240518-B เปิดโลกพุทธศาสนา ตอน2-พ่อท่าน-สวนลุมพินี-ป045.txt

โฟลเดอร์เปิดโลกพุทธศาสนา MP3 ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์129 KB
วันที่แก้ไข12 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคมพุทธศักราช 2524 ต่อเดือนนี้ไปเป็นการอบรมทำวัตรเช้าที่เกาะลอยสวนลุมพินีการเจริญธรรมญาติโยมทั้งหลายวันนี้เป็นวันสำคัญมากสำหรับพุทธศาสนาของเราคือเป็นวันขึ้น 15 ค่ำถ้าก่อนจะขึ้นมาแสดงธรรมในวันนี้ก็มีคนเอาอาจจะเป็นปัญหาของเทวดาก็ได้มาถามเอามาวางไว้นี่พร้อมกับพระทุ่งเศรษฐี 2 2 รูปพระปั้นเขาเรียกว่าทุ่งเศรษฐีที่จริงรูปปั้นรูปพระทุ่งเศรษฐีนี้เขาปั้นเป็นรูปพระเขย่งเก็งกอยคือเป็นพระแบบลิเกเดินหน่วยหน้าซึ่งอาตมาเห็นท่านี้แล้วนี่สงสารพระพุทธเจ้าที่ถูกก็เอามาปูยำไอ้ท่าลีลาในปางลีลากันว่าเนี่ยแล้วก็ปั้นเป็นพระเอกลิเกท่ารำฟ้อนซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้อ่อนแออย่างนั้นเลยโดยรูปก็ดีอาตมานี่หยั่งรู้ลูกของพระพุทธเจ้าคือว่าเห็นรูปไม่ใช่รูปธรรมดาที่ว่าเป็นรูปเป็นนามเท่านั้นแม้แต่รูปโฉมลักษณะของพระพุทธเจ้าอาตมาอย่างรู้ได้รู้ถึงแล้วก็ได้ พระพุทธรูปพระพุทธองค์พระรูปของพระพุทธองค์หน้าตาเนื้อตัวเป็นอย่างไรอย่างไรซึ่งคนสมัยนี้เก่งเอายากกะเอายากเดาเอาหญ้าซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่เป็นคนสมัยท่านรูปร่างหน้าตาอย่างสมัยท่านและเป็นอย่างท่านอันไม่เหมือนมนุษย์สมัยนี้ที่พัฒนามาหลายพันปีไม่เหมือนกันมีส่วนทุกอย่างส่วนใหญ่ก็คล้ายกันแต่รูปทรงไม่เหมือนกันแต่เดี๋ยวนี้คนมาคิดแล้วก็ใช้จินตนาการต่างๆปั้นพระรูปของพระพุทธเจ้าออกมาจนกระทั่งกลายเป็นพระเอกขี้ยากลายเป็นพระเอกลิเกอ้อนแอ้นท่าทางซึ่งไม่ใช่พระท่าทางอย่างนี้ไม่ใช่พระทัยทางนี้มันลิเกรำฟ้อนกรีกกลายมือกรีด เข้าท่าอย่างนี้แล้วเขาก็ชมกันว่าท่าลีลาเป็นท่าสวยใช่คนในโลกชอบปางลีลาชอบท่าประชดก็ช้อยดัดจริตท่าทางอย่างนั้นเขาก็ชอบแต่เขาก็ชมกันว่าสวยเนี่ยมันก็พูดญี่ปุ่นยำรูปร่างหน้าตาอะไรไปอย่างนี้นะอันนี้ก็ส่วนด้วยเรื่องขึ้นต้นก็กล่าวปิยวาจาซะแล้วคือกล่าวคำตรงนี้เร

อ่านต่อ

ียกว่าป่วยและวัชชะอาการข่าวคำประพันธ์พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญเพราะว่าการกล่าวคำปริยัติคือกล่าวคำตำหนิติเตียนที่ใดการกล่าวคำตำหนิติเตียนเป็นสังคหะเป็นการสงเคราะห์เป็นสังคหวัตถุเป็นการสังเคราะห์ทานในการทาน วาจามันเป็นการทานเป็นการปิยวาจาเป็นการแสดงปิยวาจาคือแสดงคำไพเราะคำอันเป็นที่น่ารักนี้ไพเราะผู้ใดฟังคำตำหนิเป็นคำไพเราะผู้นั้นสบายผู้นั้นไม่มีจิตอกุศลเพราะว่าคำตำหนินั้นใครจะตำหนิเบาหรือตำหนิแรงก็ตามนั้นล้วนแล้วแต่เป็นคำที่เกิดจริงจากผู้ตำหนินั้นผู้ใดตำหนิคนอื่นคนใดก็ตามตำหนิในขณะจิตที่ตำหนินั้นมีการโกรธก็ดีมีการโลภก็ดีมีโลภมูลจิตหรือโทรศัพท์มลจิตหรือโมหะมูลและจิตเข้าประกอบร่วมในการตำหนิ เหรียญนั้นคำตำหนินั้นก็เป็นของผู้ตำหนินั้นเองซึ่งเขาตำหนิด้วยการกระทำจิตของตนให้มันสมใจที่ตัวเองโลภตัวเองโกรธตัวเองโมหะเขาผู้นั้นก็ได้สั่งสมกันที่เป็นมโนกรรมเองเป็นการสั่งสมเป็นจะเรียกว่าบารมีมันไม่ได้เขาเรียกว่าสันดานเป็นการสั่งสมสันดานชั่วให้แก่ตัวเองมันก็ได้กรรมที่เลวเพราะกรรมเป็นของของตนกรรมเป็นทายาทกรรมเป็นตัวเกิดที่แท้จริงพระเจ้าคือกรรมกรรมนี่คือพระเจ้าศาสนาพระพุทธเจ้าท่านย่นย่อพระพรหมลงมาที่กรรมกรรมเป็นตัวเกิดกรรมมาโยนิแปลว่าต้นรากกรรมเป็นตัวกำเนิดไม่มี เกิดศาสดาพุทธที่สอนให้รู้ความเกิดเมื่อรู้ความเกิดจับความเกิดได้ก็คือกรรมตั้งแต่เริ่มต้นที่จิตเป็นตัวเกิดมโนปุพพังคมาธัมมามโนเสฏฐามโนมยาจิตเป็นตัวแรกจิตเป็นตัวต้นเค้าปลุกพระนี่แปลว่าต้นข้าวมโนปุพพังเนี่ยปุพพังเป็นตัวตนเขาเป็นตัวแรกก่อนเกิดที่จิตก่อนอะไรอะไรจะเกิดมาตามกายกรรมวจีกรรมใดๆจะออกมาตามนั้นจะออกมาไม่มีจิตเป็นประธานไม่มีจิตเป็นตัวแรกก่อนนั้นไม่มีในโลกพระพุทธเจ้าท่านจับตัวเกิดก่อนในโลกที่สุดได้โดยโลกสำคัญคือโลกกายาวาหนาคือกว้างศอกพร้อมสัญญาและจ่ายหนี้ถ้าจับได้ที่จิตเพราะฉะนั้นผู้ใดสามารถเรียนรู้จิตตามจิตรู้จิตทุกอารมณ์ ตั้งแต่นอกไปจนกระทั่งในถึงอรูปเป็นจิตอรูปภพจนกระทั่งถึงนอนเนื่องเรียกว่าอนุสัยจนกระทั่งถึงมันหลบหมากหลบดองแตกตัวอยู่เพื่อที่จะเป็นกิเลสใหญ่โตออกไปคราวหน้าเรียกว่าอาสวะก็ต้องตามจับให้เจอแล้วเราก็จะต้องรู้กรรมที่เกิดมานั้นมีจิตตัวใดเป็นสระสังขารที่กันมีจิตตัวใดเป็นจิตตัวที่อยู่ต้นรากเป็นตัวบันดาลให้เกิดเป็นตัวเชื่อให้เกิดเกิดอะไรออกมาจะต้องตามลึกไปถึงอย่างนั้นเพราะฉะนั้นผู้ใดที่ได้เรียนรู้เรื่องจิตเจตสิกรูปนิพพานเหล่านี้จริงๆตามรู้ตามเห็นไม่ใช่มีแต่เพียงว่าเราได้รู้ความหมายของภาษาว่า คิดว่าไม่มีตัวตนที่จริงจิตไม่มีตัวตนใครไปนั่งหลับตาเข้าแล้วก็เห็นจิตเป็นตัวเป็นตนเป็นสีเป็นสันเห็นรูปเทวดาก็มีชฎาใส่ผิวสีเขียวสีเหลืองสีแดงมีแขนมีขาจิตไม่มีแขนมีขาเจ็บไม่มีชฎาจิตไม่มีผิวมีสีจิตอนัตตาวิญญาณอนัตตาไม่มีตัวตนจิตมันเป็นสภาวะธรรมเท่านั้นแต่มันมีฤทธิ์แรงมันเล็กยิ่งกว่าอากาศสุดถ้าเป็นธาตุที่ 6 ไม่ใช่ทาสที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 แต่เป็นทาสที่ 6 ธาตุที่ 5 ว่าอากาศสภาพวันเล็กละเอียดแล้วจิตนี้เล็กละเอียดสุขุมประณีตยิ่งกว่าอากาศสภาพเรียกว่าวิญญาณธาตุเป็นเรื่องละเอียดแต่มีอาการเรารู้ได้ อาการของมันรู้ได้ด้วยความแตกต่างของอาการเรียกว่าลิ้นชักเรารู้ได้ด้วยเครื่องหมายของมันมันมีเครื่องหมายลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้แตกต่างกันดังที่กล่าวแล้วว่าโลภะมีลักษณะอย่างนี้โทสะมีลักษณะอย่างนี้อ่อนลงไปกว่านั้นอีกเล็กบางเบาลงไปกว่านั้นอีกสุขุมประณีตลงไปกว่านั้นอีกซึ่งเรามีชื่อตั้งบัญญัติภาษาขึ้นเรียกต่างๆนานาไปอีกแม้แต่ในราคะโลภะที่มีลักษณะอ่อนกลางลงไปอีกเยอะโทสะก็ดีมีลักษณะอ่อนกลางลงไปเป็นกระทะเป็นมัคทาปลาเป็นอิสระเป็นอัจฉริยะอะไรต่างๆพวกนี้เยอะแยะลักษณะของจิตที่มันลึกซึ้งขึ้นไปอีกมันลึกซึ้งแต่ไม่ใช่เรื่องลึก เป็นเรื่องที่เรียนถึงหยั่งถึงไม่ใช่มีแต่ภาษาแต่เรารู้อาการมันได้เรารู้นิมิตมันได้เอามาพูดสู่กันฟังเรียกว่าอุเทศพูดได้สำหรับผู้ที่มีปฏิภาณมีนิรุตติมีภาษาสามารถที่จะเอามาชี้จับขึ้นมาตัวนั้นเป็นตัวนี้มีตัวยามีสลากยามีคำอธิบายยาก็เอามาแจกแจงชี้ถึงกันได้แล้วก็เรียนรู้กันไปจริงๆเพราะปกติจับจิตได้เรียนรู้จิตได้ทำให้ตัวเองได้ก็เป็นผู้ที่หยั่งรู้อันไหนที่อาการไม่ดีก็ปรับปรุงมันปรับปรุงจริงๆปรับปรุงจิตจนกระทั่งลึกซึ้งจนกระทั่งตัวหมดเป็นนิโรธจิตก็เห็นอยู่รู้อยู่รู้ว่าจิตนี้มันมันเกิดแล้วมันก็ตั้งขึ้นแล้วมันก็ดับไปถ้าจิตจริงๆแล้วมันก็เกิดขึ้นอยู่มันเป็นองค์ประกอบของรูป ขันธ์ 5 ของเราแล้วเนี่ยมันจะเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปมีจิตเป็นจิตเฉพาะจิตสะอาดแล้วก็มีแต่จิตสะอาดเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปแล้วเราก็ควบคุมขันธ์ 5 รู้เวทนานั้นเป็นอย่างหนึ่งสัญญาเป็นอย่างหนึ่งสังขารเป็นอย่างหนึ่งวิญญาณเป็นอย่างหนึ่งรู้ในเจ็ดสิบสามคือเวทนาสัญญาสังขารรู้ในวิญญาณที่เป็นตัวรวมวิญญาณเขาไม่เรียกเจอแต่สิ่งเขาเรียกเจตสิกเพียง 73 เท่านั้นนี่แยกอย่างย่อๆพระอภิธรรมก็เอาไปแยกอีกตั้ง 52 ชื่อแล้วก็เรื่องของพระอภิธรรมเราจะเรียนรู้ก็ไม่น่ารังเกียจถ้าเราเองสามารถมีภูมิมีปัญญาที่จะรู้ภาษาด้วยรู้สภาวะธรรมด้วยมันก็ละเอียดดีบางตัวคนอื่นตั้งเติมตั้งเพิ่มให้แก่พระพุทธเจ้าซะอีกมีเกจิอาจารย์ เราสามารถที่จะรู้ตามเขาได้ไหมถ้าสามารถรู้ตามเขาได้เราก็ได้รู้ดีหรือไม่ดีเราก็จะรู้บางอันดีทีเดียวบางอันก็เป็นส่วนเกินคือเป็นส่วนของมานะจิตคือจิตเขามันเกินเลยไปมันมันเพ้อไปแล้วแต่เขาก็ปรุงสร้างหรือว่าตกแต่งหรือว่าชักออกมาอีกให้มันเลอะขึ้นไปอีกก็มีอยู่บ้างเหมือนกันแต่เราก็รู้พยายามรู้ความพอดีความพอเหมาะความเป็นกลางให้สำคัญและเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของพุทธที่เรียนรู้จิตจิตจิตจิตจิตจิตจิตวิทยาของพระพุทธเจ้านี้เป็นจิตวิทยาที่มีเป้าหมายให้รู้ว่าจิตนี่แหละเป็นเหตุแห่งทุกข์มันมันโง่มันจึงมีตัวเหตุแห่งทุกข์เกิดร่วมเราเรียกว่าอาคันตุกะเรียกว่าแขกจอนจิตจริงๆ แพ้นั่นน่ะมันเป็นจิตประภัสสรเป็นจิตที่ไม่ใช่กิเลสกิเลสนั้นอย่างหนึ่งจิตนั้นอย่างหนึ่งจิตนั้นเป็นธาตุรู้เท่านั้นแต่กิเลสนั้นเป็นทาสเทียมเป็นธาตุปรุงแล้วก็ไปยึดติดหลงว่ามันเป็นจิตจิตจิตจิตจิตแท้สะอาดประภัสสรจิตแท้ไม่มีกิเลสอย่าไปใส่คำเดิมเข้าไปเรียกคำว่าจิตเดิมแท้ก็เลยกลายเป็นจิตโบราณจิตเก่าจิตแก่จิตก่อนจิตนั่นจิตนี่แล้วก็ไปคำนวณเมื่อไหร่มันเป็นจุดเดิมเมื่อไหร่มันเป็นจิตไม่เดิมจิตเดิมนั้นคือจิตที่มันเริ่มต้นเกิดแต่โลกโลกเกิดนั่นแหละเป็นจิตแท้ๆเรื่องของสภาพจิตแท้ๆน่ะมันเป็นของสะอาดมันไม่ได้มีอะไรที่เป็นกิเลสผสมท่านจึงเรียกว่าจิตประภัสสรทีนี้จิตแรกเกิด มาเป็นคนนั้นน่ะมีคนเข้าใจผิดว่าเริ่มเกิดเป็นคนแม่ออกมาแล้วเป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์บอกว่าจิตเด็กเป็นจิตสะอาดนั้นเป็นคนเดาเดาเอา 7 คนมาเกิดนั้นพอเริ่มเกิดเป็นคนทุกคนอย่าว่าแต่คนเราเกิดเป็นสัตว์ก็เหมือนกันมันเป็นจิตที่ไม่ประภัสสรอยู่แล้วโดยกำเนิดแต่เราต้องเรียนรู้มาชำระล้างจิตจะพ้นเกิดหรือพ้นกำเนิดพ้นอยู่นี้ผลโยนนี้อย่างสูงสุดเป็นปรินิพพานหรือเป็นนิพพานหรือเป็นแสนสันผีเสื้อ รูปนามขันธ์ 5 เท่านั้นเป็นผู้ทำได้ถ้าเกิดมาอยู่เมื่อใดแม้เป็นมหาโพธิสัตว์เจ้าเกิดมาก็ยังมีกิเลสไม่ใช่จิตประภัสสรแม้แต่มาเป็นมหาโพธิสัตว์เจ้าที่จะเกิดมาบำเพ็ญเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ใช่จิตหมดกิเลสยังมีตัณหาแม้ที่สุดพระมหาโพธิสัตว์ก็ยังมีวิภวตัณหาตามหรือว่าเป็นสระสังขารด้วยกันเป็นกิจตัวนำเกิดมันจะไปเข้าใจว่าจิตพาเกิดนั้นเป็นจิตสะอาดน้ำมันขัดแย้งชาติดติดทุกขาของพระพุทธเจ้าแล้วการเกิดแม้ว่าใดๆที่ชาติปิทุกขาการเกิดแม้ว่าใดๆทุกทุกตัวและก็ไอ้ตัวทุกข์นั้นมันก็ต้องมีเหตุแห่งทุกข์ แค่ไหนทุกคืออะไรก็ยังเป็นตัวตัณหายังเป็นตัวที่ไม่ประภัสสรยังเป็นตัวไม่สะอาดเพราะฉะนั้นแม้จะเกิดมาเป็นมหาโพธิสัตว์เจ้าใหญ่ขนาดไหนก็ยังเป็นจิตไม่สะอาดอยู่นั่นเองเพราะพาเกิดเจ็บจริงๆไม่เกิดถ้าไม่มีรูปนามขันธ์ 5 ไม่เกิดจริงๆไม่เกิดไม่มีไม่มีเกิดถ้ามีเกิดมันเกิดอยู่ในรูปนามขันธ์ 5 เท่านั้นจริงๆน่ะมันมีเกิดในรูปนามขันธ์ 5 เท่านั้นแต่ไอ้ตัวที่มันยังไม่ตายนั่นคือกิเลสไอ้ตัวที่พาเป็นพาไปนี่คือกิเลสถูกแล้วไอ้ตัวจิตมันมีเจตสิกมันมีความสั่งสมมันมีกรรมมันมีตัวจำมันมีอะไรตายอยู่ตรงนั้นอยู่ในจิตที่ตัวกิเลสมันเป็นตัวผูกตัวกิเลสตัณหาอุปาทานโดยเฉพาะรากเหง้าเราเรียกโลภะโทสะโมหะนี่ 3 ตัวนี่แหละชื่อง่ายๆ งานที่ยิงตายไปเป็นร้อยเป็นพันมันเหลืออยู่มันไม่สะอาดมันจึงเป็นตัวไม่สูญไม่สูญญตามันจะเป็นตัวพาเกิดอยู่เรื่อยแม้จะมาเป็นมหาโพธิสัตว์ก็ยังพาเกิดเพราะมันป่วยการกล่าวไปใหญ่ถึงคนที่ไม่ถึงขั้นคนที่ยังมีภวตัณหาแล้วอย่าเพิ่งไปกล่าวถึงวิภาวะตัณหาเลยเพราะว่าตัณหานั้นเป็นตัณหาแห่งอุดมการณ์เป็นตัณหาชั้นสูงไม่ใช่อย่างเดาๆกันมันเป็นปัญหาขั้นที่เรียกว่าเราไม่วินี่แปลว่าไม่แต่วินาทีเนี่ยมันมีความหมายต่างกันอยู่ที่ว่ามันแปลว่ายิ่งมันไม่เหมือนโลกเขาหรอกมันเหนือมันสูงมันเป็นอีกภพหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะโดนเดาเอาได้จนเราไม่ได้พบนั้นไม่ใช่ว่านั่งละเมอเพ้อพกคิดเอาเป็นวิปัสสนาวิปัสสนา ไปก็แล้วแต่ไม่ใช่มันเป็นภพของผู้ที่เข้าถึงจริงผู้ที่มีภูมิเลื่อนเข้าไปถึงจริงจึงจะรู้ภพนั้นภูมินั้นมันเป็นภูมิธรรมของพระอริยเจ้าชั้นสูงสูงจึงจะเดาไม่ได้เพราะในเมื่อเราไม่ได้แล้วเราก็ไม่รู้มันเป็นสภาพธรรมที่มันย่อมเกิดย่อมเป็นอย่างพระพุทธเจ้าท่านปรารถนาเราจะเรียกว่ามีพระมีพระปรารถนามีพระประสงค์อะไรก็ตามใจมันก็เป็นลักษณะของตัณหาเป็นลักษณะของความต้องการเป็นอิจฉาพระจอมเป็นลักษณะของอากาศยานเป็นลักษณะของความมุ่งหมายมุ่งมากท่านมุ่งมาดจะสร้างศาสนาให้มีพุทธบริษัท 4 ครบท่านก็ตั้งตัดสินพระทัยเริ่มลงมือทำพอเริ่มลงมือทำท่านก็เริ่มอย่างวิภาวะตัณหา จิตของท่านเป็นอย่างนั้นมันก็ออกมาถึงรูปรูปกายของพระพุทธเจ้าก็หมดผ่องแผ้วลงเท่าที่ควรพระพุทธเจ้าเคยตรัสกับพระอานนท์ว่าอานนท์ร่างกายของเรานั้นผ่องใสที่สุดหยุด 2 ขณะอากรจะหมดดับล่างขันที่จะสูญหายไปขณะที่ 1 คือขณะที่ตรัสรู้ใหม่ๆอย่างเสวยวิมุตติอยู่ขณะนั้นร่างกายพระพุทธเจ้าผ่องใสผ่องแผ้วจนเป็นราศีพระพุทธเจ้าที่ต้องตรัสประโยคนี้ก็เพราะอานนท์ไปทักทักตอนที่พระพุทธเจ้าท่านปลงอายุสังขารเสร็จแล้วแล้วก็พากันจะไปกุฉินารายณ์จะปรินิพพานพอไปถึงกลางทาง มีคนเอาผ้ามาถวายพระพุทธเจ้า 2 ผืนพระพุทธเจ้าก็เลยให้ถวายพระอานนท์ผืนหนึ่งแล้วก็ถวายท่านผืนหนึ่งและพระพุทธเจ้าท่านก็เอนกายนอนก็เข้าไปอุปัฏฐากถ้าโดนท่านก็ไม่ยอมรับภาพนั้นท่านก็เอาผ้าของท่านเป็นน้อมถวายห่มให้พระพุทธเจ้าอีกผืนหนึ่งขณะที่จะไปห่มผ้าถวายพระพุทธเจ้าก็เห็นพระสรีระของพระพุทธเจ้าเห็นร่างกายของพระพุทธเจ้าเนี่ยผ่องใสผิดตาทั้งๆที่อยู่มาด้วยกันมันผิดตาความผ่องใสที่สะอาดบริสุทธิ์นี่มันปิดตาเห็นความผ่องใสนั้นเกิดอย่างผิดตาจนพระอานนท์ต้องพักโอ้ร่างกายพระพุทธเจ้าทำไมผ่องใสจังพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสเล่าถึงความจริงที่เป็นสัจธรรมจุดนี้ให้พระอานนท์ฟังว่า สาวมาจากต้นแล้วว่าอานนท์ร่างกายของเราจะผ่องใสที่สุดอยู่ 2 ขณะขณะแรกที่ตรัสรู้ยังไม่ได้ปรุงยังไม่ได้หยั่งวิศวะตัณหาลงถ้าไม่ได้อธิบายนะอันนี้อาตมารู้ด้วยญาณและขณะที่ท่านตรัสรู้ใหม่ๆยังไม่ได้เจตนาจะสร้างศาสนายังไม่ได้ทำอะไรยังเสวยวิมุตติอยู่ธรรมดายังไม่ได้มีสังขารใดยังไม่ได้ปรุงอะไรยังเฉยๆเออจิตขณะนั้นว่างบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากสังขารปราศจากเจตสิกปราศจากธุลีอะไรในโลกียะทั้งหมดสงสัยทั้งกายพอพระพุทธเจ้าเริ่มต้นจะทำงานเริ่มต้นจะสร้างศาสนาตัดสินพระทัยตั้งจิต หมดตั้งจิตใหม่มันก็ลดผ่องใสลงทันทีเหมือนรถผ่องใสแล้วพอจนกระทั่งทำงานไปเสร็จเรียบร้อยมีพุทธบริษัท 4 แข็งแรงตั้งมั่นมีท่านจะจัดไว้ละเอียดนะว่าพระสาวกของท่านจะต้องสาธยายจะต้องอะไรต่ออะไรต่างๆนานาเยอะแยะเสร็จแล้วจนกระทั่งพรั่งพร้อมที่ท่านจะหยุดงานจบงานท่านก็หยุดลงจบลงเมื่อหยุดงานจบงานลงแล้วท่านก็ปล่อยเมื่อปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างในจิตสังขารในวิสังขารใดท่านก็ปล่อยจิตก็เป็นแต่เพียงสัตว์แต่ว่ารู้ตอนนี้สบายๆไม่ทำงานอะไรแล้วปล่อยงานและแม้แต่งานการก็ปลงก็ปลดปล่อยเรียกว่ารีโมทจะยะ ปล่อยออกไปแล้วเมื่อท่านปล่อยออกไปแล้วร่างกายก็กลับผ่องใสขึ้นอีกเพราะนี่เป็นเรื่องจริงผู้ที่ปล่อยวางให้มันยิ่งว่างมันยิ่งโปร่งใสมันยิ่งประภัสสรเป็นจิตอุเบกขาฌานหน้าที่กล่าวให้ฟังแล้วไปอุเบกขาฌานแม้การงานแม่ทำอะไรต่ออะไรก็เรียบร้อยตอนนี้เรียบร้อยสละสลวยเป็นกรรมมันยาสุดคุ้มประณีตเป็นหมดพูดแต่หรือเป็นบลูทูธสะอาดจิตเป็นปริญญาตรังประโยชน์ทาตะจิตคารอบผ่องแผ้วจิตใจที่สุดที่สุดเพราะท่านวางงานเป็นแต่เพียงจิตที่จะปรุงจะทำอะไรอยู่ก็เป็นสภาพซ้อนลึกละเอียดสุขุมประณีตไม่มีแรงอะไรมากเหมือนรถไม่เร่งเครื่องรถไม่ได้เครื่องก็เงียบสนิทก็ทำงานอยู่ มีตัวเกิดตัวดับอยู่เล็กน้อยเบาเป็นอย่างนั้นถ้าถ้าเร่งเครื่องขึ้นทำงานหน่อยมันย่อมดังเสียงย่อมดังเครื่องร้อนย่อมร้อนขึ้นฉันใดสิ่งที่เกิดจึงเป็นจริงแม้แต่การคิดนึกจะคิดมากปรุงมากมันก็ร้อนมันก็แรงมันเป็นธรรมดามันเป็นธรรมดาของธรรมดามันเป็นอย่างนั้นแหละทีนี้คนที่ไม่เข้าใจได้แต่ดาวอะไรต่ออะไรต่างๆจะไม่รู้ลักษณะเหล่านี้แล้วพวกเรามาเรียนศาสนานี้ศาสนาของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ศาสนาตื้นเขินไม่ใช่ศาสนาชั้นประถมไม่ใช่ศาสนาท่านอนุบาลมีการมีการเรียนรู้อย่างต้นกลางปลายซึ่งพระพุทธเจ้าท่านสอนกับเจ้ากัมพูชานักแม้จะสอนกับเจ้ากัญชาพระอริยสาวกรุ่นแรก 60 รูปที่ออกไปเผยแพร่ นี่เป็นกองทัพธรรมรุ่นแรก 60 รูปท่านตอนเช้าว่าไปสอนเขาให้งามได้เบื้องต้นให้งามได้ทำกลางให้งามด้วยบั้นปลายให้มีต้นกลางปลายอันเรียบร้อยราบรื่นให้ดีอย่าไปตัดรัดอย่าไปเถอะเริ่มต้นด้วยต้นแล้วก็มีกลางแล้วก็มีปลายอย่างแท้จริงซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้วางจะระณะเอาไว้ถึง 15 ข้อเบญจลักษ์เริ่มต้นแล้วก็กลางแล้วก็จะทำถึงปลายเพราะปลายก็จะชนะเสร็จแล้วก็ไปหาวิชาเพราะปฏิบัติจะชนะถูกต้องมีประพฤติมีพฤติถูกต้องวิชาจึงเกิดแม้แต่ในจรณะก็ยังมีต้นกลางปลายซ้อนอยู่ในจรณะ 4 ตั้งแต่ต้นตั้งแต่ ศีลสังวรศีลเป็นข้อที่ 1 สำรวมอินทรีย์เป็นข้อที่ 2 โภชเนมัตตัญญุตาเป็นข้อที่ 3 วิชานุ้ยโยคะเป็นข้อที่ 4 จะระณะ 4 ข้อนี้เป็นเบื้องต้นทีเดียวผู้ใดปฏิบัติ 4 ข้อนี้ถูกพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเข้าใกล้นิพพานนี่เป็นตัวที่จะเข้าใกล้นิพพานก่อนเพื่อนแล้วจึงเท้าเข้าไปโยงเข้าไปถึงจิตในก็จะเกิดศรัทธาจรณะต่างๆศรัทธานี้เป็นพฤติกรรมของจิตเราจะรู้จิตของเราศรัทธาไม่ใช่เราศรัทธาเพราะเราฟังมาเท่านั้นฟังมาก็เป็นศรัทธาได้ชั้น 1 เรียกว่าสุตมยปัญญามันรู้ได้ด้วยฟังเห็นดีเห็นชอบด้วยเอาไปไตร่ตรองปรับปรุงคิดลึกคิดลึกคิดลึกคิดให้ลึกซึ้งเห็นในลึกซึ้ง ฮักหลายก็ไปมีเหตุแวดล้อมประกอบเข้าไปเยอะอีกก็จะเป็นจินดาเชื่อศรัทธาเชื่อได้มากเหมือนกันเชื่อจนยอมสละชีวิตให้ได้ก็ยังได้กินตามระยะปัญญาแต่มันยังไม่ใช่ภาวนามยปัญญาภาวนาไม่ได้ปัญญานั้นไม่ใช่เชื่อในความนึกคิดไม่ใช่เชื่อในเหตุผลที่คำนวณคำนึงอะไรก็เอาเท่านั้นไม่ใช่แต่ภาวนาไม่รับปัญญานั้นมันมีสภาวะธรรมทั้งรูปทั้งนามทั้งกายนอกทั้งจิตในสอดคล้องกันว่าปราศจากหมดจดสะอาดลดลงไม่มีพระพุทธทาสเรียกว่าสะอาดสะอาดอย่างนั้นจริงๆแล้วเกิดจิตเห็นความสะอาดนั้นสว่างอยู่สว่างและเป็นตัวปัญญาเราใช้แทนคำว่าปัญญาสะอาดและใช้แต่แทนคำว่าวิมุต มันหยุดมันหมดมันเกลี้ยงลงเมื่อมันวิมุตมันหยุดมันเกลี้ยงมันไม่มีมันถึงจะตาลงมันเป็นความสะอาดจิตก็เป็นจิตจิตยังมีอยู่ประภัสสรอยู่เป็นวิญญาณธาตุวิญญาณที่ทำงานอยู่เต็มที่เป็นวิญญาณังอนิจทัศนันท์อนันตังสรรพสามอันนี้เป็นจิตสะอาดเป็นจิตเป็นวิญญาณวิญญาณอันนี้ทัศนันท์ชี้ให้ใครรู้ได้ยากอันนี้ทัศนาชี้ให้ใครรู้เห็นได้ตามยากมากเจ็บตัวสะอาดเนี่ยอันนี้ทัศนัยอนันตังมันมันไม่มีที่สิ้นสุดมันเกิดมันดับมันเกิดมันดับอยู่อย่างนั้นแหละมันเกิดมันก็เป็นทาสอย่างนั้นอย่างนั้นอยู่อย่างนั้นน่ะนี่กำลังพยายามพูดแล้วนะแต่อันนี้ทันสมัยผู้ที่คุณฟังคุณก็ฟังๆไปมันก็อย่างนั้นอย่างนั้นแหละจิตมันก็ เปิดแล้วมันก็ดับเกิดขึ้นมันตั้งอยู่มันเป็นท่ารู้มันก็สักว่ารู้มันรู้ทำไมไม่ปรุงอะไรต่อมันไม่มีเจตสิกอะไรต่อเลยมันก็เกิดมันก็สักแต่ว่ารู้ให้จิตเวทนาเกิดมันก็สัมผัสเวทนารู้แต่เวทนาที่ดีแล้วมันไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นสุขมันเป็นคำว่าสุขหรือมันเป็นอุเบกขาเวทนาแต่ถ้าผู้ใดโง่เวทนาก็จะกลายเป็นสุขก็จะกลายเป็นทุกข์จริงๆเวทนานี่ทำมันเป็นเลยเป็นตัวสุขกับเวทนาหรือเป็นตัวทุกข์คือเวทนาแต่ถ้าผู้ใดแน่จริงแล้วเวทนามันไม่เกิดเป็นสุขกับเวทนามันไม่เกิดเป็นทุกข์คือเวทนามันเป็นอุเบกขาเวทนามันเป็นจุดสอนเป็นจิตอุเบกขาเป็นจิตสูงเป็นอย่างนั้นจริงๆต้องเห็นจิตอันนั้นของตัวเห็นจิตอันนั้นของตัวเห็นนะเห็นเป็นภาษาบาลีท่านเรียกว่าปัดสีเห็นอยู่รู้อยู่ สติปัฏฐานไม่ใช่ลูกกระต่ายเห็นใช้ตาทิพย์ใช้ตาธรรมะธรรมจักรสุเห็นชี้เข้ามาในนี้มันก็ไม่จริงมันไม่ได้อยู่ที่นี่มันไม่ได้อยู่ที่ซอกช่องที่ 4 เท่าเม็ดบุญนวลบุนนาคอยู่แล้วก็มีน้ำสีน้ำเงินน้ำสีอะไรเลี้ยงไว้เหมือนภาษาอภิธรรมสอนไม่ใช่มันไม่มีตัวตนมันไม่มีสถานที่ 7 น่ะมันอยู่ในคูหาสยามนี้แต่อาศัยพลังธัมมังโอ้ไปไกลได้ไปได้ลอยนวลเชิ้บๆจิตเนี่ยมันเป็นอย่างนั้นจริงๆแล้วเราก็เห็นว่ามันเกิดขึ้นตั้งอยู่ถ้าเราไม่สังขารไม่ปรุงมันก็สักแต่ว่าเกิดดวงนี้เกิดดวงอาทิตย์ดวงใหม่ก็เกิดอยู่เพราะรูปนามขันธ์ 5 องค์ประชุมของขันธ์มันยังเหลืออยู่มันจะต้องเกิดดับอยู่เป็นธรรมดาแม้เรานอนหลับมันก็เกิดดับ ไม่ใช่มันไม่เกิดไม่ดับแต่จิตของเราไม่รู้จักการนอนหลับนอนหลับไร้สติจึงไม่รู้ว่ามันเกิดดับถ้านอนหลับมีสติมันเกิดดับถ้ามีอินทรีย์พละแก่กล้ายางพระพุทธเจ้านอนหลับท่านก็ยังใช้จิตทำงานตอบปัญหาเทวดาพระพุทธเจ้าไม่เคยนอนนิโรธดับแบบไม่รู้เรื่องไม่เพราะว่าจิตมันไม่ใช่อย่างนั้นจิตมันเกิดมันทำงานอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับลองไฟฟ้านี่มันติดเครื่องอยู่ดับไม่ได้นะถ้าดับขึ้นมาแล้วบ้านเมืองยุ่งเลยติดเครื่องอยู่นั่นแล้วตลอดวันตลอดคืนตลอดวันตลอดคืนตลอดวันตลอดคืนติดอยู่อย่างงั้นแหละมันทำงานมันไม่ดับดับเมื่อไหร่ก็ตายจิตดับจิตไม่เกิดแล้ววิโรจน์ดับสนิทไม่ใช่เราดับเจอแต่สิ่งส่วนที่ไปรับสัมผัสรับรู้เท่านั้นเองเพราะฉะนั้นพวกที่เป็นนั่งฤาษีเดียรถีย์ไปนั่งดับไม่รับรู้เรื่อง เขาว่าดับจิตดับมันไม่ได้จิตดับจิตก็ตายคนดับจิตคุณก็ตายดับไม่ได้ไม่ได้ไปดับจิตตายอย่างนั้นแต่เขาเข้าใจไม่ได้เพราะไม่มีญาณทัศนะไม่มีการรู้เห็นไม่มีการศึกษาจิตที่จริงจึงไม่รู้เพราะจิตนี้มันจะเกิดดับเกิดดับเมื่อจิตสะอาดดังที่กล่าวอยู่นี้จิตมันก็จะขัดจังหวะเกิดแล้วมันก็ดับไปมันจะเราจะเริ่มปรุงถ้าปรุงด้วยรู้ปรุงด้วยวิชาสังขารที่ตามวิชาจึงเป็นสังขารวิสังขารขั้นวินี่ไม่ใช่คำธรรมดาเราตัวมินำหน้าอันใดและตัวนั้นไม่ใช่ของต่ำตัววิลล่าอันใดและพึงระลึกดีๆคำว่าวิมุตก็ดีจริงๆแปลว่ารู้ยิ่งวิมุตตินี่แปลว่ารู้แต่ว่าความรู้ทางรู้มุทิตาเนี่ยเป็นธาตุรู้ รับรู้ยิ่งรู้อยู่อย่างวิมุตสิ่งที่ไม่น่ารับรู้ไม่น่าที่จะเอามาวุ่นวายท่านไม่เอามาวุ่นวายทาสวิมุติจึงเป็นธาตุที่ดีเป็นธาตุที่สูงผู้ใดทำจิตให้เป็นทาสวิมุติได้ผู้นั้นก็เป็นผู้สบายแล้วเสร็จแล้วจะปรุงจะสร้างจะทำอะไรก็เป็นวิสังขารสิ่งที่เกิดตามหลังมีสังขารจึงเป็นวิญญาณนี่แปลว่าปัญญาแปลว่ารู้ยิ่งไอ้ที่ไม่ก็ไม่ต้องเอามาเป็นวิญญาณหรือเราเรียกว่าวิญญาณมันเองนิยามเมื่อใช้ภาษาสนธิกันข้าวเขาก็เอาตัวพยัญชนะมาสะกดก็เป็นวิญญาณวิญญาณและมันก็ต่อไปเป็นปฏิจจสมุปบาทจนกระทั่งถึงในระดับที่ท่านไม่ให้เกิดท่านก็ไม่เกิด ถ้าจะให้เกิดไปถึงตัณหาดังกล่าวแล้วเป็นตัณหาลำลองที่ใช้โดยสมมุติเป็นสมมติที่สัจจะใช้โดยสมมติใช้อยู่ในขณะที่มีรูปนามขันธ์ 5 ท่านก็ใช้สร้างใช้สรรค์ใช้ทำจิตทำการทำงานเป็นสัมมากัมมันตะสัมมาสัมกัปปะเป็นสัมมาวาจาเป็นสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะเพราะยังมีชีพยังมีอาชีพยังทำงานทำจิตก็ต้องทำงานทำกิจไปจนกว่าจะรูปนามขันธ์ 5 นี่ใช้ไม่ได้ไปจนกว่ารูปนามขันธ์ 5 นี่มันจะใช้ไม่ได้หรือว่ามันไม่ควรแล้วก็ให้มันดับขันธ์ไปก็จึงจะปล่อยเมื่อยังไม่ปล่อยแล้วก็ใช้มันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปก็มีแต่พรรคมีแต่เพียรไปตามเรื่องดังที่ได้ยกอ่าพระพุทธพจน์มายืนยันเมื่อวานนี้แล้ว จิตของพระอรหันต์นั้นหรือว่าผู้ที่ข้ามโอฆสงสารได้แล้วนั้นก็จิตจบนั้นคือจิตอัดสั้นสุดท้ายนี่ภาษาบาลีส่วนภาษาไทยที่แปลกันมาในพระไตรปิฎกก็แปลว่าเราไม่พักเราไม่เพียรอัศจรรย์แปลว่าไม่ทักอ่ะน่าอยู่ฮะแปลว่าไม่เพียรอายุนี่แหละอายุนี่แปลว่ามันยังมีอายุมันยังมีชีวิตอยู่มันยังนับได้ที่จริงอายุเท่าไปถึงรากศัพท์รากพยัญชนะแล้วมันแปลว่าผู้พึงเป็นประโยชน์อายุนี่เรียกว่าผู้เป็นประโยชน์เพราะฉะนั้นสมณะอายุสมณะที่ยังมีอายุอยู่ที่ยังไม่ตายนั่นเองจึงมีเครื่องแสดงความเป็นสมณะคืออิทธิบาท 4 แล้วก็จัดไว้อีกสูตรหนึ่งที่บอกว่าอายุวรรณะสุขะพละของสมณะนั้นคืออย่างไรอายุของสมณะก็คือเห็นได้เลยว่าพรุ่งนี้ยังไม่ตายคือมีอายุเนี่ยยังไม่ตายดับฉันเห็นตัวอิทธิบาท 4 เป็นเครื่องแสดงเพราะถ้าเราเห็นพระก็จะต้องเห็นท่านเป็นผู้มีอิทธิบาทมีความมีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสาอยู่ตลอดเวลานั่นเรียกว่าสมรรถนะของพระพุทธเจ้าจึงไม่เหมือนกันกับสมรรถนะของฤาษีเดียรถีย์ถ้าเห็นฤาษีเดียรถีย์สงบเมื่อกี้พูดแต่จิตสะอาดกับจิตสว่างจิตสงบไม่ได้พูดตกหล่นไปนิดนึงขอเติมจิตสงบเสียก่อนจิตสงบคืออะไรจิตสงบคือจิตที่ปราศจากกิเลสกิเลสกามมาพบกับดีกิเลสเพราะว่าพบก็ดีการมานุษยกามาสวะหมดทวาสหมด 2 อาสวะรีโมทอวิชชาสวะหมดมีแต่วิชาเท่านั้นทำงานผู้พ้นกามอาสวะอวิชชาสวะนี่เป็นพระอรหันต์แล้วแม้จะทำงานก็ทำงานด้วยวิชาไม่ได้ทำงานด้วยอวิชชาเมื่อทำงานวิชา 3 ตัวนี้ไม่ใช่ปัญหานะตัณหามี 3 เหมือนกันกามตัณหาภวตัณหาวิภวตัณหาแต่วิภาวะวิภาวะไม่มีภาวะไม่มีผู้ที่อยู่ในภพวิภาวะนั้นเป็นภพที่จะต้องอยู่ลำลองแล้วก็จะต้องใช้วิชานั้นทำงานเพราะฉะนั้นเวลาท่านทำงานท่านใช้วิชาถ้าไม่ได้ใช้อวิชชาการปรุงอันนั้นจึงเป็นวิศวะตัณหาแต่ไม่ได้เป็นไปเพื่อกามไม่ได้เป็นไปเพื่อพบพระอรหันต์เจ้าไม่ติดกามไม่ติดพบรู้เท่า ความรู้เท่าทันพบรู้เท่าทันพบคือจิตคือนายภวังค์ในองค์ของจิตกามคือเศษรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่ไปสัมผัสและก็ยังสมใจเสพสมสุขสมแบบโลกิยะอยู่หมดโลกียสุขแม้ทั้งรูปนอกทางทวาร 5 นอกมดสุขเสพติดสุขในทวารจิตเรียกว่าหมดทวาสจริงๆส่วนวิภาวะตัณหานั้นไม่มีอาสวะไม่มีไม่มีอาสวะมีแต่จิตบริสุทธิ์ที่เจตนาทำเป็นอิจฉาผจญเป็นอาการเขยยะเป็นสภาพจิตที่เจตนาประสงค์ต้องการมีจำนงหมายเพื่อสิ่งนั้นเพื่อสิ่งนี้เพื่อโลกเพื่อมนุษยชาติเพื่อคนอื่นตัวตนไม่เกี่ยวเลยถ้าไม่ได้ทำเพื่อตัวตนไม่ได้มีตัวตนหมดตัวตนอย่าง เจ็บหมดตัวตนอย่างนี้เรียกว่าจิตสงบจิตสงบเมื่อใดเมื่อใดก็สงบตรวจสอบเข้าไปปั๊บก็จะเห็นจิตของเรายังเป็นอากาสานัญจายตนะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน