เครื่องวัดความเป็นอรหันต์ของสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
เครื่องวัดความเป็นอรหันต์ของสมณะโพธิรักษ์ _ พี่ซ่าส์ นาสวรรค์ : ท่านเอาอะไรเป็นเครื่องวัดว่าท่านคืออรหันต์ ท่านโพธิรักษ์ พ่อครูว่า…ถามดีมันน่าจะถามอย่างนี้แหละท่านเอาอะไรเป็นเครื่องวัด อาตมาก็ต้องมีเครื่องวัด เมื่อกี้นี้ยกตัวอย่างเจโตปริยญาณ 16 อาตมาก็พูดผ่านไปแล้ว เจโตปริยญาณ 16 ก็เป็นเครื่องวัดอ่านเวทนาในเวทนา เวทนา 108 นี่แหละเป็นตัวสำคัญที่ปฏิบัติแล้วจะรู้จักเนกขัมมะ คือการออกจากกิเลส เริ่มต้นตั้งแต่ออกจาก กาม ถ้าไม่ออกจากก็อยู่ในเคหสิตะ ถ้าออกจากกิเลสทางโลกได้ก็เริ่มเป็นเนกขัมมะมาได้เรื่อยๆปฏิบัติตามเวทนา 108 ตามสูตรของพระพุทธเจ้านี่แหละ อาตมารู้จักสภาวะกับพยัญชนะที่พระพุทธเจ้าตรัสเช่นเวทนา 108 มโนปวิจาร 18 กับ 18 คือ เคหสิตเวทนา 18 กับ เนกขัมสิตเวทนา 18 มันมี เวทนา 2 3 5 6 18 แล้ว 36 แล้วก็มี อีก 3 กาละ คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ก็จบเป็น 108 เพราะฉะนั้นตัวชี้วัดสำคัญก็คืออยู่ที่ มโนปวิจาร 18 คืออะไร 18 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร เวลาปฏิบัติธรรมจะต้องมีความสัมผัสรู้ เวทนา ที่รู้สึก ทั้งเวทนา 6 จากการสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แต่ก็ปฏิบัติธรรม กาย 5 ก่อน หมดรูปฌาน ไปสู่อรูปฌานต่อ สัมผัสทั้ง 6 ทวารแล้วจะเกิดเวทนา 3 คือสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ ก็เป็น 18 ตากระทบรูป มีความสุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ ทั้งตาหูจมูกลิ้นกายเหมือนกันหมด แม้ไปที่รูปฌาน อรูปฌาน ก็มีการลืมตาปฏิบัติหมดนะ หมดกามภพแล้ว ปฏิบัติกิเลสที่เหลือใน รูปภพ อรูปภพ ก็ยังลืมตาสัมผัสเป็นเหตุและกิเลสของเราก็ยังอยู่ข้างในเป็นอนาคามีภูมิก็ลดลงไปอีก รูปภพดับ ก็เหลืออรูปภพ ก็ยังต้องสัมผัสทางทวารทั้ง 5 อยู่ เป็นอรูปฌาน อากาสาฯ วิญญานัญจา อากิญจัญญา ก็ไม่หลับตาปฏิบัติท
อ่านต่อ
ั้งนั้นแหละ ส่วนหลับตาปฏิบัติเป็นของฤาษีทั้งหมด ปฏิบัติหลับตาเป็น อสัญญีสัตว์ เป็นนิรมาณกายไปหมด เป็นเรื่องไม่จริงทั้งนั้นต่างคนต่างสร้างนิรมาณกายขึ้นมา เป็นวิญญาณเป็นอากาศอะไรเองหมดเลย ให้ศึกษากันดีๆแล้วจะรู้จักว่าอาตมา ทำไมอาตมาถึงรู้ว่าตัวเองเป็นอรหันต์ อย่างที่อาตมาพูดไปคร่าวๆอาตมารู้สภาวะของพยัญชนะต่างๆ เนกขัมมะจบแล้วเป็นอุเบกขา อาตมาก็เข้าใจได้เป็นภูมิของอาตมาเข้าใจเองในยุคนี้ไม่มีใครอธิบายอย่างอาตมาในยุคนี้ ขอยืนยันว่าเป็นสัจจะที่ถูกต้อง ผู้ติดตามศึกษาดีๆจะเข้าใจเพิ่มเติมขึ้นอย่างมากที่อาตมาอธิบาย เช่นอุเบกขา 5 ดีนะอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐในธาตุวิภังคสูตรก็มีอยู่ ปริสุทธา, ปริโยทาตา, มุทุ, กัมมัญญา, ปภัสสรา เวทนาต่างๆนี่แหละคือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จากอาสวะแล้วตั้งแต่เริ่มมีตั้งแต่สะสมเพิ่มเติมขึ้นเป็น ปริโยทาตา ส่วนปริสุทธาก็บริสุทธิ์ ส่วนปริโยทาตา ก็บริสุทธิ์มากขึ้นเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนปริมาณและคุณภาพ ที่ปฏิบัติไปก็เกิด มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุจิตตัวกลางเลย มีทั้งบวกทั้งลบและนิวเคลียสหรือพลังจิตและปัญญา 2 สภาพเรียกว่าเป็นเทวะในตัวเอง มุทุนี่ สองสภาพในตัวยิ่งเร็วยิ่งนิ่ง ในอันนี้ก็คือ แกนปฏิบัติก็คือสังกัปปะ 7 ปฏิบัติจะเกิด แกนสองแกน 6คือ มีแกนตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แกนวิ่ง ส่วนแกนตั้งคือ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แยกกิเลสกำจัดกิเลสให้ได้ กำจัดกิเลสได้หมดกิเลส ปริสุทธา ก็สั่งสมตกผลึกเป็น อัปปนา ทำต่อไป อัปปนาก้าวหน้าไปเป็นพยัปปนา ก็ทำให้สูงขึ้นไปตามลำดับจน เจตโสอภินิโรปนา ก็มีแกนตั้งกับแกนวิ่งในสังกัปปะ 7 สมบูรณ์แล้วก็ไปอยู่ในจิตเป็นอภิสังขารเรียกว่าเป็น วจีสังขาร สัมมาสังกัปปะ 7 ที่เป็นอนาสวะ เป็นมรรคของพระอาริยะ ฝ่ายไตร่ตรอง-ริเริ่มเคลื่อนไหว (dynamic ขั้วลบ หรือ Kinatic) 1. ความตริ,ตรึก-แรกเริ่มนึกคิด (ตักกะ) 2. ความตรอง-คิดวิตกยิ่งขึ้น (วิตักกะ) 3. ความดำริ-มีความคิดปรุง (สังกัปปะ) (วิมุติแล้วย่อมมีชำนาญในครรลองแห่งใจ จะคิด-ไม่คิด ก็ย่อมทำได้ตามประสงค์ เพราะมี “เจโตวสิปัตตะ”)
หมายถึงว่าเป็นการปรุงแต่งที่มีชื่อเรียกแล้ว วจีสังขารคือมีอธิวจนะ ตั้งชื่อเรียกแล้วก็เรียกไว้ในใจยังไม่ได้พูดเป็นภาษา ก็ปรุงแต่งอยู่ในจิตเป็นวจีสังขาร ซึ่งไม่ใช่ว่าจะกามที่เป็นมโนกรรมอยู่ในจิตปรุงแต่งจบ แต่เป็นตัวที่ 7 ของสังกัปปะ 7 อย่างนี้อาตมาฝึกอัตโนมัติทำอย่างนี้สำเร็จอย่างที่อธิบายซอยเข้าไปถึงสังกัปปะ 7 ให้ฟัง ทำสำเร็จเป็นอุเบกขา 5 จนกระทั่งอาตมาสมบูรณ์กิเลสหมด อาตมาก็รู้ว่ากิเลสหมดกิเลสของอาตมาตั้งแต่ กาม ก็ทำมาเป็นลำดับ หมดกาม ก็เหลือกิเลส รูปภพ ก็ทำต่ออีก กิเลสรูปภพหมดก็รู้อีก จนหมดอรูปภพ ก็เป็นอรหันต์ อาตมาก็พูดอย่างที่รู้ๆ อย่างที่เป็นอย่างที่เป็นได้อย่างนี้ เป็นพระอรหันต์อย่างนี้ก็เอามาอธิบายให้ฟัง ส่วนคุณจะเชื่อหรือไม่ก็จะไปบังคับให้คุณเชื่อไม่ได้หรอก ฟังแล้วคุณจะเข้าใจหรือไม่จะเชื่อหรือไม่ก็เป็นตัวคุณเองจะไปบังคับไม่ได้ จะไปช่วยให้คนเชื่อคุณเข้าใจมันก็ช่วยไม่ได้ คุณต้องเชื่อตัวเองเข้าใจเองใช่ไหม อาตมาก็ได้แต่บอกความจริงของอาตมาเท่านั้นอาตมาก็รู้ว่าอาตมามีจิตที่หมดกิเลส ยิ่งนานมาจนถึงทุกวันนี้ยิ่งชัดเจนดูซิจะ 50 กว่าปีแล้ว ก็ยิ่งชัดเจนมันคงแข็งแรง ไม่ได้ล้มละลายอะไรเลย ไม่ได้หวั่นไหวอะไรเลย ยิ่งชัดยิ่งมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น แล้วจะให้อาตมาพูดอย่างไร นับวันอาตมายิ่งมีอาสโภ มีความกล้าหาญที่จะพูดความจริงอย่างนี้ หลายคนบอกว่ามันอปกวดตัวจังเลยพูดอย่างหนักแน่นมั่นคง แล้วจะให้อาตมาพูดอย่างเดียวอย่าพูดซึ่งทำอย่างนี้ได้อย่างไรก็ต้องพูดความเป็นจริงเต็มคำ พูดด้วยสำนวนไทยๆเหมือนจะยียวนในที แต่มันไม่ใช่ แต่อาตมาเน้นความจริงให้ฟัง ฟังดีๆแล้วจะได้ปัญญา สุสูสังลปเตปัญญัง สรุปแล้วอาตมาย่อมรู้ตัวเองตามที่อาตมาศึกษาตามพระพุทธเจ้ามาที่รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน วิจัยวิจารณ์แยกจิตพวกนี้ให้รู้เองเป็นเอง จึงรู้จบของตัวเองว่าเราเป็นพระอรหันต์เราจบกิจ อย่าว่าแต่พระอรหันต์ธรรมดาเลย พระอรหันต์โพธิสัตว์ระดับ 7 พูดความจริงอย่าเพิ่งหมั่นไส้กัน
640207_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พระอรหันต์มาตอบปัญหาประชาธิปไตยแท้