32 ภาคผนวก ฏ เทคนิคการทำใจให้หายโรคเร็ว ใจเพชร น 2775-2812.pdf

โฟลเดอร์PDF Morkeaw secured
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์300 KB
วันที่แก้ไข13 กุมภาพันธ์ 2559

เนื้อหาในไฟล์

ภาคผนวก ฏ เทคนิคการทําใจให้หายโรคเร็ว 2776 2777 เทคนิคการทําใจให้หายโรคเร็ว โดย หมอเขียว : ใจเพชร กล้าจน แพทย์วิถีธรรมและครูฝึกแพทย์แผนไทย ศูนย์สุขภาพสวนป่านาบุญ นักวิชาการสาธารณสุขชํานาญการ โรงพยาบาลอํานาจเจริญ 2778 คํานํา ผู้เขียนได้จัดทําหนังสือเทคนิคการทําใจให้หายโรคเร็ว ด้วยการถอดเทปคําบรรยายในค่ายสุขภาพวิถีธรรม ปรับปรุงและเพิ6มเติมเนื8อหา เพื6อให้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านมากที6สุดเท่าที6จะทําได้ ซึ6งผู้เขียนได้พบความจริงที6เกี6ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บที6สําคัญอย่างยิ6งสิ6งหนึ6งก็คือ ถ้าเราทําใจได้ถูกต้องอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บลดลงได้รวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าเราทําใจไม่ถูกต้อง ก็จะทําให้โรคภัยไข้เจ็บรุนแรงเพิ6มขึ8นอย่างน่ากลัวทีเดียว ผู้เขียนขอเชิญท่านที6สนใจในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพ ติดตามเนื8อหาสาระของเทคนิคการทําใจให้หายโรคเร็วได้ในหนังสือเล่มนี8 หวังเป็นอย่างยิ6งว่า หนังสือเล่มนี8 จะพอเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้าง เราทั8งผองพี6น้องกัน หมอเขียว : ใจเพชร กล้าจน 2779 สารบัญ หน้า จิตใจเกียวข้องกับการหายหรือไม่หายโรคอย่างไร 2780 เทคนิคการทําใจให้หายโรคเร็ว 4 ประการ 2783 - อย่ากลัวตาย - อย่ากลัวโรค - อย่าเร่งผล - อย่ากังวล เทคนิคการล้างความทุกข์ใจอย่างยังยืน 2798 2780 เทคนิคการทําใจให้หายโรคเร็ว จิตใจเกียวข้องกับการหายหรือไม่หายโรคอย่างไร ความไม่กลัวตาย ไม่กลัวโรค ไม่เร่งผล ไม่กังวล จะทําให้โรคทุเลาหรือหายได้เร็ว ตายได้ยาก และจิตใจเป็นสุขที6สุดในโลก ส่วนความกลัวตาย กลัวโรค เร่งผล กังวล จะทําให้โรคทรุดหนัก กําเริบหนัก ตายได้เร็ว และจิตใจเป็นทุกข์ที6สุดในโลก ผู้เขียนพบว่า เมื6อคนมีความกลัวตาย กลัวโรค เร่งผล กังวล จิตจะไม่ต้องการอารมณ์ทุกข์ดังกล่าว จ

อ่านต่อ

ึงสั6งให้ระบบประสาทอัตโนมัติไขสันหลัง สั6งการให้กล้ามเนื8อในร่างกายของผู้นั8นเกร็งตัวบีบเอาอารมณ์ทุกข์นั8นออกไป แต่โดยสัจจะแล้วร่างกายไม่สามารถบีบความทุกข์ออกจากจิตใจได้ จิตใจที6มีปัญญาทางธรรมที6แท้เท่านั8น จึงจะสามารถล้างทุกข์ในจิตใจได้ ดังนั8น ตราบเท่าที6ความทุกข์ทางใจไม่ถูกกําจัดออก กล้ามเนื8อก็จะเกร็งค้างเพื6อบีบ ความทุกข์ใจออก แต่กายก็เกร็งบีบเอาความทุกข์ใจออกไม่ได้ จึงเกร็งบีบค้าง เพราะชีวิตไม่ต้องการทุกข์ใจ การเกร็งบีบค้างของกล้ามเนื8อ จะกดทับเส้นเลือด เส้นประสาท และเส้นลมปราณ เกิดอาการตึงแข็งปวดชา และทําให้เลือดลมไหลเวียนไม่ได้ ของดีเข้าไปเลี8ยงเนื8อเยื6อไม่ได้ ของเสียไหลเวียนออกจากเนื8อเยื6อไม่ได้ ทําให้เนื8อเยื6อเสื6อมและตายลง เกิดอาการกําลังตกอ่อนเพลีย หมดเรี6ยวหมดแรง เพราะเสียพลังในการเกร็งตัวขับอารมณ์ทุกข์ และเลือดลมก็ไหลเวียนไม่ได้ ทําให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ โรคทรุดหนักและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ดังตัวอย่างของความจริงที6ได้พบเห็นกันบ่อย ๆ เช่น บางคนที6ไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่ไปตรวจร่างกาย แล้วหมอก็บอกว่าพบโรคร้ายแรง คาดว่าจะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน แต่ในความเป็นจริงส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีอายุไม่ถึง 6 เดือน เช่น เสียชีวิตทันทีที6รับรู้ข้อมูล (ช็อคตาย) หรือภายในหนึ6งเดือน สองเดือน หรือสามเดือนก็ตายแล้ว เป็นต้น หรือชีวิตปกติไม่มีอาการอะไร แต่พอรับรู้ข้อมูลเรื6องโรคที6พบ ก็เกิดอาการทรุดหนัก กินไม่ได้นอนไม่หลับอย่างรวดเร็ว สิ6งเลวร้ายต่าง ๆ เหล่านี8 ไม่ได้เกิดจากโรคเลย แต่เกิดจากจิตใจที6มีอารมณ์ทุกข์ล้วน ๆ ตรงกันข้าม เมื6อจิตใจไม่มีอารมณ์ทุกข์ จิตใจก็จะเป็นสุข จิตก็จะสั6งให้ระบบประสาทอัตโนมัติไขสันหลังสั6งการให้กล้ามเนื8อคลายการเกร็งบีบ เพราะไม่มีอารมณ์ทุกข์ที6จะต้องบีบออก เมื6อกล้ามเนื8อคลายตัว เลือดลมก็จะไหลเวียนสะดวก ของดีเข้าไปเลี8ยงเนื8อเยื6อได้ ของเสียระบายออกจากเนื8อเยื6อได้ ประกอบกับสารเอนโดรฟิน ก็จะหลั6งออกมาจากต่อมพิทูอิทารี ซึ6งเป็นสารที6ทําให้เนื8อเยื6อของร่างกายแข็งแรงได้อย่างรวดเร็วและระงับอาการปวดได้ดีมาก กลไกดังกล่าวทําให้ 2781 อาการตึงแข็งปวดชาหรืออาการไม่สบายต่าง ๆ นั8นลดลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายก็จะฟื8นฟูสภาพได้อย่างรวดเร็ว ผู้เขียนพบว่า มีประชาชนจํานวนมากที6มีอาการทรุดหนัก ทั8งเฉียบพลันและเรื8อรัง แต่ก็ฟื8นสภาพร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ภายในเสี8ยววินาทีก็มี ใช้เวลาไม่กี6วัน ไม่กี6เดือนก็มี เมื6อสามารถทําจิตใจให้ไม่กลัวตาย ไม่กลัวโรค ไม่เร่งผล ไม่กังวล ด้วยความเชื6อมั6นในสิ6งนั8นสิ6งนี8 ในคนนั8นคนนี8 หรือเชื6อมั6นในสัจจะที6แท้จริง ผู้เขียนขอยกตัวอย่างจิตใจที6ทุกข์หรือไม่ทุกข์ ว่ามีผลต่อสุขภาพมากแค่ไหน เช่น ผู้ป่วยที6อาการยํ6าแย่ทรุดหนักหลายท่านที6ศรัทธา (เชื6อมั6น) ในผู้เขียน เมื6อรู้ว่าจะได้มาหาผู้เขียนหรือจะได้มาเข้าค่าย ร่างกายก็ดีขึ8นอย่างรวดเร็วทันที ทั8ง ๆ ที6ยังไม่ได้มาหรือเพิ6งกําลังเดินทางมา สิ6งที6ดีนั8น ล้วนเกิดจากจิตใจของผู้ป่วยเองทั8งนั8น ไม่ได้เกิดจากผู้เขียน หรือในช่วงแรก ๆที6ผู้เขียนเปิดศูนย์สุขภาพ ได้รับผู้ป่วยหนักไว้ดูแล (ปัจจุบันไม่ได้รับแล้วเนื6องมีภารกิจมากจนเกินกําลังที6จะรับผู้ป่วยหนักไว้ได้) ถ้าผู้เขียนอยู่ในศูนย์สุขภาพ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็มักจะมีอาการดีขึ8นอย่างรวดเร็ว โดยที6ผู้เขียนไม่ได้ไปทําอะไรให้กับผู้ป่วย แต่ถ้าผู้เขียนไปทําภารกิจนอกศูนย์สุขภาพเพียงหนึ6งวัน หรือบางครั8งก็หลายวัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็จะอาการทรุดหนักหรือเสียชีวิต อาการที6ดีขึ8นหรือแย่ลงของผู้ป่วยดังกล่าวนั8น ล้วนเกิดจากจิตใจของผู้ป่วยเองทั8งสิ8น คือ ถ้าผู้เขียนอยู่ในศูนย์สุขภาพ ผู้ป่วยก็จะมั6นใจ สุขใจ ไม่กลัว ไม่กังวล อาการจึงดีขึ8น แต่ถ้าผู้เขียน ไม่อยู่ในศูนย์สุขภาพ ผู้ป่วยก็จะไม่มั6นใจ ทุกข์ใจ กลัว กังวลใจ อาการจึงแย่ลง จะเห็นได้ว่า จิตใจมีผลต่อสุขภาพอย่างยิ6ง ดังที6พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ6งทั8งปวง จิตเป็นใหญ่” (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 11) ดังนั8น แทนที6จะให้ผู้ป่วยมายึดมั6นถือมั6นในตัวผู้เขียน ซึ6งชีวิตของผู้เขียนก็ไม่เที6ยง ไม่แน่นอนว่าเวลาใดจะอยู่ที6ไหนไปที6ไหนหรือจะเป็นจะตายตอนใด ผู้เขียนจึงเน้นให้ผู้ป่วยเชื6อมั6นในสัจจะที6พาพ้นทุกข์ที6พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ สมดุลร้อนเย็น (พระไตรปิฎก เล่ม 11 ข้อที6 293) หยุดชั6ว ทําดี ทําจิตใจให้ผ่องใส ไร้ทุกข์ ไร้กังวล (พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 54) แล้วพากเพียรปฏิบัติให้มีสัจจะนั8นในตัวเอง ผู้นั8นเองก็จะมีที6พึ6งแท้ที6ดีที6สุดตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ธรรมทั8งหลาย มีจิตนําหน้า” (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 11), “เมื6อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้” (พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 64), “เมื6อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง” (พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 64) “ทุกข์ย่อมไม่ตกถึงผู้หมดกังวล” (พระไตรปิฎก เล่ม 15 ข้อ 122) จะเห็นได้ว่า ทุกข์ย่อมไม่มีในผู้ไร้กังวล 2782 จากการวิจัยของผู้เขียนในระดับปริญญาโทสาขาพัฒนบริการศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เรื6อง “ความเจ็บป่วยกับการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธของศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ6งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร” พบว่า จิตใจมีผลต่อสุขภาพ 70% ส่วนวัตถุมีผลต่อสุขภาพ 30% จะเห็นได้ว่า จิตใจมีผลอย่างมากต่อสุขภาพ พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรืองสาเหตุของการมี อายุสั3น อายุยืน โรคมากและโรคน้อย ดังข้อความในพระไตรปิฎก เล่มที6 14 ข้อที6 580-585 ดังนี8 ข้อ 580 สุภมาณพ โตเทยยบุตร พอนั6งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี8ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที6เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต คือ มนุษย์ ทั8งหลายย่อมปรากฏมีอายุสั3น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลตํ6า เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญอะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที6เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีตฯ ข้อ 581 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ สัตว์ทั3งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกําเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นทีพึงอาศัย กรรมย่อมจําแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ฯ จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงพบว่า ทุกสิ6งทุกอย่างที6แต่ละคนรับอยู่ เกิดจากกรรม (การกระทํา) ของคน ๆ นั8นทั8งหมด ข้อ 582 พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี8ว่า ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี8จะเป็นสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทําชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี8ยมโหด มีมือเปื8อนเลือดหมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต… จะเป็นคนมีอายุสั3น... ข้อ 583 ดูกรมาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี8จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตรา (อาวุธหรือวิชาเข่นฆ่า) ได้ มีความละอาย (ต่อบาป) ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื3อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่... จะเป็นคนมีอายุยืน... ข้อ 584 ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี8จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตรา (อาวุธหรือวิชาทีเบียดเบียน) ... จะเป็นคนมีโรคมาก... 2783 ข้อ 585 ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี8จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตรา (อาวุธหรือวิชาทีเบียดเบียน)... จะเป็นคนมีโรคน้อย... ความไม่เบียดเบียนกันเป็นสุขในโลก (ขุ.ธ. เล่ม 4 ข้อ 6) จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า การเบียดเบียนทําให้มีโรคมากและอายุสั8น ส่วนการไม่เบียดเบียนทําให้มีโรคน้อยและอายุยืน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ละเหตุทุกข์ได้เป็นสุขในที6ทั8งปวง (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 59), ละทุกข์ทั8งปวงได้ เป็นความสุข (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 33) ดังนั8น การที6จะมีสุขภาพดีหรือทําให้ความเจ็บป่วยลดน้อยลงจึงต้องแก้ปัญหาที6ต้นเหตุ คือลดละเลิกพฤติกรรมที6ทําให้ภาวะร้อนเย็นของร่างกายไม่สมดุลหรือทุกข์เบียดเบียน และทําพฤติกรรมที6ทําให้ภาวะร้อนเย็นของร่างกายสมดุลหรือไม่ทุกข์ไม่เบียดเบียนทั8งด้านวัตถุและด้านจิตใจ ดังนั8นการทําใจไม่ให้มีทุกข์ คือ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวโรค ไม่เร่งผล ไม่กังวล เป็นการไม่เบียดเบียนตนด้านจิตใจ จึงเป็นการรักษาโรคที6สําคัญมากอย่างหนึ6ง เทคนิคการทําใจให้หายโรคเร็ว มีวิธีการทําใจในการปฏิบัติ 4 ประการดังต่อไปนี8 1. อย่ากลัวตาย 2. อย่ากลัวโรค 3. อย่าเร่งผล 4. อย่ากังวล ซึ6งสามารถขยายรายละเอียดในแต่ละประการได้ดังต่อไปนี8 1. อย่ากลัวตาย ความไม่กลัว คือยากําจัดโรคที6ดีที6สุดในโลกและออกฤทธิSเร็วที6สุดในโลก ส่วนความกลัวคือยาพิษที6ร้ายที6สุดในโลกและออกฤทธิSเร็วที6สุดในโลก ถ้าท่านใดที6สามารถทําใจไม่กลัวในทุกเรื6องได้จริง ๆ รวมถึงการไม่กลัวตายด้วย ก็จะมีสิ6งมหัศจรรย์เกิดขึ8นจริง ๆ เรื6องจิตวิญญาณนี8ยิ6งใหญ่มหัศจรรย์ ผู้เขียนไม่เคยเห็นอะไรที6มหัศจรรย์ยิ6งใหญ่อย่างนี8มาก่อนเลย 2784 การไม่กลัวตาย วิธีปฏิบัติก็คือ ให้หมั6นพิจารณาความจริงว่าป่วยก็ตาย ไม่ป่วยก็ตาย ความตายเป็นสมบัติของทุกคน แม้แต่พระพุทธเจ้าที6ประเสริฐที6สุดในโลก เก่งที6สุดในโลกท่านยังต้องต้องตายเลย ในเมื6อป่วยก็ตาย ไม่ป่วยก็ตาย จะกลัวให้มันตายเร็วทําไม กลัวให้มันทรุดหนักทําไม กลัวให้มันทุกข์ใจทําไม เราก็หมั6นพิจารณาซํ8าไปซํ8ามา ๆ ๆ ๆ ๆ เราจะเข้าใจชัดเจนว่า ความกลัวในอะไรก็ตาม มีแต่ขาดทุนอย่างเดียว ความกลัวไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่ถ้าเราไม่กลัว ใจก็ไม่เป็นทุกข์ อยู่ก็ ไม่ทุกข์ใจ ตายก็ไม่ทุกข์ใจ ก็แปลว่าอยู่เป็นสุข ตายเป็นสุข ดังนั8นประโยชน์ในประการแรกคือ ใจเป็นสุขที6สุด ประการที6สอง คือ ทําให้โรคทุเลาหรือหายได้ดีที6สุด และประการสุดท้าย คือ ตายได้ยากหรือตายช้า ความไม่กลัวตายนี8แหละเป็นประโยชน์กว่า พิจารณาซํ8าไปซํ8ามา ๆ ๆ ๆ ๆ จิตนี6เขาฉลาดและมีพลัง ถ้าเราพิจารณาซํ8าไปซํ8ามา ๆ ๆ ๆ ๆ จะเป็นการเติมปัญญาและพลังให้กับจิต เมื6อปัญญาที6ถูกต้องเป็นประโยชน์แท้มีพลังมากพอ ก็จะทําลายพลังปัญญาหรือความคิดที6เป็นโทษ แล้วจิตก็จะเลือกเอา เลือกเป็นสิ6งที6เป็นประโยชน์เอง เรื6องอะไรจะไปเอาสิ6งที6เป็นโทษ กลัวตายเป็นโทษอย่างยิ6ง เพราะทําให้ใจเป็นทุกข์ โรคก็กําเริบหนัก ทรมานกายมากขึ8น และทําให้ตายเร็วกว่าที6ควรจะเป็น ส่วนความไม่กลัวตายนั8นเป็นประโยชน์อย่างยิ6ง เพราะทําให้ใจก็ไม่เป็นทุกข์จากความกลัวตาย โรคก็ทุเลาหรือหายได้เร็ว ตายก็ตายได้ยาก ดังนั8นเราเอาความไม่กลัวตายดีกว่า เพราะทําให้ไม่ทุกข์ใจ ทุเลาหรือหายเจ็บป่วยได้เร็วและตายช้า คุ้มกว่า จิตนี6สําคัญ เป็นยาเม็ดเอกเลย ความตายไม่ใช่สิ6งที6น่ากลัว ความตายเป็นเพียงการเปลี6ยนร่างจากที6ทรุดโทรม ทุกข์ทรมานมากแล้ว ให้เราไปเอาร่างใหม่ที6ดีกว่าเดิมเท่านั8น จริง ๆ เมื6อเราเปลี6ยนไปเอาร่างใหม่ก็ดีแล้ว จะไปทุกข์ใจทําไม ผู้ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ต้องเกิดใหม่อยู่แล้ว ไม่ต้องไปกลัวหรอกว่าจะไม่ได้เกิด ส่วนพระอรหันต์ท่านจะกลับมาเกิดอีกเพื6อบําเพ็ญโพธิสัตว์ต่อ หรือจะปรินิพพานดับสูญก็สิทธิของท่าน สําหรับคนทั6วไปนั8นต้องกลับมาเกิดอยู่แล้ว เพราะยังมีกิเลสอยู่ อยากได้ อยากมี อยากเป็น เรื6องนั8นเรื6องนี8อยู่ ยังหลงทุกข์หลงสุขอยู่ จิตวิญญาณก็จะรวมตัวเอาดิน นํ8า ลม ไฟ มารวมกันเป็นตัวตน เป็นตา หู จมูก ปาก ลิ8น กาย ใจ เพื6อจะไปเสพในสิ6งที6ผู้นั8น ๆ ชอบ เพราะฉะนั8นไม่ต้องกลัว ตายก็แค่เปลี6ยนร่างใหม่ จากร่างเก่าที6ทรุดโทรมไปเอาร่างใหม่ที6ดีกว่าเดิม อยู่ที6ว่าจะได้ร่างคนหรือร่างสัตว์เท่านั8นเอง ก็แล้วแต่กรรมของผู้นั8น ๆ ที6ทํากรรมดีหรือกรรมชั6วไว้ 2785 จะได้ร่างคนหรือร่างสัตว์ก็ตาม อย่างน้อยก็ไม่ทุกข์เท่ากับร่างเก่าที6ทรมานอยู่ ถ้าเราดูแลร่างกายอย่างเต็มที6แล้ว ร่างกายก็ยังทรุดโทรมอยู่อีก ยังแย่อยู่อีก ก็ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ก็คืนโลกไป จะไปลําบากตรงไหน ร่างที6ยืมมามันเก่าแล้ว มันเป็นทุกข์ ทนได้ยากทนได้ลําบากแล้ว ก็คืนโลกไป แล้วก็ไปเอาร่างใหม่ที6ดีกว่าเดิม ก็อาศัยร่างใหม่ไป แล้วถ้าร่างใหม่ทรุดอีก แย่อีก จะทําอย่างไร ก็คืนโลกไป แล้วก็ไปเอาร่างใหม่อีกที6ดีกว่าเดิม มันก็เป็นอยู่เท่านี8 จะต้องไปกลัวอะไรกับความตาย ครูบาอาจารย์ของผู้เขียนได้บอกไว้ว่า คนเราตายมาตั8งไม่รู้กี6ภพกี6ชาติแล้ว ยังจะกลัวอยู่อีกทําไม ซ้อมตายมาตั8งเท่าไหร่ ๆ แล้ว ยังไม่ชินหรืออย่างไร ความจริงเรายังไม่เคยตายอย่างเป็นสุข เท่านั8นเอง มันก็เลยกลัว ๆ ถ้าเรารู้วิธีตายอย่างเป็นสุข อยู่อย่างเป็นสุข เราจะไม่กลัว แค่คิดว่าพอร่างทรุดก็คืนโลกไป แล้วก็ไปเอาร่างใหม่มาใช้ ถ้าไม่อยากได้ร่างสัตว์ แต่อยากได้ร่างคนจะทําอย่างไร ก็ให้บําเพ็ญบุญมาก ๆ เท่านั8นเอง ถ้าเราเข้าใจจะไม่ทุกข์ใจเพราะฉะนั8น อย่ากลัวตาย จําไว้นะ พอไม่กลัวตาย โรคก็จะทุเลาอย่างรวดเร็วเลย เราก็ปรับสมดุลด้านวัตถุร่วมด้วยอยู่แล้ว แค่ใช้วัตถุอย่างเดียวก็ลดโรคได้เร็วอยู่พอสมควรแล้วสําหรับการดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เพราะเราได้ทดลองมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื6องของอาหาร หรือยาเม็ดอื6น ๆในยา 9 เม็ด (วิธีปฏิบัติ 9 ข้อ ตามหลักแพทย์วิถีธรรม)ก็ตาม สามารถถอนพิษได้เร็ว 2. อย่ากลัวโรค โรคไม่ใช่สิ6งที6น่ากลัว การกลัวโรคจะทําให้โรคกําเริบหนัก แต่การไม่กลัวโรค จะทําให้กําจัดโรคได้อย่างดี การไม่กลัวโรคจะเป็นยาทําลายโรค ผู้เขียนทดลองมาแล้ว การไม่กลัวโรค จะทําให้โรคลดน้อยลง การไม่กลัวโรคจะฆ่าโรค แต่ถ้าเรากลัวโรค โรคจะฆ่าเรา นี6คือสัจจะเป็นจริงตลอดกาล ท่านพิสูจน์ได้ เพราะถ้าท่านไม่กลัวโรค จิตก็จะไม่ทุกข์จากโรค ท่านจะไม่ทุกข์ใจ เมื6อไม่ทุกข์ใจ ก็ไม่เบียดเบียน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “การไม่เบียดเบียดเบียนจะทําให้โรคน้อยลง” (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 585) และพระพุทธเจ้าตรัสว่า วิมุติ (การหลุดพ้นจากทุกข์) เป็นกําลัง (พระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 629) ท่านจะมีกําลังฆ่าโรคเอง เรื6องนี8เป็นเรื6องสําคัญ โรคไม่ใช่สิ6งที6น่ากลัว ไม่ต้องไปกลัวโรค โรคหายอยู่แล้ว ไม่หายตอนเป็น ก็หายตอนตาย อย่าไปกลัวเลย จะไปกลัวทําไม จะกลัวให้ทรุดหนักทําไม จะกลัวให้ตายเร็วทําไม จะกลัวให้ทุกข์ใจทําไม 2786 ถ้าไม่กลัว ก็ไม่ทรุดหนัก การไม่กลัวช่วยให้โรคทุเลาได้ดีที6สุด ถ้าไม่กลัวก็ไม่ตายเร็ว (ตายยาก ตายช้า และยืดอายุได้ดี) ถ้าไม่กลัวก็ไม่ทุกข์ใจ ไม่ต้องไปกลัวโรคหรอก โรคหายอยู่แล้ว ถ้าไม่หายตอนเป็น ก็หายตอนตาย โรคไม่ชนะเราหรอก อย่าไปกลัว ระหว่างโรคกับเรา เรามีแต่ชนะกับเสมอเท่านั8น ถ้าเราสามารถทําลายโรคได้ในขณะที6เรามีชีวิตอยู่ ก็แสดงว่าเราชนะโรค แต่ถ้าเราทําลายโรคไม่ได้ เราก็ตายและโรคก็ตายด้วย ก็เสมอกัน โรคเป็นเพียงความไม่สมดุลเท่านั8น ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ทุกข์เกิดจากความโต่ง หรือความไม่สมดุล 2 ด้าน ด้านหนึ6ง คือ กามสุขลิกะ อีกด้านหนึ6ง คือ อัตตกิลมถะ” (พระไตรปิฎก เล่ม 19 ข้อ 1664) ดังนั8นโรคซึ6งเป็นทุกข์ก็เกิดจากความไม่สมดุล มันโต่งไป 2 ด้าน ด้านหนึ6งจิตหลงรูปธรรมหรือวัตถุ (กามสุขลิกะ จิตหลงติดรูป รส กลิ6น เสียง สัมผัสที6เป็นภัย) อีกด้านหนึ6งจิตหลงนามธรรม (อัตตกิลมถะ จิตหลงทรมานตนด้วยนามธรรม คือ หลงทําชั6ว หลงไม่ทําดี หลงทําจิตใจให้เศร้าหมอง) หลักในการดับทุกข์ที6พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ “การดับทุกข์ที6ต้นเหตุ” (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 59) ก็คือ อย่าไปหลงเอาวัตถุที6เป็นพิษเป็นโทษมาใส่เรา หรือให้เอาออกไป แล้วเลือกเอาวัตถุที6เป็นประโยชน์มาใส่เรา และเลือกเอาจิตที6ติดนามธรรมที6เป็นโทษออกไป (หลงทําชั6ว หลงไม่ทําดี หลงทําจิตใจให้เศร้าหมอง) แล้วเอาจิตที6ถูกต้องเป็นประโยชน์มาใส่แทน (หยุดชั6ว ทําดี ทําจิตใจผ่องใส) เท่านี8โรคก็จะทุเลาหรือหาย รักษาโรคไม่ยากเลย เพียงแค่เอาวัตถุที6เป็นประโยชน์มาใส่ เอาจิตที6เป็นประโยชน์มาใส่ เพียงเท่านี8เอง โรคเป็นเพียงความไม่สมดุล พระพุทธเจ้าท่านพบสัจจะว่า เมื6อใดเกิดความไม่สมดุล โต่งไปในรูปธรรมหรือวัตถุที6เป็นภัย โต่งไปในนามธรรมที6เป็นภัย ก็จะเกิดความทุกข์ต่าง ๆ รวมทั8งเกิดโรคขึ8น พลังงานชีวิตของเรา ถ้าเมื6อใดไม่สมดุล ก็จะแปลงเป็นพลังงานทุกข์ เขาจะบอกเราให้เป็นทุกข์ ให้เป็นโรค เพื6อให้เราได้อายุยืน เพราะเขาบอกเราเพื6อให้แก้ไข ให้ทําความสมดุล เขาบอกเราว่ามีพิษอยู่ตรงนั8นตรงนี8 เรามีพิษ ช่วยเอาพิษออกให้ด้วย พอเอาพิษออก แล้วใส่สิ6งที6เป็นประโยชน์เข้าไป เราก็สมดุล พลังชีวิตก็จะแปลงเป็นพลังสุขให้เรา แปลงเป็นความผาสุก พลังชีวิตเราก็จะเต็ม จะแปลงเป็นทั8งประโยชน์สุขและเป็นทั8งพลังงานสร้างสรรให้เรา ไม่ว่าเราจะสมดุลหรือไม่สมดุล สัจจะแห่งชีวิตก็บอกเราเท่านั8นเอง ก็มีอยู่เท่านี8ในโลกใบนี8 ไม่สมดุลก็แปลงเป็นพลังงานทุกข์ บอกเราว่ามีพิษอยู่ตรงนี8 ช่วยเอาพิษออกให้หน่อย ช่วยปรับ 2787 สมดุลให้หน่อย ช่วยเอาพิษออก พอเราเอาพิษออก แล้วใส่สิ6งที6ถูกกันเข้าไป เอาสิ6งที6มีประโยชน์มาใส่ มันก็สมดุล พลังชีวิตก็จะแปลงเป็นพลังประโยชน์สุขให้กับเรา ก็มีอยู่เท่านี8 ไม่เห็นน่ากลัวอะไร พระพุทธเจ้าตรัสหลักไว้ว่า ไม่สมดุลก็เป็นทุกข์เป็นโรค สมดุลก็หายทุกข์หายโรค หายโรคเราก็สดชื6นแข็งแรงมีพลังชีวิต ไม่สมดุลเราก็เป็นโรค ก็เท่านี8 พลังชีวิตก็เปลี6ยนไปเปลี6ยนมาอยู่แค่นี8ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี8 ไม่ใช่เรื6องเลวร้ายอะไร เมื6อเรารู้อันนี8แล้ว หลักการสําคัญที6จะทําให้เราไม่กลัวโรค ก็คือ เราก็จะเอาประโยชน์จากโรคนี8ให้ได้ จงเอาประโยชน์จากโรคให้ได้ ไหน ๆ ก็ได้เป็นโรคแล้ว เอาประโยชน์จากโรคให้ได้ เราจะไม่กลัวโรค แล้วใจก็จะเป็นสุข เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที6 27 ข้อที6 2444 ว่า “คนมีปัญญาแม้ตกทุกข์ ก็ยังหาสุขพบ” จะเห็นได้ว่า แม้ขณะที6มีทุกข์ยังไม่ทุกข์ใจเลย ขณะทุกข์ยังเป็นสุขใจ คนมีปัญญา แม้ประสบทุกข์ยังหาสุขพบ หาสุขให้ได้ในโรค จะหาสุขได้อย่างไร หาประโยชน์ของโรค สุขนั8นคือประโยชน์ ความเป็นโรคทําให้เราได้ประโยชน์หลัก ๆ อย่างน้อย 3 ประการ ดังนี8 1. โรคทําให้เรามีนํ3าอดนํ3าทนมากขึ3น ทําให้เราแข็งแกร่งมากขึ8น เพราะการเป็นโรคนั8นทุกข์ทรมาน จะทําให้เราได้อดได้ทน ทําให้จิตวิญญาณเรามีนํ8าอดนํ8าทน เราจะแข็งแกร่งขึ8น จะเสียหายหรือไม่ถ้าคนเราจะแข็งแกร่งมากยิ6งขึ8น มีนํ8าอดนํ8าทนมากขึ8น ไม่เสียหายอะไร ถ้าจิตวิญญาณเราจะแข็งแกร่งยิ6งขึ8น คนที6แข็งแกร่งมาก มีนํ8าอดนํ8าทนมาก จะทุกข์ได้ยาก เพราะฉะนั8น เอาโรคมาทําประโยชน์ อย่างน้อยเราก็แข็งแกร่งขึ8น มีนํ8าอดนํ8าทนมากขึ8น ได้ฝึกความอดทน ก็จะแข็งแกร่งขึ8น ไม่มีอะไรขาดทุน 2. โรคก็ทําให้เวรกรรมเราน้อยลง โรคทําให้สิ6งไม่ดีในชีวิตเราลดน้อยลง เพราะไม่มีอะไรที6เราได้รับโดยที6เราไม่ทํามา นี8เป็นสัจจะที6พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ดังที6พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “กัมมสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ” (พระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 57) แปลว่า เรามีกรรม (การกระทํา) เป็นของของตน เราเป็นทายาทของกรรม เรามีกรรมเป็นกําเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เรามีกรรมเป็นที6พึ6งอาศัย เรามีกรรมเป็นผู้ให้ผล กัมมปฏิสรโณ คือ เรามีกรรมเป็นที6พึ6งอาศัยหรือเป็นผู้ให้ผล ซึ6งพระพุทธเจ้าตรัสว่า คําใดที6ท่านตรัสไว้จะไม่มีผู้ใดลบล้างได้ คือ อกาลิโก (เป็นจริงตลอดกาล) และเอหิปัสสิโก (เชื8อเชิญให้มาพิสูจน์กันได้) ดังนั8นสิ6งที6เรารับอยู่ ก็คือสิ6งที6เราทํามา จะได้ดีหรือไม่ดี ล้วนเกิดจากสิ6งที6เราทํามาทั8งหมดทั8งสิ8น จะเกิดจากสิ6งอื6นไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื6อเราทํามาก็จะเป็นสมบัติของเรา จะสะสมฝังไว้ในจิตวิญญาณของเรา เป็นวิบากกรรมที6คอยดลให้เราได้รับผล เมื6อวิบากกรรมใดดลให้เรารับผลแล้วก็หมดไปเท่าที6เรารับ 2788 เพราะฉะนั8น โรคภัยไข้เจ็บก็เป็นผลจากวิบากกรรมที6เราได้ทํามา ไม่ว่าจะในชาตินี8หรือชาติก่อน เกิดจากบางสิ6งบางอย่างที6ไม่ดีที6เราได้ทํามา ไม่ว่าชาตินี8หรือชาติก่อน เป็นวิบากกรรมที6 ดลให้เกิดผลกับเรา ได้รับผลแล้วก็ดับไป รับเท่าไหร่ ก็หมดไปเท่านั8น และเมื6อวิบากกรรมที6ไม่ดีหมดไป พลังวิบากกรรมที6ดีก็จะส่งผลแรงเพราะไม่มีพลังชั6วมาต้านไว้ เสียดายหรือที6พลังไม่ดีหมดไป เสียดายสิ6งไม่ดีหรือ? จะไปเสียดายสิ6งที6ไม่ดีทําไม สิ6งที6ไม่ดีหมดไปก็ดีแล้ว จะเสียดายทําไม สิ6งที6ไม่ดีทยอยหมดไปก็ดีแล้ว ดีกว่าให้สิ6งที6ไม่ดีรวมมาทีเดียวมาก ๆ ก็จะทุกข์จะหนักมาก ลองทบทวนดูก็ได้ว่า เราเคยไม่สบายเป็นมาเท่าไหร่ ๆ ที6เราทยอยรับผลมา ถ้าความไม่สบายนั8นรวมมาเป็นหนัก ๆ ทีเดียวจะเป็นอย่างไร เราตายเลยนะ ดีแล้วที6ความ ไม่สบายทยอยมาให้รับไป แล้วทยอยหมดไป ทยอยรับมาเท่าไหร่ ก็หมดไปเท่านั8น รับมากก็หมดมาก รับน้อยก็หมดน้อย รับแล้วก็หมดไป เราอย่าไปทําเพิ6มก็แล้วกัน เราก็ทําแต่สิ6งดี เราก็จะรับแต่สิ6งดี เพราะฉะนั8น ประโยชน์ข้อที6สองของการเป็นโรคก็คือ เวรกรรมเราจะน้อยลง พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที6เชื6อเรื6องบาปบุญจะ พ้นทุกข์ ท่านตรัสในสัมมาทิฏฐิ 10 ในข้อที6 4 ในพระไตรปิฏก เล่ม 14 ข้อ 257 “ทางพ้นทุกข์ คือ เชื6อเรื6องของกรรมและผลของกรรม” เชื6อเรื6องการกระทําหรือผลของการกระทํา เชื6อเรื6องวิบาก วิบากแปลว่า ผลของการกระทํา ในโลกนี8ไม่มีอะไรบังเอิญทั8งสิ8น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในโลกใบนี8ไม่มีอะไรบังเอิญ ไม่มีอะไรฟลุ๊ค ทุกอย่างมีมาแต่เหตุ เหตุคือกรรม (การกระทํา) ทุกอย่างเกิดจากการกระทําทั8งสิ8น ไม่มีอะไรบังเอิญ ไม่มีอะไรฟลุ๊คทั8งสิ8น ใครจะได้รับสุขได้รับทุกข์ ได้รับอะไร ๆ ก็เกิดจากผู้นั8น ๆ ทํามาทั8งหมด ไม่ว่าจะทําอะไรมาก็ตาม ในพระไตรปิฎก เล่ม 37 ข้อ [1,698] “พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั8งหลาย เราไม่กล่าวความที6กรรม (การกระทํา) อันเป็นไปด้วยความจงใจ ที6บุคคลทําแล้ว สะสมแล้วจะสิ8นสุดไป เพราะมิได้เสวยผล แต่กรรมนั8นแล จะให้ผลในภพนี8 หรือในภพถัดไป หรือในภพอื6นสืบ ๆ ไป” ดังนั8น อะไรที6เราทํามาก็จะสะสมเป็นวิบากกรรม อะไรทําด้วยเจตนาจะสะสมลงใน จิตวิญญาณของเรา เป็นวิบากแล้วรอรับผล ทําดีรอรับผลดี ทําไม่ดีรอรับผลไม่ดี เพราะฉะนั8นสิ6งที6เรารับอยู่คือสิ6งที6เราทํามา ถ้าเราเชื6อเรื6องเวรเรื6องกรรม เราก็จะไม่ทุกข์ใจ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ใคร ไม่เชื6อเรื6องบาปเรื6องบุญจะไม่พ้นทุกข์ ใครเชื6อเรื6องบาปเรื6องบุญจะพ้นทุกข์ เพราะถ้าไม่เชื6อเรื6องบาปเรื6องบุญ เวลาได้รับทุกข์จะคลายใจไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าทุกข์เกิดจากอะไร จะทําใจไม่ได้ว่าทําไมเป็นเรา ทําไมเป็นเรา เมื6อไหร่จะหมด ทําไมเป็นเรา แต่ถ้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน