260820 หลักแห่งความก้าวหน้าในการงาน 19 ประการ โดย ท่านโพธิรักษ์ ที่ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2526
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์368 KB
วันที่แก้ไข14 กุมภาพันธ์ 2568

เนื้อหาในไฟล์

260820 หลักแห่งความก้าวหน้าในการงาน 19 ประการ โดย ท่านโพธิรักษ์ ที่ สันติอโศก

หลักแห่งความก้าวหน้าในการงาน 19 ประการ โดย ท่านโพธิรักษ์ ที่ สันติอโศก เมื่อวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม 2526

เจริญธรรม พวกเราเหล่าพุทธบุตรทั้งหลาย วันนี้ก็ก่อนจะ อาตมาจะขึ้นมาเทศน์นี่ ก็ได้เกริ่นกันถึงพวกเรา ก็บอกกล่าวกันไปแล้วว่า ผู้ใดว่างก็ได้ไปช่วยกันที่สวนจตุจักร ช่วยกันทำกิจอันหนึ่งของเราที่ทำกันอยู่นั้น เพราะว่าขณะนี้ เราก็กำลังพัฒนาตัว แล้วมันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย มันกำลังขยาย มันกำลังดำเนินบทของมันไปดีทีเดียว อาตมานั่งดูนั่งเห็นได้เข้าใจอยู่นี่ แล้วมันก็จะเกิดจริง เกิดตามความจริงของพวกเรา ที่ได้รับความรู้ได้รับธรรมะ และเป็นไปตามจริงของบุคคล ผู้ใดที่สามารถเสียสละได้ ที่มีจิตใจเห็นจริง เข้าใจจริงว่าเป็นสิ่งดี และมีเรี่ยวมีแรง มีความสามารถ ถึงไม่สามารถก็ไปฝึกได้ เพราะงานพวกนี้ ไม่ใช่งานที่จะฝึกไม่ได้ อ้า ไปช่วยกัน เท่าที่รู้อยู่ มีหลายอย่างหลายอัน อาตมาจะเล่าอะไรให้ฟังบ้าง แล้ววันนี้ตั้งใจจะเทศน์ถึงเรื่องการงาน การงานจะรุ่งเรือง จะเจริญได้นั้น มันจะต้องมีหลัก อาตมาพยายามลองเรียบเรียงดู มีถึง 19 หลัก หรือ 19 ข้อ ในการที่จะทำการงานรุ่งเรืองเจริญ ก็จะได้อธิบายสู่กันฟังในวันนี้ด้วย ก็คงจะไม่ละเอียดลออนัก เพราะอาตมาจะตั้งใจอธิบายสู่กันฟังอย่างสำคัญในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ ช่วงเช้านี้ วันนี้ก็คงจะมีเวลาไม่มากนัก ก็คงจะได้อธิบายกันเล็กน้อย ก่อนจะถึงหลักแห่งการงาน 19 ข้อนั้น ก็ขอเกริ่นอะไรขึ้นเสียก่อนว่า พวกเราชาวอโศกนี่ ได้ทำงานมามันก็ทำงานมาเป็นสัจจะ อาตมาขอยืนยันว่าเป็นสัจจะ แล้วมันก็เป็นมาเอง พัฒนาตัวมาเรื่อยๆ ตามหลักโบราณเดิม ตามหลักสัจจะแท้ มีการก้าวหน้า มีการพัฒนาเกือบจะครอบค

อ่านต่อ

รบ อาตมาเล่าให้ฟังบางอย่างบางคนอาจจะไม่ซาบซึ้ง และอาจจะไม่เห็นได้ชัด เพราะว่ามาทีหลัง และคิดว่าพยายาม อาตมาจะขยายความเล็กๆน้อยๆ พยายามตามฟัง อาตมาได้ทำงานศาสนานี่มา จุดแรกที่เริ่มต้นทำ จุดแรกที่เริ่มต้นทำก็ทำงานอย่างที่ใช้หลักการอธิบายจากบัญญัติเดิม ที่มีอยู่เดิมของปราชญ์เดิม และของหลักชีวิตมนุษย์เดิม ก็อาจจะเป็นภาษาทางอินเดียหน่อยนะ หลักเดิมก็คือหลักแห่งพราหมณ์ ที่เราได้พยายามพัฒนา อาตมาทำงาน ตอนแรกก็ทำงานในจุดมุ่งหมายในหลักแห่งพราหมณ์ ต่อมาการพัฒนาตัวก็จากพราหมณ์ ก็ขึ้นมาสู่สภาพกษัตริย์ ฟังเสียก่อนนะ ค่อยๆฟังดีๆ ตั้งใจฟังดีๆ พอจากสภาพพราหมณ์แล้วก็มาสู่สภาพกษัตริย์ แล้วก็พัฒนาตัว อโศกก็พัฒนาตัวเองออกมาจากรูปแบบของกษัตริย์ แล้วก็ออกมาสู่รูปของแพศย์ หรือเวส หรือพ่อค้า กำลังขณะนี้ยังอยู่ในลักษณะการกำลังพัฒนาออกในมุมของเรื่องแพศย์ เรื่องเวส หรือแพศย์ ภาษาแขก ภาษาบาลี แพศย์ หรือ เวส เรื่องพ่อค้านะ ก็ได้มาถึง 3 จุดแล้ว ยังอีกจุดเดียว คือกำลังและมีเค้าแล้ว กำลังไปสู่จุดศูทร คือกสิกร พวกนักขุดสร้างเลยทีเดียว พวกลงมือผลิต กำลังจะไปสู่จุดนั้น แต่ตอนนี้กำลังพัฒนาตัวอยู่ในจุดแพศย์ เอ้า ก็ขออธิบาย ย้อนขึ้นไปสู่สภาพนี้ ใครฟังแล้วก็คงจะฟังออกว่าคืออะไร ก็คือเรื่องของวรรณะมนุษย์ แต่ที่กำลังอธิบายนี้ ไม่ใช่เรื่องวรรณะมนุษย์ที่ได้แปรปรวนแล้วจากสัจธรรมนะ สัจธรรมมนุษย์มันแปรปรวนไปแล้ว แม้แต่สมัยพระพุทธเจ้าเกิดวรรณะในอินเดียนี่ มันก็แปรปรวนไปแล้ว แต่หลัก 4 นี้ เป็นหลักของมนุษย์ที่ถูกต้อง เป็นหลักของวงจรชีวิต วงจรสัตวโลกที่จะต้องมีสภาพ 4 นี้ โดยถูกต้องตามปรมัตถธรรม ตามสัจธรรม ไม่ใช่ตามกิเลสที่มันจะแปรปรวน นั่นมันเป็นกิเลส คือ พราหมณ์ ก็คือลักษณะของผู้รู้ ผู้ที่ได้พัฒนาตนสูง พัฒนาตนจนเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เข้าใจคุณงามความดี เข้าใจความดีความชั่วที่ถูกต้อง เรียกว่านักบวช หรือสมณะ หรือ พราหมณ์ หรือบัณฑิต สมัยโน้นเขาก็เรียกว่า ปุโรหิต ครู ปุโรหิต คือครู นี่ก็คือลักษณะพราหมณ์ หรือลักษณะนักบวช ลักษณะครู ลักษณะผู้ฝึกฝน ที่รู้จักแก่นสารของมนุษย์ แก่นสารของชีวิต แก่นสารของโลก ถือว่าเป็นผู้ที่รู้จริงๆ ปุโรหิต เป็นครู เป็นผู้นำก่อน ปุโรหิตะ ก็แปลว่า มีประโยชน์มาก่อนเขานั่นแหละ ปุโรหิตนี่เคยแปลให้ฟังแล้ว เป็นผู้มีประโยชน์ก่อนเขา ปุโร-หิตะ ที่อาตมาบอกว่า อาตมาได้พัฒนา หรือได้เริ่มต้นมาจากพราหมณ์นั้นก็คืออาตมาทำงานศาสนาตอนแรก ก็ได้แต่พัฒนาพวกหมู่นักบวช บำเพ็ญอย่างเคร่งเลย ตั้งแต่เริ่มต้นจับกลุ่มกันขึ้น ก็บำเพ็ญปฏิบัติกันตั้งแต่อยู่แดนอโศก ถือว่าแดนอโศกเป็นแหล่งที่เกิดสมบูรณ์ ที่เริ่มต้นฟักตัวกันที่นั่น ที่จริง สวนอโศกเกิดก่อนเพื่อน แต่สวนอโศกมันแท้ง มันไม่เป็นพุทธสถาน ทั้งๆที่มีป้ายนะ ที่สวนอโศกป้ายแรกติดไว้เลยว่า ABC Asoke Buddhist Centre Asoke Buddhist Centre สวนอโศก เป็นสถานที่ แต่ไม่ได้ใช้ชื่อว่าพุทธสถาน หรือธรรมสถาน ยังไม่ได้ใช้อย่างนั้นทีเดียว ใช้ว่าสวนอโศก Asoke Buddhist Centre ว่าอย่างงั้นซะด้วย นะ A B C แต่เสร็จแล้ว มันก็ไปไม่รอด เพราะว่าทั้งสถานที่ ทั้งพวกเราองค์ประกอบมันไม่ครบ ก็เลยไม่ได้ ก็ไปตั้งลงที่แดนอโศกก็ได้ครบครัน นักบวชก็พร้อมด้วย อะไรๆ ก็พร้อมได้อบรมบำเพ็ญกัน ในเรื่องของผู้ที่ละ ลด หน่าย คลายกันอย่างเคร่งครัดเลย ไปจนกระทั่งเป็นมานั่นแหละ ก่อหวอด ก่อตัวจนกระทั่งพัฒนามาเรื่อย จนได้แตกผลิแขนงสาขา หรือว่าแตกปริในพฤติการณ์ มีพฤติการณ์ต่างๆออกมา แม้แต่จะแยกตัวออกมาจากเถรสมาคม ก็ยังอยู่ที่แดนอโศก จนได้มาตั้งสันติอโศกนี้ขึ้น ก็ต่อเมื่อ ได้ประกาศแยกจากเถรสมาคมแล้ว อยู่ที่แดนอโศกนั่น ถึงได้มาตั้งที่นี่ พอมาตั้งที่นี่ ที่อาตมาเห็นว่าควรตั้ง ก็เพราะว่ามันเป็นแหล่งใจกลาง อยู่กลางเมืองหลวง แล้วเราก็มีอย่างงี้แหละ เราก็ได้สถานที่ที่ตั้ง เป็นวัดหรือเป็นพุทธสถานก็ได้สถานที่นี้ ก็ดีเหลือหลายแล้ว ดีตามบุญบารมี ไม่ใช่เป็นได้ง่ายๆ ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ หาที่ได้ดีกว่านี้ตามบุญบารมี ไม่ใช่เป็นได้ง่ายๆ ไม่ใช่หาได้ง่ายๆหาที่ได้ดีกว่านี้ ตามบุญบารมีใครได้ก็เอาเถอะ ไปสร้างวัดได้ในกรุงกว่านี้ก็เอา อาตมาสร้างได้ขนาดนี้ ก็ดีแล้ว ขนาดนี้มันก็จะอยู่ในกรุงแล้วนะนี่ ห้อมล้อมไปด้วย โอ้โฮ ! ผู้คนคึกคัก มาอยู่ตอนแรก เขาก็ว่าไกลๆ มันก็ไม่ค่อยมีอะไร มีแต่ท้องนา เดี๋ยวนี้ท้องนาหาไม่ค่อยเจอแล้ว พอมาตั้งที่นี่ ก็พัฒนามาเรื่อย ทำงานมาเรื่อย จนกระทั่งถึงสภาพเข้าสู่ เข้าสู่รูปแบบของกษัตริย์ ก็ได้พัฒนาบุกบั่น กษัตริย์นี่แปลว่านักรบ พราหมณ์นี่คือครู คือนักบวช พราหมณ์นี่คือปุโรหิต ส่วนกษัตริย์นี่คือนักรบ นักเผยแพร่ นักรบ นักเผยแพร่ นักสร้างสรรไปในรูปสร้างสรร ก็แพร่หลายออกไปอีก เป็นระบบนักรบ จนกระทั่งมีตัวกองทัพธรรมขึ้น ฟังอย่างนี้คิดว่า ผู้ที่มีปฏิภาณก็รู้แล้ว เข้าใจแล้ว มันมีสภาพธรรมที่พูดให้ฟังนี่รู้ ใครตามรู้ก็จะรู้เลย ออกจากสภาพพราหมณ์ก็มาสู่สภาพกษัตริย์ เป็นนักรบเผยแพร่ เมื่อออกจากรูปนักรบ แล้วก็แพร่ออกไปจนกระทั่งมันก็เข้าสู่สภาพพ่อค้า สภาพเวส หรือสภาพแพศย์ นี่ขณะนี้เรากำลังอยู่ในสภาพแพศย์ ที่อาตมากล่าวเมื่อกี้นี้ ที่ชักชวนกันไปสวนจตุจักร ไปอะไรต่ออะไรพวกนี้ นี่อาตมาก็ดูอยู่ขณะนี้ เรามีแนวเผยแพร่ออกไปโดยจุดมังสวิรัติ โดยจุดการกินเพราะเราเผยแพร่ศาสนาของเรานี่ แม้แต่ปฏิบัติธรรมเราเน้นกิน อยู่ หลับ นอน อันนี้มันก็เป็นเรื่องหลักมาแต่เดิม ที่เราทำมา กิน อันนี้ก็เป็นจุดที่จะนำหัวหอกออกไป เป็นหัวหอกนำออกไป เป็นจุดเกี่ยวเนื่องด้วยการแพร่หลายออกไปอีกในรูปของพ่อค้า ในรูปของการกระจายกว้างขึ้นอีก สู่สภาพสัมพันธ์ต่อนุษยชาติสังคมสูงขึ้น ซึ่งพวกเราทำได้ ในรูปแบบของสัจธรรมอยู่ แม้การค้าก็ยังเป็นสภาพของสัจธรรม เราไม่ได้ทำการค้าอย่างชาวโลกที่จะไปเที่ยวได้เอากำรี้กำไร ไปเที่ยวได้ก่อเกิดอะไรต่ออะไร ที่เขาเป็นกันอยู่อย่างนั้น เรามีความจริงอันนี้อยู่อย่างชัดแท้ แม้ใครจะมาวิเคราะห์วิจัยเอาก็ได้ เพราะว่าเราจะไม่เกิดเหมือนโลกเขาเลย ว่าสังคมของเรามีการค้า แล้วเกิดปัญหาแรงงาน เกิดปัญหาราคา เกิดปัญหาอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เขาเกิดปัญหากันทั้งสิ้น แต่เราไม่เกิดปัญหานั้นเท่าไร เราเกิดปัญหาอยู่แต่ว่า จะทำอย่างไร เราจะมีพลังแห่งการงาน การยินดี สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ อะไรของเรานี่เท่านั้นเอง มันมีกิเลสส่วนตัวของเราเท่านั้นแหละ ขณะนี้ เพราะฉะนั้น มันก็อยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรที่จะให้พวกเราเป็นมวลนี่ ได้สำรอกกิเลสออก ซึ่งเราเข้าใจกันพอสมควรแล้ว โดยเหตุผล โดยทฤษฏีโดยหลักวิชา อาตมามั่นใจว่า นั่งอยู่นี่รู้มั้ย โดยหลักวิชานี่ ที่เราเองเราจะได้พัฒนาขึ้นนี่ ได้แรงงานมาจากพวกเรามากขึ้น กระทำอันนี้ออกไปอย่างดีนะ โดยหลักวิชานี่รู้แล้วยัง โดยหลักวิชานี่ อาตมามั่นใจว่า พวกเรารู้แล้ว มันยังเหลือแต่การซักซ้อม ฝึกฝน อบรมตนให้เข้าไปสู่จุดที่ละล้าง มันจะมีความขี้เกียจ มันจะมีมานะ มันจะมีอะไรก็แล้วแต่ละ กิเลสนานาชนิดที่มันอยู่ในตัวเรา ที่มันยังเป็นตัวต้านทาน เป็นตัวรีซีสแต๊นท์ (resistant) ที่มันทำให้เรามันไม่เป็นไปได้อย่างได้พลังมากกว่านี้ มันก็อยู่ที่ตัวนี้นะ เพราะฉะนั้น ก็ขอเน้นให้ฟังว่า ขณะนี้กาลโดยกาละ หรือโดยกาลของการพัฒนาตนของเราเข้าสู่สภาพมนุษยชาติ ที่มันมีหลักใหญ่ของชีวิต ที่อาตมาบอก แล้วเป็นหลักแห่งพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ซึ่งเป็นหลักสัจธรรมนะ เดี๋ยวจะอธิบายว่า มันมันเป๋ไป๋ กลายไปเป็นวรรณะที่ไม่เข้าเรื่องอย่างไร ประกอบให้ฟังเล็กน้อย ประเดี๋ยวคุณฟังแล้ว คุณจะไม่รู้สัจธรรม นี่ อาตมาเอาหลักเดิม หลักบัญญัติสัจธรรม ตั้งแต่มันยังไม่เพี้ยน ตั้งแต่มันยังเป็นสารสัจจะอยู่ ตอนหลังมันก็มาเพี้ยน แล้วมันกลายไปเป็นวรรณะ ที่จริงมันเป็นวรรณะที่ดี เป็นวรรณะเดิม วรรณะที่ถูกต้อง เหมือนอย่างกับวรรณะ 9 ที่อาตมาเอามาสอนพวกเรานี่ วรรณะ 9 ที่พระพุทธเจ้าท่านตราไว้นั่นแหละ เหมือนกันแหละ อันนี้แต่เดิมก็เป็นวรรณะที่ดี ต่อมามันก็กลายเป็นวรรณะที่เลว มันเลวอย่างไร เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังเล็กน้อย ขณะนี้ จะอยู่ในกาละ หรืออยู่ในยุค อยู่ในช่วงที่เรากำลังพัฒนาออกสู่พฤติกรรมของแพศย์ หรือเวส หรือพ่อค้า หรือการแพร่ไปอีกรูปหนึ่ง นี่คิดว่าเข้าใจแล้วนะ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้พวกเราได้เข้าใจถึงกาละที่สำคัญ ตอนนี้เราสำคัญจุดนี้กัน เพราะฉะนั้น ก็ฝึกฝน ในการทำในรูปแบบของกองทัพธรรมในนักรบที่จะออกไปทำกิจนั้น เราก็มีผู้ที่เข้าใจชำนาญ แล้วเราก็ต้องทำไปตามแบบนั้นแหละ กษัตริย์ หรือว่านักรบ ก็ต้องทำอย่างนั้น แม้แต่การช่วยกันทำงาน ทำอะไรอยู่ในนี้ มันก็มีอยู่แล้วตัวจักร หรือตัวผู้มาช่วยมาเหลือ มาเสริมหนุนอะไรก็เป็นไปอยู่ บทบาทมันก็เป็นประมาณนั้น มันจะมากเกินกว่าไม่ได้ เช่นเดียวกันกับพ่อค้านี่จะมีจำนวนมากกว่าข้าราชการ หรือผู้บริหารแน่นอน เพราะฉะนั้น หมู่ข้าราชการ ผู้บริหารนี่ คือหมู่หน่วยของกษัตริย์ เพราะฉะนั้น ข้าราชการ ก็คือหน่วยต่อโยงมาจากกษัตริย์ ราชะ โดยเฉพาะเมืองไทยเรา นี่มีรูปแบบกษัตริย์มาแต่เดิม เพราะฉะนั้น พระเจ้าอยู่หัว หรือกษัตริย์ ก็มีผู้ที่เป็นข้าราชบริพาร หรือข้าราชการ ที่รับช่วงทำงาน ต้องฟังให้ดีๆนะ ฟังให้ครบแล้วจะเข้าใจดีๆ ต่อจากนี้ออกมาแล้วก็ มันก็มาเป็นสภาพที่กระจายกว่านั้น เป็นแพศย์ เป็นพ่อค้า ซึ่งเป็นการกระจายกิจกรรม การงานหรือการเป็นอยู่ของมนุษย์ไปอย่างนั้นนะ ซึ่งเป็นรูปของลาภ ยศเหมือนกัน แต่ว่าลาภ ยศ ที่ไปในอีกรูปหนึ่งก็มี ก็ลาภ ยศทุกวันนี้ พ่อค้าก็ได้เหรียญอะไรไปเหมือนกันนั่นแหละ ข้าราชการก็ได้เหรียญ มันก็เป็นไปตามธรรมดา หรือแม้แต่เขาร่ำรวย พ่อค้าก็ร่ำรวย หรือข้าราชการร่ำรวยกว่าพ่อค้า เดี๋ยวนี้ก็มี มันก็อย่างนั้นแหละ ถ้ามันเป็นกิเลสแล้วมันก็กลายเป็นการสะสมกักตุน ก็ร่ำรวยกันไป แต่ถ้าเผื่อว่าเป็นผู้ที่มีสัจจะแล้ว ก็ไม่ไปสะสมกักตุน เป็นเศรษฐศาสตร์กระฎุมพีอะไร เราไม่ใช้หลักเศรษฐศาสตร์กระฎุมพี สัจจะมันจะเป็นอย่างนี้จนกว่า...ในขณะนี้ เราก็กำลังจะเดินเข้าหาโครงการปฐมอโศก นี่เกิดเมื่อไรเราก็จะเดินเข้าหาจุดศูทร ศูทรก็คือ กรรมกร ว่าอย่างงั้นเลยก็ได้ ศูทรก็คือเกษตรกรรม เกษตรกร หรือผู้สร้างโดยตรงเลย ศูทรนี่ ก็จะค่อยๆเลื่อนเข้าไปสู่จุดนี้ ตอนนี้ก็มีบ้าง เราก็มีตัวตนอยู่บ้าง แต่ว่ายังไม่สู่จุดนี้ มันจะเลื่อนเข้าไปสู่จุดนี้ ก็ค่อยเป็นไป นี่ก็บอกให้ได้ และพวกเราก็คงจะเห็นรอยแล้วว่า มันกำลังจะมีรอยจะไป เพราะฉะนั้น แม้แต่ผู้ที่จะทำงานพราหมณ์มา มาทำงานกษัตริย์มา มาทำงานแพศย์แล้วไปทำงานศูทรอีก มันก็ไม่มีปัญหาอะไรกัน ในการที่จะรู้การงานเหล่านี้ เราจะไม่มาดูถูกดูแคลน จะไม่มีศักดินา จะไม่มีการถือสาว่า งานใช้สมองสูงกว่างานกำลังกาย อาตมาเคยแย้ง ในหนังสือ "ไท" อาตมาเคยเขียนแล้วมีผู้ชอบแย้ง เขาหาว่า การ...มันสมองต้องสูงกว่าสิ ต้องสูงกว่าแรงงาน อาตมาบอกนั่นแหละมันผิดแล้ว แรงงานกับมันสมองก็ต้องเท่ากัน เราจะบอกว่า คนทำงานแรงกายเป็นคนต่ำกว่างานสมองไม่ได้ เพราะความผิดมันเกิดขึ้นแล้วในโลก มันถึงเดือดร้อนกันอยู่ทุกวันนี้ไง ไม่เคารพนับถือกัน สร้างค่าให้เห็นค่าต่างกัน กลายเป็นพวกใช้มันสมองสูงกว่า มันก็เลยกดขี่ ข่มเหง ดูถูกกันอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ขอย้ำอันนี้ก่อน ว่าการงานในระดับนี้เรากว้างขึ้นในระดับแพศย์แค่นี้ ต่อไปศูทรจะหนักกว่านี้อีก จะต้องใช้แรงงานที่หนักกว่านี้อีกพวกคุณคงรู้ พูดอย่างนี้ ปฏิภาณก็รู้แล้ว งานขั้นศูทรแล้วยิ่งต้องใช้แรงงานหนักกว่ามากเลย มากกว่าแพศย์มากกว่าพ่อค้าอีก มากกว่าการกระจายเผยแพร่ออก ไปนี่นะ ในลักษณะแพศย์นี่อีกมากกว่าเลย แล้วเราก็จะต้องไปถึง ถ้าไม่ไปถึงไม่ครบขบวนการ ไม่ครบ Cyclic order ของมัน มันจะต้องถึง Cyclic order ครบขบวนการ ครบระบบระเบียบ วัฏจักรของมนุษย์ที่จะต้องมีคุณค่าหรือมีลักษณะนี้อยู่ในสังคมมนุษย์ต้องครบ 4 ความหมาย 4 แบบ 4 อย่างนี้มีสัมพันธ์กันอยู่อย่างได้สัดส่วน อย่างได้คุณค่า นี่ก็ขอบอกกล่าวกัน เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ตัว ที่อาตมาบอกนี่ เพื่อให้รู้ตัวว่า มันเป็นไปโดยสัจธรรมนะ อาตมามีหลักมาอธิบาย ไม่ใช่โมเมนะ อาตมายังอธิบายอะไรอีกไม่หมดอีกเยอะนะ เพราะว่าความรู้ต่างๆ ตั้งแต่หลักเดิมนี่ โอ๊ย ! โบราณกาลท่านมีมาก แล้วเดี๋ยวนี้มันก็มีมากยิ่งกว่านั้น เพราะว่า นักศึกษาเดี๋ยวนี้แตก แต่มันเป็นเรื่องที่บานปลาย แล้วมันเลอะเทอะไม่ได้ใช้ออกนอกหลักเดิม ออกนอกบัญญัติเดิม คำว่า "บัญญัติเดิม" นี่สำคัญ นี่อาตมากำลังเน้นเรื่องอปริหานิยธรรม เรื่องของสามัคคีมวลชน ซึ่งอปริหานิยธรรม 7 ข้อ กำลังย้ำ กำลังเน้น กำลังอธิบายกันอยู่นี่ ว่าเราจะต้องหมั่นประชุมกันเนืองนิจ ซึ่งเป็นเรื่องของสังคม แล้วพร้อมเพรียงกันประชุมพร้อมเพรียงกันเลิก พร้อมเพรียงกันทำกิจ ท่านก็สอนสอนวัชชีบุตร สอนหมวดนั้น แล้วท่านก็มาสอนสงฆ์ให้สงฆ์รู้ด้วย สงฆ์รู้แล้วสงฆ์ก็ฉลาด ชัดเจน สงฆ์ก็ไปสอนคนสอนฆราวาส สอนหมู่มนุษย์ ก็ได้เข้าใจอย่างหลัก 2 นี่พร้อมเพรียงกันแล้ว หลัก 3 จะต้องเป็นผู้ที่รู้บัญญัติ จะต้องเป็นผู้ที่รู้บัญญัติเดิม เราจะไม่แก้ไข เราจะไม่ไปทำลายบัญญัติเดิม ไม่ตั้งบัญญัติใหม่ คำ ว่าไม่ตั้งบัญญัติใหม่ คือจะไม่ตั้งบัญญัติใหม่ ที่มันเข้าไปล้มล้าง มันมีบ้าง กฎระเบียบหลักการอะไร ที่มีใหม่บ้าง แต่ต้องซ้อนสอดร้อยกัน ส่งเสริมหลักเดิม ของของเดิม อันนี้สำคัญ ถ้าเผื่อเราไปแก้หลักเดิม หรือว่าไปทำให้ค้านแย้ง ไปตลบตะแลงกับหลักเดิมเข้าแล้ว มันก็เสื่อม เพราะฉะนั้น เรื่องหลักเดิมนี่ ถ้าไม่เข้าใจด้วยสัจธรรม ก็อธิบายไม่ได้ อาตมาอธิบายนี่ อธิบายตามหลักเดิม แม้แต่หลักกำลังอธิบาย พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร นี่ก็เป็นหลักเดิม ซึ่งมันพังไปแล้ว ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าก็พังไปแล้ว แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่อธิบาย ท่านตั้งหลักของท่านเองเลย เพราะท่านไม่มีเวลาที่จะมาเท้าความ อาตมานี่เป็นผู้ที่ถ้าว่าจริงๆแล้ว พูดมากกว่าพระพุทธเจ้า เพราะเอาทุกอย่างมาไกล่เกลี่ยกันหมดเลย เอามาขยายความประสานหมด อาตมานี่อยู่ในฐานะโพธิสัตว์ศึกษาละเอียดลออหมดแหละ ศึกษาแล้วก็พูดสู่คุณฟังฝากไว้ ส่วนพระพุทธเจ้า ท่านมีหน้าที่สร้างศาสนา เพราะฉะนั้น เรื่องมากอย่างท่านไม่ตรัส ท่านไม่อธิบาย ท่านละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน หน้าที่ของอาตมานี่ พวกท้องพระโรง ต้องกวาดต้องเก็บต้องดูต้องแล พวกท้องพระโรง พระพุทธเจ้าท่านมีหน้าที่ที่จะทำงานของท่านให้เสร็จสิ้น ถ้าไม่เช่นนั้นเวลาไม่พอ เวลาไม่พอที่จะทำกิจนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็ทำไปแล้ว สำหรับอาตมานั้นก็ต้องทำของอาตมา อาตมาไม่มีหน้าที่ที่จะรับผิดชอบว่าศาสนานี้จะ... อาตมาทำนี่สุดเรี่ยวสุดแรง มันจะต่อไป จะเจริญรุ่งเรืองขนาดไหนก็ สุดฝีมือของอาตมาแล้วก็จบกัน ผู้อื่นมีหน้าที่ต่อเหมือนกัน เพราะผู้สืบสานศาสนา ไม่ได้มีโพธิสัตว์องค์เดียว อาตมาไม่ใช่องค์เดียว ที่จะมาทำงานนี้ แต่อาตมาก็มาทำงานนี้ ตามที่บอกเท่านั้นเองนะ เพราะฉะนั้น ก็ทำกันไปแต่ละหน้าที่ แต่ละกิจ ที่ย้ำ ก็เพื่อว่า ให้พวกเราได้รู้ว่ามันเป็นจริง โดยบัญญัตินี่ แม้แต่อปริหานิยธรรม ที่อาตมายกขึ้นมาอ้างนี่ ก็เพื่อให้เห็นจริงว่ามันมีหลักเดิม มีบัญญัติเดิม แล้วบัญญัติเดิมที่อาตมากำลังหยิบยกขึ้นมากระจายความนี้ และอาตมาก็เป็นเถระ เป็นหลักที่ 4 ของในอปริหานิยธรรม เป็นเถระ เป็นผู้รู้ ถ้าจะว่าจริง รัตตัญญู ก็อาตมาเป็นโพธิสัตว์ ก็รัตตัญญูมานานแล้วหลายชาติ รู้อะไรต่ออะไรมา ก็เอามาเกลี่ย มาอธิบาย ถ้าพวกคุณรับว่าอาตมาเป็นสังฆบิดร อาตมาก็เป็นพ่อ อย่างที่คุณเรียกนี่ เป็นพ่อ ผู้ที่จะมาทำสังฆะอันนี้ หรือสังฆมณฑลอันนี้ไปอยู่นั่นแหละก็ทำจริง ก็อธิบายแล้วขยายหลักเดิมพวกนี้ให้ฟัง แล้วพยายามที่จะให้พวกเราได้หมั่นกันประชุมพร้อมพรั่ง แล้วก็พร้อมเพรียงกัน ก็หมายความว่า สมานสามัคคี หมั่นก็คือ บ่อยๆ พร้อมเพรียงก็หมายความว่า จะต้องสมานสามัคคีอยู่ด้วยกัน เป็นสมานสังวาส ไม่เป็นนานาสังวาสเลยนะ ก็พยายามปรับอยู่นะ และก็เป็นไปนะ เพราะฉะนั้น ก็ขอบอกเรื่องว่า ขณะนี้เรากำลังเดินไปสู่จุดไหน ก็เอาหลักพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร นี่มาเป็นหลักการให้บอกคุณ ว่าขณะนี้เรากำลังเดินสู่จุดแพศย์ตามฐานะ จริง พราหมณ์ก็ไม่ใช่ว่าจะแข็งแรง มั่นคง จนกระทั่งถึงขนาดยิ่งใหญ่ แต่ก็มีหลักแล้ว หลักของพราหมณ์ หลักกษัตริย์ เราก็มีเพิ่มขึ้นมาแล้ว หลักนักรบเราก็มีนักรบ ที่ร่วมมือร่วมไม้ ทั้งตัวพราหมณ์เอง ก็ร่วมเป็นนักรบด้วย เป็นขุนพลของกองทัพธรรมทั้งนั้น ทั้งฆราวาส เราก็มีทั้ง 2 ส่วนที่รวมกัน ร่วมกันทำเป็นขุนพลของกองทัพธรรม ในความหมายของกษัตริย์ ในแพศย์ เราก็กำลังเป็นไป เพราะฉะนั้น อย่าไปยึดถือว่าเราเองนี้ ไม่ได้มีหน้าที่แพศย์ ไม่ใช่นะ เราต้องการผู้ที่จะทำงานหน้าที่แพศย์ นี่กว้างกว่า มากกว่า เยอะกว่า ยิ่งไปถึงระดับศูทรแล้ว ยิ่งจะต้องมากกว่าอีกนะ นี่ต้องมากกว่าอีกทีเดียวนะ ต้องเยอะแยะเลยทีเดียว อาตมายังไม่รู้ได้ว่า อาตมาจะต้องไปร่วมแรกนาขวัญหรือเปล่านะ พูดไปผู้มีปัญญาฟัง ผู้ไม่มีปัญญาก็อย่าเพิ่งซักอะไรมาก เพราะว่ามันมาก อธิบายมันไม่ได้ง่ายๆ คิดว่าก็คงพอมีปัญญาฟังได้หรอกนะ ไปถึงขั้นที่จะต้องทำกิจถึงปานฉะนั้นนี่ อาตมาอยู่ในฐานะพราหมณ์ นี่ ห้ามที่จะต้องไปวุ่นวายเรื่องขุดดิน ฟันหญ้า อะไรนี่ ไม่รู้ว่าจะต้องเข้าไปยุ่งเรื่องการแรกนาขวัญด้วยหรือเปล่า ก็ต้องดูสถานการณ์เสียก่อนนะ ถ้ามันไม่หวาดไม่ไหวก็ต้องท่าจะต้อง... ทุกวันนี้อาตมาก็ทำอะไรต่ออะไรก็ยังอนุโลมอะไรบ้าง เพราะว่ามันเข้าใจกันไม่ได้นะ เช่น ต้องบอกชี้ ขุดนั่น ฟันนี่ อะไรต่ออะไรบ้าง เพราะว่ามันอยู่อย่างนั้น ไม่พูดมันก็ช้าอยู่ตรงนั้นแหละแล้วพูดก็ด้วยเจตนาดี ก็เห็นว่ามันต้องทำด้วยความจำเป็น ก็ต้องค่อยๆไปนะ ไอ้อย่างนี้ ก็เป็นรายละเอียดนะ เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราได้รู้ตัว ว่าช่วยกัน แข็งขันทำงานใน ระดับ หรือในยุคในช่วงของแพศย์ ของพ่อค้า ของการที่จะเผยแพร่ออกไป หลายคนยังไม่เข้าใจ แม้แต่รูปของการว่าทำไมจะต้องมาค้ามาขายนะ ทำไมจะต้องมาอะไรต่ออะไร แล้วหลายคนพวกเรานี่ มีนักปฏิบัติธรรมของพวกเรา นี่ เดี๋ยว เดี๋ยว บรรยายเรื่องการทำงานแล้วก็จะรู้ เดี๋ยวขยายความแล้ว ก็จะเข้าใจนะ ยังไม่เข้าใจว่า เราจะทำอะไร เรามาปฏิบัติธรรมนี่ ในสัมมาอริยมรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้านี่ มันครบครันด้วยขบวนของบริษัทมนุษย์ บริษัทมนุษย์ ก็มี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แค่นั้นแหละ นอกนั้น มันคนของโลก เขาไม่ได้ร่วมบริษัทดอกนะ คนของโลก แม้แต่คุณจะชื่อว่าพุทธ นับถือศาสนาพุทธนะ แต่ที่จริงมันเป็นแค่คนของโลกนะ สมมุติว่า นับถือศาสนาพุทธเท่านั้นหรอก ที่จริงก็สมมติว่านับถือศาสนาพุทธ แต่ในความเป็นจริงนั้น ทั้งพฤติกรรมและวิญญาณ ยังไม่ได้เป็นพุทธ พฤติกรรม กับวิญญาณ ยังเป็นก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาๆ โลกๆ เขาน่ะ เหมือนกับคนนอกบริษัทเขาเป็นอยู่น่ะ แต่ถ้าคนในบริษัทแล้วก็จะต้องอยู่ในหลักการ มีศีลอันเป็นไป มีศีลสามัญญตา มีศีลอย่างน้อยก็ถือว่า บริษัทนี้ เขามีมวลพื้นฐานก็คือ อุบาสก อุบาสิกา มีพฤติกรรมศีล 5 มีพฤติกรรมศีล 5 ก็คือคนที่อยู่ในหลักแล้ว อยู่ในศีล อยู่ในหลักเกณฑ์ และประพฤติปฏิบัติ มีพฤติกรรม ไม่ละเมิดแล้ว ศีล 5 นี่เอามาจับ วัดได้เลย อ้อ ! เป็นคนมีแม้แต่จะได้แค่กายกรรม กับวจีกรรม ก็ถือว่าเป็นมนุษย์ที่อยู่ในข่ายของบริษัทได้ ยิ่งจิตเป็นปกติเลย จิตสบาย จิตไม่ต้องฝืนเลย ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่โกหก ไม่เสพย์ติด หยาบต่ำ สุราอบายมุขต่างๆ จริงๆเลยนี่ เป็นพื้นฐาน เป็นขั้นแรก ขั้นปฐมฐานชัดๆ เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นอยู่อย่างนี้ มีบัญญัติเรียกเฉยๆ ชื่อว่าพุทธ โดยชื่อ โดยสมมติ แต่แท้จริงยังไม่ได้เป็น ก็เหมือนคนคน ส่วนอื่นที่นอกบริษัทอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น คนจะเข้ามาในบริษัทจริง ก็จะต้องมีความจริงรองรับ มีพฤติกรรม มีวิญญาณที่แท้จริงขึ้นมาตามขั้นตามตอนนะ นี่ก็ไล่ละเอียดขึ้นมาให้ฟังอีกนิดหนึ่ง งั้นพวกเราก็ประพฤติขึ้นมากันขนาดนี้แล้ว ก็ต้องรู้ด้วยว่า เราทำกันจริง แล้วกำลังพิสูจน์ความจริง นี่เอาหลักความจริงมาขยาย มาอธิบายนี่เราก็จะรู้กันขึ้นไปนะ ก็ขอย้ำอีกที่ว่า ก็ขอให้ตั้งใจ ตั้งข้อสังเกตตามที่อาตมาได้ตั้งข้อสังเกตให้แล้ว แล้วพิจารณาใช้ปัญญา ใช้ความอิสรเสรีภาพของคุณเองตัดสิน อาตมาพูดนี่ พยายามที่สุด ที่ไม่ให้เป็นการบังคับไม่ให้เป็นอาณา ทุกอย่างให้เป็นไปโดยอิสรเสรีภาพของมนุษยชาติ อาตมาเคารพอิสรเสรีภาพของมนุษย์ นะ เพราะฉะนั้น แม้จะกล่าวคำขอร้อง ว่าขอร้องให้ไปช่วยกันหน่อยนะ ก็ยังเปิด ยังมีทางเปิดที่จะให้เป็นอิสระไม่ได้บังคับ แต่ก็ให้ความรู้ คุณก็ตัดสินเอาเอง จะทำหรือไม่ทำ ก็ไม่เป็นไร ทีนี้ ก็เข้าเรื่อง การทำงาน จะรุ่งเรืองเจริญนั้น จะต้องมีอะไรบ้าง ถึง 19 ข้อ อาตมาจะอ่าน 19 ข้อนี่ให้ฟังก่อน แล้วจะขยายความ การทำงานจะเจริญรุ่งเรือง จะต้องมีพร้อมไปด้วย 1. มีคนทำงาน 2. มีงานจะทำ 3. มีทุน (มีทุนรอน) 4. มีความรู้ ความสามารถ 5. มีเวลา 6. มีสุขภาพ และกำลังวังชา 7. มีความขยัน วิริยะ อุตสาหะ บากบั่น 8. มีหลัก มีระเบียบ มีเป้าหมาย 9. มีการจัดสรร หรือจัดโครงการ 10. มีการแบ่งงาน และประสาน เนื่องหนุน 11. มีกะจิตกะใจ มีความเอาใจใส่ ขวนขวาย ไม่ดูดาย (อาตมาใช้ภาษามากๆหน่อย เพื่อขยายให้ชัด ที่จริงจะแบ่งเป็นข้อๆ ได้หลายข้อ แต่ว่าไม่เอาละ) 12. มีการปรับความเข้าใจกัน ให้เกิดความสามัคคีอยู่เสมอ 13. มีความขัดเกลา ปฏิบัติละกิเลสเสมอ 14. มีความเห็นดี ยินดี 15. มีความเห็นจริง ซาบซึ้ง มั่นใจ 16. มีสติ ปฏิภาณ ปัญญา (นี่ถ้าสังเกตดีๆ นี่แยกข้อย่อยออกไปอีกได้เยอะ แต่ว่า อาตมาไม่ไหวแล้ว 19 ข้อนี่ คิดว่า มันพอแล้ว) 17. มีสมาธิ ฌาน อุเบกขา 18. มีความเสียสละแท้ 19. มีพลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (วิมุติ) ยอดพลังอันวิเศษ ต่อไปอีกหน่อย ขยายอีกนิดหนึ่ง อาตมามันตุ่งติ่งอยู่เรื่อย นี่ 19 ข้อการทำงาน จะเจริญรุ่งเรือง ก็จะต้องมีอะไรบ้าง 19 ข้อที่อาตมาจะนำมาขยายความสู่กันฟังนะ ข้อ 1. ที่ว่า มีคนทำงาน ก็คงจะไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก เพราะว่า เป็นข้อหยาบๆ ใหญ่ๆ รู้กันอยู่แล้ว ไม่มีคนทำงาน มันจะไปเจริญรุ่งเรืองอะไร แม้จะมีช้าง มีม้า มีควาย มีวัวอะไรขึ้นมา มีอะไรขึ้นมาร่วมช่วยร่วมเหลือ ก็เป็นเรื่องของมนุษย์ทั้งนั้นแหละ ก็เรียกว่า เป็นไม้เป็นมือของมนุษย์ แม้ที่สุด ทุกวันนี้เขามีเครื่องทุ่นแรง เขามีเครื่องกล เครื่องจักร เขามีเครื่องอะไรต่ออะไรต่างๆแล้วแต่ประกอบการเข้ามาทั้งทางด้านแรงงาน และทางด้านขบคิด จนกระทั่งเป็นยุคสมัยคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแล้ว ขณะนี้ ทั้งแรงกล ทั้งแรงเชิงกลทางด้าน สมองน่ะ มันมาจนซับ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน