finalรายงานการจัดงาน ว.บบบ. และงานเพื่อฟ้าดิน 2561-2562 (1).docx

โฟลเดอร์2561-2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์951 KB
วันที่แก้ไข8 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

รายงานการจัดงาน ว.บบบ. และงานเพื่อฟ้าดิน ๒๕๖๑ - ๒๕๖๒ ณ บวรราชธานีอโศก

งานเพื่อฟ้าดิน เป็นงานประจำปีที่จัดในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ในปีนี้ให้ชื่อว่า ปฏิบัติธรรมข้ามปี ทำชีวีให้พ้นภัย ๕ ชาวอโศกได้มารวมตัวกัน เพื่อฟ้าดิน เป็นโอกาสที่ได้มารวมแรงร่วมใจอีกครั้ง บำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม สร้างสรรงานกุศล ได้ทั้งลดละขัดเกลากิเลสเพื่อประโยชน์ตน ได้ทั้งประโยชน์หมู่กลุ่ม ร่วมกันพัฒนาบ้านราชฯ แผ่นดินพุทธแห่งนี้ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และยังได้เผื่อแผ่ สะพัดแจกจ่ายไปถึงพี่น้องภายนอกที่อยู่ภายใต้ฟ้าดินเดียวกันอีกด้วย นับเป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่ได้พานำ พาทำมาเกือบครึ่งศตวรรษ

งานวิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม หรือ ว.บบบ. นับเป็นปีที่สองแล้วที่ชาวอโศกนำงานสอบไล่ครั้งใหญ่ประจำปี คืองานวิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม หรือ ว.บบบ. ผนวกเข้ากับงาน เพื่อฟ้าดิน พี่น้องยังคงให้ความร่วมมือ สนอกสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดเตรียมไว้อย่างแข็งขันพร้อมเพรียง และขมีขมันติวเข้มอ่านหนังสือพ่อครูเล่มยักษ์ "คนจนที่มีแบบ" ตำราเรียนกว่า ๕๐๐ หน้า ที่ถือเป็นคัมภีร์เล่มสำคัญอีกเล่มหนึ่งในยุคนี้ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบไล่ใหญ่ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๒

พิสูจน์จิตอาสา ปีนี้พิเศษที่มีงานจิตอาสาเพื่อพัฒนาบวรราชธานีอโศกเพิ่มขึ้นอีกหลายงาน ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทั้งญาติธรรม และที่สำคัญพี่น้องทุกพุทธสถาน ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ที่ได้เสียสละ ช่วยเหลือ เข้ามาผัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอดต่อเนื่องทั้งปี มาเติมเต็มเป็นจิตอาสาให้ทั้ง ๓ ร้านค้า คือ ร้านพิสูจน์จิตอาสา ห้านปันกัน และห้านนี้มีซื่อนะ ให้มีความคึกคัก และความสะดวกเพื่อบริการประชาชน ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านราชฯ ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุก

อ่านต่อ

วัน

งานกสิกรรมหลากหลาย อาหารเป็นหนึ่งในโลก ชาวอโศกจึงต้องเร่งผลิตอาหารสะอาด ที่สำคัญคือไร้สารพิษ เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนพี่น้องที่เพิ่มขึ้น ดังที่พ่อครูอยากให้ชาวอโศกมาเป็นหนึ่งในพัน และที่ผัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาช่วยเหลืองานในปีนี้ ที่ระดมมาจัดกันที่บ้านราชฯแทบทุกงาน มีการทำนาเพิ่มขึ้น มีแปลงกสิกรรมขนาดใหญ่ และขนาดเล็กเพิ่มอีกหลายจุด เพื่อจะพัฒนาบ้านราชฯให้สมกับเป็นราชธานีของชาวอโศก กสิกรรมยั่งยืนอีกรูปแบบหนึ่งที่นำมาสาธิตในงานนี้โดย คุณคำนึง นวลมณี คือ เพอร์มาคัลเจอร์ เป็นการนำอินทรีย์วัตถุทางการเกษตรมาสุมรวมกัน กิ่งไม้ เศษไม้ ใบไม้ ก้อนหิน หญ้า ขยะเปียก เป็นชั้นๆ พืชผักที่นำมาปลูกบนเนินดินหรือโพนนี้ จะได้รับธาตุอาหาร และน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต โดยไม่ต้องเติมปุ๋ย ทำครั้งเดียวสามารถใช้เป็นแปลงปลูกพืชผักได้นาน โดยไม่ต้องได้รับการดูแลรักษามากนัก

ค่าย ‘สร้างคนจนที่มีแบบ’ ก่อนงาน ว.บบบ และงานเพื่อฟ้าดิน ตั้งแต่วันที่ ๒๐ - ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ มีงานค่าย ม. ๓ ชื่อ ‘สร้างคนจนที่มีแบบ’ ซึ่งมีนักเรียนสัมมาสิกขา ๖ แห่งของชาวอโศก รวม ๕๕ คน เพื่อเตรียมงานเพื่อฟ้าดิน ซึ่งสามารถช่วยผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นงานแปลงเกษตร งานจัดเตรียมสถานที่เฮือนบวร และยังมีนักเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก มาช่วยจัดเตรียมพื้นที่ขายสินค้าในงานเพื่อฟ้าดินวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๑ - ๑ มกราคม ๒๕๖๒

ก่อนเริ่มงานมีการ ปฐมนิเทศ ว.บบบ โดย สมณะบินบน ถิรจิตโต ได้ให้สัมมาทิฏฐิแก่นิสิตว่า เราก็เป็นบริษัทแห่งหนึ่ง ชื่อว่าพุทธบริษัท การปฐมนิเทศ คือมาฟังว่าเรามีหน้าที่อะไรบ้างในบริษัท การลดกิเลสลงได้ ถือว่าบริษัทได้กำไร แต่ถ้าเปรียบเทียบเป็นโรงพยาบาล พวกเราก็เป็นเหมือนคนป่วย สมณะ สิกขมาตุ ก็เหมือนหมอน้อย มีหน้าที่แนะนำว่าอะไรแสลงต่อโรค คือโรคทางจิตวิญญาณ แล้วเรียนรู้วิธีรักษา โดยมาศึกษาซึ่งกันและกัน หมอที่ดีที่สุดคือตัวเรา...... สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน อโศกตระกูล บอกว่าช่วงเวลานี้เป็น ๗ วันอันตราย พ่อครูก็ให้พวกเรามาทำกุศล มาสอบ ว.บบบ จากมีเข็ม มีเสื้อ จนถึงไม่มีอะไร มี บุญ การสอบก็มีคะแนนเป็นสมมุติ แต่มรรคผลอยู่ที่จิตวิญญาณ

๐๔.๓๐ น. เสียงระฆังปลุก ให้เริ่มเวลาแห่งบุญด้วยการสวดมนต์ทำวัตรเช้า หลังจากนั้นพ่อครูแสดงธรรมถึง ๐๖.๓๐ ทุกวัน มีจำนวนผู้ฟังธรรมสูงสุดในงานนี้ ๗๗๐ คน การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการฟังธรรม ได้ฝึกฝนให้ได้ตื่นแต่เช้าขับไล่ความขี้เกียจ และได้ฝึกฝนจิตใจให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ปรับความคิดเห็นให้ถูกตรงในทุกๆเช้า ยิ่งได้ฟังธรรมสดๆจากพ่อครูผู้เป็นสัตบุรุษ และยังมีพลังมหาศาลในการถ่ายทอดวิชชาอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย นับเป็นยาบำรุงชั้นดีให้แก่พวกเราลูกๆได้มีทั้งกำลังกาย และกำลังจิตที่เข้มแข็ง แข็งแรงตามไปด้วย เพียงเท่านี้ก็คุ้มค่ากับการได้มาร่วมงาน

หลังจากได้ออกกำลังจิตในช่วงเช้ามืด ก็ได้เวลาออกกำลังกายทำประโยชน์กันบ้าง แต่่ก่อนจะได้ออกกำลัง ชาวบ้านราชฯก็ขอเติมกำลังให้พี่น้องก่อน ด้วยการเตรียมอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นน้ำซุปผักปั่น ที่มีทั้งแบบดิบและแบบต้มสุกแล้ว ผักที่นำมาให้พี่น้องทานกัน ก็เป็นผักที่ปลูกเองทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมี น้ำงา น้ำถั่วนานาชนิด วันละหลายๆหม้อเบอร์ใหญ่ยักษ์ ซึ่งทางทีมโรงครัวต้องตื่นมาเตรียมงานกันตั้งแต่ตี๑ เลยทีเดียว แต่ก็เต็มใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นพี่น้องมารับบริการกันอย่างอบอุ่นในทุกๆเช้า

เมื่อเติมพลังกันแล้ว ก็มาเริ่มงานการบำเพ็ญคุณตามฐานงานต่างๆ ปีนี้สิกขมาตุได้เตรียมงานไว้ให้อย่างหลากหลาย ฐานกสิกรรมหลายพื้นที่ เช่น ที่ริมมูลกับปู่เถาว์ ลานกราบ สวนทำกิน สวนวังไพร สวนไวพลัง สวนลุงไม้ผล สวนคำกลาง สวนแม่เปลี่ยน สวนป้ามี สวนอาละอองนิล มีการทำนาโยน ที่นาคำยอด และที่แปลงเพอร์มาคัลเจอร์...ฐานอื่นๆที่ได้ไปช่วยกันอย่างเช่น การทำเต้าเจี้ยว ปลาร้าเจ กะปิเจ...ฐานโฮงปัว มีงานสมุนไพร คัดเลือก หั่น ขิง...ฐานโรงสีบุญคุณข้าว...ฐานโรงปุ๋ยพลังชีวิต...ฐาน สขจ. และการช่วยกันตระเตรียมพื้นที่อาคารบวร เพื่อจัดงานและขายสินค้าในงานเพื่อฟ้าดิน

ในตอนบ่ายเป็นช่วงที่เราจะได้พบสมณะ สิกขมาตุ ประจำกลุ่ม ที่ท่านได้เมตตาเป็นที่ปรึกษา สามารถปรึกษาได้ทั้งเรื่องปัญหาในการทำงาน ปัญหาส่วนตัวที่ได้กระทบผัสสะต่างๆ และท่านยังเป็นติวเตอร์สำหรับการสอบที่จะมาถึงให้อีกด้วย

ธรรมะพ่อครู วันพุธที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๑ ราชธานีของโลกุตรธรรม

ปัญญาขั้นโลกุตระ หมายความว่า มีความฉลาดทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แล้วมีสติสัมปชัญญะ มีปัญญารู้ตามจิตของเรา แล้วรู้จัก ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ว่ามีกาม มีพยาบาท ผสมมากับจิตไหม ถ้ามี ก็รู้ทัน วิเคราะห์วิจัย จับอาการของกาม ของปฏิฆะ มากำจัด ด้วยการกดข่ม สมถะ แล้วก็ใช้ความรู้ พิจารณาอาการว่า มันเป็นพลังงานที่เกิดในจิตเรา มันเกิดเป็นคราว มันเปลี่ยนแปลงมันไม่เที่ยง เกิดอารมณ์พอใจเรียกว่าสุข ไม่พอใจเรียกว่าทุกข์ ผู้ไม่ศึกษาก็ไม่รู้ว่า เหตุอะไรมันเกิดสุข เหตุอะไรมันเกิดทุกข์ เหตุ คือที่เราตั้งเป้าเอาไว้ เรียกว่าอุปาทาน ยึดติดแน่นแกะไม่ออกมานานไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว ถ้าได้อย่างนี้พอใจ อย่างนี้ไม่พอใจ ยึดติดอยู่อย่างนั้น แล้วบำเรออารมณ์ตัวเอง สุขกับทุกข์เป็น dualism เป็นคู่หู คู่รักคู่ปฏิปักษ์ คู่ดูดกับคู่ผลัก ศาสนาเทวนิยมไม่เรียนรู้สภาวะลึกซึ้งนี้ ไม่สามารถทำให้หมดสุขหมดทุกข์ ก็หลงสุข ไม่พอใจทุกข์ แต่ไม่มีวิธีที่จะเลิกทุกข์ หมดวิธีก็โยนไปให้ God แต่แท้จริงแล้วสุขกับทุกข์เป็นตัวเดียวกัน เป็นแต่เพียงกลับกันในอารมณ์ยึดติด.... สุขมันก็ไม่มี ทุกข์มันก็ไม่มี มันเป็นอนัตตา ศาสนาพุทธเรียนรู้ จนกระทั่งไม่ต้องไปบ้า พอใจไม่พอใจ สุขทุกข์อยู่กับการยึดติด เมื่อถูกกระทบอย่างนี้ก็คืออย่างนี้ ถูกกระแทกกระแทกทำไม อะไรมากระแทก ถึงขั้นเจ็บปวดก็รู้ ตากระทบรูป เห็นรูปร่างสีสัน กลิ่นเสียงสัมผัสก็นัยยะเดียวกัน ไม่ต้องไปโง่! ทำจิตรู้ความจริงตามความเป็นจริงในปัจจุบันอย่างไม่ได้ยึดติด มันมีแต่ ๑ มันทรงอยู่ที่ ๑ ผู้ที่เข้าใจ ๑ ได้ อาศัย ๑ ได้ เมื่อมันไม่มี มันก็คือจิตของเรา เราจึงหมดปัญหา มีแต่ปัญญา ก็คือสูญ จิตเราก็มีสูญ ขอยืมพยัญชะมาใช้ คนนี้ก็เหลือแต่สุข สุ คือดี ข คือว่าง สุดท้ายมันก็ว่าง มันก็ ๐ ไม่ยึดมั่นถือมั่น จิตเราเป็นผู้ที่มีความสูง มีสุญญตา มีนิพพาน ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วจึงเข้าใจ สุขทุกข์ที่คนยึดติด เราไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ยึดติด รู้จักการหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามสภาพ รู้จักสิ่งที่เป็น Static Dynamic รู้จักสิ่งที่เป็นก้อนและเคลื่อนไหว ๒ อย่าง คือรูปกับนามเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็จะหมดสงสัยในโลกนี้ รู้จักสังขารการปรุงแต่ง ดิน น้ำ ไฟ ลม แม้ที่สุดมาเป็นชีวะ เป็นจิตวิญญาณ ก็เป็นจิตวิญญาณที่เข้าไปปรุงแต่ง ก็เป็น ๒ เหมือนกัน เข้าใจเทวะ เข้าใจ ๒ เป็น ๑ เป็น ๐ อย่างสมบูรณ์แบบ

ธรรมะพ่อครู วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๑ บุคคล ๙ ในเอกกนิทเทส

ชีวิตของพวกเรามันสงบสบาย และสนุก ความสนุกของพวกเราเป็นธรรมรส เป็นวิมุตติรส ทำยากแต่เราก็ฝึกฝน เพราะเรามีศรัทธา มีความเชื่อในทิศทางว่าจะให้ชีวิตของพวกเราพัฒนาการไปสู่จุดอย่างไร เป็นนิพพาน เป็นความสุดยอด ชีวิตของพวกเรามาหลอมรวมกัน มีผู้นำ มีองค์รวมของความคิด ความรู้ ของจิตวิญญาณที่เป็นไปอย่างมั่นคงแน่วแน่ และมีปฏิภาณปัญญา มีนิรุตติภาษา เอามาสื่อ มาสาธยายแจกแจงให้ผู้อื่นเข้าใจได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าท่านสาธยายได้ สัตถาเทวะมะนุสสานัง ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครเท่าเทียม ผู้ที่ดำเนินรอยตามพระพุทธเจ้าเป็นโพธิสัตว์ก็จะได้อย่างนั้นไปตามลำดับ อย่างแท้จริง มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นอย่างพระพุทธเจ้าได้ ซึ่งต่างกับเทวนิยม ที่ใครก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นถึงผู้รู้สุดยอดเท่าพระเจ้า พระเจ้าสงวนลิขสิทธิ์สูงสุด แล้วพระเจ้าก็ไม่มีใครรู้ว่าอยู่หนใด ของเรารู้ว่าพระพุทธเจ้าอยู่หนใด เป็นอย่างไร สุขาของพุทธรู้ว่าอยู่หนใด สุขาเป็นอารมณ์เป็นความรู้สึกของมนุษย์แต่ละคน ตนเองสามารถเรียนรู้ จนกระทั่งเข้าไปรู้ เข้าไปดูเวทนาของเราได้ มากน้อยจริงแค่ไหน แล้วแต่ของใครของมัน ผู้ที่อวิชชาจะไม่สามารถรู้จักแยกแยะรายละเอียด อาการหรือพฤติของ โศกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ไม่รู้สังขาร ไม่รู้นามรูป ไม่รู้อายตนะ ไม่รู้ผัสสะ ไม่รู้เวทนา ไม่รู้ตัณหา ไม่รู้อุปาทาน ไม่รู้ภพชาติ เมื่อไม่มาเรียน ที่จะรู้ในภาวะ ๒ คือเทวะ คือพยัญชนะกับสภาวะ ไม่ได้มาวิจัยวิจารณ์วิเคราะห์ ก็ไม่เกิดความรู้ในตนเอง

ธรรมะพ่อครู วันศุกร์ที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๑ สลายอาสวะให้ทะลุไปหาอนุสัย

มาศึกษาสังโยชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ต้องมีการศึกษาสักกายะ มีกาย มีวิธีปฏิบัติถูกต้องไหม ตรวจให้พ้นวิจิกิจฉา ชัดเจนในตัวกิเลสที่จะต้องฆ่า และเครื่องมือที่จะฆ่าคือศีลพรต คือชัดเจนในตัวโจรแท้กับวรยุทธ์ พ้นวิจิกิจฉาแล้ว และลงมือทำ ถ้าคุณยังทำไม่ได้ ยังอยู่แค่ สีลัพพตุปาทาน คือ ปฏิบัติเพียงแค่ยึดมั่นในศีลอย่างอุปาทาน ยังไม่เข้าร่องรอย ยังไม่สัมมาทิฏฐิ....แม้ทำอย่างสัมมาทิฏฐิ มีปัญญารู้จักแยกแยะกิเลสแต่ไม่ลงมือประหาร ยังเล่นหัวกับกิเลส เหยาะแหยะลูบคลำ ก็ไม่พ้นสีลัพพตปรามาส ต้องประหาร จึงจะพ้นอาสวะชุดแรก เมื่อหมดอาสวะจากกาม จากปฏิฆะแล้ว ศึกษาทิฏฐิให้พ้นสงสัย แล้วปฏิบัติการฆ่าอย่างถูกตัวถูกตนหมด จนกระทั่งเหลือสุดท้าย คือมานานุสัย มานะคือถือดี คุณมีดี แต่คุณยึดดีถือดี เอาดีไปทำร้าย เบียดเบียนคนอื่น ข่มคนอื่น เอาเปรียบเขา ก็จะต้องเรียนรู้ตัวเอง หมดมานานุสัยแล้ว เหลือภวานุสัย เป็นอาสวะเบื้องสูง ภพเล็กละเอียด ก็ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นกิเลสหรอก แต่มันเป็น ภาวะวอบๆแวมๆ ที่กวนใจอยู่บ้าง ไม่สะอาด เป็นเหมือนความหมองของเพชร ต้องเช็ดปัดออกให้สะอาด เป็นคู่สุดท้ายกับอวิชชา เป็นรูป อรูปภายในที่อยู่ลึก กวนใจอยู่ จนกว่าจะสงบหมด จะว่าไปแล้วโพธิสัตว์ยังอาศัยภวานุสัยด้วย อาศัยแล้วสร้างเจโตวสิปัตโต สร้างอำนาจให้เหนือกว่าสิ่งเหล่านี้ได้ จนอยู่ในอาณัติ มีอำนาจเหนือ ภวานุสัย เป็นตัวสุดท้ายที่เราจะเลิกรา

เมื่อเราสามารถสร้างพลังงานที่จัดการกับกิเลสได้ ก็สามารถสร้างไปใช้กับการกระทำอื่นได้ แต่ต้องทำพลังงานนี้ให้ดี ฌานคือพลังงานที่สร้าง ทั้งฌานและบุญมีอยู่แต่ในปัจจุบันเท่านั้น ทำขึ้นมาแล้ว ฌานก็สลายกิเลส พอสลายกิเลสสำเร็จ เรียกว่าบุญ สลายกิเลสได้ส่วนหนึ่งเรียกว่าส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยา ส่วนกิเลสที่ยังไม่หมด ยังเหลือ ก็ต้องสร้างฌานให้เกิดบุญอีก สลายอีกให้เกลี้ยง ทำอย่าง อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง

ธรรมะพ่อครู วันอาทิตย์ที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๑ ชาวอโศกคือผู้หมดทุกข์ 5 ประการ

อาตมานำเอาทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มาให้ปฏิบัติกันจนถึงวันนี้ อาตมาทำให้พวกเราเกิดพัฒนาการอยู่ทุกวินาที จิตวิญญาณเรา ใน ๕ ตัวนี้ บางทีมันก็มีบ้าง -โศก พวกเราคือพวกอโศกะ -ปริเทวะ เรียนรู้ความเป็นธรรมะ ๒ ความเป็นเทว ครบพร้อม จัดการเวทนา ๒ เป็นหลัก -ทุกข เป็นตัวตรงกลาง เป็นก้อนทุกข์ -โทมนัส คือความทุกข์ส่วนใน -อุปายาสะ คือเศษธุลีละอองของความทุกข์

เทวธัมมา ทวเยนะ เอกสโมสรณา ภวันติ คือหัวใจศาสนาพุทธ ..รู้จักเวทนาสอง ธรรมะ ๒ แล้วจับตัวเวทนาคือความรู้สึก เป็นสัมผัสแรกของผัสสะ ไม่มีผัสสะไม่มีเวทนา ก็ไม่มีวิญญาณ คนเรามีธาตุรู้อยู่ภายในคือสัญญากับสังขาร เท่ากับพืช พืชไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เพราะฉะนั้นพืชไม่มีสุขไม่มีทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ทำจิตนิยามนี้ให้เหมือนพืช เป็นพลังงานจิตที่มีการกระทบสัมผัส แล้วก็เกิดจิตวิญญาณให้เป็นผู้ยังความมีอำนาจในจิตตัวเอง สามารถทำให้จิตของเราเป็นไปอย่างไรก็ได้ แต่ไม่โง่ไปเป็นทุกข์ โทมนัส โศกะ คือทำเวทนาให้เหลือ ๑ อย่างเป็นวสวัตตี คนโลกีย์ก็สามารถมีอุเบกขา เป็นความรู้สึกที่มันเฉยๆ กลางๆ เป็นแบบเคหสิตอุเบกขาเวทนาไม่ใช่ความบรรลุธรรม เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา คือ ทำให้เป็นอุเบกขาด้วยปัญญา ด้วยการมีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วก็สามารถที่จะมีความรู้ตามปฏิจจสมุปบาททั้งสาย รู้ตั้งแต่สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา แล้วจัดการกับเวทนานี้ มีตัวเคลื่อนคือตัณหา ก็ล้างตัณหา มีเศษเป็นอุปาทานตกตะกอนอยู่ ก็ล้าง แม้จะกระทบอย่างแรงๆอย่างไรๆ อุปาทานก็ไม่เกิดตัณหา ไม่ฟุ้งกระจาย มีแต่กัมมัญญาเร็วไวเป็นมุทุภูตธาตุ ยิ่งปริสุทธา ปริโยทาตา ปภัสสรา ยิ่งทำกรรมการงานได้อย่างดีเป็น สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง กุสลัสสูปสัมปทา เพราะว่าได้ทำ สจิตติปริโยทปนัง ถ้าจะทำกรรมกิริยา ก็มีแต่ดี แต่กุศล บุญก็ไม่มี บาปก็ไม่มีแล้ว ปุญญปาปปริขีโณ ทั้งบุญทั้งบาปดับสิ้น

พ่อครูแสดงธรรมเปิดงานเพื่อฟ้าดิน ๒๕๖๒

อาตมาสบายใจว่าเรามีชีวิตปลอดภัย เพราะไม่ได้ไปทำร้ายใคร พลังงานอัตภาพของชีวิตแต่ละคน ของทุกกรรม มันมีอยู่ มันเป็นสิ่งสะสมตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ว่ากรรมเป็นเรื่องสะสม วิบากเป็นเรื่องจริง อื่นอะไรไม่จริงเท่ากรรม กระทำในที่ลับที่แจ้งก็เป็นของของเรา กัมมัสกตา กัมมทายาโท แต่คนไม่เข้าใจ ยังไปยกให้กันได้อยู่ อาตมาอธิบายว่ากรรมแบ่งไม่ได้ ยิ่งบุญยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย เป็นพลังงานที่ทำงานกำจัดกิเลสอย่างเดียว ฆ่ากิเลสเสร็จแล้วบุญก็หายวับไปด้วยเลย อาตมาพูดมาเขายังไม่ค่อยเข้าใจ ผู้ที่ถือว่ามีภูมิรู้ก็ยังไม่ชัดเจน แสดงถึงความเสื่อม ความผิดเพี้ยนไปจากสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ก็ต้องฟื้นต้องดึงขึ้นมา ต้องเอากลับคืนมาให้ได้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่สุดยอดแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งสุดยอดประเสริฐของมนุษย์ให้เอามาศึกษา ปฏิบัติ ทุกวันนี้โลกกำลังพัฒนาสู่ความเจริญ ไปสู่จุดสูงสุดประเสริฐ จุดดีงามที่แท้จริง มีนิมิตหมายคือ ในหลวงร.๙ ท่านทรงงานมาตลอดพระชนม์ชีพ ในหลวงทรงงานเป็นรูปธรรม คนมองเห็นได้อย่างชัดเจน เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น รู้กันไปทั่วโลก เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นโลกุตรธรรม ท่านทรงงานมากว่า ๗๐ พรรษา ส่วนอาตมาทำทางด้านนามธรรม ทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยมีคนเห็น อาตมารู้ว่ามันรู้ยาก คนไม่รู้ได้ง่ายๆ แล้วเข้าใจผิดอีกต่างหาก เช่นว่าอาตมาด่าคน อาตมานี่ด่าเอาบุญนะ คำด่าของอาตมา ด่าเพื่อให้เกิดบุญ เพื่อให้เขาชำระกิเลส เพื่อให้เขาได้สำนึกว่าตัวเองทำไม่ดี ต้องถูกด่าว่าตำหนิติเตียน ตำหนิแล้วตำหนิอีก พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราจะกระหนาบแล้วกระหนาบอีก จะตำหนิแล้วตำหนิอีก เหมือนช่างปั้นหม้อ ในขณะที่ดินยังเปียกยังเหนียวอยู่ ยังไม่แห้งจึงจะปั้นได้ เหมือนรีบร้อนกำหราบ แถมยังตำหนิอย่างแรง มันเป็นความจำเป็น เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน ถ้าอาตมามีกำลังมากกว่านี้อาจจะทำยิ่งกว่านี้ อัตราความชั่วมันก้าวหน้ายกกำลัง แล้วเขาโฆษณาความชั่วด้วย ควรจะมาช่วยกันโฆษณาความดี ร่วมไม้ร่วมมือกระจายให้คนรู้จักสิ่งที่ดี ให้ได้มากๆเร็วๆ จะสิ้นปีแล้วก็ให้มาช่วยกันเถอะผู้ที่รู้ มารวมกันสักพันคน พลังงานคนที่เป็นอาริยะสอดประสานร่วมไม้ร่วมมือกัน เป็นกลุ่มเป็นพลังรวม เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นเอกภาพ จะเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ ราชธานีอโศกยังมีที่ทาง ยังว่าง จะมาปลูกบ้านช่องเป็นของตัวเองก็ยังได้ อีกหน่อยมันเต็มแล้วมันไม่มีที่แล้ว อย่าหาว่าไม่เตือน

ธรรมะพ่อครู วันจันทร์ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ ส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่นิพพาน

สุขทุกข์นี่แหละเป็นเทวดา เป็นธรรมะ ๒ ....หมดสุขหมดทุกข์ ดับเทวะ เป็นนิพพาน ดีชั่วถูกผิด เป็นโลกียะ ไปดับมันไม่ได้ คุณก็ต้องมีโลกด้วย ว่ามันเป็นอย่างไร มีตัวมีตนไหม ถ้าใครไปยึดเข้าแล้วเป็นอุปาทาน มันถึงจะมี ถ้าคุณคิด แล้วทิ้งไป มันจะเหลืออะไร นิพพานไม่ใช่อยู่ที่ดีหรือชั่ว ไม่ใช่ถูกหรือผิด นิพพานอยู่ที่สุขกับทุกข์ สุขนี่แหละเป็นตัวร้าย คุณได้สุขมันก็ต้องมีทุกข์ เพราะมันเป็นเทว เป็น duality เป็นภาวะคู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดมาก อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ กระทั่งถึงอารมณ์อุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์ อาการของอารมณ์ จะต้องรู้ด้วยตน อ่านสัมผัสของเราเอง ไม่มีใครอ่านอาการในจิตของเราได้ มันเป็นของใครของมัน ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ

คำว่าเทว หมายความว่าสุข เป็นเจ้าแห่งความสุข เป็นภาวะที่ยิ่งใหญ่ เป็น God....คนที่ไม่ศึกษาธรรมะ เขาก็ไม่รู้ความเป็น ๒ ความเป็นเทว จะเอาแต่สุข จะไม่ลึกซึ้งดีชั่วที่ประกอบไปด้วยบุญบาป ประกอบไปด้วยพลังงานที่มันไม่เที่ยง รู้กันแค่ภาษาที่พูด แต่สภาวะจริงนั้นจะมีได้ก็ต้องฝึกกันอย่างชำนาญ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ ๗ แล้ว ยังไม่เป็นมุทุภูตธาตุที่เก่ง ทุกวันนี้ที่ไม่เห็นความสำคัญนั้นวางหมดเลย เอาพลังงานมายึดไอ้ที่สำคัญ ที่เป็นโลกุตระ ที่เป็นปรมัตถ์ ซึ่งมันก็ไม่ใช่น้อย อาตมายังต้องฝึกตัวมุทุภูตธาตุให้เร็วขึ้น ทุกวันนี้ วจีิของอาตมายังมีแรง กายวิญญัติไม่แรงเลย เลยยังมีพลังงานอีกมาก ไปแปลงเป็นกุศล ก็สังเคราะห์มาทำงานศาสนา สรุปแล้วสุขทุกข์นี่เป็นตัวประเด็นของนิพพาน ไม่ใช่ดีหรือชั่ว ผิดหรือถูก ที่เป็นโลกียะ

ธรรมะพ่อครู วันอังคารที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๒ พรปีใหม่ขับไล่อวิชชาจากพ่อครู

๑ มกราคม ๒๕๖๒ วันเวลาก็หมุนเวียนมาจนถึงวันปีใหม่ ขออนุโมทนาสาธุกับทุกๆคน ที่พยามนำชีวิตให้ดำเนินไปในทิศทางที่ควรจะเป็น คือต้องพยามหาสิ่งที่ประเสริฐ สิ่งที่เจริญสำหรับจิตวิญญาณ ในโลกมีแต่แสวงหาความรู้ที่เพิ่มอุปาทาน เพิ่มตัณหา เพิ่มภพชาติ มันก็เลยยิ่งเพิ่ม โศกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ เพราะอวิชชา ความไม่รู้ ก็เลยเพิ่มสิ่งที่ไม่ควรเพิ่ม แต่ละวินาที ทุกอย่างคือสังขาร ๓ ปรุงแต่งอยู่กับเรา ตั้งแต่เริ่มคิด ดำริ อะไรขึ้นมา มันก็มีตัวอาการ มีกาม มีปฏิฆะเข้าไปร่วมปรุง ปรุงขึ้นมาก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะอวิชชา ไม่ศึกษาฝีกฝนว่า จิตมันปรุงอย่างไร จนมาเป็น มิจฉาสังกัปปะ แต่พวกเราเอาคำสอนพระพุทธเจ้าที่อาตมาอธิบายไป สังวรปธาน เวลาเราสัมผัสสิ่งนั้นสิ่งนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีสัมผัส ๖ ก็สังวร มันเกิดที่จิตแล้ว จิตเรามีกิเลสมาร่วมปรุงแต่งหรือไม่ ถ้ามีเราก็ประหารกิเลสในจิต เป็นปหานปธานได้ผลเป็นภาวนาปธาน คือการเกิดผลของการประหารอยู่ในชีวิตประจำวัน ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส จมูกกระทบกลิ่น กายสัมผัส แล้วเกิดกิเลส ก็อ่านกิเลสออก พิจารณาด้วยการไตร่ตรองเรียนรู้ ประหารกิเลสได้ นี่คือการรู้ไตรลักษณ์ ไม่ใช่ไปท่อง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่เราอ่านจิตเราเสมอ สัมผัสเกี่ยวข้องกับอะไรอยู่ นี่คือวิธีปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต แล้วก็ให้สงบหยุด

ผู้ที่ได้ศึกษา ฝึกฝน ปฏิบัติได้ละเอียดลออได้ผลและก็รักษาผล อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมังไปเรื่อยๆ เป็นปัญญาที่ ๒....ปัญญาที่ ๓ มันวิเศษ เป็นงานที่พระพุทธเจ้าได้พาทำ ปุถุชนไม่รู้เรื่อง ถ้าเป็นอาริยสาวกของพระพุทธเจ้า จะเชื่อมั่น เห็นจริงว่าทฤษฎีนี้เป็นหลักปฏิบัติ สามารถทำได้ เห็นว่าวิติกมกิเลสหายไป ปริยุฏฐานกิเลสยังอยู่ รู้จักสักกายะทิฐิ พ้นวิจิกิจฉา แล้วมีศีลพรตที่จะปฏิบัติให้ลดละ

ความรู้ที่อาตมา มารื้อฟื้น มากอบกู้ความถูกต้องในวงการศาสนาพุทธ ที่เขาได้ทำบาป ทั้งความเสื่อม ความผิดไปจากธรรมะพระพุทธเจ้า นี่คือคำพูดที่ได้สาธยายธรรมในวันปีใหม่ คนที่รู้สาระ จะมาร่วมกับหมู่มิตรดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี มาสร้างฉันทะ มามีศีล เรียนรู้อัตตา จัดการลดละอัตตาด้วยความรู้ที่สัมมาทิฏฐิ โดยไม่ประมาท แล้วโยนิโสมนสิการ ไม่ได้แปลว่าคิดเท่านั้น แต่คือผู้ที่ทำใจได้อย่างถ่องแท้ แยบคาย ลงไปถึงที่กิเลสเกิด เป็นหทยรูป แล้วเราก็แยกภาวรูปนี้ออกได้ เป็นธรรมะ ๒ มีกิเลสเป็นอิตถีภาวะดิ้นอยู่ในจิต เป็นจิตเก๊ จิตปลอมอยู่ ก็จัดการเลย ตัวกิเลสนี้ อาหารของมันคือกาม คือพยาบาท จัดการปริเฉทรูป เป็นหมวดหมู่ แล้วก็สามารถที่จะแยกแยะตัวกิเลสที่มันปรุงแต่งอยู่ได้ จัดการสังเคราะห์สังขาร จับกิเลสได้ก็ประหาร กิเลสลดลง จนจิตสะอาดจิตว่าง อยู่ในลักษณะ วิการรูป ๕

ไม่ใช่พระพุทธเจ้าตรัสให้ท่องพยัญชนะได้เฉยๆ แต่เราเรียนรู้ แล้วเรามีอาการ มีสภาวะนี้ในจิต เข้าใจ เห็นจริง สัมผัสพยัญชนะคืออะไรแล้วสภาวะคืออะไร เราก็ทำได้สำเร็จ จิตเราก็สามารถที่จะมี วสวัตตี มีอำนาจเหนือจิตควบคุมจิตได้

อาตมาก็อุ่นใจว่า ชาตินี้ยังมีคนแสวงหา ฟังธรรมโลกุตระ อาตมาว่าสนุกนะ พยามเผยแพร่ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ พวกคุณรู้แล้วก็ทำได้ด้วย ไม่เป็นหมัน อาตมาก็ยืนหยัดยืนยันเลยว่า โลกุตรธรรมสูญไปจากศาสนาพุทธแล้วในปัจจุบัน อาตมาเป็นผู้กอบกู้ขึ้นมา อาตมาเป็นสยังอภิญญา ตามสัมมาทิฏฐิข้อที่ ๑๐ มาอธิบายว่า นัตถิทินนัง ที่ทำทานกันนั้นมันผิดหมด ทุกวันนี้ทำทานแล้วไม่มีผล มีแต่กิเลสหนาขึ้น พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าตั้งจิตอยากได้อะไร ทานนั้นคือให้ ไม่ต้องไปหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ อยากได้ก็ทำขึ้นมา ไม่อ้อนวอนร้องขอ อยู่ที่กรรม อยากได้ก็ทำเอา อัตตาหิ อัตโนนาโถ อย่าเบียดเบียนคนอื่น มีแต่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น แต่สอนกันผิดเพี้ยนเป็นอ้อนวอนร้องขอ เป็นคนไม่มีสมรรถนะ เป็นคนโง่ เบียดเบียนคนอื่น ขออภัย....กลายเป็นนักบวชที่ไปกินอยู่บนหลังฆราวาส กลายเป็นนักไถ แล้วทำนาที่ไหน ทำนาบนหลังคน

ศาสนาพุทธให้เอาออก อปจยะ ให้มักน้อยสันโดษ เกื้อกูล สร้างสรรค์ ขยัน แจกจ่าย เป็นเศรษฐศาสตร์ที่สุดยอด อาตมาให้พวกเราทำสาธารณโภคี ขยันหมั่นเพียร ผลผลิตเอามารวมกันกองกลาง แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ระบบเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคีตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มีจริงในโลก ทำให้คนอยู่สุขสำราญเบิกบานใจ อยู่อย่างไม่แย่งชิง เกื้อกูล อุดมสมบูรณ์ ไม่แย่งลาภยศสรรเสริญ ทฤษฎีนี้เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุด ประเสริฐที่สุด ในประเทศไทยนี้มีผู้รู้คือโพธิรักษ์ แล้วผู้รู้อีกท่านหนึ่งก็คือในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านเอามาประกาศ พาทำอยู่ตั้ง ๗๐ พรรษา เอาแบบคนจน มาขาดทุน ขาดทุนนี่แหละคือนักเศรษฐศาสตร์ คนที่เอากำไร เอาเปรียบไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ เป็นการทำลายเศรษฐกิจ เป็นการสร้างเศรษฐกิจให้แก่ตนเอง เป็นเศรษฐกิจเห็นแก่ตัว

อาตมาทุกวันนี้สร้างอะไร สร้างธรรมชาติ สถานที่พักผ่อนรื่นรมย์ สร้างสิ่งเเวดล้อม เพราะว่าธรรมชาติถูกทำลาย ให้มีน้ำสะอาด มีดินดี มีพลังงานไฟ พลังงานลมที่ดี ให้ครบพร้อมบริบูรณ์อยู่ในนี้ มีแต่เนื้อของสาระสัจจะทั้งนั้น.... มีเด็ก ผู้ใหญ่ มีสังคมหมุนเวียนอย่างอบอุ่น น่าอยู่ เป็นที่พึ่งพาของคน อาตมาสรุปว่า ขณะนี้ ราชธานีอโศกต้องการคน ให้เข้ามาร่วมสร้างสรร อาตมาจะทำสถานที่ให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ตลาดบวร เป็นตลาดวัตถุ ตลาดแรงงาน มาซื้อมาขายมาแลกเปลี่ยนของดี สะอาดบริสุทธิ์ พวกเราช่วยกันดูแลอย่าให้ขายสิ่งมอมเมา สิ่งที่ไม่สมควร ก็บอกกัน เราไม่ได้สร้างตลาดขึ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน