640210_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาเอกีภาวะประชาธิปไตยโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
640210_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาเอกีภาวะประชาธิปไตยโลกุตระ ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1PjPHlszCuAQPstbBxDH-NTAsBlHN0BmFM27WXQ77jGo/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1-l5yIUawGwYPIwH2-jsaPom4Lmog-Q4y/view?usp=sharing
และยูทูปที่ https://youtu.be/uUe-_QkaoA8
สมณะ ฟ้าไท ว่า… วันนี้เป็นวันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ที่บวรราชธานีอโศก วันที่ 21 ก็จะถึงงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ออนไลน์ กิจกรรมบางอย่างก็ทำได้บางอย่างก็ทำไม่ได้ แต่ละที่ก็ต้องกระตือรือร้นเพิ่มขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงตารางการจัดงานหลายอย่าง สวดมนต์เริ่ม 6 โมงเช้า ฟังเทศน์พ่อครู 6:30 น ใครมาฟังทำไม่ทันก็ควรจะพิจารณาตัวเอง ช่วงก่อนฉันไม่มีเทศน์ หากที่บ้านราชฯก็มาร่วมกันเต็มศาลา การมารับประทานอาหารร่วมกันจะทำให้ประหยัดทรัพยากรส่วนกลาง หากว่าตักไปรับประทานเองที่บ้านมักจะเหลือ เปลืองกว่า เราก็น่าจะทำกันให้เกิดสิ่งที่ดีแปลกใหม่ ใครไม่เคยมากินข้าวกับเพื่อนที่ศาลาก็เชิญมาร่วมกันได้ ทดสอบกันดูสัก 7 วัน ทำดีก็ต่อไปได้ พ่อครูว่า…มีกวี มา 2 เจ้า เจ้าหนึ่งก็ พันราศี ประชาโช ติ ลูกของแม่บุญรุ่ง เวทนาครากักตัว การได้อยู่ผู้เดียวช่างดื่มด่ำ ไร้ถ้อยคำจำนรรจามาเสียบหู ไร้จัดแจงจู้จี้สั่งชี้ตรู เมื่อมาอยู่คนเดียวสบายดี ชอบเย็นๆเน้นเงียบสงบสบาย หากคุณวายใจหงุดหงิดเสียเต็มที่ ข้าวมีกินดินมีเดินเคลื่อนทีวี หนังโลกนี้เป็นของเราเอาจริงเชียว อยู่ในภพสบเสพ สบายอยู่ ไม่ได้สู้ผัสะยางเหนียว เพิ่มอัตตามิจฉาล้นอยู่คนเดียว อาจจะเลี้ยวหลงทางก้าวย่างไป คำพ่อสอนตอนเดินบนถนนมรรค ต้องรู้จักเวทนาอาการไหว เกิดทุกข์สุขชอบจังต้องอย่างใจ แล้วสร้างไฟแห่งฌาน เผาผลา
อ่านต่อ
ญมัน ทำจิตให้เป็นดินหมดสิ้นเสพ ไม่เป็นเทพที่ใฝ่ในสวรรค์ อ่านจิตตนบนสติที่สำคัญ พากเพียรพลันคั้นอนุสัยเรียนให้รู้ สร้างวิญญาณเป็นอุตุและพีชะ เสียสละเบิกบานสำราญอยู่ ทำเพื่อชนพ้นยึดมั่นสำคัญกู เฝ้าตามรู้เรื่องธรรมะเจริญพลัน น้อมกราบพ่อขอสัญญาในครานี้ ชีวิตที่ยังเหลือพอขอสร้างสรรค์ ปฏิบัติบูชาศรัทธาครัน ขอฝ่าฟันตามรอยพ่อไม่ท้อเลย
วิเวกวังเวง เมื่อวสันต์หมดสิ้น สำแดง หนาวเหน็บเหมันต์แผลง ฤทธิ์ให้ ฤดูกาลย่อมเปลี่ยนแปลง ในโลก เสมอมา เกิดดับอย่างนี้ไซร้ จวบฟ้าดินสลาย
วังเวงวิเวกเวิ้ง ราตรี ลมพัดแผ่วไผ่สี ดีดพร้อม ธรรมชาติขับดนตรี กล่อมโลก แล้วฤา ดึกสงัดจิตสงบน้อม สู่ห้วงแห่งธรรม
โควิดเอยพิษร้าย รุนแรง มัจจุราชร่วมแสดง สหให้ มหาอำนาจกำแหง หฤโหด ฤาเพื่อน รวยลาภหรือยากไร้ โรคเว้น ฤามี
มีชาวพุทธกลุ่มน้อย ในไทย อยู่อย่างย้อนยุคสมัย แน่แท้ ใกล้กลียุคบรรลัย ยืนหยัด สงบเฮย ท้าพิสูจน์พุทธแล้ อวดโลก ฤาไฉน กลัวนักมักอ่อนล้า หวั่นไหว กล้านักบ้าบิ่นไป ไป่รู้ ตระหนักควบคุมใจ คงมั่น ไม่ตระหนกจิตสู้ ศึกร้าย มลายสูญ 10 กุมภาพันธ์ 2564 อ.เป็นต้น นาประโคน ผู้ประพันธ์ ดั่งบุญ ธิดาพญาแร้ง ผู้บันทึก
มาสู่ sms SMS วันที่ 7 ก.พ. 2564
_บัวดาว พรมเลิศ : ดีค่ะลูกทุกคนมีความปราถนาดีต่อพ่อครูสูงสุดที่ให้พ่อครูมีชีวิตที่ยืนยาวประกาศธรรมะให้ผู้ที่ใส่ใจศึกษาได้ประโยชน์มากๆเท่าที่จะมากได้ พ่อครูมีเมตตาต่อทุกชีวิตนั้นเองค่ะ
_Sarayut Bunyago (สรายุทธ บุญญโก) : โดนด่าหยาบคายขนาดไหนจิตพ่อครูก็ไม่ไหวติง กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า…อันนี้ไม่ใช่ว่าโดนด่าแต่หน้าด้าน ไม่ใช่ แต่ว่า เป็นการไม่ต้องทนแต่เป็นการรู้ด้วยปัญญา ว่า อ๋อ อันนี้เป็นคำด่า ด่าก็คือเขาด่าเขาไม่ชอบใจ ถ้าเขาด่ามาโดยไม่ให้เหตุผลเลย ด่าสาดเสียเทเสีย บางทีพยัญชนะด่ามาเลอะๆเทอะๆสาดเสียเทเสียอาตมาก็สาดเททิ้งไปไม่ใยดี คนนี้อารมณ์ไม่ดี ด่าด้วยไม่มีกุศลเจตนา ไม่มีจิตที่หวังดีอะไรต่อกันเลย ถ้าคนที่โกรธอาตมา โกรธเคืองแล้วด่ามาอาตมาจะพอรู้ว่าเขาด่ามาเพราะโกรธเคือง คนด่าแบบสติเสียกับด่าเพราะความโกรธ เขาบอกเหตุผลหลักฐานมามันต่างกันใช่ไหมกับคนด่าแบบสาดเสียเทเสีย ถ้าคนที่มีเหตุผลมีหลักฐานอ้างอิงพูดกันพอจะมีเนื้อความเนื้อหาสาระ แต่หากด่าอย่างสาดเสียเทเสียมีแต่คำหยาบคายอันนี้เราก็สาดต่อ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นการด่าก็ควรจะด่าให้มีคุณวุฒิวัยวุฒิอะไรบ้าง
_ตุ๊ก อัศวิน : ได้ฟังพ่อครู..ตอบข้อสงสัยของเหล่า FC แล้ว..สนุกสนาน ราวกะขอบเกาะสนามชมเทนนิส 'วิมเบิลดัน'..เจ้าค่ะ ได้ธรรมรส ได้เจริญในธรรม ได้เจริญปัญญา..!!ได้เห็นสภาวะตนเองด้วย...เจ้าค่ะ นอกจากไม่มีโกธะ..ยังรื่นเริงในธรรม..เจ้าค่ะ พ่อครูว่า…ดี ฝึกไปแล้วเราจะมีความก้าวหน้าในการประพฤติปฏิบัติอย่างไร
_แก่นนวน มาลัยขวัญ : น้อมกราบนมัสการพ่อครูมาด้วยความเคารพเจ้าค่ะ. ลูกปฏิบัติธรรมกับพ่อครูนับตั้งแต่ปี. 2530. ไม่เป็นคนเก่ง. แต่. ไม่วอกแวก. สงสัย. ฟังธรรมพ่อครูระยะแรกๆไม่ค่อยรู้เรื่อง. ไม่เข้าใจ แต่ไม่ทิ้ง. ระยะต่อมาเข้าใจเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ปฏิบัติตนไปกับกระบวนการกลุ่มของชาวอโศก. ถือศีลห้า. ละอบายมุข. กินมังสวิรัติเป็นพื้นฐาน. ปฏิบัติสมาธิ. แบบลืมตา ณ ปัจจุบันทำให้ยิ่งมั่นใจว่าพ่อครูคือพระอรหันต์. เจ่าค่ะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อรหันต์สายนั่งหลับตาเป็นอรหันต์เก๊ทั้งบาง _สิรภพ สุขพูล : ฟังธรรม พ่อครู สมณะโพธิรักษ์ วันนี้ ผมรู้สึกสงสารพ่อครูมาก ที่ท่านเกิดมาชาตินี้ มาสอน ธรรมมะ ในยุคนี้ เพราะศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ มันเพี้ยน ไปเกือบหมดแล้ว ผมเข้าใจ คำว่าอรหันต์ครับ .แต่คนในสังคม ยังเข้าใจไม่ได้เลย เขาเข้าใจแบบ เทวนิยม หมดเลย ผิดหลักคำสอนของศาสนาพุทธ โม้ทเลย ผมเองเข้าใจอยู่ แต่รู้สึกเหนื่อย หน่าย และท้อไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ กับใคร เห็นพ่อครู แล้ว เหนื่อยแทนครับ และสงสารท่านมากครับ กราบนมัสการครับท่าน พ่อครูว่า…ขอเสริมที่คุณสิรภพพูด เพราะทุกวันนี้คนเข้าใจอะไรหันเก๊ อรหันเพี้ยน เป็นพระอรหันต์กัน อันนี้ขอยืนยันเขาทำทำเนียบพระอรหันต์ในประเทศไทย มีกี่รูปนะ ซึ่งต้องขออภัยอย่างยิ่งต่อท่านที่เป็นภันเตของอาตมา อาตมายืนยันว่าท่านทั้งหลายทั้งหมดที่รวมไว้นั้น เป็นความเห็นเป็นทิฏฐิเดียวกัน ก็จึงยอมรับกันว่าเป็นอรหันต์ เพราะฉะนั้นอรหันต์ทั้งหมดนั้น ถ้าเป็นอรหันต์จริงก็เป็นอรหันต์จริงหมด ถ้าเป็นอรหันต์เก๊ ก็เป็นอรหันต์เก๊กันหมดเพราะอยู่ในกรอบทิฏฐิเดียวกัน ก็ขอยืนยันว่าทั้งหมดเป็นอรหันต์เก๊ ไม่ถูกต้องตามคำสอนพระพุทธเจ้าที่เดียว เราไม่ได้ข่ม แต่พูดความจริงวิจัยวิจารณ์ทางวิชาการ ตามความเป็นจริง สายเหล่านี้ทั้งหมดนั้น หลับตาปฏิบัติ สายเหล่านี้ทั้งหมดนั้น ปฏิบัติหลับตาปฏิบัติ ไม่ใช่จรณะ 15 วิชชา 8 เพราะฉะนั้นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ทางปฏิบัติคนละทางเป็นมิจฉาทิฐิ 100% จะเป็นอรหันต์จริงหรือว่าอรหันต์ถูกต้องไม่ได้ อันนี้อาตมาต้องพูด ถ้าจะบอกว่าไปว่าท่านทำไมท่านก็ปฏิบัติดี อาตมาไม่เถียงในเรื่องพฤติกรรมของท่าน เป็นความดีงาม ท่านก็ไม่หยาบคาย ไม่เลอะเทอะอะไรมากมาย แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่ามันมิจฉาทิฏฐิ มันผิดของพระพุทธเจ้า แล้วมันเสียเวลา นี่ท่านทั้งหลายแหล่สิ้นมรณะภาพกันไปแล้วนี่ ท่านก็ไปอีกไกลไง วิบากมันเป็นวิบากบาป ขออภัยไม่ได้พยากรณ์นะ มันก็ต้องผิดต้องเป็นนรกก็เป็นภพบาป ภพผิด เพราะมันพาออกนอกทางของพระพุทธเจ้ากัน คนที่พาออกนอกทางของพระพุทธเจ้า จะโดยไม่เจตนาก็ตาม มันก็ผิดใช่ไหม มันผิด ยิ่งหลงทางอย่างสนิทเท่าไหร่ มันก็ยิ่งผิดจูงกันไปหนัก เต็มที่กันไปเท่าไหร่เท่าไหร่ มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ มันจึงเป็นความจำเป็นมากที่อาตมาจำเป็นจะต้องแย้ง จะต้องค้าน จะต้องเอามาอธิบาย เอามาชี้ชัด ยืนยัน แม้ที่สุดก็ต้องเอาตัวบุคคล พฤติการต่างๆของท่านมาฉีกชี้ว่าเป็นอย่างนี้ๆ อะไรเป็นอย่างไรบ้าง อาตมาไม่ใช่คนกว้าง ไม่ใช่นักศึกษา ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์นักเก็บข้อมูล ก็เลยต้องขออภัยไม่ค่อยรู้จักมาก ก็ต้องขอบคุณท่านมหาบัวที่ท่าน อาตมารู้จักท่านมหาบัว นอกนั้นไม่ค่อยรู้จัก ประวัติรูปอื่นก็ไม่ค่อยรู้จัก เพราะมหาบัวเขียนไว้และได้เทศน์ออกอากาศ ทุกวันนี้ก็ยังมีสถานีของท่าน อาตมาก็ยังได้ข้อมูล ก็ต้องขออภัยอย่างยิ่งจริงๆต่อท่านมหาบัว อาตมาหน่ายไม่ได้ แต่เหนื่อยนั้นเหนื่อย ท้อก็ไม่ท้อ แต่คุณเองไม่อยากพูดเรื่องนี้ แต่คุณไม่ใช่อาตมานะ แต่ขอบคุณที่เหนื่อยแทนอาตมา อาตมาหายแทนไปเยอะเลย คุณเหนื่อยแทน ก็ขอบคุณที่สงสารอาตมา
_เชวง กิจจะบรรณ์ : เจ้าคนที่จะตบพระตบสงฆ์มันฟังธรรมแบบไหน ธรรมะ รักษาโรค จิตเป็นตัวคิด ออกมาเป็น วาจา กาย จิตเป็นกุศล และอกุศล จะนำไปสู่นรก สววรค์ ไม่มีทางอื่น จิตไม่ดับไม่สูญ ตายไป กุศลมากกว่าก็ขึ้นสวรรค์ อกุศลมากกว่ากุศลก็ไปนรก รู้หนังสือก็ไม่เท่าปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ปรามาสพระอรหันต์ พระอริยะสงฆ์ เป็นบาป พ่อครูว่า…เอาน่าไม่ต้องไปโกรธเคืองเขาหรอก ค่อยๆโอภาปราศรัยกัน
_แดง ลานกราบ : ถ้าใครถือศีลห้าหยาบกลางละเอียดไม่ได้ คือไม่ได้สมาธิใช่ไหมคะ พ่อครูว่า…ถูกต้อง ถือศีลตั้งแต่ศีล 5 จะเริ่มเป็นสมาธิตามลำดับ เรื่องของสัตว์ก็จะมีสมาธิในเรื่องของสัตว์ตามลำดับ ศีลข้อที่ 2 ในเรื่องของพืชก็จะเป็นสมาธิจิตก็เป็นอธิจิตตกผลึกสั่งสมเป็นสมาธิ มันคนละเรื่องคนละบริบทกันคนละเหตุปัจจัย จะไปมั่วกันหมด นั่งหลับตาที่บ้านไม่ได้ไม่มีรายละเอียดพวกนี้ ที่อธิบายได้เพราะว่ามีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ จัดอะไรเข้าหมวดหมู่กัน ไม่อย่างนั้นศีลของพระพุทธเจ้าจัดไว้เยอะ ข้อ 1 2 3 ก็มีครบกระบวนการแล้ว ในโลกนี้มีของมีสัตว์ มีของ มีพืช และมีตาหูจมูกลิ้นกายใจของเรา โดยเฉพาะ ตาหูจมูกลิ้นกาย ข้างนอก ต้องเรียนรู้เป็นลำดับที่ 1 ก่อน แล้วเข้าไปหาใจก็จะเป็นศีลที่สูงขึ้น มีนัยไปหารูปภพ อรูปภพ ข้างนอกเป็นกามภพ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ผู้จะบรรลุอรหันต์จะต้องได้ "อรูปฌาน 4" หรือไม่ _Pa Vo (ภา โว) : พ่อท่านเทศน์ว่าการปฏิบัติธรรมให้ใช้แนวทางจรณะ 15 (ซึ่งมีรูปฌาน 4) และวิชชา 9 ขอเรียนถามว่าผู้จะบรรลุอรหันต์จะต้องได้ "อรูปฌาน 4" หรือไม่ครับ พ่อครูว่า…อรหันต์มีอยู่ 2 ระดับ 1. อรหันต์ปัญญาวิมุติ 2. อรหันต์ อุภโตภาควิมุติ เมื่อเริ่มต้นอาสวะหมดสิ้นก็เริ่มนับว่าเป็นอรหันต์ได้เป็นปัญญาวิมุติ อรหันต์ปัญญาวิมุติเป็นผู้หมดอาสวะสิ้น แต่ยังไม่สมบูรณ์หมดสิ้นด้วยอนุสัย อนุสัยกับอาสวะ อาตมาเป็นผู้แยกให้ละเอียด ให้ฟังแล้วศึกษาไปตามลำดับไปเถอะ อาสวะ ท่านเรียนด้วยสังโยชน์ 10 อนุสัย มี 7 สังโยชน์มี 10 สามข้อแรกเหมือนกัน ละไว้ในฐานที่เข้าใจ อนุสัยก็ต้องใช้สังโยชน์ 3 เหมือนกัน สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ถ้าไม่พ้น 3 ข้อนี้อย่าไปพูดถึงอนุสัยเลย สิ้นอวิชชานุสัยไม่ได้ก่อน ต้องสิ้นอวิชชาสวะก่อน จึงจะไปสิ้นอวิชชานุสัย ลำดับของสังโยชน์ 10 เจ็ดข้อหลังไม่เหมือนกันกับลำดับอนุสัย 7 สังโยชน์ 3 ข้อแรกสำคัญมาก ถ้าไม่ผ่าน 3 ข้อแรกอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่มีทางปฏิบัติให้หมดอาสวะอนุสัยได้เลย โดยเฉพาะตั้งแต่ข้อต้นคือ กาย สักกะคือของตน สักกายะคือกาย คือสภาวะ 2 รูปนาม ภายนอกภายใน หรือแยกจิตแยกกายอะไรบ้าง หากอธิบายคัดเฉพาะเรื่องกายก็จะได้เล่มหนึ่งเลย แต่ก็อยู่ในอีกหลายเล่ม คำว่า “กาย” หากไม่ผ่านเบื้องต้น รู้จักสักกายอย่างสัมมาทิฏฐิพอสมควรเลย มันจะลึกลงไปถึงขั้นแยกกายแยกจิต ที่มีวินัยไว้เลยว่าให้อุปัชฌาย์ต้องสอนลูกศิษย์ที่บวชใหม่ รับผิดชอบ เมื่อบวชเสร็จต้องอธิบายขยายความอันนี้ก่อนอื่น ต้องให้แยกกายแยกจิตให้เป็น เพราะการแยกกายแยกจิต นี้ มันจึงจะสามารถรู้สภาวะของ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ได้ ถ้าไม่เข้าใจการแยกจิต ทำจิตไม่ให้เป็นสัตว์ ลดสภาวะที่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นจิต มีปัญญาเข้าใจ ถ้าเป็นสังขารอยู่ก็เป็นแค่ พีชะ ปรุงแต่งกันอยู่ ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ เป็นอย่างนี้ เป็นอนุปาทินกสังขาร สังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่ อนุปาทินกสังขาร(สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง) กับอุปาทินกสังขาร (สังขารที่มีวิญญาณครอง) แม้แต่อุตุก็เป็นสังขาร โลหะ วัตถุ ดินน้ำไฟลม มันปรุงแต่งกันอยู่ แม้พลังงานมันก็ปรุงแต่งกันอยู่ แต่มันไม่มีจิตไม่มีวิญญาณมันไม่มีชีวะด้วย แต่มันก็เป็นสังขารรูปในระดับอุตุนิยาม เราอศัยอยู่นี่ มีหินมีดินมีไม้ ส่วนพวกพืชก็จะกลายเป็นอุตุทีหลัง เอาออกมาแล้วตัดลงมาจากต้นมันแล้ว มันก็ไม่เป็นชีวิตแล้ว มันก็ยังเป็นพืชอยู่ แต่ว่ามันหมดชีวะแล้ว มีแต่นับวันเป็นผุยผงเป็นดินน้ำไฟลมไปเท่านั้นเอง มันไม่มีจิตนั่นใช่ และมันไม่มีเวทนากับวิญญาณ พีชนิยาม มีแค่สัญญากับสังขาร ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มีรูป สัญญา สังขาร สามเส้านี่คือพืชหรือธาตุดินน้ำ มหาภูตรูป มี 3 เราอาศัยอันนี้ เพราะเวทนา ไม่มีทุกข์มีสุขมีบาปมีบุญมีกุศลอกุศลต่างๆ เราก็อาศัยอันนี้ ทั้งๆที่เรามีชีวิตเต็มๆอยู่นี้ จิตนิยามเราก็มีอยู่เต็มที่ แต่เราทำให้เป็น อุตุ พีชะ ได้ นี่คือความรู้คำสอนพระพุทธเจ้า ที่เอาธรรมะทั่วไปมาเลยไม่ได้ ต้องเรียนรู้จากสัตบุรุษจริงๆจึงจะเกิดปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ การปฏิบัติธรรมไม่มีผัสสะ ก็ไม่มีเวทนา ไม่มีเวทนาก็ไม่มีวิญญาณจริง เป็นวิญญาณสัมภเวสี วิญญาณล่องลอย ไม่มีที่ตั้ง มันต้องมีที่ตั้งทางตาหูจมูกลิ้นกาย กระทบสัมผัสจริง ทางตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มันต้องมีสติปัฏฐานจริงๆจึงจะมีที่ตั้งให้การปฏิบัติ มีของจริงให้ปฏิบัติ ไม่อย่างนั้นไม่มีของจริงให้ปฏิบัติเลยเป็นการสร้างนิรมาณกายสร้างสภาพ 2 เนรมิตเอาเอง ทุกคนของใครของมันแล้วพูดกันไม่รู้เรื่องกายเป็น กาย 3 นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย อันนี้ก็ยากที่คนจะเข้าใจ 3 กายนี้ สร้างภพชาติของตัวเอง แต่ละคนไม่เห็นส่งคนอื่นนะ อยู่ในภพในภวังค์ของจิตตัวเอง แต่มาทำเป็นมีสัญญาณกันเหมือนคนใบ้ ไม่ได้กระทบเห็นหรอกหรือบางทีก็มีแค่เสียง นอกนั้นได้ครบทั้ง 5 ทวาร แต่สมมุติ รู้จัก จากประเมินประมาณค่าเอาเรียกอุปาทานหมู่ตรงกัน เหมือนเห็นหลวงปู่แหวนนั่งบนเมฆตรงกัน เห็นหลวงปู่สด นั่งบนก้อนเมฆลอยบนท้องฟ้าร่วมกัน เป็นอุปาทานหมู่ เห็นกันเป็นหมื่นคน เหมือนคนเขาสะกดจิตคุณก็เห็นสิ่งที่ปลอมเหมือนกันหมด ฉันใดฉันนั้นเลย มันเป็นของลวงหลอก อุปาทาน อย่างพวกที่เล่นไสยศาสตร์ อาทิเช่น อิทธิปาฏิหาริย์ มันเป็นเรื่องอุปาทานร่วม อุปาทานหมู่กันทั้งนั้นเลย แต่มันเป็นจริงนะ เขาเห็นผีเขาเห็นร่วมกันจริงๆ ไม่ใช่พีชเป็นคนเลยอย่างเช่นหลวงปู่แหวน เขาก็เห็นร่วมกันจริงๆ เห็นเหมือนกันแต่ของใครของมัน เรียกว่ากายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน กายเห็นรูปอย่างเดียวกัน แต่สัญญาข้างในจิตของใครของมัน ต่างกัน กายอย่างศเดียวกัน แต่สัญญาต่างกัน เป็นสัตตาวาส ยังไม่ถูกต้อง ก็ยังงงๆสับสนอยู่อย่างนี้ มันไม่ใช่ความจริง จบที่รูปฌาน 4 ก็ถึงอรหันต์แล้ว หากเอาอรูปฌานก็เอาเพิ่มอีก ความละเอียดละออ พอรูปฌาน จบได้ พอข้างในก็เป็นภพชาติ มีอากาศ สำหรับคนที่หยาบ แต่คนละเอียดก็เข้าไปอีก อย่างท้องฟ้าก็มีเมฆ แต่ถ้าไม่มีเมฆก็เป็นบรรยากาศสีฟ้า มันก็จะออกเป็นสีฟ้า สี Blue ตรงกัน ภาษาไทยเรียกว่าฟ้า สีฟ้า ก็ค่อยๆเป็นไปนะ คุณภาโว อรูปฌานก็มีรายละเอียดอีกเยอะที่จะต้องอธิบายกัน
4125 : แต่ก่อนกินกาแฟพยายามกินสองมื้อไม่จุบจิบทำไม่ได้เลย พอเลิกกาแฟได้สองมื้อไม่จุบจิบง่ายมาก พ่อครูว่า…มาปฏิบัติกับหมู่กลุ่มจะง่ายเลย จะเร็วด้วย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ หรือเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของศาสนา เพราะฉะนั้นพยายามเข้าหมู่กลุ่ม ซึ่งตรงกันข้ามกับมิจฉาทิฏฐิต้องปลีกจากหมู่ไปอยู่คนเดียว ประเดี๋ยวก็บรรลุเป็นอรหันต์ มันไปหาเหวมากกว่านะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน กินเลือก เลือกกิน กินไม่เลือก ไม่เลือกกิน ต่างกันอย่างไรb _หนูมีความสงสัยเรื่องการกินค่ะ คือ เลือกกิน กินเลือก ไม่เลือกกิน กินไม่เลือก มี 4 อย่าง พ่อครูว่า…เลือกกิน อาตมาว่า จะสื่ออย่างไรก็ได้ เลือกกินกับกินเลือก ไม่เลือกกินกับกินไม่เลือกนี่ง่ายกว่าเลือกกินกับกินเลือก ไม่เลือกกิน หมายความว่า กินไปตามมีตามได้ กับกินไม่เลือกอันนี้สารพัดกินน่ะ มันจะชิปหายวายป่วงเป็นพิษเป็นภัยเป็นกิเลสอย่างไร ซัดแหลกเลย เพราะฉะนั้นการกินไม่เลือกนี้เละเทะกว่าเพื่อน ไม่เลือกกินนี้ค่อยยังชั่วดีขึ้น ได้อะไรก็ตามมีตามได้ ทีนี้ไม่เลือกกินนี่ มาเลือกกินหน่อย หมายความว่าอยู่กับหมู่ เราก็ไม่เลือกกินได้ แต่ออกไปข้างนอกคุณไม่เลือกกินนี่เสร็จเลยนะ เขามอมเมาคุณพยายามให้คุณติด เอาพิษอะไรใส่ ขนาดคนปลูกผักยังไม่กล้ากินผักของตัวเองเลย มันมีสารพิษของตัวเองอยู่เยอะแยะอย่างนี้ก็มี หากไม่พยายามตรวจตราไม่เลือกไม่ไหวหรอก ทุกวันนี้โลกมันอำมหิตโหดเหี้ยม เพราะฉะนั้นกินไม่เลือกนี่แย่กว่าเพื่อน ไม่เลือกกินถ้าอยู่กับหมู่ก็ได้ แต่ถ้าไม่อยู่กับหมู่คุณก็กินไม่เลือกนั่นแหละ เลือกกิน กับกินเลือก อธิบายกลับไปกลับมาได้ เลือกกินนี้เลือกตามกิเลส กินเลือกก็เลือกตามกิเลสได้ เลือกกินก็เลือกให้ตรงที่ชอบที่จะกินก็ได้ คำว่า “เลือก” จึงอยู่ที่ใครจะสัมมาทิฏฐิหรือไม่สัมมาทิฐิ คุณต้องมีเจตนาเลือกกินเพื่อที่จะกิน อย่าให้เป็นกิเลสไปบำเรอกิเลสของเรา เลือกกินหรือต้องรู้จักเลือกว่าอย่าบำเรอกิเลสตน เลือกที่ตนติดมากๆออกหน่อย เอาที่ติดน้อยๆมาเพื่อปฏบัติตน หากเลือกกินบำเรอกิเลส ก็เลือกที่ตนชอบๆมากิน ข้อสำคัญต้องรู้ที่เจตนาของตนเองให้ได้
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน คนเรามีสองจิตในร่างเดียวกันได้ไหม _ลูกอยากถามว่าคนเรามีสองจิตในร่างเดียวกันได้ไหมครับ พ่อครูว่า…คำว่า 2 จิต ต้องเข้าใจคำว่า 2 จิต คืออย่างไร คนเรามี จิตมี 2 ลักษณะได้ แยกจิตเป็นเจตสิก 2 เจตสิกเป็นอันดับแรกเลย คือ “กายิกเจตสิก” กับ “เจตสิกเจตสิก” ได้ อย่างนี้เป็นต้น เริ่มตั้งแต่แยก 2 ของจิตของกาย เพราะฉะนั้นตั้งแต่เริ่มต้นที่จะเรียนรู้จิตก็ต้องรู้ตั้งแต่ กาย คือ กายกับจิต แยกกายแยกจิต จากจิตจริงๆก็จะมี 3 ขึ้นไปเราก็ต้องแยก 3 ซึ่งมี 2 ที่มันงมงายกันมากคือสุขกับทุกข์ เป็นคู่หนึ่งที่แยกกันไม่ออกหรอก กับไม่สุขไม่ทุกข์ก็อีกคู่หนึ่ง มันไม่สุขไม่ทุกข์คู่หนึ่ง ก็ต้องแยกให้ชัด แม้ไม่สุขไม่ทุกข์ สุขทุกข์ก็ยังพอแยกชัดยังง่ายกว่า แต่ไม่สุขไม่ทุกข์นี้ เขาก็มีนัยยะ มีสัจธรรมเป็นนัยยะว่า ไม่สุขไม่ทุกข์แบบหนึ่งเป็นแบบโลกีย์ แบบเคหสิตเวทนา บางทีเขาก็เรียกอุเบกขาเหมือนกัน ไม่สุขไม่ทุกข์มันเฉยๆ แต่มันไม่ใช่วิธีเอากิเลสดับ เอากิเลสออกกิเลสไม่มี แต่มันกดข่มกิเลส กิเลสยังอยู่ ดีไม่ดีกิเลสจะยิ่งหนา มีพลังอำนาจในการ ข่มได้เก่ง ยิ่งยากมากขึ้น ซึ่งต่างจากกับเนกขัมมสิตอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นภาษา ที่แยกเฉพาะอาการของสุขอาการของทุกข์ ถ้าเป็นเคหะสิตตะก็จริงๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ ลูกค้ามีปัญหาเหมือนกัน 5 ประการเบรคขาดเนี่ยไม่มีอาการยังไง มันอยู่ในนี้แหละเดี๋ยวกูจะอธิบายไว้เนี่ยเป็นพยัญชนะในภาษาบาลีประโยคคำบรรยายประภัสราแปลไทยในพระไตรปิฎกว่าจำไม่ได้ แล้วเรียกเป็นอุเบกขาไม่ได้ของโลกีย์ เพราะอุเบกขา มันมีลักษณะบริสุทธิ์จากกิเลส ปริสุทธา ซึ่งจะมีองค์ธรรมถึง 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา พระพุทธเจ้าแจกไว้ในธาตุวิภังคสูตร 5 ประการ อุเบกขานี้ มันมีกรุ๊ปปิ้งอยู่ในพระสูตรนี้ ที่ท่านอธิบายไว้มี 5 คำด้วยพยัญชนะ ซึ่งจะมีองค์ธรรมถึง 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา 1. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5) 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) 5. ปภัสสรา (จิตผุดผ่องแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 15 ข้อ 690)
เขาก็แปลเป็นไทยในพระไตรปิฎกว่า บริสุทธิ์ ผุดผ่อง อ่อน ควรแก่การงาน ผ่องแผ้ว อาตมาตั้งข้อสังเกตว่า ผุดผ่องกับผ่องแผ้ว อันไหนแจ๋วกว่ากัน แต่อาตมาก็เอามาขยายความให้ชัดเจนคือ ปริสุทธา คือจิตบริสุทธิ์จากกิเลส ปริโยทาตา ก็คือจิตที่บริสุทธิ์ ขาวรอบ จากกิเลสเพิ่มขึ้นนั่นแหละ มันก็เจริญขึ้นบริสุทธิ์นั่นแหละ ยิ่งบริสุทธิ์เก่งกล้าขึ้น มันมีความชำนาญมีสกิล มีความเจริญมากยิ่งขึ้น ปริโยทาตา บริสุทธิ์มากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มุทุ คือแกนจิต มุทุภูตธาตุ ที่มีจิตเก่ง รับได้ทั้งสองนัย รู้จัก 2 ได้มากยิ่งขึ้น รู้จักเทวได้มากยิ่งขึ้น รู้จัก กาย ได้มากยิ่งขึ้น รู้จักสภาวะ 2 ของแต่ละแบบ แม้แต่โลกียะกับโลกุตระ แม้แต่เทวนิยมกับอเทวนิยม คู่สองของทั้งหมดเลย มุทุ จะรู้คู่ 2 ทั้งหมดแล้วรู้ความจริงเป็นทั้งหนึ่งเป็นจริงได้ 2 รู้กับความจริงนั้น มุทุ เพิ่มขึ้นตามบารมีของแต่ละคนสูงขึ้นๆ เพราะฉะนั้นฐานจิต มุทุ ซึ่งเป็นฐานที่เจริญ เป็นตัวชี้บ่งว่ามีสภาพ 2 ซ้อนอยู่อย่างนี้ของผู้ที่ทำงานของพระพุทธเจ้า เรียกว่าเป็น เทวะ ที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆคือ มุทุ จึงสามารถเอาไปทำกรรมการงานกับคนอื่นๆได้ ไม่มีโทษภัยมีแต่คุณ แล้วก็ประมาณได้อย่างเหมาะสมมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 สามารถที่จะทำงานได้ดี เหมาะควร ได้สมดุล เป็นประโยชน์ต่อทุกๆบริบท ทุกๆกาละ ทุกๆเทศะ ทุกๆงานเลย จะทำงานอย่างไรอย่างไรไป จิตก็ลงท้ายประภัสสร สะอาดบริสุทธิ์ ผ่องแผ้วผุดผ่อง ผ่องใสตลอดกาล ไม่มีแปดเปื้อนเลย ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น
_สู่แดนธรรม...เด็กคงหมายถึงว่ามีวิญญาณ 2 ดวงอยู่ในร่างเดียวได้ไหม เหมือนการเข้าทรงครับ พ่อครูว่า … ไม่ได้ วิญญาณของคนอื่นกับวิญญาณของเราอยู่ในร่างเดียวกันไม่ได้ การเข้าทรงไม่มีวิญญาณคนอื่นหรอก มีแต่วิญญาณตนเอง วิญญาณคนอื่นคนไหนมาเข้าทรงเราไม่ได้ การเข้าทรงคือสะกดจิตตัวเองนั่นแหละ ตัวเองจะมีความสามารถความรู้เท่าไหร่มันก็แสดงออกตามที่ความเก่งของตัวเอง เป็นจิตสมาธิ จิตสมาธินี้ได้ทั้งโลกีย์และโลกุตระ แสดงออกเล่นฤทธิ์เดชได้ สะกดจิตตัวเองนี่แหละ เก่งเท่าที่ตนเองเก่ง คุณทำได้เท่าไหร่ก็เท่าที่จิตของคุณทำได้ ไม่ใช่การเข้าทรง ไม่ใช่เจ้าที่ไหนมาเข้าทรงอย่างที่จังหวัดภูเก็ตเขาทำกัน ไม่ใช่ เป็นแต่จิตของตนทำเองทั้งนั้น
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท...เคยเห็นเขาเข้าทรง คนไหนๆก็มีท่าเดียวกันหมด มันต้องสั่น ก็ไม่เข้าใจทำไมต้องสั่นถึงจะเข้าได้ แล้วก็สั่นท่าเดียวกันหมดเลยนะ (พ่อครูว่า.. มีหลายท่า)
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เวทนาของสัตว์ที่กินอาหารน่าอร่อย เป็นอย่างไร _เวทนาของสัตว์ที่กินอาหารน่าอร่อย เป็นอย่างไร พ่อครูว่า…ไปถามแทนสัตว์ทำไมเสียเวลา เอาของเราเองดีกว่า อันนี้ตอบเองว่าใช่เลย ถ้าคุณแยกเวทนาในขณะคุณกินอาหาร แยกเวทนาแท้เวทนาเทียมไม่ได้ คุณเหมือนสัตว์เดรัจฉานเป๊ะเลย ซาบซึ้งตรึงใจดีไหม มันเป็นอย่างนั้นจริงๆไม่ใช่อาตมาใส่ความ คนก็เพลินไป บางทีสัตว์มันก็ไม่รู้เรื่องหรอกมันอาจจะรู้สึกบ้างแต่มันจำนน บางทีมันมีอะไรใกล้ๆให้เลือกมันก็เลือกกินเหมือนกันนะ บางอย่างมันไม่ชอบมันไม่กินเลยนะ มันไปหาสิ่งที่ดีกว่านี้มันหาได้มันก็เอา อย่างนี้เป็นต้น นอกจากมันจำนนจริงๆมันทนเอาก็ต้องกิน แต่มันก็พอรู้ สรุปถามมาให้ตอบนี้เข้าทีเดียว ถ้าไม่อ่านเวทนา อาการในขณะที่ทำงานโดยเฉพาะเรื่องกิน เรื่องอื่นๆก็เช่นกันเห็นรูปด้วยตา รับเสียงด้วยหู แยกไม่ออกว่าอันไหน เทียม กับ จริง ต้องรู้จักเวทนาจริง ความจริงตามความเป็นจริงของความรู้สึกในความเป็นจริงนั้น รูปอย่างนี้ก็คือรูป อย่างนี้เรียกมุม อย่างนี้ก็เป็นเหลี่ยมมุมอย่างนี้ กลมหรือไม่ เงาก็เป็นอย่างนั้น สีอย่างนี้ อะไรต่างๆ ในรูป หลากสี ผสมกัน ก็ต้องดูของจริงตามที่เขาทำออกมาอย่างนี้ ส่วนคุณจะชอบไม่ชอบ อันนั้นแหละจะเป็นตัวเก๊ ผลักหรือดูด ตัวเก๊ ไม่ว่ารูปเสียงกลิ่นรสเหมือนกัน ต้องค่อยๆศึกษา ฟังดูก็อาจจะเข้าใจได้แต่เวลาปฏิบัติไม่ง่าย เราจะรู้ว่าเรายังติดยังชอบอันนี้ยังเก๊นะ รู้แยกออก เรายังมีชอบมีชังรู้นะ รู้ผีหลอก รู้มายา หลอกตัวเอง โง่ๆๆ จะเข้าใจเลย ว่าอ้อ..เรานี่ยังโง่ ถ้าเข้าใจตามที่อาตมาอธิบายแยกแยะทุกมุมเหลี่ยม คุณก็จะมีมุมที่จะรู้จักตัดสินได้เร็วขึ้น จะไวขึ้น จะบรรลุอรหันต์ได้ ตั้งใจ พระพุทธเจ้าสอนจะได้ปัญญาจะต้องหมั่นเข้าไปถามให้ท่านอธิบาย แล้วก็ฟัง ถ้ารู้ว่าใครเป็นพระพุทธเจ้าใครเป็นสัตบุรุษ แต่ก่อนไม่รู้ แต่พอรู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าคนก็จะละอายที่ไม่ดีคุณเคยละลาบละล้วง คุณจะละอายมีเกรงกลัว มี 4 คำคือ 1. ละอายอย่างแรงกล้า 2. เกรงกลัวอย่างแรงกล้า 3. จะรักอย่างแรงกล้า 4. จะเคารพอย่างแรงกล้า ซึ่ง 4 คำนี้จะต้องขยายความ ความจริง ก็พอเข้าใจได้ใช่ไหม ละอายอย่างหนึ่ง กลัวอย่า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive