640214_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรียนอัตถิราคสูตรให้หมดสุขหมดทุกข์แท้จริง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์32 KB
วันที่แก้ไข29 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

640214_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรียนอัตถิราคสูตรให้หมดสุขหมดทุกข์แท้จริง ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1eqzptmEMAyPcqkn47RjrWQJ5ycHZxgf1yCpT5NZLsqI/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1nBIVGWjz0TUk_vekjpgtsSF_rnw-Wtjm/view?usp=sharing

และยูทูปที่ https://youtu.be/v62nTdTeeI8

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้ตามสมมติโลกก็เป็นวันวาเลนไทน์ เป็นวันตายของเซนต์วาเลนไทน์ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งอิสระเสรีภาพ ในยุคสมัยนี้คนถูกมอมเมาจนผิดเพี้ยนไปมากมาย เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือมอมเมาคนมากมาย อาหารการกินก็ปรุงแต่งรสจัดจ้าน ความรักแบบโลกีย์มันรุนแรง เพราะฉะนั้นความรักแบบโลกุตระที่พ่อครูพาคนทำจึงยากเย็นแสนเข็ญ คนทำได้จึงมีบารมีธรรมสิ่งที่ได้ พ่อครูว่า…

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน รสพริกแสบเผ็ดคือรสแท้ รสแซ่บคือรสเทียม SMS วันที่ 12-13 ก.พ. 2564 _ตุ๊ก อัศวิน : ปกติชมชอบทานเตี๋ยวใส่พริกดองเจ้าค่ะ ทานทีไร..ก็อร่อยทีนั้น..ไม่เคยพิจารณาให้ถ่องแท้ ครั้นได้ฟังพ่อครูปรารภธรรม เรื่องทานพริก!! ก็อยากลองพิจารณา รสพริกเป็นไฉน!! รสพริก คือ สภาวะที่ ลิ้น สัมผัสกับสารเคมีในพริก เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิวของลิ้น แสบๆปวดๆตุ้บๆ นึกถึงตอนแกะสลักพริก มือที่สัมผัสพริกก็มีอาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนังเช่นกัน อาการนั้นเกิดที่ผิวของลิ้น..รู้สึกแซบหลาย แต่อาการนั้นเกิดที่ผิวของนิ้วมือรู้สึกแสบหลาย กรณีดังกล่าวข้างต้นนี้ความแซ่บคือเวทนาเทียมความแสบคือเวทนาแท้ใช่ไหมเจ้าคะ!! พ่อครูว่า…ใช่ สัมผัสจริงๆจะรู้ว่าเรายังมาแซ่บมาอร่อยยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่อีกหรือ จริงๆให้ลึกไปกว่านั้นแล้ว ความแซ่บความอร่อยนี้มันเป

อ่านต่อ

็นอุปาทาน เป็นของยึดมั่นถือมั่นไว้เอง มันอนัตตา มันไม่มีความจริงหรอกความแซ่บ ความอร่อย แต่รสของลิ้นที่มันแตะพริก มันเกิดแสบปวด มันจริงเพราะเป็นเรื่องธรรมชาติของมัน สารเคมีอย่างที่พูดมาของพริก ที่มันทำปฏิกิริยากับลิ้นของเรา ที่มีสารเคมี ปฏิกิริยามันแรงมันแสบมันปวดเจ็บ เห็นจริงๆแล้วจะค่อยเห็นจริง แล้วเราจะทน มิน่า อาตมาถึงทุกวันนี้แตะไม่ได้เลย แตะพริกนี่มันแสบจริงๆ ชัด ความจริง ก็ไม่รู้จะแตะไปทำไม แต่ถ้าพริก เขาไม่มีรสแสบ สารเคมีไม่มี เขาเอามาให้อาตมากิน เขาเลือกมาแล้วเขาชิมกันมาก่อนว่าต้นนี้รสไม่เผ็ด ก็เอาต้นนั้นมาให้กิน สักวันหากพลาดท่า เม็ดมันเหมือนกันนะหยิบผิดพลาด คงมีสักวันหนึ่ง เพราะแตะเข้าไม่ได้จริงๆ มันแสบมันแรงร้อน ไอ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน หลับตาปฏิบัติเหมือนล้างหม้อโดยไม่เปิดฝา _Sutas Supapattarnon (สุทัศ สุภาพัทธานนท์) : หลับตาใด้ภายใน ลืมตาใด้ภายนอก พ่อครูว่า… สรุปง่ายๆแสดงว่าเข้าใจว่า ได้ภายนอก กับได้ภายในมันเป็นอย่างไร การได้ภายนอกนี้ได้ภายในไหม ...ได้ แต่การได้แต่ภายในนี้ได้ภายนอกไหม..ไม่ได้ ..ขาดทุนใช่ไหมล่ะ สมน้ำหน้า โง่ แทนที่จะได้ทั้ง 2 นอกและใน แต่นี่ได้แต่ภายในภายนอกไม่มี กลายเป็นการไปเรียนลัด จริงๆแล้วมันลึกซึ้งกว่านั้น ภายในนี่นะ คุณหลับตา คุณยังไม่ได้ล้างกิเลสภายนอกเลย คุณหลับตาภายใน คุณเท่ากับ จะล้างชาม ล้างจาน ล้างหม้อ คุณว่าคุณจะล้างภายใน โดยคุณไม่เปิดหม้อ ไม่เปิดอะไรเลย แล้วคุณก็จะล้างๆโดยไม่เปิดหม้อเลย นี่สมมุติให้ดูนะ ที่จริงคุณไม่ได้ทำสักอย่างคุณล้างภายนอกก็ไม่ได้ล้าง แต่คุณคิดว่าเข้าไปล้างภายใน เหมือนหม้อที่ปิดทั้งข้างนอกข้างในอยู่นี่ แล้วคุณก็จะล้างภายใน คุณเอาน้ำล้างใหญ่เลย ขัดใหญ่เลยนะ คุณไม่ได้ล้างทั้งภายใน ภายนอกก็ไม่ได้ทำ เจตนาจะล้างเพราะจิตของคุณอยู่แต่ภายในจะล้างแต่ภายใน ข้างนอกคุณไม่เจตนาจะล้างคุณไม่รู้จักภายนอก แต่คุณเอาน้ำล้างๆๆ ที่จริงคุณไม่ได้เอาน้ำล้างภายนอก แล้วจะล้างภายในมันก็เป็นการเทน้ำทิ้งเปล่าๆ ชัดเจนขึ้นไหม อาตมาพยายามอธิบายทุกที พยายามจะอธิบายถึงตรงนี้ที่ไปนั่งหลับตา ไปทำกิริยากำหนดล้างกิเลสภายใน คุณไม่ได้ล้าง คุณไปสร้างนิรมาณกายเป็นสัมโภคกาย เป็นอาทิสมาณกายเท่านั้น เป็นกายเพ้อเจ้อใหม่ องค์รวมของรูปนามคู่ใหม่แล้วเป็นภพใหม่ชาติใหม่ คุณไม่ได้แตะของจริงที่เป็นสัญญาเก่าด้วยซ้ำ คุณสร้างภพใหม่ ให้สัญญา คุณเข้าไปสัมผัสมัน แล้วทำเป็นล้างๆๆ คือมันไร้สาระจริงๆ โมฆะ อย่างไม่รู้จะโมฆะอย่างไร นี่ไม่ได้ไปหาเรื่องใส่ความอะไรนะ วิจัยให้ละเอียดให้ฟังเลยว่า ความเป็นจริงของพฤติกรรมคุณที่กระทำ มัน บ่ มี ไก๊ มัน nothing เลย สองคนนี้ คนหนึ่งจีน (หมายถึงป้าเข่ง) คนหนึ่งฝรั่ง (หมายถึงคุณพิมพ์เพชรรุ้ง) พอคุยกันได้ อีกคนหนึ่งรู้ภาษาฝรั่งอีกคนหนึ่งรู้ภาษาจีนดี มัน nothing เลย มันก็ The same หรือ แปะเอี่ย

_เชวง กิจจะบรรณ์ : หลวงตาบัวเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ของเพื่อนหรือน้องรักของลุงครั้งที่มีโอกาส อยู่หาดใหญ่ค่ะ พ่อครูว่า…ดีมาก พยายามตั้งใจฟัง เข้าใจให้ดีแล้วปฏิบัติ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน กถาวัตถุ 10 คือพูดอย่างไรก็เป็นไปเพื่อล้างกิเลส พวกเรานี้ฟังธรรมะกันทุกวัน ไม่เว้นเสาร์อาทิตย์ แสดงธรรมกัน นอกจากวันที่มันมีเหตุการณ์สำคัญเท่านั้นที่จะไม่มีเทศน์ ก็ไม่ได้ฟัง ถ้าเทศน์ มาฟังกันทั้งนั้ั้นแหละ ไม่ได้เทศน์น์ก็ไม่ได้มาฟัง แต่ถ้าเทศน์แล้วอาตมาเทศน์ สมณะสิกขมาตุ ที่เทศน์ออกอากาศนี้ ยังมีนอกเวลาที่จะถ่ายออกอากาศอีกนะ บางที ท่านหินจริงเทศน์ ก็ถ่ายทอด บอกคนฟังทางบ้านว่า มีคนฟังอยู่ที่นี่ 3 คน นอกนั้นก็ไปทำงานกัน ท่านก็เทศน์ครึ่งชั่วโมง ก่อนฉัน มีคนฟัง 3 คน 2 คน บางทีอาตมาไม่เห็นคนฟังสักคนมีกล้องก็ถ่ายท่านก็เทศน์ อย่างท่านเพาะพุทธ ท่านเทศน์กับข้างฝา ตั้งกล้องของท่าน แล้วก็เทศน์กับข้างฝา พวกเรานี่เทศน์เก่ง อาตมาว่า เทศน์มีสาระด้วยนะ ไม่ชมนกชมไม้หรือว่าเทศน์ไปอะไรต่ออะไรเยอะแยะที่เขาเทศน์กัน มันก็ไม่เหมือนกัน แนวการเทศน์ไม่เหมือนกัน สารัตถะของชีวิตต่างกัน โดยเฉพาะของชาวอโศกเรานี่ เป็นโลกุตระ มีโลกุตรธรรม มีโลกุตรธรรมคืออะไร ไม่มีโลกุตรธรรมคืออะไร มีโลกุตรธรรมก็คือ มีการชี้บ่งบอกถึงกิเลส ถึงเหตุแห่งทุกข์ ถึงตัวที่ควรจะรู้จักมัน แล้วก็ละล้างกำจัดมันซะ ไม่โดยอ้อมก็โดยตรง มีมากกว่ามีน้อย เทศน์แล้วจะมีการให้ล้างกิเลส ก็จะมีพลความอันนั้นอันนี้ประกอบบ้าง ที่ไม่ได้ให้ล้างกิเลสก็มีน้อย นอกนั้นก็มีแต่เทศน์ให้ล้างกิเลสนั่นแหละมีมาก เกือบทั้งกัณฑ์แต่ละรูปๆ ทั้งนั้นเลย ซึ่งอันนี้อาตมาภาคภูมิใจพวกเรานี้มีสาระ จะเทศน์อะไรก็เป็นไปอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในกถาวัตถุ 10 คำว่า กถาวัตถุนี่ แปลว่าพูดกันธรรมดา คนที่พูดกันธรรมดา อาการพูดของคนธรรมดาเป็นไปเพื่อ กถาวัตถุ 10 .(เรื่องที่ควรกล่าวชักชวน) 1. อัปปิจฉกถา (เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน) 2. สันตุฏฐิกถา (เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ) 3. ปวิเวกกถา (เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส) 4. อสังสัคคกถา (เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส) 5. วิริยารัมภกถา (เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร) 6. สีลกถา (เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล) 7. สมาธิกถา (เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ) 8. ปัญญากถา (เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา) 9. วิมุติกถา (เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส) 10. วิมุตติญาณทัสสนกถา (เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69)

นี่คือเรื่องที่พูดกันที่จะกล่าวกัน จะพูดกันก็อยู่ในนี้ 1.พูดไปก็ชักนำกันให้ออกจากความมักมาก สู่ความมักน้อย มากล้าจนกัน แล้วจะไปรวยกันตรงนั้นตรงนี้ ไม่พูดกันเลย อันนี้เป็นเรื่องจริงเลย ไม่ใช่ว่าพูดแล้วคนจะมีลักษณะนี้ได้ด้วยหรือ จริง อย่างชาวอโศกตั้งแต่ข้อ 1 พูดแล้วก็ชักนำให้มากน้อยกัน 2. ชักนำให้สันโดษ ให้รู้จักใจพอ เขาแปลสันโดษว่าพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ อาตมาว่าไปถามเอากับคนรวย ไปถามบิลเกตเขาดูสิ เดี๋ยวนี้คนรวยกว่าบิลเกตส์ก็มี อาตมาจำได้แค่บิลเกตส์ ไปถามบิลเกตส์ดูว่าเขาจะพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ไหมมันก็พอใจสิ พระพุทธเจ้าจะหมายถึงอย่างนั้นหรือ อาตมาว่าไม่จริง “พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่” พระพุทธเจ้าไม่ได้หมายถึงอย่างนี้หรอก จริงๆแล้วมันแปลว่า ใจพอ มันรู้จักพอ แต่ก่อนเรายังไม่เคยพอเลย อะไรมา สวาปามทั้งนั้น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ให้มาเท่าไหร่เราก็ยินดีทั้งนั้น ไม่เคยหยุดไม่เคยพอ รับเละ ถ้ารู้จักพอก็จะเจริญ ถ้าไม่รู้จักพอก็ไม่เจริญ อาตมาว่าจะเอาพระสูตร อัตถิราคสูตร 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกาม ปวิเวก กามคือความยินดีในโลกทั้งหลาย ในตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่กระทบอะไรก็ยินดี 4. เรื่องที่ชักนำมาให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส อันนี้เราแปลนะ ของทางเถรสมาคมเขาแปลกันว่าคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เท่านั้นเอง เขาไม่มีคำว่ากิเลส สังสัคคะ คือประกอบสวรรค์กัน อสังสัคคะคือ ไม่ประกอบสวรรค์ แต่เขาก็แปลกันว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ซึ่งอาตมาก็ว่า เอ๊.. เจตนาแปลให้ผิดเพี้ยนให้เลี่ยงออกไปหรือเปล่า แต่เขาก็บอกว่าเขาเรียนบาลีแปลกันมาอย่างนั้น อาตมาแปลนี้นอกรีต ..เอา ก็ยอมแพ้ 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร วิริยารัมภะ คำนี้พวกเราสังเกตตัวเองเถอะ มาอยู่กับชาวอโศกแล้ว ขี้เกียจขึ้นขนมาอย่างไรก็แล้วแต่ พอมาอยู่ที่นี่แล้ว มันจะมาขี้เกียจขึ้นขนอยู่อย่างเก่าไม่ได้แล้ว มันจะถูกพาชักนำให้รู้สึก นอกจากคนที่มันแย่จริงๆ มาที่นี่แล้วก็ได้ช่องเลยนะ หลบเลี่ยงเลย เดี๋ยวก็รู้สึกว่าตำรวจมีเยอะที่นี่ เดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็อยู่ไม่ได้ 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล มีสีลกถา ให้บริสุทธิ์ก็คือ ให้เรียนรู้เรื่องศีลและศีลจะชำระกิเลสให้ออกจากจิต อาตมาแปลนี้ก็ไม่เหมือนเขานะ ศีลนี้จะชำระกิเลสให้ออกจากจิต เขาก็ไปแปลว่าศีลนี้ชำระแค่กายกับวาจา ถ้าอยากได้ชำระกิเลสออกจากจิต ให้ทำจิตเป็นสมาธิต้องไปนั่งสมาธิเอา ศีลนี้ชำระแค่กายวาจา อาตมาว่าก็ออกนอกรีตจริงๆ ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่าชำระแค่กายวาจา พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ากายวาจาและมีใจ เขาก็ไปตัดเอาแค่กายกับวาจา พระพุทธเจ้าก็อธิบายรายละเอียดของใจ แน่นอนว่า ศีลจะต้องกระทบกับกายก่อน แล้วก็เกี่ยวข้องกับวาจา คือท่านตรัสให้ครบกระบวน แต่เขาก็เอาแต่ที่ชอบๆ นี่เป็นการกร่อนธรรมะพระพุทธเจ้า ทำให้ธรรมะพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนและเสื่อมไป 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่นแล้ว ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ เขาแปลกันอย่างนี้หรือ? (สู่แดนธรรมว่า ผมสรุปมาอย่างนี้เองครับ) 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส มีวิมุติ 10. เรื่องที่ชักนำให้รู้แจ้งเห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส เราก็แปลกันเองบ้าง ก็ไปตรงกับเขานะ รวมความ แม้มีพลความอื่นๆ เดี๋ยวก็เข้าหาเป้า ผู้ที่อยู่กับศีลธรรมเดี๋ยวก็นึกถึงศีลธรรมอยู่กับชีวิตเสมอๆ จะอยู่ที่ไหนแม้จะทำงานอันนี้เดี๋ยวก็คุยกันไปคุยกันมา แม้จะพูดถึงเรื่องอันนู้นอันนี้ พูดถึงเรื่องลูกหลาน พูดถึงครอบครัว พูดถึงอาชีพที่เคยผ่านมา เดี๋ยวก็เข้าหาธรรมะแล้ว มันจะไม่ไปเชิงโลกๆ ไม่ใช่เตลิดเปิดเปิงพูดถึงเรื่องครอบครัวพูดถึงเรื่องมิตรสหายอะไรไป ชักจูงไปหาโลก ไปกันใหญ่ ออกเรื่องทางโลกีย์สนุกสนาน พวกเราจะไม่...ชัดเจนสังเกตเลย ถ้าใครไม่อยู่ในกรอบธรรมะมันจะไป แต่ถ้าใครอยู่ในกรอบธรรมะแล้วจะเข้ามาหาอันนี้ มันจะเป็นเช่นนั้น นี่คือสิ่งที่จริง พวกเรานี้มาปฏิบัติธรรมที่อาตมาพาทำ เห็นธรรมฤทธิ์ ของธรรมะพระพุทธเจ้าที่อาตมานำมาอธิบาย อาตมาไม่ได้มาบังคับพวกเราเลยนะ เทศน์อย่างเดียวที่มาก มากเทศน์ แต่ไม่ได้ไปจู้จี้จุกจิกให้ทำ ที่นอกเวลาเทศน์ มีแต่พูดเล่นนอกเวลามีแต่พูดเล่น อาจพาดพิงธรรมะก็มีบ้าง นอกนั้นก็คลายๆเบาๆ ก็รู้อยู่ว่าเราเทศน์นี้มันหนัก เป็นธรรมะหนักๆทุกที นอกเวลาอาตมาก็มีแต่จะพูดเล่นๆ พูดอะไรต่ออะไร จะเห็นได้ว่าอย่างนั้น แต่ก็ไม่นานเดี๋ยวก็เข้าหาธรรมะอีก อาตมาที่เอามาพูดเพราะมีประสบการณ์กับพวกเราอย่างนั้น นี่คือสิ่งที่จริงๆแล้วพวกเราก็ได้ดีจริงๆ ฟังธรรมะกันไม่มีเบื่อ ตั้งใจฟังกันแต่ละวันแต่ละวันทุกวัน อาตมาว่าคงไม่มีที่ไหนเขาเทศน์กันขนาดนี้ เทศน์ทุกวัน วันหนึ่งหลายคาบด้วย บางทีก็มีกะปริดดกะปรอยแต่เป็นหลักก็คือ 18.00 น. นี่แหละ ก็ถึงเป็นความเจริญ จะเป็นความเจริญของชีวิต เรารู้ว่าเราควรฟังอะไร เราควรมีสิ่งที่เป็นเครื่องอาศัยในชีวิต คือธรรมะ เป็นเครื่องอาศัยในชีวิต แล้วเราก็ได้เจริญไป ชีวิตของเราเคยได้ไปหลงผิดหลงทางอะไรในทางโลกโลกีย์ เสียเวลากับมัน ไม่เห็นความสำคัญ แต่ตอนนี้ก็ได้ชัดเจนแล้วมามีชีวิตอย่างนี้แล้ว เราก็จะมีแต่ความเจริญ นี่ไม่ได้พูดป้อยอเอาอกเอาใจพวกเรา แต่พูดเอาสัจจะความจริง ฟังไป หลับบ้างไม่หลับบ้างก็ไม่เป็นไร บางคนง่วงบ้างไม่ง่วงบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ก็พยายามนะ พยายามที่จะให้มาตื่นให้มาฟังให้ได้มากที่สุด ผู้ที่ฟังธรรมะแล้ว ไม่ค่อยได้ง่วงกับเขา ฟังธรรมะทุกวันทุกวัน มาฟังก็ไม่ได้ค่อยง่วงกับเขาเป็นอย่างนี้คนที่เป็นอย่างนี้ มีบ้างไหม ยกมือซิ คนที่ฟังไม่ค่อยได้ง่วงกับเขาหรอก มีอยู่เยอะนะ แต่ไม่ถึงครึ่งนะ ก็เห็นใจธรรมะเราธรรมะหนัก ไม่ได้เหมือนธรรมะประโลมโลก ให้มหาสมปองมาเทศน์คงจะไม่หลับกันนะ ..บางคนบอกไม่อยากฟังเลย ไปโน่น มันก็จริงๆ คนเราจะนิยมชมชอบกับอะไรหรือไม่อะไร ก็เป็นเรื่องรสนิยมที่แท้จริง

ลองมาฟัง อิตถิราคสูตร ต่อจาก ปุตตมังสสูตร(พตฎ.เล่ม16 )

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปราบกิเลสหน้าบ้านได้จึงเข้าไปปราบกิเลสในบ้านต่อ 4. อัตถิราคสูตร ล. 16 [๒๔๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างเพื่อความดำรงอยู่ของสัตวโลกที่เกิดมาแล้ว เพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร ๔ อย่างนั้น คือ ๑ กวฬิงการาหาร หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง ๒ ผัสสาหาร ๓ มโนสัญเจตนาหาร ๔ วิญญาณาหาร อาหาร ๔ อย่างนี้แล เพื่อความดำรงอยู่ของสัตวโลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ พ่อครูว่า…ถ้าคุณหลับตาอยู่ในโลกก็คือคุณเป็นสัมภเวสียังล่องลอยอยู่ไม่มีที่ตั้ง พระพุทธเจ้าว่าภิกษุสาติไว้หนักเลย เมื่อคุณหลับตาปฏิบัติจิตคุณก็จะสร้างภพชาติแล้วรออยู่ในภพชาตินั้น ไม่ได้เข้าไปข้างในตัวจริงของคุณนะ เข้าไม่ได้ ก็มันอยู่ข้างนอกหมดเลย คุณปฏิบัติธรรม สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจ คุณก็จะเริ่มเจอกับ ต้นไม้ ก็จะเจอกับภายนอกก่อน เสร็จแล้ว คุณก็เรียนรู้ภายนอก ที่เรียนรู้นั้น เพื่อที่จะเรียนรู้ว่า ที่มันสังขารอยู่ภายนอกปรุงแต่งอยู่ภายนอก เรียกว่า กายสังขาร มันมีกิเลสอะไรอยู่ตรงนี้ คุณก็กำจัดก่อน ถ้าคุณกำจัดกิเลสที่ภายนอกไม่ได้ กิเลสภายนอกจ้างมันก็ไม่ให้เข้าไปหาข้างใน มันเป็นเจ้าของบ้านนะ กิเลสมันเป็นเจ้าของบ้านนะ คุณจะไปบุกรุกบ้านมัน จ้างมันก็ไม่ให้เข้าไป เพราะฉะนั้นพวกนี้โมฆะทั้งนั้นเลย ไม่พยายามที่จะปราบกิเลสหน้าบ้านก่อน คุณปราบกิเลสหน้าบ้านได้ จึงจะเข้าไปหาข้างในได้ เป็นกิเลสชั้นกลาง เป็น รูป อรูป มันก็เป็นบ้านของมันในชั้นที่ 2 มันก็จะไม่ให้เข้าไปเหมือนกัน คุณต้องจัดการปราบกิเลสในชั้น 2 นี่ก่อน กิเลสชั้น 2 นี้ตาย คุณจึงจะเข้าไปกิเลสชั้นในได้ นี่คือสัจจะ มันเป็นอย่างนี้ คนที่ไปนั่งคิดเอาเองว่าจะไปล้างกิเลสภายในเลยโดยโง่ๆ มันไม่เป็นไปได้ด้วย แล้วเขาก็ทำ เขาทำโดยที่ไม่ได้เข้าไปเลย กิเลสในชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นปลาย มันจะให้เข้าที่ไหนเพราะคุณไม่ได้ล้างกิเลส แล้วก็ไปสร้างภพใหม่ขึ้นมา เสร็จแล้ว คุณก็อยู่กับความจำ สร้างกิเลสขึ้นมาแล้วความจำของคุณก็เป็นภพ เป็นชาติ เป็นสัญชาติของคุณ คุณก็เอามาปรุงอะไรต่ออะไรใหม่ จึงเป็นทิฏฐิ 62 เป็นทิฏฐิ ของอดีตกับอนาคตทั้งหมด ไม่มีสภาพที่คุณอยู่ในร่าง โลกนี้ที่คุณอยู่ที่พระพุทธเจ้าท่านว่าเป็นสัตวโลก ที่เกิดมาในโลกนี้ดำรงอยู่ตรงนี้ ไม่มี มันเป็นโมฆะไม่รู้จักเท่าไหร่เลย เห็นไหม อาตมาอธิบายรายละเอียดให้ฟัง คือมันน่าสงสารเสียเวลาและมีมากด้วยนะ คุณแสวงหาอยากได้ แต่ไปถูกผีห่าซาตานหลอกให้หลงไปกับผีห่าซาตาน เมื่อไหร่จะฟื้นคืนมา ออกจากผีมารพวกนั้น หลอกเอาไว้ มันน่าสงสารจริงๆ อาตมาจึงเห็นใจจริงๆ คนที่เขาไปหลงโลกีย์อาตมาไม่สงสารเท่าไหร่หรอก เพราะมันกู่ไม่กลับ แต่ที่คุณแสวงหาสิ่งที่ควรจะได้ ยิ่งบางคนเคร่งครัดพยายามเอาใจใส่ศึกษา ยิ่งน่าได้ ยิ่งอาตมาอยากจะให้มากๆเลย คนอย่างนี้ น่าสงสารจริงๆ แหม ไม่รู้จะทำอย่างไร

[๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก (ราโค นันทิ ตัณหา) มีอยู่ในกวฬิงการาหารไซร้(แล้วมีบ้างไหม?...โยมตอบว่ามี) วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในกวฬิงการาหารนั้นในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงามในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใดมีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี (คือราคะ) มีความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากมีอยู่ในผัสสาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในมโนสัญเจตนาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากมีอยู่ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในวิญญาณาหารนั้น ในที่ใดวิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใด มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด มีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี มีความคับแค้น ฯ สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ชาวอโศกสงสารโลก โลกสงสารชาวอโศก พ่อครูว่า…พวกเราเอาเป้าหมายที่ พระพุทธเจ้าให้ไว้มาเป็นเป้าหมายหลักคือ อโศก ตั้งแต่ มันไม่แจ่มใสไม่เบิกบานร่าเริง โศกะ ปริเทวะคือพิรี้พิไร อยู่กับอันนี้ มีความขัดเคือองอยู่กับอันนี้ ในโลกเขาจะหนีออกจากความโศกต้องมีอะไรมาล่อตะลุ้งตุ้งแช่ กับเหล่านี้ แต่พวกเราไม่ต้องมีก็เบิกบานได้ มันหลุดพ้นจากสิ่งที่ต้องเสียเวลาทุนรอนแรงงาน แล้วเขาไม่มีปัญญาออกจากสิ่งงมงาย ดีไม่ดีไปติดกับสิ่ง ที่เขาปรุงแต่งกันทับถมด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสสนุกสนานเบิกบานร่าเริง สิ่งที่สนุกสนานเบิกบานร่าเริงมันไม่ใช่รสชาติของธรรมรสนะ มันเป็นโลกียะรสที่สูญเปล่า มันไม่สูญเปล่าหรอกมันกลายเป็น โง่ซ้ำโง่ซ้อน โง่ซับโง่ซ้อน ตกผลึกลงไป โง่ดักโง่ดาน มันยิ่งหนักหนาสาหัส อาตมาเอาสารัตถะของมันมาขยายความให้ฟัง พวกเรานี้ปฏิบัติถูกตามธรรมะพระพุทธเจ้าที่ท่านพาปฏิบัติ คุณไปเปรียบเทียบดีๆเถอะ กับคนทางโลกเขา คนทั้งโลกเขาเห็นแล้วสงสารพวกเรา จริงๆแล้วใครจะน่าสงสารกว่ากัน เราก็สงสารเขา เขาก็มาสงสารเรา มันเป็นเทวะ เป็นสภาพ 2 คนที่ญาติดีกันก็ต่างคนต่างสงสารกัน โถ.. พวกคุณนี้อยู่ดีๆไม่ว่าดี หนีมาอยู่อย่างนี้ โถ.. ของอร่อยๆทำไมไม่กินกินแต่ผักแต่พืช เสื้อผ้าดีๆก็ทำไมไม่ใส่ หน้าหนาวเขาโชว์ผ้าสีสันกัน สู่แดนธรรม...พี่ผู้หญิงคนหนึ่งมีสามีอยู่ที่อเมริกา ถ่ายภาพตอนที่น้ำท่วม ที่บ้านราชให้เขาดู สามีก็บอกว่านี่หรือหมู่บ้านในฝันของคุณ คุณอยากไปอยู่หมู่บ้านอย่างนี้หรือ น้ำท่วมแล้วมันก็ทุรกันดาร ออกมาใช้ชีวิตลำบาก พ่อครูว่า…น้ำท่วมเราก็ว่ายน้ำเล่นฉลองน้ำกัน

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท…เรื่องนี้มีนิทานหนอนกับเทวดา หนอนก็สงสารเทวดา ทำไมอดอยากแท้ จะกินอะไรก็คิดเอา หนอนว่าฉันสบายอยู่ในส้วมอ้าปากไม่ต้องลืมตาก็ลืมเลยแสนจะสุโขสโมสร พ่อครูว่า…พวกชาวเมืองจะไม่เห็นหนอนในกองขี้นะ แต่ส้วมของชาวบ้านนอกมันจะเห็นขี้ลงไปแล้วก็จะมีแมลงวันไข่ หนอนก็มี ขี้ลงไป ก็ถูกหัวหนอน มันก็ไม่ว่าอะไรบอกว่ามาแล้วอาหารอร่อย เดี๋ยวก็กิน พ่อครูเล่าถึงการใช้วัสดุธรรมชาติเช็ดก้น ...ทุกคนในเมืองเขาไม่มีประสบการณ์อย่างนั้นหรอก ใครเคยเห็นชาวอินเดียเขาเอาอะไรเช็ดหรือเปล่า (โยมว่า ไม่เช็ดเลย) มันเหมือนหมูเหมือนหมาหรือ? หรือใช้ใบไม้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน มนสิการไม่ได้ไม่มีสิทธิ์บรรลุธรรม [๒๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีน้ำย้อม ครั่ง ขมิ้น สีเขียวหรือสีบานเย็น ช่างย้อมหรือช่างเขียนพึงเขียนรูปสตรีหรือรูปบุรุษให้มีอวัยวะน้อยใหญ่ได้ครบถ้วนที่แผ่นหินขาว แผ่นกระดาน ฝาผนัง หรือที่ผืนผ้า แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในกวฬิงการาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในกวฬิงการาหารนั้น พ่อครูว่า…ท่านขยายจากวิญญาณมานามรูป ในปฏิจจสมุปบาทจะมีตัวย้อมตัวเสริม คือพวกความยินดีความเพลิดเพลินความทะยานอยาก เป็นตัวเชื่อม ตัวผสมส่วนที่จะให้ติดให้มีสีสัน อะไรต่ออะไร เป็นโลกีย์หนักขึ้นที่นามรูป ในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด มีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี มีความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในผัสสาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในมโนสัญเจตนาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในวิญญาณาหารนั้น ในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใด มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นทั้งหลาย ในที่ใด มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด มีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่า มีความโศก มีธุลี มีความคับแค้น ฯ พ่อครูว่า…ภพชาติถ้าไม่รู้จักก็คืออวิชชา ขยายความด้วยปฏิจจสมุปบาท ที่ท่านสรุปมาเป็น ความยินดีความเพลิดเพลินความทะยานอยาก อยู่ในตัวเหตุหลักคือตัณหา ยินดี คือ ราโค เพลิดเพลิน คือ นันทิ ทะยานอยาก คือ ตัณหา คือเป็นองค์ประกอบกระบวนการเดียวกันของตัณหา มันก็จะงอกงามอยู่ใน ถ้าเอาปฏิจจสมุปบาทขยายเต็ม มันก็จะมีความยินดีเพลิดเพลินทะยานอยากเป็นตัวเหตุสมุทัยหลัก ย่อลงมาในอาริยสัจ 4 เหตุก็คือตัวนี้ ขยายออกไปก็มีความยินดีความเพลิดเพลินความทะยานอยาก ตัวสำคัญ ที่เราจะต้องเรียนรู้ เรียนรู้อย่างที่เกิดให้ชัดเจนเลย คือมี ชาติ ผู้ที่จะรู้จักชาติการเกิด และก็ดับการเกิด เมื่อการเกิดนั้นดับ ทุกอย่างก็ดับ เพราะฉะนั้นจะต้องเรียนรู้ตัว ชาติ นี่แหละเป็นตัวสำคัญ มีชาติจึงมีภพ ชาติ เกิดจากจิตโง่ จากอวิชชา เริ่มต้นในปฏิจจสมุปบาท สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพชาติ ชรามรณะฯ เพราะฉะนั้นที่ศึกษาสำคัญ จึงอยู่ที่ตัวชาติ ที่คุณจะต้องรู้จัก ชาติ 5 แล้วจัดการ กระทำกันที่ตรงจิต มนสิ การะ(กระทำ) จะทำกันตรงนี้ คุณไม่สามารถทำกันที่ ใจ ไม่สามารถ มนสิ ไม่สามารถกระทำตรงใจ มนสิการะนี้ได้ คุณหมดสิทธิ์ในการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธทั้งหมด หมดสิทธิ์เลย เพราะฉะนั้นเมื่อคุณรู้อย่างนี้แล้ว คุณก็จะต้องสามารถที่จะจับตัวที่เกิดชาติ เป็นใจ จิตของเรานี่แหละมันเกิด โอปปาติกะสัตว์ สัตว์เกิด ถ้าจับที่ มนสิ ที่จิต ถ้าจับตัวนี้ไม่ได้คุณไม่มีที่กระทำ คนจะกระทำ มนสิการได้ ต้องจับจิตนี้ได้ พวกที่มิจฉาทิฏฐิเขาก็จับจิตของเขาได้เหมือนกัน แต่จับแล้วเขาไม่มีวิจัย จับแล้วเขาเข้าใจว่าจะจับจิตนี่ทำให้จิตมันดับ ประเภทตามวิธีของเขา คือ มันไม่มีปัญญา ไม่มีปฏิภาณ เขาว่า เอ็งหยุดนะๆๆ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า “เราน่ะหยุดแล้วแต่เธอสิยังไม่หยุด” เพราะเธอยังโง่อยู่ ไปหยุดอะไรก็ไม่รู้ มันไม่หยุดจริง เพราะฉะนั้นคำว่า มนสิการ จึงต้องรู้อย่างถ่องแท้ อย่างแยบคาย อย่างละเอียด ภาษาบาลีว่า โยนิโส เพราะฉะนั้นคนที่ ทำใจในใจ เขาก็ว่า เขาทำใจในใจเป็น พวกเดียรถีย์หรือพวกเทวนิยม ทำแบบบื้อๆ เข้าไปหาจิตแล้วดับให้หยุดๆๆๆ มีวิธีดื้อๆ ไม่มีการวิจัยวิจาร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน