคนที่จะต้องปฏิบัติตน ทำตนให้เป็นผู้มักน้อย สันโดษ จนกว่าจะครบ 19 ข้อนี่แหละนะ มันยังไม่ได้อ่านต่อไป ก็ไม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน