รายงานการจัดงาน ว.บบบ. และงานเพื่อฟ้าดิน 2561-2562.docx

โฟลเดอร์2561-2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์45 KB
วันที่แก้ไข28 กุมภาพันธ์ 2562

เนื้อหาในไฟล์

รายงานการจัดงาน ว.บบบ. และงานเพื่อฟ้าดิน 2561-2562

นับเป็นปีที่สองแล้วที่ชาวอโศกนำงานสอบไล่ครั้งใหญ่ประจำปีชาวอโศกคืองานวิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม หรือ ว.บบบ. ผนวกเข้ากับงาน เพื่อฟ้าดิน โดยจัดในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่บวร ราชธานีอโศก เป็นการปฏิบัติธรรมข้ามปี ทำชีวีให้พ้นภัย ๕ ปีนี้พิเศษที่มีงานจิตอาสาเพื่อมาพัฒนาบวรราชธานีอโศกเพิ่มขึ้นอีกหลายงานเช่นงานร้านค้าพิสูจน์จิตอาสา มีการทำนาโยนเพิ่มขึ้น และมีการทำกสิกรรมใหญ่ๆอีกหลายจุด เพื่อจะพัฒนาบ้านราชฯให้สมกับเป็นราชธานีของชาวอโศก มีประชากรเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้หนึ่งพันคนดังที่พ่อครูได้เคยได้ให้ชาวอโศกมาเป็นหนึ่งในพันกัน ฉะนั้นงานประจำปีต่างๆของชาวอโศกในปีนี้จึงระดมมาจัดที่บ้านราชฯเสียแทบทุกงาน ก่อนงาน ว.บบบ และงานเพื่อฟ้าดิน เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ ถึง วันอังคารที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ มีงานค่าย ม. ๓ ชื่อค่าย ‘สร้างคนจนที่มีแบบ’ ซึ่งมีนักเรียนสัมมาสิกขา ๖ แห่งของชาวอโศก มีนักเรียนฝ่ายชาย ๒๙ คน นักเรียนฝ่ายหญิง ๒๖ คน รวม ๕๕ คน เพื่อมาเข้าค่ายเตรียมงานเพื่อฟ้าดิน

วันอาทิตย์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ ถึง วันอังคารที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ มีการลงทะเบียนสมัครสอบ ว.บบบ ที่ชั้นล่างเฮือนศูนย์สูญ

วันอังคารที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๑

๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. รายการปฐมนิเทศก่อนสอบ ว.บบบ โดยมี สมณะบินบน ถิรจิตโต สมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน อโศกตระกูล สมณะบินบน ถิรจิตโต ปีนี้ก็เช่นเคย เรามาสวดมนต์ ปฏิบัติธรรมข้ามปี เป็นการปฏิบัติตามรอยพระพุทธองค์ วันนี้มาปฐมนิเทศ เหมือนมาสมัครงาน มาฟังว่าเรามีหน้าที่อะไรบ้าง ของเราก็เป็นบริษัทแห่งหนึ่งชื่อว่าพุทธบริษัท การลดกิเลสลงได้ถือว่าได้กำไร ถ้าเปรียบเทียบว่าเป็นโรงพยาบาล พวกเราก็เป็นเห

อ่านต่อ

มือนคนป่วย พวกอาตมามี สมณะ สิกขมาตุ ก็เหมือนหมอน้อยก็จะได้แนะนำว่าอะไรแสลงต่อโรค หากพวกเราเป็นหมอฝึกหัด พวกเราก็มาศึกษาซึ่งกันและกัน หมอที่ดีที่สุดคือตัวเรา มาที่นี่ก็มีผัสสะเยอะ จะเห็นโรคทางจิตวิญญาณ แล้วเรียนรู้วิธีรักษา สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน งานนี้เป็นงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ทั้งโลกเขาก็บอกว่าเป็น ๗ วันอันตราย พ่อครูก็ให้พวกเรามาทำกุศล เวลาปีใหม่ก็มาสอบ ว.บบบ การสอบ จากมีเข็ม มีเสื้อ จนถึงไม่มีอะไร มี บุญ สมมุติการสอบก็มีคะแนนเป็นตัวเลข สอบได้เท่าไรเราก็เข้าใจแบบนี้ แต่มรรคผลอยู่ที่จิตวิญญาณ การมาครั้งนี้ก็มาเยี่ยมผู้ใหญ่ของเรา ตอนนี้ก็เป็นเหมือนลูกมาทำดีต่อหน้าพ่อ พวกเราเข้าใจชีวิต ชีวิตเราก็สบายๆ เพราะเราไม่ทิฏฐิรุนแรง เราไม่หัวหมอ วันนี้ให้มาตรงเวลามั๊ย อะไรถูกต้องก็ทำ งานนี้เปิดเพลงปลุกตี ๔ ตี ๔.๑๕ นาที ตีระฆัง ๔.๓๐ น. ตี ๕ พ่อครูแสดงธรรมถึง ๖.๓๐ น. จากนั้นก็ลงงาน ฐาน เที่ยงครึ่งพบสมณะ บ่าย ๒ โมงถึง ๔ โมงเย็นลงงานฐาน

วันพุธที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๑ ๐๔.๓๐ น. สมณะ ๒๒ รูป พระ ๒ รูป สิกขมาตุ ๑๓ รูป ปะ และ กรัก ๕ คน ญาติธรรม ๔๙๘ คน รวม ๕๔๐ คน โดยสมณะเดินดิน ติกขวีโร นำสวดมนต์ ๐๕.๐๐ น. พ่อครูแสดงธรรม… ปัญญาขั้นโลกุตระ หมายความว่ามีความฉลาดทำกรรมกิริยาต่างๆ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แล้วมีสติสัมปชัญญะมีปัญญา รู้ว่าเราจะตามจิตของเรา แล้วก็รู้จัก ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มีกาม มีพยาบาท ผสมมากับจิตไหม ถ้ามีก็รู้ทัน จับ วิเคราะห์วิจัย จับเอาตัวกาม เฉพาะอาการของกาม เฉพาะอาการของปฏิฆะ แล้วมาจัดการ กำจัดกาม กับกำจัดปฏิฆะ วิธีกำจัดก็ด้วยการ กดข่ม สมถะ แล้วก็ใช้ความรู้ พิจารณารู้ว่าอาการกามมันเป็นอย่างนี้ มันเป็นพลังงานที่มันเกิดในจิตเรา มันก็เกิดเป็นคราว แล้วมันก็หายแล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไปมันไม่เที่ยง แต่มันเกิดมาก่อทุกข์ก็เวรก่อภัย จิตวิญญาณนี่มันเกิดมาก่อทุกข์ แม้ว่าจิตวิญญาณมันเกิดมาเป็นกาม เป็นปฏิฆะ ปฏิฆะ แปลว่า ถูกกระทบกระแทกกระเทือน เคลื่อนไหว ฆ กับสิ่งหนึ่งเรียกว่ารูปนาม ฆ คือก้อนแล้วมีพลังงานเกิด กระทบกระแทกกันเรียกว่า ปฏิฆะ มันเกิด ปฏิฆะ อย่างนั้นขึ้นมาแล้วก็เกิดอารมณ์ พอใจกับไม่พอใจ พอใจเรียกว่าสุข ไม่พอใจเรียกมันว่าทุกข์ คนไม่ได้ศึกษาศาสนาพุทธอย่างที่อาตมาอธิบายขยาย ตามที่พระพุทธเจ้ารู้ ให้อ่านอาการสุข ผู้ไม่ศึกษาก็ไม่รู้ว่าเหตุอะไรมันเกิดสุขเหตุอะไรมันเกิดทุกข์มันก็ต้องมีเหตุ เหตุที่เราตั้งเป้าเอาไว้เรียกว่าอุปาทาน ยึดติดมานานไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว ถ้าได้มาอย่างนี้ เมื่อใดมากระทบกันก็เกิดสุขเกิดพอใจ ถ้าไม่ได้มาดังที่ตั้งไว้สมมุติไว้ ก็ไม่พอใจ ชีวิตก็เลยอยู่กับสุขกับทุกข์ แต่แท้จริงแล้ว สุขมันก็ไม่มีทุกข์มันก็ไม่มี อนัตตา แต่คนที่ไม่ได้ศึกษาก็จะอยู่กับสุขกับทุกข์ ยิ่งเป็นเทวนิยม จะไม่เอาทุกข์จะเอาแต่สุข แล้วก็ไม่เคยศึกษาว่าคุณแยกสุขกับทุกข์ไม่ออก คุณตีแตกคำว่าสุขกับทุกข์ไม่ได้ สุขกับทุกข์เป็น dualism เป็นคู่หู คู่ฆ่าแกงกัน คู่รัก คู่ปฏิปักษ์ ก็มีสองอย่าง คู่ฆ่ากับคู่รัก คู่ดูดกับคู่ผลัก ศาสนาเทวนิยมจะไม่เรียนรู้สภาวะลึกซึ้งอันนี้ เขาก็ไม่สามารถทำให้หมดสุขหมดทุกข์ไปได้อย่างไร ก็หลงสุข ไม่พอใจทุกข์ แต่ไม่มีวิธีที่จะเลิกทุกข์ หมดวิธีก็โยนไปให้พระเจ้า โยนไปให้ God เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่ตัวเองจะไปรู้เรื่องทุกข์ ตัวเองจะทุกข์หรือไม่ทุกข์ไม่รู้เรื่อง ที่จริงแล้วสุขกับทุกข์เป็นตัวเดียวกัน เป็นแต่เพียงกลับกันไปในอารมณ์ยึดติด คนที่ซาดิส มันก็ไปเอาความร้ายแรงความแรงมาเป็นสุข ยิ่งคนเป็น มาโซคิส ไปเห็นคนอื่นชกกัน รุนแรงต่อกันก็พอใจสบายใจ คนมากระทบกระแทกเขาชกกันไม่ใช่เรามันดี ดีไม่ดี เศษสตางค์จ้างเขาชกกันก็รู้สึกมัน เป็นคนอวิชชา แม้บางคนชกเองก็ได้รับสรรเสริญเยินยอว่าตนเองเก่ง ก็อยู่ในความวนเวียน ซาดิส เห็นคนทำรุนแรงคนอื่นก็พอใจ มาโซคิส ตัวเองถูกทำร้ายถูกทำรุนแรงก็เกิดความชอบใจ ภาษาไทยไม่มีต้องอาศัยภาษาฝรั่ง สิ่งเหล่านี้พอเข้าใจ แต่ไม่มาเรียนรู้ที่จะเลิก ศาสนาพุทธเรียนรู้จนไม่ติดยึดในความสุขความทุกข์ คำว่า สอง ภาษาบาลีว่า ดะเว (เทวฺ)แต่ภาษาไทยอ่าน เทวะ ก็คือสภาวะติดกันยึดแน่นแกะไม่ออก แล้วแต่มองมุมดีว่าเทวคือสวรรค์ คืออารมณ์พอใจร่วมยินดี แต่แท้จริงมันแยกไม่ออกหรอกพอใจกับไม่พอใจเป็นอุปาทานอยู่ภายใน ยึด ถ้าได้กระทบสัมผัส อย่างนี้พอใจ กระทบสัมผัสอย่างนี้ไม่พอใจ มันก็ยึดติดอยู่อย่างนั้น แล้วบำเรออารมณ์ตัวเองเปลี่ยนไปพอใจไม่พอใจ-พอใจไม่พอใจ ศาสนาพุทธเรียนรู้จนกระทั่งไม่ต้องไปบ้าพอใจไม่พอใจ มากระทบอย่างนี้ก็คืออย่างนี้ ถูกกระแทกอย่างแรง กระแทกทำไม อะไรมากระแทกกระทุ้งถึงขั้นฉีกขาดกล้ามเนื้อ ปฏิกิริยาผิวหนังของอากาศเจ็บแสบปวด มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ ที่เกิดเหตุการณ์อันนั้นก็รู้ ไม่กระทบกระแทก ตากระทบรูป เห็นรูปร่างสีสัน ก็คือของที่มันมีรูปร่างสีสันอย่างนี้ ไม่ต้องไปโง่ถึงขั้นต้องสีสันอย่างนี้เราถึงชอบ สีสันไม่ถึงอย่างนี้เราไม่ชอบ รูปร่างอย่างนี้เราชอบ ไม่ได้รูปร่างอย่างนี้ไม่ชอบ กลิ่นเสียงสัมผัสก็นัยยะเดียวกัน เราก็สุขทุกข์อยู่กับการไปยึดติดสิ่งเหล่านี้เป็นสเปคอย่างนี้ กำหนดหมายว่าต้องได้อย่างนี้ แล้วมันกำหนดหมายใส่จิตตนเองมาไม่รู้กี่ชาติ จนกระทั่งมาศึกษาศาสนาพุทธจึงรู้ว่ามันก็เป็นความมีแค่นี้ ตากระทบสีก็เป็นสี ชอบหรือไม่ชอบมันก็เป็นสีนั้น แล้วคุณชอบหรือไม่ชอบ คุณมันบ้า ศาสนาพุทธให้รู้ว่าคุณโง่คุณบ้า ก็เลิกมันเสียไม่ต้องมี 2 เรียนรู้เทวะเรียนรู้สภาวะ 2 ความจริงมันก็คือความจริง ถ้าเกิดว่าชอบหรือไม่ชอบมันคือความว่าความไปติดยึดความเป็นอวิชชา ถ้าเขาใจที่อาตมาอธิบายมาเรื่อยๆว่าอาการของจิตที่เป็นอวิชชามันบ้า มันมีแต่อันเดียวรู้ความจริงตามความเป็นจริง ถ้าเรายังไม่ตาย เราก็ต้องต้องกระทบสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้นกาย กระทบภายในใจเอง มันก็มีอยู่แค่นี้ ถ้าเราสามารถรู้เป็นหนึ่งเดียว มะละกออันนี้มันมี 2 สี สีเหลืองกับสีเขียว ไม่ไล่เฉด มีแต่เขียวกับเหลือง อันนี้มีแต่เขียวอย่างเดียว มันก็เขียว อย่างเดียว เขียวก็เขียวก็จบแล้ว แต่ถ้าเขียวนี้ชอบเขียวนี้ดี พุทรามันต้องเขียวอย่างนี้ หรือบางทีสีมันเน่าๆ มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพมีแบคทีเรียมาทำปฏิกิริยาก็เสื่อมไป เราก็รู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปเพราะมันมีการเสื่อมไปตามสภาพ มันก็ไม่เที่ยงมันก็เปลี่ยนแปลงไป คนเราเข้าใจสภาพที่ต้นเหตุเกิดตามปัจจัยเหล่านี้แล้วไม่แปลก มีหนึ่งเดียวเท่านั้น คนเข้าใจสภาพเทวแล้วทำจิตให้รู้ความจริงตามความเป็นจริง จริงๆแล้วมันมีแต่ 1 มันทรงอยู่ที่ 1 ผู้ที่เข้าใจหนึ่งได้อาศัยหนึ่งได้ เมื่อมันไม่มี มันก็คือจิตของเรา จิตของเราจึงหมดปัญหา มีแต่ปัญญา ผู้ที่หมดปัญหามีแต่ปัญญา ก็คือสูญ จิตเราก็มีสูญ มันเป็นตามความเป็นจริง พุทรานี้มันดีมันก็ดี เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเสื่อมก็ได้สังเคราะห์ด้วยแบคทีเรียด้วยอะไร มันเสื่อมไปตามสภาพ ชักสีเหลืองสีน้ำตาลเน่าลง มันก็เปลี่ยนแปลงไป มันไม่เที่ยงมันต้องเปลี่ยนแปลงและไม่มีอะไร ทรงอยู่ได้ จะเรียกว่าอันนี้มันแข็งวันหนึ่งมันก็เปลี่ยน ยิ่งเป็นเหล็กโลหะเลย เกาะตัวอยู่นานสักวันมันก็เปลี่ยน ผู้เข้าใจสิ่งที่ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่ได้ยึดติดเลย รู้ความจริงตามความเป็นจริงในปัจจุบัน อันนี้มันก็คืออันนี้ เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไป คนนี้ไม่มีทุกข์ ขอยืมพยัญชะมาใช้ คนนี้ก็เหลือแต่สุข สุ คือดี ข คือว่าง สุดท้ายมันก็ว่างมันก็ศูนย์ก็เป็นไปตามธรรม มันก็เปลี่ยนแปลงไปเดี๋ยวก็หายเดี๋ยวก็ไปเป็นอย่างอื่น เดี๋ยวก็สลายเป็นน้ำ จากธาตุดินมาเป็นธาตุน้ำ สลายเป็นธาตุอากาศ เป็นแก๊ส เป็นลม เป็นไฟ มันก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างนี้ แล้วคนเข้าใจหนึ่งแล้วก็ไม่มีปัญหาไม่มีปัญญา เสร็จแล้วก็ไปหาศูนย์ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ศาสนาพุทธแยกแยะ 2 แล้วมันเป็นหนึ่ง ยังมีปัญญารู้ทุกอย่างมันก็เป็นหนึ่ง แล้วสำรอก จิตเราเป็นผู้ที่มีความสูงมีสุญญตามีนิพพาน ก็จะทำเข้าไปหา 0 ในสภาพของวัตถุมันก็เป็นไปหาศูนย์เหมือนกันมันก็สลายตัวเป็นแปลงไปตามเรื่องตามสภาพของโลก ธรรมชาติ ดิน น้ำ ไฟ ลม หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ ไอน์สไตน์บอกว่าทุกอย่างมันเป็นสสารพลังงาน จากสสารพลังงานดินน้ำมันก็เป็นสสาร เมื่อไปถึงเป็นแก๊สเป็นลมเป็นไฟมันก็เป็นพลังงาน ก็เท่านั้นเองหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่มีสูญหาย สสารกับพลังงานเท่านั้น ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วจึงเข้าใจสุขเข้าใจทุกข์ที่คนยึดติด เราไม่สุขไม่ทุกข์ไม่ยึดติดจึงรู้จักการหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามสภาพที่มันเปลี่ยนไป สภาพที่มันเปลี่ยนมันกำลังเกิด มันกำลังอยู่อย่างได้สมดุลพอดี มันกำลังเสื่อม ก็ไม่ได้สงสัยหรืองงประหลาดอะไร หลายอย่างจบที่คู่เทวะ ปรุงแต่งไปตามเหตุปัจจัยแล้วมันก็สูญ อาศัยที่มันเป็นธาตุที่ได้สัดส่วนสมบูรณ์ เสร็จแล้วจิตเราหมดก็สูญไปตามสภาพสภาวะ มันก็จะสลายเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น จากลมจากไฟก็ไปเป็นน้ำเป็นดิน จากดินกับน้ำก็เป็นลมเป็นไฟ วนเวียนอยู่แค่นี้ ศาสนาพุทธ รู้จักสิ่งที่เป็น static Dynamic รู้จักสิ่งที่เป็นก้อนและเคลื่อนไหว 2 อย่างคือรูปกับนามเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็จะหมดสงสัยในโลกนี้ รู้จักสังขารการปรุงแต่งดิน น้ำไฟ ลม แม้ที่สุดมาเป็นชีวะเป็นจิตวิญญาณ ก็เป็นจิตวิญญาณที่เข้าไปปรุงแต่ง ก็เป็น 2เหมือนกัน เข้าใจเทวะเข้าใจ 2 เป็น 1 เป็น 0 อย่างสมบูรณ์แบบ

๐๗.๐๐ - ๐๙๐๐ น. บำเพ็ญคุณ ตามฐานงาน กลุ่มที่ ๔,๕,๖,๒๐ ไปทำกสิกรรมริมมูลกับปู่เถาว์ กลุ่มที่ ๑,๒ ฐานประจำโรงครัว กลุ่มที่ ๓ ฐานงาน กลุ่มที่ ๗ ไปริมมูล กลุ่มที่ ๘ ไปกสิกรรมลานกราบ สิกขมาตุเป็นหญิง กลุ่มที่ ๑๑ ไปเก็บผัก คุณซึ้งบุญ นำไป กลุ่มที่ ๑๒ ขนไม้ทำเพอร์มาคัลเจอร์ กลุ่มที่ ๑๓ ไปสวนทำกิน ปะไฟพร นำ กลุ่มที่ ๑๔ ไปสวนวังไพร กลุ่มที่ ๙,๑๐,๑๕,๑๙ ไปทำนาโยน ที่นาคำยอด กลุ่มที่ ๑๖, ๑๘ ไปสวนไวพลัง กลุ่มที่ ๑๗ ไปทำกสิกรรม ๑๒.๓๐น.-๑๓.๓๐ น. แต่ละกลุ่มที่พบ สมณะ สิกขมาตุ ประจำกลุ่มที่ ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น. ลงฐานงานบำเพ็ญคุณ ดังนี้ กลุ่มที่ ๑-๓ เป็นกลุ่มที่ฐานงาน กลุ่มที่ ๔ เป็นกลุ่มที่สื่อ กลุ่มที่ ๕ ทำ ๕ส ศาลา กลุ่มที่ ๖ ไปห้านไคคิง ที่เฮือน บวร แม่ฐานคือหมอแตงโม กลุ่มที่ ๗ ไปที่ สขจ. กลุ่มที่ ๘ ทำ ๕ส เรือที่เฮือนบวร กลุ่มที่ ๙, ๑๐,๑๕,๑๙ ไปนาโยนที่นาคำยอด กลุ่มที่ ๑๑ ไปที่โฮงปัว กลุ่มที่ ๑๒ ไปขนกิ่งไม้เพื่อไปทำเพอร์มาคัลเจอร์ กลุ่มที่ ๑๓ ไปเฮือนบวร กลุ่มที่ ๑๔ ไปเฮือนบวร กลุ่มที่ ๑๖ มามัดขวดน้ำมันที่เฮือนบวร กลุ่มที่ ๑๗ ไปสวนกล้วย แม่เปลี่ยน กลุ่มที่ ๑๘ ไปกรอกน้ำมันที่เฮือนบวร

รายการภาคค่ำ (หนึ่งในพัน)โดย สมณะฟ้าไทย สมชาติโก สัมภาษณ์ปฏิบัติกร วิทยา ทรงบุญรอด บ้านราชฯเป็นที่ปลอดภัยของหลาน(น้องภูมิ) ติดตามดูทีวีมา ๑๐ ปีแล้ว น้องภูมิมาใหม่ๆ กินมังสวิรัติไม่ได้ ไม่อร่อย จนซูบผอม น่าจะพากลับบ้านที่สุราษฎร์ฯ ก็หันมากินมังสวิรัติจริงจัง ย่าสบายใจ ไม่ได้พากลับ คุณบุญลาภ และคุณก๋อย ภรรยา ซื้อทีวีใหม่ ได้ดู FM TV ปี ‘๕๗ ตอนประท้วง ฝ่ายชายอายุ ๕๘ ปี หญิง ๕๒ ปี อยากมาอยู่อโศก ตั้งใจมาอยู่บ้านราชฯ ภายในวันที่ ๓๑ ตุลาคม เริ่มกินมังสวิรัติปี ‘๕๙ ก๋อยกินปี ‘๖๐ ก๋อยเป็นคาทอลิก ไม่เคยศรัทธาศาสนาพุทธ จากพุทธไปเป็นคริสต์ จากคริสมาเป็นพุทธ(อโศก) ชอบที่นี่ไล่ก็ไม่ไป ท่องศีล ๕ ยังไม่ได้ ยังไม่ได้แต่ ยังไม่ได้แต่ทำได้ป่ะ ยังไม่ได้ แต่ทำได้ ปฏิบัติได้ มีอะไรก็แนะนำได้อะไร จำเนียร บุญมาพัน และภรรยา ไปชุมนุมปี ‘๕๑ เจอชาวอโศก หัดกินมังสวิรัติเบาหวานลด เลิกกินเนื้อสัตว์ อาชีพเก่าขายตั๊กแตนทอด รายได้เดือนละแสน กินเหล้า ซื้อบ้าน ผ่อนรถ คุณอัมพร ติดตามฟังพ่อครู สมณะ สิกขมาตุ กินมังสวิรัติก่อนสามี ๒ ปี คุณอัมพรกินปี ‘๕๖ คุณจำเนียรกินปี ‘๕๘ กินมังสวิรัติแล้วเลิกขายตั๊กแตน จิ้งหรีด แมลงทอด ตัดสินใจมาอยู่บ้านราชฯก่อนแก่ (จำเนียรอายุ ๕๐ ปี ภรรยา ๔๙ ปี) คุณนงนุช (รุ้งแสงสร) มาจากพันธมิตรปี ‘๔๙ มากินมังสวิรัติที่เต็นท์กองทัพธรรม รู้สึกเย็น ยิ้ม ติดตามฟัง ซึมซับ รู้สึกผูกพัน สลดใจเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ พี่น้องบาดเจ็บล้มตาย จึงเริ่มกินมังสวิรัติจริงจัง ไม่มีพันธะเรื่องครอบครัว เป็นคนพิษณุโลก ยกบ้านให้น้อง มาอยู่บ้านราชฯ ปี ‘๖๐ รู้จักบ้านราชครั้งแรกในงาน ว.บบบ ครั้งที่ ๑ มาลดตัวตน อ่านอารมณ์อุปายาสะ คุณทองสุก (สุขทองธรรม) พ.ศ. ‘๒๖ อายุ ๒๐ เป็นสาวยาคูลท์ มีแฟนมา ๓ คน สามีคนที่ ๑ อยู่กันมา ๑ ปี ๖ เดือน มีลูก ๑ คน เป็นมะเร็งตาย สามีคนที่ ๒ อยู่กันมา ๒-๓ ปี ก็ไปมีเมียใหม่ สามีคนที่ ๓ บอกได้ยินแค่เสียงก็ชอบแล้ว เขาพูดแค่นี้ ก็ใจอ่อน เลิกขายยาคูลท์ มาขาย ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ๑๙ ปี มาเข้าค่ายที่ศาลีอโศก เลิกขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อ มาขายก๋วยเตี๋ยวมังสวิรัติ แฟนคนที่ 3 ที่เคยบอกจะเลี้ยงเราตลอดชีวิต พ่อแม่แฟนและแฟนรุมด่าขับไสไล่ส่ง มีคนแนะนำให้มาบ้านราชฯ ไม่คิดจะมีคนที่ ๔ มาทำวัตรเช้าประจำ คนที่ยังไม่มีศีล ขอให้มีศีล คนมีศีลที่ยังไม่มา ขอจงมา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุขเถิด

วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๑ ๐๔.๓๐ น. สมณะเดินดิน ติกขวีโร นำสวดมนต์ มีสมณะ ๓๑ รูป พระอาคันตุกะ ๒ รูป สิกขมาตุ ๑๔ รูป กรัก - ปะ ๕ คน ฆราวาสฝ่ายหญิงกับฆราวาสฝ่ายชาย ๕๔๘ คน

๐๕.๓๐ น. พ่อครูแสดงธรรม...พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ...ชีวิตของพวกเรามันสงบสบายและสนุก แต่ความสนุกของพวกเราเป็นธรรมรส ใครจะมาแอบทำยาก มันเป็นวิมุตติรส เราก็ฝึกฝน เพราะเรามีศรัทธามีความเชื่อในทิศทาง ในความเป็นอัตภาพชีวิตของพวกเราแต่ละคนว่าเราจะให้ชีวิตของพวกเราพัฒนาการไปสู่ จุดอย่างไร ในความคิดในห้วงความคิด ของคนแต่ละคนก็จะมุ่งไปสู่ความหมายเราจะไปเห็น พยัญชนะจะบอกว่านิพพาน พยัญชนะจะบอกว่าเป็นความสุดยอด จะบอกว่าอะไรก็แล้วแต่พยัญชนะก็บอกไปอย่างนั้น จะตั้งชื่อเป็นภาษาอื่นภาษาอังกฤษภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่นภาษาฝรั่งอะไรก็แล้วแต่ แต่ในห้วงความคิด ในองค์ความคิด ของแต่ละคน จริงๆแล้วแต่ละคนมันไม่ตรงกันเป๊ะหรอก นอกจากจะมาหลอมรวมกัน โดยเฉพาะเมื่อหลอมรวมกันแล้วมันจะมีผู้นำ ผู้นำที่มีแล้ว มีองค์รวมของความคิดความรู้ความเป็นไปได้ ของจิตวิญญาณที่ทำให้เป็นไปได้แล้ว อย่างมั่นคงอย่างแน่วแน่ และก็มีปฏิภาณปัญญามีนิรุตติภาษา เอามาสื่อ คำอธิบายเอามาสาธยายแจกแจงให้ผู้อื่นเข้าใจได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าท่านสาธยายได้ สัตถาเทวะมะนุสสานัง ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครเท่าเทียม ผู้ที่ดำเนินรอยตามพระพุทธเจ้าเป็นโพธิสัตว์ก็จะได้อย่างนั้นไปตามลำดับ อย่างแท้จริง ซึ่งความรู้ของพุทธเจ้านั้น มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นอย่างพระพุทธเจ้าได้ทุกพระองค์ ซึ่งต่างกันกับเทวนิยมที่ไม่มีสิทธิ์ ใครก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเป็นถึงผู้รู้ผู้สุดยอด เท่าพระเจ้าพระเจ้าสงวนลิขสิทธิ์สูงสุดไม่มีใครเป็นได้ แล้วพระเจ้าก็ไม่มีใครรู้ว่าอยู่หนใด ก็เลยไม่มีใครจะไปรู้สุขาของพระเจ้าได้ ไม่รู้สุขาอยู่หนใด ของเรารู้ว่าพระพุทธเจ้าอยู่หนใดเป็นอย่างไร แต่สุขาของพุทธรู้ว่าอยู่หนใด สุขาเป็นอารมณ์เป็นความรู้สึกเพราะมนุษย์แต่ละคนมีความรู้สึกของตนเองสามารถเรียนรู้อย่างรู้ ฝึกควรรู้ จนกระทั่งอย่างพวกเรานี้สามารถอย่างเข้าไปรู้ การเข้าไปดูเวทนาความรู้สึกของเราได้ มากน้อยแล้วแต่ ของใครของมัน จะจริงแค่ไหนก็แล้วแต่ของใครของมันอีกเหมือนกัน แล้วจะละเอียดลออแยกแยะรายละเอียดของเวทนา โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาส นี่เป็นการซอยละเอียดของทุกข์ ผู้ที่อวิชชาจะไม่สามารถรู้จักอาการ หรือพฤติของโศกะ ปริเทวะ พฤติของโทมนัส ของอุปายาสะ เพราะอวิชชาเขาไม่สามารถศึกษารายละเอียดได้เลย ไม่รู้สังขาร ไม่รู้นามรูป ไม่รู้อายตนะ ไม่รู้ผัสสะ ไม่รู้เวทนา ไม่รู้ตัณหา ไม่รู้อุปาทาน ไม่รู้ภพชาติ พยัญชนะพวกนี้ก็มีสภาวะแตกต่างกันไป เมื่อไม่สามารถที่จะรู้ในภาวะ 2 คือเทวะ พยัญชนะกับสภาวะ ไม่ได้มาเรียนไม่ได้มาแตกแยกไม่ได้มาวิจัยวิจารณ์วิเคราะห์อะไรออกมาเลย มันก็ไม่เกิดความรู้ในตนเองได้

๐๗.๐๐ - ๐๙๐๐ น. บำเพ็ญคุณ ตามฐานงาน กลุ่มที่ ๑-๓ เป็นกลุ่มที่ฐานงาน กลุ่มที่ ๔ ฐานงานสื่อ กลุ่มที่ ๕, ๑๓ ไปสวน มีอาละอองนิลเป็นแม่ฐาน ปลูกกล้วย กลุ่มที่ ๖, ๑๑ ไปสวนไวพลัง แม่ฐานคือป้าพัดบุญ อางามบุญ กลุ่มที่ ๗, ๘, ๑๕ ไปโยนกล้า นาโยน ที่นาคำยอด แม่ฐาน ส.ถักบุญ กลุ่มที่ ๙ ไปสวนคำกลาง แม่ฐานคือ อาแอ๊ด ปลุกดิน เก็บถั่ว กลุ่มที่ ๑๐, ๑๖, ๑๙ ไปสวนริมมูล แม่ฐานคือปู่เถาว์ เป็นกสิกรรมริมมูล กลุ่มที่ ๑๒ ไปสวนหลังเฮือนบวร แม่ฐานคือแม่เปลี่ยน ให้ช่วยถางหญ้า กลุ่มที่ ๑๔ ไปโรงครัว - สวน แม่ฐานคือซึ้งบุญ ให้ช่วยเก็บผัก-เด็ดผัก กลุ่มที่ที่ ๒๐ ไปลานกราบ แม่ฐานคือ สิกขมาตุเป็นหญิง ซึ่งรับผิดชอบกสิกรรมลานกราบ ๑๒.๓๐-๑๓.๓๐ น. แต่ละกลุ่มที่ พบสมณะ สิกขมาตุ ประจำกลุ่ม ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น. บำเพ็ญคุณในฐานงาน กลุ่มที่ ๑-๓ เป็นกลุ่มที่ฐานงาน กลุ่มที่ ๔ ฐานงานสื่อ กลุ่มที่ ๕, ๑๓ ไปเฮือนบวร แม่ฐานคุณไพรเมือง งานบรรจุน้ำตาล กลุ่มที่ ๖, ๗, ๘, ๑๕ ไปนาคำยอด แม่ฐานคือ ส.ถักบุญ งานโยนกล้า นาโยน กลุ่มที่ ๙ ไปห้านไคคิง ที่เฮือนบวร แม่ฐานคือหมอแตงโม ทำงานเอาสมุนไพร บรรจุถุงอ้อยแดง กลุ่มที่ ๑๐ ไปโรงสีบุญคุณข้าว แม่ฐานคือ คุณกล้าธรรม กลุ่มที่ ๑๑, ๑๘ ไปเฮือนบวร แม่ฐานคือ คุณ แวง จาก บจ . พลังบุญ ดูแลงาน จักสาน กลุ่มที่ ๑๒ ไปสวนหลังเฮือนบวร แม่ฐานคือแม่เปลี่ยน ดูแล งานต้นกล้ามะเขือ กลุ่มที่ ๑๔ ไปโฮงปัว/แม่ฐานคือพรตะวัน มีงาน ขิง คัดเลือก หั่น กลุ่มที่ ๑๖ ไปเฮือนบวร แม่ทานคือคุณไพรเมือง มีงานผูกน้ำมันพืช กลุ่มที่ ๑๗ ไปสวนทำกิน แม่ฐานคือดาวพร เป็นงานมุงหลังคาพลาสติกโรงปลูกผัก กลุ่มที่ ๑๙ ไปโรงน้ำหมักชุมชน แม่ฐานคือ คุณจูน(ผืนดิน) อยู่ฐานน้ำหมัก กลุ่มที่ ๒๐ ไปสวนคุณพ่อ แม่ฐานคือ สิกขมาตุแสงฝน ทำงาน บรรจุปลาร้า กะปิเจ

รายการภาคค่ำ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๑ เรื่อง ซุปเปอร์แปลก โดย ส.แสนดิน ภูมิพุทโธ สัมภาษณ์ หนูน้อยผมทอง อิสเบล ราชสำเภา ลูกสาวแม่กลอยใจ บัวน้ำธรรม ราชสำเภา อยากพาลูกมาอยู่บ้านราชฯ แต่พ่อเด็กอยู่ต่างประเทศ ไม่อยากพรากลูกพรากพ่อให้ซึมเศร้า ขอบคุณกับชาวอโศกมานานกว่า 20 ปี ไปๆมาๆ แม่ชีสุภาพ รักษ์ประสูตร จ.พัทลุง อายุ 79 ไม่เคยแต่งงาน คิดว่าการมีครอบครัวเป็นภาระ มีมาขอหลายคน บอกว่าเป็นเพื่อนกันดีกว่า บวชชีปี ‘๔๗ บวชมา ๑๔ ปีแล้ว แม่ของซี ๑๐๓ ปี ได้อ่านสารอโศก รู้สึกชอบ กินมังสวิรัติปี ‘๓๑-‘ ๓๒ เป็นภูมิแพ้ หอบหืด พ่นยาเรื่อยๆ ๆไม่ชอบวัตถุ ไม่ห่วงอะไรเลย แม่เสียแล้ว ไม่มีพันธะอะไร คุณวิชาญ จิรเวชบวรกิจ อายุ ๖๙ ปี วิดพื้นได้ ๕๐ ที เมื่อก่อนเป็นไกด์ ใจไม่ชอบ อยากเลิก เพื่อนแนะนำมาหาพ่อท่าน ได้ฟังเรื่องศีล มาคบคุ้น พ่อท่านบอกงานแบบนี้ไม่ดีก็เลิกเลย หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึมเศร้า อยากฆ่าตัวตาย พ่อท่านบอกให้รีบมา ไปเดินเร็วกับพ่อท่าน กระดูกทับเส้นหาย เริ่มทำใจในใจเป็น หัวใจรั่ว หมอสันต์ให้ออกกำลังกาย วิ่งด้วย อย่าประมาทเรื่องกรรมวิบาก ซุปเปอร์เพอร์มาคัลเจอร์ คุณคำนึง นวลมณี เกษตรวัฒนธรรม เกษตรยั่งยืน สวยด้วยใส่ไม้กันยุบ ทำทีเดียวใช้ได้ ๒๐ ปี ๔๐ ปี ใส่หินกันทรุดและให้ดูดน้ำจากข้างล่าง ไมยราบยักษ์สุดยอดไนโตรเจนฝังดินเพอร์มาคัลเจอร์ เกษตรหนุกหนาน YouTube คุณคำนึงทำที่บ้านราช เป็นเพอร์มาคัลเจอร์ใหญ่ที่สุดในโลก หิน ๖-๗ เทรลเลอร์ ขอนไม้ใช้แบคโฮเรียง คุณนิกร แซ่เจียว อายุ ๖๑ รู้จักชาวอโศกมานาน สมัยปี ‘๒๘ ตกชั้น ๒ เฮือนบวร งานปลุกเสก ‘ ๖๑ บุญถีบให้อยู่วัดจริงจัง ไม่อยากล้อเล่นกับชีวิตอีกแล้ว ปี ‘๔๓ อยู่ปฐมอโศกได้ ๑ ปี คราวนี้เอาจริงไม่ต้องกลับบ้าน รดน้ำถั่วงอก ๓๖ ถัง เป็นงานประจำที่บ้านราช ไม่ไปที่ไหนอีกแล้ว คุณสุดขีด (เสน่ห์) ขาวสังข์ อายุ ๗๖ ปี จบ ป.๔ รู้จัก ปี ‘๒๕ มาอยู่บ้านราช ปี ‘๖๑ เคยอยู่วังสวนฟ้ามาหลายปี แม่น้ำนวลธรรม และลูก(น้ำธารธรรม) ฟังธรรมะต้นปี ‘๕๘ ทาง youtube ฟังทุกวัน ทำตามเลย ขายบ้าน ขายรถ ขายทุกอย่าง พาลูกมาอยู่บ้านราช ที่นี่คือเมืองสวรรค์ โรงเรียนเก่าคล้ายคุก อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ศึกษาธรรมะสายวัดป่า ไม่เคยรู้จักกิเลส ฟังพ่อครูรู้จักกิเลส เคยคิดอยากออกไป แต่เห็นว่าที่นี่ดีที่สุด อยู่กับปัจจุบัน ต้องเรียนรู้อีกเยอะๆๆ

วันศุกร์ที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๑ ๐๔.๓๐ น. สมณะเดินดิน ติกขวีโร นำสวดมนต์ มีสมณะ ๒๙ รูป สิกขมาตุ ๑๕ รูป กรักและปะ ๕ คน ผู้มาร่วมฟังธรรมทั้งฝ่ายชายและหญิง ๖๖๕ คนรวม ๗๑๔ คน ๐๕.๐๐-๐๖.๓๐ น. พ่อครูแสดงธรรม... มาศึกษาทิฏฐาสวะ วิจิกิจฉานุสัย มันจะยังไม่แน่นอนเหมือนศึกษาสังโยชน์ 3 ชุดแรก คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส วิจิกิจฉาในสังโยชน์หยาบกว่า ต้องมีการศึกษาสักกายะ มีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องไหมตรวจให้พ้นวิจิกิจฉา ชัดเจนในตัวตนที่จะต้องฆ่าและเครื่องมือในการฆ่า กิเลสตัวนี้ กับเครื่องมือที่จะฆ่า คือ ศีลพรต ถูกต้องแล้วพ้นวิจิกิจฉาและลงมือทำ ตัวโจรแท้กับวรยุทธ์ของคุณที่ครบ เสร็จแล้วถ้าคุณยังทำไม่ได้ ไปศีลพรตกันแค่ ถ้าเผื่อว่า สีลัพพตุปาทาน ยึดศีลพรต ยังไม่เข้าสัมมาทิฏฐิ อย่างเถรสมาคมยังอยู่แค่ สีลัพพตุปาทาน คือ ปฏิบัติบำเพ็ญอะไรก็แล้วแต่ยังเป็นเพียงแค่ยึดมั่นถือมั่นในศีลในพรต อย่างอุปาทาน ยังไม่เข้าร่องรอยยังไม่สัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าทำอย่างสัมมาทิฏฐิ มีปัญญาแยกแยะกิเลสได้แล้ว แต่คุณยังไม่ฆ่ากิเลสยังเล่นหัวกับกิเลสอยู่เลย เหมือนสิงโตมันจับกระต่ายมาได้ก็วิ่งเล่นอยู่กับกระต่ายแต่ไม่จัดการเสียที เหยาะแหยะลูบคลำ ก็ไม่พ้นสีลัพพตปรามาส สีลัพพตปรามาสมีความสัมมาทิฐิแล้ว ทว่า ยังไม่ลงมือฆ่ายังไม่ลงมือประหาร ยังกินข้าวต้มกุ๊ยกับโจรอยู่เล่นหัวกับโจรเลี้ยงโจรไว้ ก็ยังไม่แล้วสักทีต้องประหารจึงจะพ้นอาสวะชุดแรก พ้นสีลัพพตปรามาส ส่วนวิจิกิจฉาในอนุสัยนี้ ทิฏฐิก็ต้องมาอ่านรายละเอียดของหลังหมด กามาสวะ ภวาสวะก็มาศึกษาทิฏฐิให้พ้นสงสัย แล้วปฏิบัติการฆ่าอย่างถูกตัวถูกตนหมด จนกระทั่งเหลือสุดท้าย มานานุสัย ภวราคานุสัย ที่จริง เป็นภวานุสัย ไม่ต้องภวราคานุสัย เพราะราคะมันขั้นราคะ รูปราคะ อรูปราคะ พอภวานุสัยก็คือ รูปราคะ อรูปราคะชั้นปลาย ภวานุสัย จึงไม่ใช่ รูปราคะ อรูปราคะที่เป็นอาสวะ แต่เป็นอาสวะเบื้องสูง มันละเอียดเหลือภพเล็กน้อยละเอียด ภพละเอียดที่คุณจะต้องเป็นผู้ที่ปราบอย่างมาก ถ้าจะพูดถึงว่า จะเรียกว่ากิเลสมันก็ไม่น่าจะเรียกกิเลสหรอก แต่มันเป็น ภาวะ วอบๆแวมๆที่กวนอยู่บ้างไม่สะอาด เป็นเหมือนความหมองของเพชรต้องเช็ดปัดออกให้สะอาด เรียกว่า ภวานุสัย ในภวานุสัย สามเส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน