570111 ภัณฑุติณฑุกชาดก.docx
เนื้อหาในไฟล์
ภัณฑุติณฑุกชาดก พระราชาทรงออกสดับฟังข่าวชาวเมือง พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ ราโชวาท ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มี ดังนี้ ราโชวาทชาดก มีพิสดารแล้วในหนหลัง
เรื่องปัจจุบันที่ปรากฏในราโชวาทชาดก ทุกนิบาต โอวาทของพระราชานั้นจักมีแจ้งในเตสกุณชาดก ในวันหนึ่งพระเจ้าโกศลทรงวินิจฉัยคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งวินิจฉัยไว้ไม่ดี มีอคติ เสร็จแล้วเสวยพระกระยาหารเช้า ทั้ง ๆ ที่มีพระหัตถ์เปียก เสด็จขึ้นทรงราชรถที่จัดไว้เรียบร้อยแล้ว เสด็จไปเฝ้าพระศาสดา ทรงหมอบลงแทบพระบาทอันมีสิริดุจดอกปทุมบาน ถวายบังคมพระศาสดา ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง พระเจ้าโกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ข้าพระองค์วินิจฉัยคดีเรื่องหนึ่งซึ่งวินิจฉัยไว้ไม่ดี จึงไม่มีโอกาส บัดนี้พิจารณาคดีนั้นเสร็จแล้ว จึงบริโภคอาหารทั้ง ๆ ที่มือยังเปียก มาเฝ้าพระองค์นี่แหละพระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า ขอถวายพระพรชื่อว่าการวินิจฉัยคดีโดยทำนองคลองธรรมเป็นความดี เป็นทางสวรรค์แท้ ก็ข้อที่มหาบพิตรได้โอวาทจากสำนักของผู้เป็นสัพพัญญูเช่นตถาคต ทรงวินิจฉัยคดีโดยทำนองคลองธรรมนี้ไม่อัศจรรย์เลย การที่พระราชาทั้งหลายในกาลก่อน ทรงสดับโอวาทของเหล่าบัณฑิต ทั้งที่ไม่ใช่สัพพัญญู แล้วทรงวินิจฉัยโดยทำนองคลองธรรม เว้นอคติสี่อย่าง บำเพ็ญทศพิธราชธรรม ไม่ให้เสื่อมเสีย เสวยราชสมบัติโดยธรรม บำเพ็ญทางสวรรค์ เสด็จไปแล้วนี่แหละน่าอัศจรรย์ พระเจ้าโกศลกราบทูลอาราธนา พระองค์จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่าถวาย ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าปัญจาละ ดำรงอยู่ในอคติ ทรงประมาท เสวยราชสมบัติโดยอธรรม อยู่ในอุตตรปัญจาลนคร แคว้นกปิละ ครั้งนั้น อำมาตย์เป็นต้นของพระองค์ ก็เกิดเป็นคนอาธรรม์เสียทั้งหมด ชาวแว่นแคว้น ถูกบีบคั้นด้วยภาษีอากร ต้องพาลูกเ
อ่านต่อ
มียเที่ยวหลบหนี หลีกไปในป่า คล้ายฝูงมฤค ในที่ที่เคยมีบ้าน ก็กลายเป็นที่มีบ้านร้าง กลางวันผู้คนไม่อาจอยู่บ้านเรือนได้เพราะเกรงกลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมือง พากันเอากิ่งหนามเป็นต้นล้อมเรือนไว้ เมื่ออรุณขึ้นก็หลบเข้าป่าไป กลางวันเจ้าหน้าที่ก็ริบยื้อแย่ง กลางคืนพวกโจรก็ปล้นก็ชิง คราวนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ที่ภัณฑุติณฑุกพฤกษ์ภายนอกพระนคร ทุก ๆ ปีได้รับพลีกรรมมีราคาหนึ่งพันจากราชสำนัก รุกขเทวดาคิดว่า พระราชานี้ทรงเสวยราชสมบัติโดยประมาท สกลรัฐจักฉิบหาย เว้นเราเสียแล้วไม่มีใครสามารถจะชักจูงให้พระราชาดำรงพระองค์ในทางที่ถูกต้องได้ อนึ่ง พระองค์ก็ทรงมีอุปการะแก่เรา บูชาด้วยพลีกรรมพันหนึ่งทุกปีมา เราจักถวายโอวาทพระองค์ท่าน ในเวลากลางคืน รุกขเทวดาเข้าไปยังห้องพระบรรทมของพระราชา ยืนอยู่ข้างพระเศียร เปล่งรัศมียืนอยู่บนอากาศ พระราชาทอดพระเนตรเห็นเทวดารุ่งเรืองอยู่ คล้ายดวงอาทิตย์อ่อน ๆ จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร มาที่นี่เพราะเหตุอะไร? รุกขเทวดาได้ยินพระราชดำรัสแล้วทูลว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ข้าพเจ้าคือภัณฑุติณฑุกเทพ คิดว่า จักถวายโอวาทแด่พระองค์ จึงมาเฝ้า พระราชาตรัสถามว่า ท่านจักให้โอวาทอะไรหรือ? เมื่อพระราชาตรัสถามอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงทูลว่า ดูก่อน มหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้ประมาทเสวยราชสมบัติ เพราะฉะนั้น แว่นแคว้นทั้งสิ้นของพระองค์จะพินาศเหมือนถูกกำจัดยื้อแย่ง ธรรมดาพระราชาเมื่อเสวยราชสมบัติด้วยความประมาท หาใช่เป็นเจ้าของแห่งแว่นแคว้นทั้งสิ้นไม่ ถึงความพินาศในปัจจุบันแล้ว ในภพหน้าจักต้องเกิดในมหานรกอีก อนึ่ง เมื่อพระราชาถึงความประมาทแล้ว แม้ชนในราชสำนัก นอกราชสำนัก ย่อมจะพากันประมาท ด้วยเหตุนั้น พระราชาไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง ดังนี้แล้ว เมื่อจะเริ่มตั้งธรรมเทศนา จึงกล่าวว่า ความประมาทเป็นเหตุแห่งความตาย เพราะ คนประมาทแล้ว เจริญวิปัสสนา เมื่อไม่อาจบรรลุอัปปฏิสนธิกภาพได้ ย่อมเกิด ย่อมตายในสงสารบ่อย ๆ เหตุนั้น ความประมาทจึงชื่อว่า เป็นทางแห่งความตาย คนผู้ไม่ประมาทเจริญวิปัสสนา บรรลุ อัปปฏิสนธิกภาพแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่ตาย เพราะไม่เกิดในสงสารอีก ดูก่อนมหาราชเจ้า บุคคลเหล่าใดประมาทแล้ว บุคคลเหล่านั้นควรเห็นเหมือนคนตายแล้ว เพราะเหตุไร? เพราะเหตุที่ยังกิจให้สำเร็จไม่ได้ แท้จริง สำหรับคนที่ตายแล้ว ย่อมไม่มีความคำนึง ความปรารถนา หรือความขวนขวายว่า เราจักให้ทาน จักรักษาศีล จักทำอุโบสถกรรม จักบำเพ็ญคุณงามความดี เพราะเป็นผู้ปราศจากวิญญาณ สำหรับคนประมาทก็ไม่มี เพราะขาดความไม่ประมาท ฉะนั้น คนตายกับคนประมาท ทั้งสองนี้ จึงเสมอเหมือนเป็นบุคคลประเภทเดียวกัน ดูก่อนมหาราชเจ้า ขึ้นชื่อว่า ความประมาทย่อมเกิดเพราะความเมา ๓ ประการ คือ เมาในความไม่มีโรค เมาในวัย และเมาในชีวิต คนเรานั้นพอเมาแล้ว ก็ถึงความประมาท กระทำบาปกรรม เช่นปาณาติบาตเป็นต้นได้ ทีนั้น พระราชาย่อมตรัสสั่งให้ตัดตีนตัดมือ ให้ประหารชีวิต หรือให้ริบทรัพย์ของผู้นั้นทั้งหมด เพราะความประมาทของเขา จึงเกิดความสิ้นญาติ สิ้นทรัพย์ สิ้นชีวิตอย่างนี้ เขาถึงความสิ้นทรัพย์หรือ สิ้นยศแล้ว เมื่อไม่สามารถเลี้ยงชีวิตได้อีก ก็ต้องทำกายทุจริตเป็นต้น เพื่อเลี้ยงชีพต่อไป และเพราะความสิ้นเนื้อสิ้นตัวของเขาอย่างนี้ จึงเกิดโทษผิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงต้องทูลเตือนพระองค์ ดูก่อนท่านผู้มีภาระครอบครองรัฐ อย่าประมาทเลย.เพราะกษัตริย์เป็นอันมาก หากมีความประมาทต้องเสื่อมประโยชน์ของแว่นแคว้น เสื่อมทั้งแว่นแคว้น อนึ่ง ชาวบ้านประมาท ก็เสื่อมจากบ้าน บรรพชิตประมาท ก็เสื่อมจากอนาคาริยวิสัย ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นมิ่งขวัญของรัฐ โภคสมบัติทุกอย่างในแว่นแคว้น ของกษัตริย์ผู้ประมาทแล้วย่อมพินาศหมด ข้อนั้นท่านกล่าวว่า เป็นความทุกข์ของพระราชา ดูก่อนมหาราชเจ้า ความประมาทนี้ ไม่ใช่ธรรมของโบราณกษัตริย์ โจรทั้งหลาย ย่อมยื้อแย่ง ชนบทอันมั่งคั่งด้วยข้าวน้ำเป็นต้น ไพบูลย์ด้วยเงินและทอง เป็นต้น ของพระราชาผู้ประมาทเกินขอบเขต ดูก่อนมหาราชเจ้า ราชโอรสผู้สืบสันตติวงศ์ของพระราชาผู้ประมาทจักไม่มี เพราะชาวแว่นแคว้นทั้งหลาย ย่อมไม่ถวายเศวตฉัตร ด้วยคิดว่า พระโอรสของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนี้ จักทำความเจริญอะไรแก่พวกเราได้ พวกเราจักไม่ถวายเศวตฉัตรแก่พระโอรสนั้น พระโอรสของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าไม่มี ด้วยอาการอย่างนี้ เงินทองทรัพย์สินก็จักไม่มีเหมือนกัน เมื่อแว่นแคว้นถูกปล้น พระราชาผู้ประมาท ย่อมเสื่อมจากโภคะทั้งปวง ญาติมิตรและสหาย ย่อมไม่นับถือขัตติยราชผู้เสื่อมจากสรรพโภคสมบัติ ในความคิดอ่าน.พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ผู้พึ่งพระโพธิสมภารเป็นอยู่ ย่อมไม่นับถือพระราชานั้นในความคิดอ่าน ศรีคือมิ่งขวัญ ย่อมละพระราชาผู้ไม่จัดแจงการงาน โง่เขลา มีความคิดอ่านเลวทราม ไร้ปัญญาเหมือนงูลอกคราบอันคร่ำคร่า ฉะนั้น พระราชาผู้ทรงจัดแจงการงานดี หมั่นขยันตามกาล ไม่เกียจคร้าน โภคสมบัติทั้งปวง ย่อมเจริญยิ่งขึ้นดุจฝูงโค มีโคผู้เป็น หัวหน้าฝูง แท้จริง โภคสมบัติทั้งหลายย่อมเจริญแก่พระราชาผู้ไม่ประมาท แล้ว ดุจฝูงโค มีโคผู้เป็นหัวหน้าฝูงฉะนั้น ดูก่อนมหาราชเจ้า พระองค์จงเสด็จจาริกไปในสกลรัฐและชนบทของพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จไปในแว่นแคว้นนั้น จะได้ทอดพระเนตรสิ่งที่ควรทอดพระเนตร จะได้ทรงสดับสิ่งที่ควรสดับ กระทำคุณานุคุณส่วนพระองค์ให้ประจักษ์แล้ว จักได้ทรงปฏิบัติ ข้อปฏิบัติอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พระองค์ พระมหาโพธิสัตว์ถวายโอวาทพระราชาด้วยคาถา ๑๑ คาถา ด้วยประการฉะนี้ แล้วทูลว่า พระองค์จงรีบไปสอดส่องอย่าชักช้า อย่าให้แว่นแคว้นฉิบหายเสียเลย ดังนี้แล้ว กลับไปยังสถานที่อยู่ของตน ฝ่ายพระราชาทรงสดับถ้อยคำของเทวดาแล้วสลดพระทัย รุ่งขึ้นโปรดให้อำมาตย์ดูแลราชสมบัติแล้วพร้อมด้วยราชปุโรหิต เสด็จออกจากพระนคร ทางพระทวารด้านทิศปราจีน เสด็จพระราชดำเนินไปสิ้นทางประมาณหนึ่งโยชน์ ณ สถานที่นั้น ชายแก่ชาวบ้านผู้หนึ่ง นำกิ่งหนามมาจากดงล้อมกั้นปิดประตูเรือนไว้พาบุตรภรรยาเข้าป่าไป เวลาเย็นเมื่อพวกราชบุตรหลีกไปแล้วก็กลับมาเรือนตน ถูกหนามยอกเท้าที่ประตูเรือน จึงนั่งกระโหย่งบ่งหนามพลางด่าพระราชาด้วยคาถานี้ ความว่า ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกลูกศรเสียบในสงคราม เสวยทุกขเวทนา เหมือนเราถูกหนามแทงแล้ว เสวยทุกขเวทนาอยู่ในวันนี้ ก็คำด่านั้นได้เป็นไปด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้นเอง ชายแก่นั้นถูกพระโพธิสัตว์ดลใจจึงด่า ในเวลานั้น พระราชากับราชปุโรหิต ปลอมตัวยืนอยู่ใกล้ ๆ ชายแก่นั้นเอง พอราชปุโรหิตได้ยินคำของชายแก่จึงกล่าวว่า ท่านเป็นคนแก่ มีจักษุมืดมัว มองเห็นอะไรไม่ถนัด ท่านถูกหนามแทงเอา เพราะความซุ่มซ่ามของตนเองไซร้ ในข้อนี้ทำไมจะเป็นความผิดของพระราชาด้วยเล่า ท่านด่าพระราชา เพราะเหตุที่ พระราชามีหน้าที่ตรวจตราหนามแล้วบอกให้ท่านทราบหรือ? ชายชราได้ฟังดังนั้น ได้กล่าวว่า ดูก่อนพราหมณ์ การที่เราถูกหนามแทงนี้ เป็นความผิดของพระเจ้าพรหมทัตโดยแท้ เพราะพระเจ้าพรหมทัต มิได้พิทักษ์รักษาดูแลชาวชนบท ถูกพวกราชบุรุษกดขี่ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม.กลางคืนถูกพวกโจรปล้น กลางวันถูกราชบุรุษเบียดเบียนด้วยการฆ่า การจองจำเป็นต้น เก็บภาษีอากรโดยไม่เป็นธรรม ในแว่นแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย แน่ะพ่อคุณเมื่อภัยเช่นนี้เกิดขึ้น ประชาชนพากันอึดอัด เพราะกลัวภัยเหล่านั้น จึงพากันหาไม้มีหนาม ในป่ามาปิดประตู มาล้อมเรือนไว้ ทิ้งเรือนพาลูกเมียเข้าป่าไป ทำสถานที่ซุ่มซ่อนของตน ๆ ในป่านั้น เพราะความผิดของพระราชาอย่างนี้ เราจึงถูกหนามตำเอา ท่านอย่าเป็นผู้สนับสนุนพระราชาเช่นนี้เลย พระราชาทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสเรียกราชปุโรหิตมาตรัสสั่งว่า ท่านอาจารย์ ชายชราพูดถูก เป็นความผิดของเราแท้ ๆ มาเถิด เราจักกลับไปเสวยราชสมบัติโดยธรรม เทวดาพระโพธิสัตว์ สิงในร่างของราชปุโรหิต ทูลว่า ขอเดชะมหาราชเจ้า จงไปสอดแนมดูข้างหน้าต่อไปอีกก่อนเถิดพระเจ้าข้า พระราชากับปุโรหิต จากบ้านนั้น ไปยังบ้านอื่น ได้ยินเสียงของหญิงชราคนหนึ่งในระหว่างทาง นัยว่าหญิงนั้นเป็นหญิงเข็ญใจ พิทักษ์รักษาบุตรสาวสองคนซึ่งเจริญวัยแล้ว ไม่ยอมให้ลูกสาวไปป่า ตนเองเก็บผักหักฟืนมาจากป่า บำรุงรักษาลูกสาวทั้งสอง วันนั้นนางขึ้นพุ่มไม้แห่งหนึ่ง กำลังเก็บใบไม้อยู่ พลัดตกลงมา เมื่อจะด่าพระราชา โดยแช่งให้ตาย กล่าวว่า ในแคว้นของพระเจ้าพรหมทัต หญิงสาวหาผัวไม่ได้ไปจนแก่ เมื่อไรพระเจ้าพรหมทัต จักสวรรคตเสียที เมื่อราชปุโรหิตจะคัดค้านนาง จึงกล่าวว่า เฮ้ย ! หญิงชั่วไม่รู้จักเหตุผล แกพูดไม่ดีเลย พระราชาเคยหาผัวให้นางกุมาริกา มีที่ไหนกัน หญิงชราได้ยินดังนั้น ได้กล่าวว่า พราหมณ์เอย เราไม่ได้พูดชั่วเลย เรารู้เหตุผล พระเจ้าพรหมทัตมิได้พิทักษ์รักษาชาวชนบท ราษฎรถูกกดขี่ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม.กลางคืนถูกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชาโกงมีคนอาธรรม์มากมาย เมื่อการครองชีพลำบาก การเลี้ยงดูลูกเมียก็ลำบาก หญิงสาวจักมีผัวได้ที่ไหน พระราชากับราชปุโรหิตฟังคำของหญิงชราแล้ว คิดว่า แกพูดถูกต้อง จึงพากันเดินทางต่อไปข้างหน้า ได้ยินเสียงของชาวนาคนหนึ่ง ได้ยินว่า เมื่อ ชาวนานั้นกำลังไถนา โคชื่อสาลิยะ ถูกผาลแทงจึงล้มลง เมื่อชาวนาจะด่า พระราชาจึงกล่าวว่า ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกหอกแทง ต้องนอนกลิ้งอยู่ในสงคราม เหมือนโคสาลิยะ ถูกผาลแทงนอนอยู่ดังคนกำพร้า ฉะนั้น ลำดับนั้น เมื่อราชปุโรหิตจะคัดค้าน จึงกล่าวว่า เจ้าคนชาติชั่ว เจ้าโกรธพระเจ้าพรหมทัต โดยไม่เป็นธรรม เจ้าทำร้ายโคของตนเอง ไฉนจึงมาสาปแช่งพระราชาเล่า ชาวนาได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าวว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราโกรธพระเจ้าพรหมทัตโดยชอบธรรม เพราะพระเจ้าพรหมทัตมิได้ทรงพิทักษ์รักษาชาวชนบท ถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกดขี่ ด้วยภาษีที่ไม่เป็นธรรม กลางคืนถูกพวกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย พราหมณ์เอ๋ย เราคิดว่า หญิงแม่ครัวนำข้าวมาส่งเรา หุงข้าวแล้วคงนำมาส่งแต่เช้าตรู่ แต่นางถูกพวกทาสของพระเจ้าพรหมทัต พวกรีดภาษีโดยไม่เป็นธรรม เกาะกุมตัวไว้ ต้องเลี้ยงดูพวกมัน แล้วจึงหุงข้าวเพื่อเราใหม่ เพราะเหตุนั้น จึงนำข้าวมาส่งในเวลาสาย วันนี้ นำมาสายนัก ดังนี้แล้วถูกความหิวบีบคั้น มัวแลดูคนส่งข้าว ดุว่าโค เอาปฏักแทงโคไม่เป็นที่ ฉะนั้น เจ้าโคสาลิยะมันยกเท้าขึ้นกระทบผาล จึงถูกผาลบาดเอา เหตุนั้น เจ้าอย่าเข้าใจว่า เราเป็นผู้ทำมัน ข้อนี้ชื่อว่าพระราชาผู้ลามกเป็นผู้ทำแล้วทีเดียว ท่านอย่ามัวกล่าวพรรณนาคุณของพระราชานั้นอยู่เลย พระราชากับราชปุโรหิต เดินทางต่อไป แล้วพักอยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง รุ่งขึ้นเวลาเช้าตรู่ แม่โคนมโกงตัวหนึ่ง เอาเท้าดีดคนรีดนมโค ล้มไปพร้อม ด้วยนมสด เมื่อคนรีดนมโคจะด่าพระเจ้าพรหมทัต จึงกล่าวว่า ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกฟันด้วยดาบในสงคราม เดือดร้อนอยู่ เหมือนเราถูกแม่โคนม ถีบในวันนี้ จนนมสดของเขาหกไป ฉะนั้น ราชปุโรหิต ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า การที่แม่โคถีบเจ้าให้บาดเจ็บ น้ำนมหกไปนั้นเป็นความผิดอะไรของพระเจ้าพรหมทัต ท่านจึงติเตียนอยู่ ครั้นพราหมณ์ปุโรหิตกล่าวคาถาจบ คนรีดนมโคได้กล่าวคาถาอีก ๓ คาถา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ พระเจ้าปัญจาละ ควรจะได้รับความติเตียน เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้พิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่เป็นธรรม อนึ่ง เวลากลางคืนก็ถูกโจรปล้น กลางวันก็ถูกกดขี่รีดภาษีอันไม่เป็นธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย พวกเรา ถูกเจ้าหน้าที่ของพระราชาอาธรรม์ ใช้ให้หานมสดมามาก ๆ เราจำต้องรีดนมจาก แม่โคเปรียว ดุร้ายตัวนี้ เมื่อก่อนพวกเรามิได้รีดนมมัน มาวันนี้ เราถูกพวกราชบุรุษผู้ต้องการน้ำนมรีดนาทาเร้น จึงต้องรีดนมมันอยู่เดี๋ยวนี้.ถ้าหากพระเจ้าพรหมทัตนั้น ครองราชสมบัติโดยธรรม ภัยเห็นปานนี้คงไม่มาถึงพวกเรา พระราชาและพระราชปุโรหิต คิดว่า เจ้านี่พูดถูก จึงออกจากบ้านนั้น ขึ้นสู่หนทางใหญ่ มุ่งหน้าต่อพระนครกลับไปในบ้านแห่งหนึ่ง พวกนายอากรฆ่าลูกโคอ่อนตัวหนึ่ง เพื่อต้องการทำฝักดาบ จึงยึดเอาหนังไป แม่โค นมที่ลูกของตนถูกฆ่านั้นเพราะความเศร้าถึงลูกจึงไม่กินหญ้า ไม่ดื่มน้ำ เที่ยวร่ำร้องหาลูกอยู่ เด็ก ๆ ชาวบ้านเห็นดังนั้น เมื่อจะพากันด่าพระราชา จึงกล่าวว่า ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงพลัดพรากจากโอรสวิ่งคร่ำครวญเหมือนแม่โคกำพร้า พลัดพรากจากลูกวิ่งคร่ำครวญอยู่ ฉะนั้น ลำดับนั้น ปุโรหิตกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า ในการที่แม่โคของคนเลี้ยงโค เที่ยววิ่งไปมาหรือร่ำร้องอยู่นี้ เป็นความผิดอะไรของพระเจ้าพรหมทัตเล่า ลำดับนั้น เด็กชาวบ้าน ได้กล่าวว่า ดูก่อนมหาพราหมณ์ ความผิดของพระเจ้าพรหมทัต มีแน่ เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้พิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม กลางคืนก็ถูกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย ลูกโคของพวกเรายังดื่มนมอยู่ ก็ต้องถูกฆ่าตาย เพราะต้องการฝักดาบอย่างไรล่ะ ลูกโคที่ยังดื่มนมอยู่ ถูกพวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นฆ่า ด้วยอำนาจของพระราชาลามก แม่โคนมนั้นร่ำร้องหาลูกอยู่เดี๋ยวนี้ ขอพระราชานั้น จงปริเทวนาการเหมือนแม่โคนมเถิด พระราชาและราชปุโรหิตพูดว่า ดีละ พวกเจ้าพูดได้เหตุผล แล้วหลีกไปเสีย ต่อมาในระหว่างทาง ฝูงกากำลังเอาจะงอยปากจิกกินกบทั้งหลายอยู่ ณ สระแห้งแห่งหนึ่ง เมื่อพระราชาและราชปุโรหิตมาถึงที่นั้น พระโพธิสัตว์จึงบันดาลให้กบทั้งหลายแช่งด่าพระราชาความว่า ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช พร้อมด้วยพระราชโอรส จงถูกประหารในสนามรบ ให้ฝูงการุมจิกกินเหมือนเราผู้เกิดในป่า ถูกฝูงกาชาวบ้านจิกกินในวันนี้ฉะนั้น ราชปุโรหิตได้ยินดังนั้น เมื่อจะสนทนากับพวกกบ จึงกล่าวว่า เฮ้ย ! กบ ฝูงกาทั้งหลายพึงเคี้ยวกินสัตว์มีชีวิตด้วยเหตุเพียงใด ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระราชาจะชื่อว่าไม่เป็นผู้ประพฤติธรรมหาได้ไม่ พระราชาจักสามารถเข้าไปยังป่า เที่ยวรักษาเจ้าได้อย่างไร? กบได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า ท่านเป็นพรหมจารี ชาติอาธรรม์หนอ จึงกล่าวยกย่องกษัตริย์อยู่ได้ เมื่อประชากรเป็นอันมากถูกปล้นอยู่ ท่านยังบูชาพระราชาผู้น่าตำหนิอย่างยิ่ง.ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าแว่นแคว้นนี้ พึงมีพระราชาดีก็จะมั่งคั่ง เบิกบาน ผ่องใส ฝูงกาก็จะได้กินก้อนข้าวที่ดี ๆ เป็นพลี ไม่ต้องกินสัตว์เป็นเช่นพวกเรา พระราชากับราชปุโรหิต สดับคำนั้นแล้ว ดำริว่า ชนทั้งปวงที่สุดจนกระทั่งกบ ซึ่งเป็นสัตว์เดียรัจฉานอยู่ในป่า พากันด่าเราผู้เดียว แล้วเสด็จจากที่นั้นไปสู่พระนคร เสวยราชย์โดยธรรม ตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ สร้างบุญกุศลมีทานเป็นต้น พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาแสดงแก่พระเจ้าโกศลแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมดาพระราชาควรละการลุอำนาจอคติ เสวยราชสมบัติโดยธรรม แล้วทรงประชุมชาดกว่า ภัณฑุติณฑุกเทวดา ในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล จบภัณฑุติณฑุกชาดก