611005_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เตวิชชสูตร ตอน1.docx
เนื้อหาในไฟล์
611005_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เตวิชชสูตร ตอน1 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1l5_XhtLpYpLoNVOh--bR_XjxjFR6M-8VYd7zX2PbFJ0/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1sYJJlv_AIPnxtVlHQAHRiHzinw7mbpLb
สมณฟ้าไทว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก สิ่งแรกจะบอกเรื่องการสร้างบ้านที่บวรราชธานีอโศก ปกติไม่ให้เทพื้นซีเมนต์ตรงพื้นข้างล่างบ้าน เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้น้ำไหลได้ แต่ตอนนี้ต้นไม้เยอะ กรรมการจึงอนุญาตให้เทซีเมนต์บริเวณพื้นล่างบ้านได้ โดยสามารถต่อชายจากตัวเสาบ้านออกมาได้ไม่เกิน 1 เมตร เพื่อไม่ให้พื้นใต้ถุนบ้านแฉะเกินไป ตอนนี้ใกล้ถึงเทศกาลกินเจแล้ว ให้เด็กผู้หญิงไปนอนที่อุทยานบุญนิยม เด็กผู้ชายนอนที่บ้านราชธานีอโศก เนื่องจากสะดวกในการดูแลเด็กนักเรียน เทศกาลถือศีลกินเจ จะทำให้คนมีจิตใจที่สงบร่มเย็นมากขึ้น การกินเนื้อสัตว์เป็นเรื่องที่เรื่องมาก กินพืชผักกินง่าย ทำให้แข็งแรงอยู่ได้ง่าย อาตมาว่ากินมังสวิรัติแบบชาวอโศก จะทำให้สุขภาพดีขึ้น นอนหลับสบาย ร่างกายดีขึ้นทุกอย่าง อาตมาไปเจอเพื่อน อาตมาไม่เจ็บป่วยอะไร แต่เพื่อนเป็นโรคเบาหวานความดันฯหัวใจมากมาย เทศกาลกินเจของเรา เราพยายามสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดไปขายในราคาที่ถูกที่สุด เป็นประโยชน์สูงสุดไปขายแก่ประชาชน เหมือนกับพ่อครูพยายามเขียนหนังสือให้กับพวกเรา พยายามแก้แล้วไขอีก พยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพวกเรา เราก็ควรจะตั้งใจรับฟังที่ดีที่สุดเช่นกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน กินเนื้อสัตว์เป็นบาปมิใช่บุญเป็นอันมากเลย _จาก..สัมมาบุญ กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพ เมื่อ 2 วันก่อนท่านนายกลุงตู่พูดในเทศกาลถือศีลกินเจของจังหวัดภูเ
อ่านต่อ
ก็ตว่า สู้ไหวมั้ยแม่ทัพ!!(นักแสดงงิ้วที่แต่งกายเป็นแม่ทัพบุญ) เราต้องร่วมสู้กับความไม่ดีซึ่งตอนนี้มันมีเยอะ ต้องทำเรื่องดีๆให้เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อคนไทย เพื่อประเทศชาติ กราบเรียนถามพ่อครูว่าการถือศีล กินเจ มีผลถึงประเทศชาติได้อย่างไรคะ กราบขอบพระคุณเพราะคุณเป็นอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า… เราไม่ไปทำร้ายสัตว์มันมีแนวลึก คนก็คือสัตว์ชนิดหนึ่งสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ สัตว์ชนิดอื่นสู้ไม่ได้ ยังสามารถเอาช้างมาใช้งานได้ ถ้ามีไดโนเสาร์ก็คงจะมาใช้งานได้ สัตว์น้ำก็ไม่ได้เอามาใช้งานเท่าไหร่ ประโยชน์ของการถือศีลกินเจนี้ คือ ละเว้นการสร้างความพยาบาทให้เป็นวิบากแก่สัตว์ใดๆต่อไปอีก จะต้องไปชดใช้หนี้วิบากบาป กุศลอกุศลอีก เราจะไปสร้างวิบากกุศลอกุศลกับสัตว์ใดๆอีกทำไม พืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นอาหารของคน ชาวอโศกก็ได้พิสูจน์ว่าสามารถมีชีวิตยืนยาวเพราะการกินพืชผักไม่ได้กินเนื้อสัตว์ ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็พิสูจน์แล้ว พวกสัตว์กินพืชลำไส้ยาวกว่าพวกสัตว์กินเนื้อ เป็นต้น แต่คนไม่เชื่อ เพราะว่าไปหลงติดรสเนื้อสัตว์ มันติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า เขามอมเมาให้คนติดรสเนื้อสัตว์อะไรต่างๆนานา พ่อครูว่า...พีชธาตุ กับสัตว์ธาตุ มันต่างกันแน่นอน ในนัยยะละเอียด แต่สำคัญตรงที่ว่าสัตว์มันจะมีพยาบาทมีรักเป็นวิบากทั้งนั้น ส่วนพืชมันไม่มี อย่างไรๆมันก็ไม่มีวิบากที่จะต้องมาใช้หนี้ใช้สิน มารักมาชังกันอีก ต่อไปนี้ชาติต่อต่อไป แต่สัตว์มันทำตามใจไม่มีอะไรยับยั้งหรอก เราจะไปห้ามมันก็ไม่ได้ มันเป็นของมันเป็นธาตุวิญญาณเป็นธาตุจิตของมัน เพราะฉะนั้นก็อย่าไปสร้างดีกว่า อย่าไปสร้างความรัก ชัง ส่วนคุณจะไปรักชัง ก็ตายไปข้างหนึ่ง เกิดมาแก้แค้นกันอีก อย่างหนังจีนก็คุณสมัครใจจะทำเช่นนั้น แต่ถ้าจะไปนิพพานให้มันจบ คุณก็ต้องมาทำอย่างนี้ ไม่มีทฤษฎีหรือวิธีอื่นมันมีวิธีนี้วิธีเดียว สรุปแล้วเรื่องสัตว์ ที่นี้ไปกินกัน อาตมาอธิบายละเอียดใน ชีวกสูตร ว่าเป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเป็นอันมาก แค่กล่าวชื่อสัตว์แค่นั้นก็บาปแล้ว ในเจตนา ที่จะไปจับมันมา ประเด็นที่ 2 สัตว์มันมีอิสระมันถูกจับมามันก็ต้องพยาบาท ส่วนข้อที่ 3 นั้น ยังบอกอีกว่าให้ไปฆ่าสัตว์นี้ มันก็เป็นบาปอีก บาปเป็นอันมากซับซ้อน แค่สั่งฆ่าสั่งทำร้ายสัตว์ก็ต้องทุกข์โทมนัส ทั้งตัวผู้ฆ่าผู้สั่งก็เป็นบาป ก็บาปหนักขึ้นๆ เป็นบาปมิใช่บุญเป็นอันมากเลย ส่วนข้อ5 นี้ พระพุทธเจ้ารู้รายละเอียดถึงขั้นที่เรียกว่าอย่างนี้บาปหรือ? คนไม่เชื่อกุศลอกุศลจะไปคิดออกได้อย่างไร หากคนเชื่อกรรมวิบาก ก็ไม่ต้องพูดกันยาว 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 ทั้งหมดเป็นเรื่องไม่สมควรทำอย่างยิ่งแต่เขาก็ทําด้วยอวิชชาด้วยความไม่รู้ เป็นความละเอียดลึกซึ้งสุขุมพาณิชย์มากเลยในบาป 5 ข้อนี้ ไม่ใช่เรื่องหยาบเลยเป็นเรื่องละเอียดมากเลย 5 ข้อ เพราะฉะนั้นคนที่หยาบไม่มีภูมิที่สูง ถึงฟังไปก็ไม่รู้เรื่อง เหมือนอยู่กับลมแต่ก็ไม่รู้สึกว่าลมจะทำอะไรเขาได้ แต่นี่ยิ่งกว่าลมอีก ฟังแล้วผ่านไปยิ่งกว่าสายลม ไม่รู้เรื่อง มันยากมากอย่างนี้
คนไม่ฆ่าคนค้นไม่ทำร้ายเบียดเบียนคนอื่นในประเทศชาติก็คือคนที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติแล้ว ปฏิบัติธรรมก็ทำให้ชีวิตเจริญขึ้นสูงขึ้นไม่ทำร้ายทำลายชีวิตสัตว์แล้ว ก็ยังมีภูมิธรรมอื่นอีกที่จะมีคุณค่าต่อสัตว์อื่นๆนั้นด้วย แม้แต่คน ที่สำคัญต้องเป็นประโยชน์ต่อคนด้วย อย่างแท้จริง มันก็เป็นแล้วเป็นประโยชน์แล้ว
_ มีจดหมายส่งไปหาพ่อครูที่ปฐมอโศก เขียนว่า...49 ถนนท่าหิน ตำบลท่าราบ อำเภอเมือง เพชรบุรี 76000 วันที่ 30 กันยายน 2561 กราบนมัสการท่านพระโพธิรักษ์ที่เคารพ…. วันนี้ผมได้ไปเยี่ยมเพื่อน บังเอิญเห็นหนังสือ “ค้าบุญคือบาป” ชื่อเรื่องพูดตามภาษาชาวบ้าน ติดหู หน้าปกเตะตา จึงขออนุญาตจากเพื่อนหยิบมาอ่าน ครั้งแรกที่เปิดอ่านคำปรารภ(คำนำ) ของพ่อท่านก็ซึ้งในแก่นธรรม (เพราะผมได้อ่านพระไตรปิฎกที่เป็นพุทธวจนมาบ้างแล้ว)ยังไม่ได้อ่านเนื้อในเล่ม จะขอยืมเพื่อนกลับมาอ่านที่บ้านก็เกรงใจ เลียบๆเคียงๆถามที่มาที่ไป ที่เขาได้รับหนังสือมา เขาเลยบอก ถ้าสนใจให้ขอไปที่พ่อท่านที่สันติอโศกได้ ผมจึงใคร่นมัสการกราบขอความเมตตา ขอหนังสือ “ค้าบุญคือบาป” จากพ่อท่านไว้อ่านและเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวให้ลูกหลานได้ศึกษาต่อไป ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ กราบนมัสการมาด้วยความเคารพ นายธาดา มหาทำนุโชค
_จากบ้านเล็กเมืองน้อย....กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง
หนังสือเก่าๆของพ่อท่าน ชี้ประเด็นของผู้ปฏิบัตินั่งหลับตาไว้อย่างน่าสนใจ กราบขออนุญาตสรุปเปรียบเทียบให้เห็นภาพดังนี้
ต้นเหตุที่ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรม หลงผิดออกนอกขอบเขตพุทธ พากันไปไปนั่งหลับตา แล้วคิดว่าจะได้สมาธิได้นิพพาน ก็คือ การไม่ยอมปฏิบัติศีล ไม่ชำระจิตที่สกปรกออกด้วยศีล จึงไม่มีสัมมาทิฐิ
เมื่อผัสสะแล้ว แยกเวทนาไม่ออก ธรรมวิจัยไม่ได้ ทำให้หาเหตุแห่งทุกข์ไม่พบ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี กลัวอดกลั้นการแสดงธาตุแท้ของจิตอันสกปรกไว้ไม่อยู่ ก็เลยปิดกั้นผัสสะด้วยการหลับตาซะงั้น ทำเหมือนการปิดทีวี ก่อนจะถึงฉากที่ไม่ชอบ เมื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ผล เพื่อให้ง่ายเข้า จึงเกิดเป็นการฝึกฝนหลับตาสะกดข่มอย่างจริงจัง ปิดกั้นผัสสะซะเลย หารู้ไม่ว่าจิตสกปรกที่ถูกสะกดข่มถมทับลงเรื่อยๆ มันก็ตั้งมั่นตกผลึกได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่สมาธิ กลายเป็นสันดานเลวทราม ที่ฝังแน่นหยั่งลึกลงเป็นอาสวะ อนุสัยยากแก่การชำระออกได้โดยง่าย ดังนั้นทุกการคิดพูดทำ ต้องพึงระวังสังวรศีลให้ดี เพราะไม่ตกผลึกลงฝั่งดี...ก็ลงฝั่งชั่ว
ถ้าเปรียบการแก้ปัญหาการถูกโจรยกเค้าขโมยขึ้นบ้าน เหมือนการปฏิบัติธรรมเนื่องจากอวิชชา กลัวโจรขึ้นบ้าน กลัวของหาย จึงปิดกุญแจล็อคบ้านอย่างแน่นหนา ติดสัญญาณกันขโมยจนวุ่นวาย แต่ก็ไม่ช่วยให้รอดพ้นมือโจร ส่วนการปฏิบัติศีล อุปการะจิตอบรมจิตจนเกิดสมาธิจนไม่มีของสะสม จะเกิดปัญญารู้ว่า ถึงโจรมาก็ไม่มีอะไรให้หาย โจรมาเพราะทรัพย์สิน ทรัพย์สินหมดก็ไม่มีโจร ความกลัวก็จะหมดไป
การปิดล็อคบ้านอย่างแน่นหนา ก็เหมือนปฏิบัตินั่งหลับตาถ้าลืมตาเผชิญผัสสะ ก็กลัวปรี๊ดจะแตกแสดงความทุเรศขายขี้หน้าออกมา จึงยอมเสียเงินตั้งใจไปเข้าคอร์ส ฝึกปิดกั้น นั่งหลับตา ไม่ยอมเอาต้นเหตุ คือตัวสัญญากำหนดหมายที่เป็น spec ของตนออก ไม่ยอมปฏิบัติศีลให้ชำระกิเลสขัดเกลา spec เพราะกลัวเสียself จึงล็อค spec ไว้......... กลัวจะถูกรู้ว่า selfish แต่ก็ไม่รู้จะขจัด selfish ยังไงดี หลับตามาตั้งนาน selfish ก็ยังอยู่....แต่ self ก็ดิ้น ไม่ยอมเสียหน้า ยังคงยึดมั่นใน spec ของตน เมื่อไม่ตรง spec ปรี๊ดจึงแตก
บางบ้านไปติดกล้องวงจรปิดยี่ห้อศีล เหมือนกับปากถือศีล แต่ไม่สังวรศีล เอากล้องไว้ขู่ ไว้ประดับนัยว่า..อย่านะ รู้นะ มีศีลนะ แถมยังสะสมของหรูหรา ฟู่ฟ่าเต็มบ้าน ยิ่งปิดล็อคแน่นหนายิ่งสื่อว่ามีของหวงยิ่งตกเป็นเป้าของโจร
ถ้าเพียงเปิดใจรับ ปฏิบัติศีลให้เป็นศีลอย่างจริงจังเท่านั้น ความเห็นแก่ตัวก็จะลดลงให้เห็นแจ้งได้จริง จะสัมผัสรู้ความจริงตามความเป็นจริง ผัสสะอะไรก็ไม่มีปัญหา เมื่อปัจจัตตังแล้ว จะเกิดปัญญารู้ความแตกต่างของการมีกับไม่มีศีล แล้วจะให้ความสำคัญกับการปฏิบัติศีลยิ่งๆขึ้น
ดังนั้นถ้ายังดิ้นไม่ยอมปฏิบัติศีลให้ชำระกิเลสออกจากจิต ทั้งยังคงหลงผิดออกนอกขอบเขตพุทธ ไม่ยอมเปิดตารับการกระตุ้นกิเลสของผัสสะ ยังคงนั่งหลับตาแล้วจินตนาการให้เป็นสมาธิ ปิดล็อคบ้านอย่างแน่นหนาอยู่ ก็ไม่มีวันที่โจรจะเลิกราวีไปได้ เพราะจะไม่มีทางรู้เลยว่า....ทรัพย์สมบัติที่ตนสะสมทั้งในบ้าน...และในจิต คือสาเหตุ
พ่อครูว่า...ละเอียดลออขึ้น พวกเราศึกษาเข้าไปละเอียดยังไม่งงไม่สับสนได้
SMS 3 - 4 ตุลาคม 2561
_1614 คำว่า ปล่อยเขาไป ให้เรามีอิสรภาพทางใจ เลิกจองกฐิน อาฆาต พยาบาท คนที่ทำให้เราย่ำแย่ ...คำว่า อิสรภาพนั้น ขยายความได้มากน้อยเท่าใด พ่อครูว่า..เท่าที่อ่านตามโจทย์ที่คุณเขียนมา ก็ขยายความได้มากเลยอิสระเสรีภาพไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ซึ่งค่อยๆทำไปอิสรภาพจาก อันหยาบแรง เช่นโสดาบันมีอิสระจากอบายมุข มีอิสระจากสิ่งที่ หยาบแรง จิตหลุดพ้นแล้ว เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน อบายมุขนี้จะอยู่ที่ไหน จะอยู่อเมริกาจะอยู่เมืองจีนจะอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ เราไปเจอที่ไหนเราก็อยู่เหนือมันหมด สูงกว่าอบายมุขขั้นกามก็หลุดพ้นได้อีก ก็เหนือทั่วทั้งแผ่นดิน ธรรมดาธรรมชาติเขาก็มีตามรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เราก็อยู่เหนือหมด ไปอยู่ไหนก็สบาย เหลือภายในรูปภพก็ล้างอีก อยู่กับเราตลอดนะ ไปไหนไปกัน อยู่ในใจเรา ก็คือรูปภพ อรูปภพ ก็ล้างอีก จนอยู่เหนือมันได้ หมดรูปภพหมดอรูปภพได้อีกต่อไป
_6601 ลูกมีเรื่องจะถามว่าคำว่าปิดอบายภูมิแท้จริงแล้วคือการปฏิบัติธรรมมรรคองค์ 8 ใช่มั้ยคะ ขอความเมตตาพ่อครูช่วยอธิบายลูกด้วยค่ะ พ่อครูว่า..ใช่ จบไปหลัดๆเมื่อกี้นี้ สิ่งที่เราไปติดที่เป็นภาระของเรา อันนี้ตัวเราหรือโลก ถือว่าเป็นเรื่องหยาบ เรื่องต้น ไร้สาระ คุณจะหลงว่าเป็นสาระทั้งนั้น การขี้โกงก็ถือว่าเป็นสาระสำหรับคนหลงผิด เพราะว่าโกงได้ถ้าเก่งแล้วโกงได้ ไม่เชื่อไปถามทักษิณสิ เขาก็ภาคภูมิใจในการที่เขาโกงได้เก่ง ไม่ใช่ว่าตัดสินให้ถูกจำคุกคดีเดียว ยังมีคดีอื่นอีกก็หนีเลยไม่ยอมให้พิพากษา เพราะว่าคดีอื่นมันร้ายแรงกว่าคดีที่ถูกตัดสินติดคุก คดีอื่นยังมีอีกน่ะ จะตายในคุกหัวโตเลย คดีเดียวนี้ติดคุก 2 ปี ทักษิณนั้นเป็นคนขี้กลัวขี้ขึ้นสมองเหมือนกุ้งเลยไม่ได้เป็นคนกล้า เพราะฉะนั้นเขาจึงอยู่กับปูเป็นกุ้งกับปู ขออภัยนะคนที่ชื่อกุ้งมีเยอะ ขออภัยอาจารย์กุ้ง พาดพิง สรุป อบายมุขนั่นคือสิ่งที่เราตัดสินว่าอันนี้ต้องเลิกให้ได้ก่อน มันไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรเลยมันไร้สาระ แม้จะเป็นสาระก็ควรทิ้งไปได้แม้จะเป็นเพชรพลอยเป็นอะไรที่เป็นสาระบ้างก็ไม่ต้องแล้วเราลดละไปได้เรื่อยๆ ศึกษาให้ดีไปตามกรรม อาตมาดูภูมิธรรมก็ค่อยๆก้าวก็แล้วกัน ยินดีต้อนรับ
_3867เทศกาลกินเจปีนี้มีความหมายสำคัญสูงส่งยิ่งเป็นเทศกาลมหามงคลน้อมทำบุญชำระกายขัดเกลาใจด้วยอาหารเจถวายเป็นพระราชกุศลแด่พ่อหลวงร.9ฯ สะอาดด้วยใจรักฯ บริสุทธิ์ด้วย จิตภักดีฯ
_0015 การทำตนเป็นเช่นสะใภ้ใหม่ ได้ประโยชน์และควรประพฤติอย่างไรครับ พ่อครูว่า..สะใภ้ใหม่ นั้นคือ ดีดี๊ดีใหม่ๆ แม่ผัวพ่อผัวชื่นชมดี พอเก่าไปชักออกลาย คำว่าสะใภ้ใหม่ คือทำดี จนพ่อผัวแม่ผัวหลงชื่นชม ก็ทำให้ดีสิ เหมือนตอนมาใหม่ พอเก่าออกลาย ก็แย่สิ เป็นสะใภ้ใหม่ตลอดไปทำดีให้ถาวรต่อไปคือเป็นคนดี จนพ่อผัวแม่ผัวชื่นชมยกย่องเลย ต่อเนื่อง
_ต่าย ณ สกล อยากทราบความเห็นของพ่อครูในกรณีล่วงเกินพระอริยะ เพราะเคยได้ยินพระท่านหนึ่งบอกว่า พระโสดาบันก็เป็นไฟบรรลัยกันต์ ถ้าหากพลั้งเผลอไปล่วงเกินท่าน พ่อครูว่า..พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าการล่วงเกินพระอาริยะจะมีโทษภัย 11 ประการ แล้วคุณจะไปล่วงเกินท่านทำไม ถ้าไม่รู้คุณก็ซวยไปเอง แต่ถ้ารู้แล้วจะไปล่วงเกินท่านทำไมแม้จะเป็นพระโสดาบันก็ตาม พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นความจริงทั้งนั้นไม่ได้ขู่ เป็นกรรมวิบากที่เป็นอันทำ คนไม่เชื่อก็ประมาท เขาก็ทำ อย่างอาตมานี้เขาไม่กลัว แต่กรรมมีจริง หากคุณรู้ก็หยุดเถอะ อาตมาใจไม่ได้ผูกใคร ไม่ได้เขียนเสือให้วัวกลัว ว่าอย่ามาแตะต้องฉัน ฉันใหญ่นะ ไม่ใช่อย่างนั้น บอกด้วยความจริงใจ บอกอย่างที่พระพุทธเจ้าบอกว่ามันเป็นโทษภัย
_สนอง นิละกุล · สัญญาณสะดุดบ่อยครับ
_สีดิน ลี · ท่านสิกขมาตุเทศน์เรื่องคนเอาหมูมาทำอาหาร ทุกวันนี้ด้านนอกเขตวัด มีเสียงหมูร้องตลอดวัน ยิ่งกลางคืนจะมีเสียงร้องติดๆกันจนถึงเวลาตี 05.30 จึงจะเงียบลง แล้วพอใกล้เที่ยงก็มีเสียงหมูร้องอีก ดิฉันทำงานขายของในร้านค้า จะเห็นรถบรรทุกหมูซึ่งเป็นกรงสองชั้น รถจะบรรทุกหมูผ่านหน้าร้านทุกวัน วันละ 2 ถึง 3 รอบ และหมูก็จะร้องในรถด้วย คงรู้ตัวว่าไม่รอดแน่นอน ตอนเขาบรรทุกหมูผ่านหน้าร้านจะเห็นเป็นตัวๆ แล้วจะมีรถบรรทุกเนื้อหมูแบบแช่เย็นแบบมิดชิดปิดไม่ให้เห็นเนื้อวิ่งผ่านร้านออกไป ท่านสิกขมาตุช่วยแนะนำการวางจิตวางใจให้เห็นถึงสัจจะของชีวิตของสัตว์ที่โดนทำร้าย กับการที่เราได้ยินเสียงร้องของสัตว์เมื่อโดนทำร้ายด้วยค่ะ เมื่อก่อนดิฉันได้ยินเสียงหมูร้องสงสารหมูมากๆ สำหรับตอนนี้ทำจิตโดยการวางจิตอุเบกขา และเตือนจิตเตือนใจตัวเองให้ปฎิบัติธรรมให้เข้มแข็งยิ่งๆขึ้น โดยไม่ประมาทกับทุกนาทีที่ผ่านไป ให้ศีลอยู่กับตัวเราตลอดเวลา ศีลจะเป็นเสมือนแสงนำทางชีวิตให้พบกับสัจจะธรรมที่แท้จริง
_วริยากร ถ้ากินเยอะขนาดนั้นตายเกิดกี่ชาติถึงจะชดใช้กรรมหมดค่ะ (ส.ด่วนดีอ้างถึงคำพูดลุงจำลอง ในคนหนึ่งคน ถ้ามีชีวิตถึงอายุ 60 กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร ก็หมายถึงต้องฆ่าสัตว์กว่า 2 แสนชีวิต) - ไปงานเจมีความสุขมากค่ะชอบเหมือนไปแดนสวรรค์
_เพชรดินฟ้า ขอฝากบทกวีถวายพ่อครู อำนาจ เพื่อประเทศชาติ ควรสืบทอด เพื่อต่อยอด ตอกย้ำ ขย้ำผี สืบสานศาสตร์พระราชาตามมรรควิธี ชุบชีวี การเมือง"ไท" ด้วย ไทยนิยม
สม.กล้าข้ามฝัน สม.รินฟ้า ส.เดินดินสรุป…
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน เตวิชชสูตร ตอน1 พ่อครูว่า...ขึ้น เตวิชชสูตร ล.9 จะไม่ขยายความในบางจุดที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ
[365] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป เสด็จถึงพราหมณคามของชาวโกศลชื่อว่ามนสากตะ ได้ยินว่า ในเวลานั้นพระผู้มีพระภาคประทับ ณ อัมพวันใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี ทิศเหนือแห่งมนสากตคาม เขตพราหมณคามชื่อว่ามนสากตะ. วาเสฏฐะและภารทวาชมาณพเข้าเฝ้า [366] สมัยนั้น พราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงอาศัยอยู่ในมนสากตคามมากด้วยกันคือ วังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุโสณีพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์และพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงอื่นๆ อีก. ครั้งนั้น วาเสฏฐมาณพกับภารทวาชมาณพเดินเที่ยวเล่นตามกันไป ได้พูดกันขึ้นถึงเรื่องทางและมิใช่ทาง วาเสฏฐมาณพพูดอย่างนี้ว่า ทางที่ท่านโปกขรสาติพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้. ฝ่ายภารทวาชมาณพพูดอย่างนี้ว่า ทางที่ท่านตารุกขพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้. วาเสฏฐมาณพไม่อาจให้ภารทวาชมาณพยินยอมได้ ฝ่ายภารทวาชมาณพก็ไม่อาจให้วาเสฏฐมาณพยินยอมได้. [367] ครั้งนั้น เวเสฏฐมาณพบอกภารทวาชมาณพว่า ดูกรภารทวาชะ ก็พระสมณโคดมนี้แล เป็นโอรสของเจ้าศากยะ ทรงผนวชจากศากยสกุล ประทับอยู่ ณ อัมพวันใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดีเขตพราหมณคามชื่อมนสากตะทางทิศเหนือ และเกียรติศัพท์อันงามของท่านสมณโคดมนั้นขจรไปอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถี ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้วเป็นผู้จำแนกพระธรรม มาไปกันเถิดภารทวาชะ เราจักเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับครั้นแล้วจักกราบทูลถามความข้อนี้กะพระสมณโคดม พระสมณโคดมจักทรงพยากรณ์แก่เราทั้งสองอย่างใด เราจักทรงจำข้อความนั้นไว้อย่างนั้น ภารทวาชมาณพรับคำวาเสฏฐมาณพแล้วพากันไป. [368]ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอเป็นที่ให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. เวเสฏฐมาณพได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ขอประทานโอกาสเมื่อข้าพระองค์ทั้งสองเดินเล่นตามกันไป ได้พูดกันขึ้นถึงเรื่องทางและมิใช่ทาง ข้าพระองค์พูดอย่างนี้ว่า ทางที่ท่านโปกขรสาติพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้ ภารทวาชมาณพพูดอย่างนี้ว่า หนทางที่ท่านตารุกขพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องทางและมิใช่ทางนี้ ยังมีการถือผิดกันอยู่หรือ ยังมีการกล่าวผิดกันอยู่หรือ ยังมีการพูดต่างกันอยู่หรือ. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะ ได้ยินว่าท่านพูดว่า หนทางที่ท่านโปกขรสาติพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้ ภารทวาชมาณพพูดว่าหนทางที่ท่านตารุกขพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้ ดูกรวาเสฏฐะ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกท่านจะถือผิดกันในข้อไหน จะกล่าวผิดกันในข้อไหน จะพูดต่างกันในข้อไหน. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องทางและมิใช่ทาง พราหมณ์ทั้งหลาย คือ พราหมณ์ พวกอัทธริยะ พราหมณ์พวกติตติริยะ พราหมณ์พวกฉันโทกะ พราหมณ์พวกพัวหริธ ย่อมบัญญัติหนทางต่างๆ กันก็จริง ถึงอย่างนั้น ทางเหล่านั้นทั้งมวล เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้ เปรียบเหมือนในที่ใกล้บ้านหรือนิคม แม้หากจะมีทางต่างกันมากสาย ที่แท้ทางเหล่านั้นทั้งมวลล้วนมารวมลงในบ้าน ฉะนั้น. พ. ดูกรวาเสฏฐะ เธอพูดว่า ทางเหล่านั้นนำออกหรือ? ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์พูด. ดูกรวาเสฏฐะ เธอพูดว่า ทางเหล่านั้นนำออกหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์พูด. ดูกรวาเสฏฐะ เธอพูดว่า ทางเหล่านั้นนำออกหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์พูด.
ทรงซักวาเสฏฐมานพ [369] ดูกรวาเสฏฐะ บรรดาพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา พราหมณ์แม้คนหนึ่งที่เห็นพรหมมีเป็นพยานอยู่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ อาจารย์แม้คนหนึ่งของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาที่เห็นพรหม มีเป็นพยานอยู่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ ปาจารย์ของอาจารย์แห่งพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาที่เห็นพรหม มีเป็นพยานอยู่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ อาจารย์ที่สืบมาเจ็ดชั่วอาจารย์ของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาที่เห็นพรหมมีเป็นพยานอยู่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ พวกฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา คือ ฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ที่ในปัจจุบันนี้พวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์เก่านี้ที่ท่านขับมาแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้วกล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้องตามที่ได้กล่าวไว้ บอกไว้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเรารู้ พวกเราเห็นพรหมนั้นว่า พรหมอยู่ในที่ใด อยู่โดยที่ใด หรืออยู่ในภพใด ดังนี้ มีอยู่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. [370] ดูกรวาเสฏฐะ ได้ยินว่า บรรดาพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา แม้พราหมณ์สักคนหนึ่งที่เห็นพรหมเป็นพยาน ไม่มีเลยหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ แม้อาจารย์สักคนหนึ่งของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ที่เห็นพรหมเป็นพยานไม่มีเลยหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ แม้ปาจารย์ของอาจารย์แห่งพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ที่เห็นพรหมเป็นพยาน ไม่มีเลยหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ อาจารย์ที่สืบมาแต่เจ็ดชั่วอาจารย์ของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ที่เห็นพรหมเป็นพยาน ไม่มีเลยหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ ได้ยินว่า พวกฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา คือฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ที่ในปัจจุบันนี้พวกพราหมณ์ที่ได้ไตรวิชชา ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์เก่านี้ที่ท่านขับมาแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้วกล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้องตามที่ได้กล่าวไว้ บอกไว้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเรารู้พวกเรา เห็นพรหมนั้นว่า พรหมอยู่ในที่ใด อยู่โดยที่ใด หรืออยู่ในภพใด ดังนี้ มีอยู่หรือ? พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราไม่รู้ พวกเราไม่เห็น แต่พวกเราแสดงหนทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหมนั้นว่า หนทางนี้แหละ เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรงเป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้. [371] ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ย่อมถึงความเป็นภาษิตไม่มีปาฏิหาริย์มิใช่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ย่อมถึงความเป็นภาษิตไม่มีปาฏิหาริย์แน่นอน. ดีละ วาเสฏฐะ พวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ไม่รู้จักพรหม ไม่เห็นพรหม จักแสดงหนทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหมว่า หนทางนี้แหละ เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรวาเสฏฐะ เหมือนแถวคนตาบอดเกาะหลังกันและกัน คนต้นก็ไม่เห็น คนกลางก็ไม่เห็น แม้คนท้ายก็ไม่เห็น ฉันใด ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา มีอุปมาเหมือนแถวคนตาบอด ฉันนั้นเหมือนกัน คนต้นก็ไม่เห็น คนกลางก็ไม่เห็น แม้คนท้ายก็ไม่เห็น ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ถึงความเป็นคำน่าหัวเราะทีเดียว ถึงความเป็นคำต่ำช้าอย่างเดียว ถึงความเป็นคำเปล่า ถึงความเป็นคำเหลวไหลแท้ๆ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา เห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์ แม้ชนอื่นเป็นอันมากก็เห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์ขึ้นไปเมื่อใด ตกไปเมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลายย่อมอ้อนวอน ชมเชย ประนมมือนอบน้อม เดินเวียนรอบ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เป็นอย่างนั้น. [372] ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์ แม้ชนอื่นเป็นอันมากก็เห็น ก็พระจันทร์และพระอาทิตย์ขึ้นไปเมื่อใด ตกไปเมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมอ้อนวอน ชมเชย ประนมมือ นอบน้อมเวียนรอบ พราหมณ์ได้ไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive