ประชาชนจะมีตัวแทนที่แท้จริงได้อย่างไร.docx

โฟลเดอร์561220 แถลงการณ์พฟด ไม่ลงเลือกตั้ง 2
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์52 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

การคัดเลือกตัวแทนเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ตามบริบทการเมืองใหม่ หรือประชาภิวัฒน์ ศึกษากรณี : ทำอย่างไร เรา(ประชาชน) จะมีตัวแทนของเรา (ประชาชน) และทำเพื่อเรา(ประชาชน) ได้อย่างแท้จริง จากทฤษฎีของนักสังคม หรือ นักปรัชญาทั้งหลายในอดีตให้ความเห็นว่า มนุษย์ เป็นสัตว์สังคม มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ การถ่ายทอดความคิด มีพัฒนาการเรียนรู้ และสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้แก่สังคม ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ ทฤษฎี เทคโนโลยี กฎหมาย ระเบียบ ศีลธรรม ความเชื่อ วัฒนธรรม และอีกหลายสิ่ง ในแต่ละช่วงแต่ละสมัย ล้วนมีหลักการ และความคิดแตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัย และเงื่อนไขในแต่ละยุค แต่ละช่วงเวลา สังคมในยุคแรกเริ่มของมนุษยชาติเป็นสังคมขนาดเล็ก ไม่ซับซ้อน กลไกการปกครองดูแลซึ่งกัน และกัน เป็นเรื่องง่าย ๆ นับถือความเชื่อ ลัทธิ ศีลธรรม จารีต หรือ ประเพณี ซึ่งประชาชนในชุมชน สังคมนั้น สามารถสื่อสารถึงกัน และกันได้ โดยไม่ต้องผ่านตัวแทน สมาชิกทุกคนมีสิทธิในการรับรู้ แสดงความคิดเห็น ออกเสียง และ คัดค้านได้ อันเป็นหลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะ สิทธิ และ อำนาจ แสดงออกโดยประชาชน เพื่อประชาชน และเป็นของประชาชน ไม่ต้องให้บุคคลใดเป็นผู้ใช้สิทธิแทน จะเรียกระบบนี้ว่า ประชาธิปไตยโดยตรง หรือ ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม ก็ได้ ต่อมาเมื่อสังคมเกิดการขยาย ไม่ว่าจะเป็นดินแดน หรือ เผ่าพันธุ์ ส่งผลให้ประชากรมีจำนวนมากขึ้น การจะให้สมาชิกในสังคมทุกคนได้แสดงออกในสิทธิ และอำนาจเหมือนเดิม เป็นไปได้ยากขึ้น เมื่อประชาชนมีจำนวนมากขึ้น จึงเริ่มกันบุคคลซึ่งคิดว่าไม่สามารถจะมีเหตุผลในการถกเรื่องที่สำคัญ เช่น การตกลงเรื่องสงคราม การบ้านการเมือง กฎระเบียบที่จะใช้บังคับแก่ชุมชน อันเป็นเรื่องถกเถียงถึงความมีเหตุผล ซ

อ่านต่อ

ึ่งเป็นเรื่องที่เกินความสามารถของ เด็ก ผู้หญิง คนชรา หรือผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองที่จะทำได้ จึงเป็นเรื่องของผู้ที่มีบทบาทในการเป็นผู้นำ หรือ ชี้นำ ซึ่งส่วนมากเป็นผู้ชาย หรือ ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว จะเข้ามาเป็นตัวแทนของสมาชิก หรือ ครอบครัวเพื่อเข้าร่วมรับรู้ แสดงความคิดเห็น และการแสดงออกแห่งสิทธิ โดยบุคคลดังกล่าวยังเป็นเจ้าของสิทธิ หรือ เกี่ยวด้วยกับสิทธิแต่ดั้งเดิม เพราะครอบครัว กับหัวหน้าครอบครัวมีความใกล้ชิด ถือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการรับรู้ และสื่อสารถึงกันและกันได้ ไม่จำต้องอธิบายผ่านบุคคลอื่น พัฒนาการในช่วงนี้ยังคงเค้าเดิมของ ประชาธิปไตยโดยตรง อยู่ ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีความเจริญมากขึ้น การเดินทางไปรับทราบข้อมูลข่าวสารจากเจ้าเมือง กษัตริย์ ผู้ปกครอง หรือ ผู้มีอำนาจ เป็นไปได้ยากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากระยะทางที่ไกล หรือ จำนวนประชากรที่มากขึ้น จึงอาจจะให้ส่วนกลางนำเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้มีการลงมติ หรือ ประกาศแล้ว มาแจ้งให้ประชาชนทราบ เมื่อจะต้องมีการตัดสินใจ การแสดงความคิดเห็น การมีส่วนร่วมของพลเมือง การจะให้ตัวแทนที่เป็นผู้นำจากทุกครอบครัวมาใช้สิทธิแห่งตนดังกล่าวจึงเป็นไปได้ยาก ทั้งจากจำนวนครอบครัว สถานที่ ระยะทาง ภารกิจที่มากขึ้น จึงมีการคัดเลือกตัวแทนของแต่ละครอบครัว หรือ หลายครอบครัว อาจเป็น ๕ ครอบครัว ต่อ ๑ ตัวแทน หรือ มากกว่านั้น เมื่อตัวแทนดังกล่าวได้รับการคัดเลือก ตัวแทนนั้นก็จะไปทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนให้กับสมาชิกที่คัดเลือกตนมา ซึ่งยังไม่มีกระบวนการเลือกตั้ง แต่เป็นการเห็นพ้องของเสียงส่วนใหญ่โดยการยอมรับหลักความอาวุโส ความน่าเชื่อถือ และ ความรู้ความสามารถ ซึ่งบุคลิกดังกล่าวจะเด่น และชัดเจนในตัวเอง ไม่เป็นการยากต่อการได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทน โดยพัฒนาการดังกล่าวเริ่มตีตัวออกห่างจากความผูกพันในครอบครัว เป็นความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว แต่ละครอบครัวยึดโยงกัน อย่างไรก็ตามสังคมมีวิวัฒนาการโดยต่อเนื่องเป็นลำดับ มีการเรียนรู้ และเลียนแบบ หรือ รับเอาวัฒนธรรมมาปรับใช้ มีนักคิด นักปรัชญา และนักทฤษฏีเกิดขึ้นมากมาย การศึกษาด้านกฎหมาย ศิลปะ โวหาร และการเมืองการปกครองได้รับความสนใจมากขึ้น การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องอำนาจ รัฐาธิปัตย์ หลักนิติธรรม สิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพ ได้รับการบัญญัติรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร มีกระบวนการคิดเกี่ยวกับการได้มาซึ่งตัวแทนอย่างมีหลักการ กำหนดสิทธิและหน้าที่ของตัวแทนที่เข้ามาเพื่อทำหน้าที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบ ปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม การได้มาซึ่งตัวแทนแบบฉันทามติถูกทดแทนด้วย กระบวนการที่เรียกว่า การแสดงเจตน์จำนงผ่านตัวแทน หรือ การเลือกตั้ง ซึ่งจะมีกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับผู้มีสิทธิที่จะลงสมัครเป็นตัวแทน ผู้มีสิทธิเลือก วิธีการในการเลือก สถานที่ในการเลือก การนับคะแนน การรับรอง ล้วนเป็นไปอย่างมีระเบียบ และแบบแผนตามที่สังคมกำหนด เช่น ผู้ที่จะสมัครต้องเป็นชายที่ผ่านการเป็นทหาร ไม่เคยกระทำความผิดและได้รับโทษทัณฑ์ เป็นหัวหน้าครอบครัว อายุไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี หรือ ให้เฉพาะหัวหน้าครอบครัวที่เป็นชายเท่านั้นมีสิทธิในการเลือกตั้งได้ วิธีการเลือกอาจใช้วิธีการยกมือ ขานชื่อ หรือ แสดงสัญลักษณ์บางประการ เป็นต้น จึงขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลาของสังคมที่จะมีทัศนคติ แบบแผน หรือ พัฒนาการต่อสิ่งเหล่านั้นไว้อย่างไร เมื่อได้ตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา หรือ ที่ประชุมของผู้เป็นตัวแทนแล้ว ตัวแทนเหล่านั้นจะเข้าไปทำหน้าที่ปกป้อง ดูแล รักษาสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน ชาติ รวมทั้งผลประโยชน์ของรัฐ และประชาชนส่วนที่ตนเข้ามาเป็นตัวแทน โดยมีสำนวนเรียกกันจนชินหูว่า “ เป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องประชาชน ” ต่อมาเริ่มเกิดปัญหาว่า หากผลประโยชน์ของรัฐ กับส่วนที่ตนเป็นตัวแทนเกิดขัดกันจะทำอย่างไร ยิ่งเมื่อสังคมมีขนาดใหญ่มากขึ้น มีความซับซ้อน หรือ ล่าช้าในการบริหาร จึงก่อเกิดหลักการทางปกครองที่เรียกว่า การกระจายอำนาจให้แก่ประชาชน ชุมชน หรือ ท้องถิ่น โดยตัวแทนของสังคมที่เลือกให้ไปทำหน้าที่ในสภา หรือ ที่ประชุม จะคอยดูแลปัญหาของสังคมในระดับมหภาค โดยปล่อยให้เรื่องในชุมชน สังคมระดับล่าง อยู่ในอำนาจพิจารณาควบคุมดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น คณะกรรมการหมู่บ้าน สภาชุมชน สภาตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล สุขาภิบาล เทศบาล และองค์กรปกครองท้องถิ่นพิเศษ ซึ่งสังคมไทยได้เรียนรู้ และนำมาปรับใช้กับการปกครองนับแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การปกครองทุกระดับที่กล่าวมาล้วนเป็นการปกครองในรูปแบบของระบบประชาธิปไตย มีการได้มาซึ่งตัวแทนโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ท้องถิ่น จนถึงระดับชาติ โดยหลักการเลือกตัวแทนทุกระดับ จะใช้หลักเกณฑ์ทางด้านภูมิศาสตร์ คือ เขตการปกครอง และ จำนวนประชากรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อกำหนดจำนวนสมาชิกที่จะเข้าไปเป็นตัวแทน โดยเฉพาะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ซึ่งได้กำหนดเขตจังหวัดเป็นเขตในการเลือกตั้ง และพิจารณาว่าในจังหวัดนั้นมีจำนวนประชากรเท่าใด เช่น ให้แต่ละจังหวัดเป็นเขตการเลือกตั้ง โดยแต่ละเขตจะมีจำนวน ส.ส. ได้เพียงใดให้ถือจำนวน ส.ส. ๑ คน ต่อสัดส่วนของประชากรทุก ๒๕๐,๐๐๐ คน ฝ่ายดำเนินการเลือกตั้งจะดำเนินการกำหนดหน่วยเลือกตั้งตามที่ตั้งของอำเภอ และประชากร ดังที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ใน มาตรา ๙๔ ว่า “ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีได้ในเขตเลือกตั้งนั้น การคำนวณจำนวนสมาชิกผู้แทนราษฎรที่จะพึงมีได้ในแต่ละเขตเลือกตั้ง และการกำหนดเขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ให้คำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน โดยคำนวณจากจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสี่ร้อยคน .........” นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ นำหลักการของการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ได้มาจากตัวแทนของเขตเลือกตั้งในแต่ละเขต และจำนวนประชากร ซึ่งเรียกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร( ส.ส.) ระบบบัญชีรายชื่อพรรค หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ โดยมีหลักการว่า ส.ส. ที่มาจากระบบนี้ คือ คณะรัฐมนตรีเงาซึ่งหากได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากแล้วจะได้เข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารประเทศ ประชาชนสามารถที่จะตัดสินใจได้ว่าจะเอาพรรคการเมืองใดที่ตน เห็นว่า น่าจะมีความรู้ความสามารถซื่อสัตย์ สุจริต และนำพาประเทศชาติได้ โดยระบบการได้มาดังกล่าวยังคงมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ใช้เขตทั่วทั้งประเทศเป็นหน่วยในการเลือกตั้ง และเป็นการเลือกพรรคแทนการเลือกตัวบุคคล นั่นคือ พัฒนาการของระบบการปกครองประชาธิปไตย ในส่วนของการได้มาซึ่งตัวแทน ที่ถือว่า เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่คล้ายกับระบบบัญชีรายชื่อข้างต้น ต่างกันตรงที่เดิมเป็นแบบบัญชีเดียว ๑๐๐ รายชื่อ แต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน มาตรา ๙๕ กำหนดว่า “ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกพรรค และ มาตรา ๙๖ กำหนดว่า “การกำหนดเขตเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ให้จัดแบ่งพื้นที่ประเทศออกเป็นแปดกลุ่มจังหวัด และให้แต่ละกลุ่มจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยแต่ละเขตเลือกตั้งให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สิบคน ....” บรรดาประเทศในโลกซึ่งสถาปนาว่าเป็นประชาธิปไตย มีหลักที่แทบจะประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า ระบบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยนั้น ให้พิจารณาว่ามีการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือไม่ หากไม่มีการเลือกตั้งแล้ว ประเทศดังกล่าวจะไม่ยอมรับ หรือ จะพยายามเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนประทับใจ คำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาส ภิกขุ ที่ว่า “ การปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ การปกครองที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกได้แก่ประชาชน ไม่ว่าการปกครองนั้นจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ” อย่างไรก็ตาม การได้ตัวแทนซึ่งมาจากการเลือกตั้งนั้น เสมือนเป็นหลักประกันว่า ตัวแทนดังกล่าวจะเข้าไปแสดงเจตน์จำนงแทนสมาชิก ทำเพื่อประโยชน์สมาชิก ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ และสิทธิตามที่กฎหมายจะพึงรับรอง โดยที่ประเทศไทยได้นำระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามาใช้ ซึ่งตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งจะเข้ามาเป็นตัวแทน พรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก หรือ สามารถรวบรวมเสียงข้างมากจะได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งเป็นรัฐบาล ส่วนพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยก็จะเป็นพรรคฝ่ายค้าน ทำหน้าที่คอยตรวจสอบและถ่วงดุลกันไปตามกติกาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือ องค์กรอิสระที่จะคอยตรวจสอบ และวินิจฉัย แต่บางยุคบางสมัย หากคณะผู้บริหารมีการกระทำที่มิชอบ ทุจริตคอรัปชั่น หรือ กระทำการที่เอื้อผลประโยชน์ต่อพวกพ้องของตน ก่อให้เกิดการแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายนำมาซึ่งความแตกแยก และระบบรัฐสภาไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ มักจะเกิดการรัฐประหาร หรือ ปฏิวัติยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ยุบองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา ทำให้ต้องดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งประชาชนคาดหวังว่าจะมีความเป็นประชาธิปไตย สามารถเป็นหลักประกันสิทธิ และเสรีภาพ ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และ ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐได้ ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์ดังกล่าวมาโดยตลอด ถึงขนาดที่บางคนพูดว่า “ ขอให้การกระทำรัฐประหารครั้งนี้เป็นการกระทำครั้งสุดท้าย เพราะเกิดรัฐประหารคราวใด ประเทศต้องถอยหลังไปอีกนับสิบปี ” ระบบการเลือกตั้งผู้แทนดังกล่าว เมื่อศึกษาและพิจารณาโดยถ้วนถี่แล้ว หากเป็นสังคม หรือ ประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านอาชีพ เชื้อชาติ ศาสนา การศึกษา และ ฐานะแล้ว กลับก่อให้เกิดปัญหาเพราะตัวแทนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามากลับไม่สามารถสะท้อน หรือ เป็นปากเป็นเสียงให้กับกลุ่มที่เลือกตนเข้ามาได้อย่างแท้จริง เป็นได้แต่เพียงตัวแทนในเชิงสัญลักษณ์ หรือ ที่กฎหมายรับรองเท่านั้น เมื่อได้รับการเลือกตั้งไปแล้วกลับลืมที่จะทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนกลุ่มคนที่เลือกตนมา ไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชน ปกป้องหน้าที่ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ต้องทำหน้าที่ตามที่พรรคการเมืองมีมติ โดยบิดเบือนหรือเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ ให้ผิดเพี้ยนไป ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากการเป็นตัวแทนโดยระบบที่คัดเลือกตัวแทนโดยใช้จำนวนประชากร และ เขตเลือกตั้งทางภูมิศาสตร์./ กรณีศึกษา ในจังหวัดหนึ่งมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก คือ นายทุน ซึ่งเป็น พ่อค้า มีธุรกิจที่มั่งคั่ง และเจริญรุ่งเรือง ในขณะที่สังคมนั้นมีความหลากหลายในด้านของอาชีพ และวัฒนธรรม และมีร้านของนายมี และ นางมั่ง เปิดร้านขายของอยู่ในชุมชนแห่งนั้นมาเป็นเวลานาน ต่อมามีการเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาทำกิจการค้าขายในราชอาณาจักรได้ มีการขยายกิจการไปเกือบทั่วประเทศ เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้น คือ นายทุน ซึ่งพื้นเดิมเป็นพ่อค้า และเข้าใจว่าการค้าที่เสรีนั้น จะต้องมีการแข่งขันกัน จะห้ามไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่งไม่ได้ จึงมีความเห็นไปในทางส่งเสริมให้เกิดการลงทุน ในขณะที่นายมี และนางมั่ง และชาวบ้านอื่นที่ประกอบธุรกิจเปิดร้านขายของเบ็ดเตล็ดมีความเห็นไปในทางคัดค้านไม่ให้ต่างชาติขยายกิจการเข้ามาในเขตพื้นที่ชุมชนของตน เพราะอาจกระทบต่อเศรษฐกิจและอาชีพดั้งเดิมของตนที่ถูกถ่ายทอดมาแต่บรรพบุรุษได้ ปัญหาว่า นายทุน ที่เป็นตัวแทนที่ผ่านการเลือกตั้งจากกลุ่มของนายมี และ นางมั่ง จะเป็นตัวแทนของกลุ่มที่เลือกตนดังกล่าว หรือไม่ ซึ่งไม่น่าจะตอบสนองเช่นนั้นได้ เพราะนายทุนไม่ได้ถูกเลือกมาแต่เฉพาะจากกลุ่มของนายมี และนายมั่ง เท่านั้น แต่ถูกเลือกจากหลายสาขาอาชีพ เช่น พ่อค้า นักศึกษา ข้าราชการ กรรมกร แม่บ้าน แรงงาน จึงไม่ทราบว่าจะเป็นตัวแทนของกลุ่มไหนดี ระหว่างกลุ่มของพ่อค้าที่จะเข้ามาลงทุนร่วมกับต่างชาติ หรือ เป็นตัวแทนให้แก่กลุ่มพ่อค้า แม่ค้าที่อยู่ในชุมชนแต่ดั้งเดิม แต่หากผู้ที่ได้รับการคัดเลือก หรือ ถูกเลือกจากพ่อค้า แม่ค้าในชุมชนเอง เชื่อได้ว่า ผู้ที่เป็นตัวแทนนั้นจะรับฟัง และมีความเห็นไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มพ่อค้า และ แม่ค้า ในการจะปกป้อง และรักษาประโยชน์ และสงวนไว้ซึ่งอาชีพแก่กลุ่มคนเหล่านั้น มากกว่าจะให้การส่งเสริม หรือ เห็นด้วยกับการให้ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนแม้กับคนไทยในชุมชนนั้น แต่หากตัวแทนดังกล่าวนอกจากจะเป็นนายทุนใหญ่แล้ว ยังกลับรับเงินค่าวิ่งเต้น หรือ คอรัปชั่นเสียด้วย แทบจะสรุปได้เลยว่า นายทุน ซึ่งอาชีพที่ต่างไปจากนายมั่ง และนางมี คงจะไม่ปกป้อง และเห็นใจพ่อค้า และแม่ค้าในชุมชนที่เป็นผู้เลือกตนมา แต่แม้นายทุนเลือกที่จะอยู่ตรงข้ามกับผู้สนับสนุนตนดังกล่าวก็ตาม ก็มักจะได้ยินเสมอว่า “ผม คือ ตัวแทนของพี่น้องประชาชน” ของคนในชุมชนนั้นอย่างไม่เคอะเขิน หรือ เหนียมอายแต่อย่างใด คำถาม คือ ทำไมเราไม่มี หรือ ไม่เอาตัวแทนที่มาจากพ่อค้า หรือ แม่ค้าที่เข้าอกเข้าใจในอาชีพนั้นไปเสียเลย จะได้ไม่ต้องมีข้อสงสัยว่า ตัวแทนที่เข้าไปทำหน้าที่แทนนั้น ทำเพื่อประโยชน์ และปกป้องรักษาสิทธิ หรือ ประโยชน์แก่กลุ่มที่ตนเป็นตัวแทน หรือไม่ และ จะมีคำถามตามมาอีกมากว่า แล้วทำไมเรา(ประชาชน) ไม่มีตัวแทนของกลุ่มที่เป็น ตัวแทนของ สื่อสารมวลชน กลุ่มองค์กรเอกชน กลุ่มชาวนา กลุ่มทหาร กลุ่มตุลาการ กลุ่มอัยการ กลุ่มปศุสัตว์ กลุ่มศาสนา กลุ่มแรงงาน กลุ่มกีฬา กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มนักศึกษา กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธนาคาร กลุ่มครู กลุ่มทนายความ กลุ่มวิศวกร กลุ่มแพทย์ และกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งมีสมาชิกในภาคส่วนของสังคมอยู่อีกหลายกลุ่มหลายองค์กร และ คงมีคำถามต่อไปอีกว่า สมาชิกที่เป็นตัวแทนให้แก่อาชีพของเขา หรือ องค์กรที่หลากหลายนั้นล่ะ คือผู้ใด และ เป็นใคร หากมีผู้กล่าวอ้างเช่นนั้น ความเป็นไปได้มากสุดคงเป็นแค่อดีต หรือ ทำงานเกี่ยวข้อง แต่เหตุใดจึงไม่ออกแบบให้การได้ตัวแทนออกมาเป็นคนที่เป็น คนที่ทำงาน คนที่เกี่ยวข้อง หรือคนที่อยู่ในระดับปฏิบัติมาเป็นตัวแทนเขาจริง ๆ ไปเสียเลย แม้แต่ในทางการเมือง โดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร กลับเห็นได้ว่า ผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้ง หรือ คัดเลือกเข้ามาไม่สามารถเป็นตัวแทนที่แท้จริงให้แก่ประชาชนได้ ข้อที่อ้างว่า เป็นตัวแทนของประชาชน ทำเพื่อประชาชน กลับไม่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมจริง ๆ ดังเห็นได้จาก กฎหมายที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนกลับไม่มีการเสนอ หรือ ทำให้ตกไป เพื่อไม่ให้มีการพิจารณาตามกระบวนการอันจะนำไปสู่การประกาศใช้ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม สังคมที่เป็นธรรม ควรมีกฎหมายที่สามารถจัดสรรความสมดุลของสมาชิกในสังคมด้วยโครงสร้างทางภาษีที่เป็นธรรม มีกฎหมายประกันสุขภาพ กฎหมายภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน การป้องกันการผูกขาด ความเป็นธรรมในทางสังคม การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ การห้ามเรียกดอกเบี้ยที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือ การค้ากำไรเกินควร ซึ่งกฎหมาย หรือ กระบวนการเหล่านั้น เป็นเรื่องที่กระทบต่อฐานะทางธุรกิจของนายทุน และกลุ่มพ่อค้า หรือคนที่ร่ำรวย จึงเป็นการยากที่กลุ่มเหล่านั้นจะออกกฎหมายเพื่อมาสกัดกั้น หรือ รีดเอาผลประโยชน์จากตน เพราะขัดกับหลักการพื้นฐานมนุษย์ผู้ยังไม่พ้นทุกข์ที่จะไม่ยอมให้ตนต้องเสียเปรียบ สิ่งที่เป็นอยู่จริงจึงสะท้อนให้เห็นได้โดยการกระทำของท่านผู้ทรงเกียรติเองว่า ไม่มีใครที่เป็นตัวแทน ไม่มีใครที่ทำหน้าที่เพื่อประชาชน หรือรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก หากจะมองในแง่ดีอาจพอมองได้ว่า ความจริงท่านผู้เป็นตัวแทนล้วนต้องการจะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหล่านั้นอยู่หรอก แต่เนื่องจากเมื่อได้เข้าไปเป็นสมาชิกของสถาบันพรรคการเมืองแล้ว กระบวนการคิด การตัดสินใจ บทบาท หรือ อุดมการณ์ต้องซ่อนเร้น หรือ เบี่ยงเบนไป เพราะต้องถูกมติพรรค หรือ ผู้ที่กุมอำนาจในพรรคชี้นำ หรือ กดดัน ดังที่สมัยหนึ่งเคยได้ยินคำพูดจากปากของสมาชิกผู้ทรงเกียรติผู้ซึ่งสังคมเคยยกย่องว่าเป็น ส.ส.น้ำดี ผู้ซึ่งอภิปรายในสภาได้อย่างน่าฟัง และน่าติดตามว่า “ผมเป็นคนมีอุดมการณ์ แต่อุดมการณ์นั้น ผมได้เก็บมันใส่ลิ้นชักไปแล้ว” เมื่อพิจารณาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในสภาแล้ว อาชีพหลักของแต่ละท่าน คือ ข้าราชการการเมือง ซึ่งอาสาเข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชนคนไทยทั้งชาติ และทุกสาขาอาชีพ แม้บางท่านจะเคยเป็นอดีตข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ทนายความ ครู แพทย์ พ่อค้า หรือ เกษตรกร ก็ตาม แต่หากพิจารณาลงไปถึงแก่นแล้วกลับไม่มีใครที่เป็นตัวแทนของเหล่าสาขาอาชีพดังกล่าวได้อย่างแท้จริง หลักการที่ผู้เขียนต้องการจะนำเสนอใหม่ คือ การเลือกตั้งโดยระบบสัดส่วน เพื่อเป็นหลักประกันว่า ประชาชน องค์กร หรือ วิชาชีพ แต่ละสัดส่วนจะได้มีตัวแทนของตนได้อย่างแท้จริง อันแตกต่างจากระบบสัดส่วนที่เป็นหลักการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หลักการ และความสำคัญของการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ระบบสัดส่วน ๑.) เป็นไปตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่จะต้องพยายามกระจายอำนาจการปกครองแก่ประชาชนให้ทั่วถึง โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทุกองค์กร และทุกสาขาอาชีพให้สามารถแสดงออกทางด้านการเมือง และความต้องการให้ภาครัฐปกป้อง ดูแลรักษาผลประโยชน์ให้ โดยมุ่งให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลในทางปฏิบัติไม่ใช่เพียงนโยบายที่ดูดี และรับรองให้ปรากฏในเอกสารเท่านั้น แต่ไม่เกิดผลในความเป็นจริง หรือ ทางปฏิบัติ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างของการได้ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ให้เป็นบทบังคับ และต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้มีตัวแทนที่เป็นของภาคส่วนนั้น ๒.) เชื่อได้ว่าบุคคลผู้เป็นตัวแทนที่ได้รับการคัดสรร หรือ เลือกตั้งจากแต่ละสาขาอาชีพ และภาคส่วนนั้น ๆ เป็นผู้ที่รู้เรื่อง และเชี่ยวชาญเกี่ยวกับภาคส่วนของตนเป็นอย่างดี เพราะได้ประกอบอาชีพ หรืออย่างน้อยมีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันใกล้ชิดกับภาคส่วนนั้น ๆ การเป็นผู้ที่มีและ ผ่านประสบการณ์จากงานส่วนนั้นโดยตรง ทำให้การนำเสนอปัญหา วิธีการแก้ไขปัญหา ตลอดจนการป้องกันผลที่อาจกระทบต่อวิชาชีพของกลุ่มที่ตนเป็นตัวแทน ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการบริหารและพัฒนาประเทศได้อย่างดียิ่ง และย่อมดีกว่าตัวแทนผู้ไม่เคยได้สัมผัสหรือเข้ามาเรียนรู้แต่เพียงฉาบฉวย หรือแทบจะไม่เคยผ่านงานด้านดังกล่าวเลย แต่กลับจะบอกต่อสังคมและประเทศว่า “พร้อมจะเรียนรู้” ซึ่งดูเหมือนดี หรือ รับฟังความเห็นของคนอื่น แต่ภาคการเมืองที่เป็นอยู่ปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้คนที่เก่งและจากทุกภาคส่วนเข้ามาทำงาน จึงได้เห็นรัฐมนตรีที่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับงานในกระทรวงที่ตนนั่งทำงานเลย แต่สามารถเข้ามาเป็นเจ้ากระทรวงได้ แต่เพราะสังคมไม่มีตัวเลือกที่มีความเชี่ยวชาญต่างหาก จึงต้องยอมจำนนให้ ๓.) การได้ตัวแทนที่มาจากระบบสัดส่วนซึ่งไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว แต่มาจากทุกภาคส่วน (สหวิชาชีพ ) หรือ องค์กรซึ่งประกอบเป็นสังคม ประเทศชาติ จะสามารถแก้ไขระบบผูกขาดอำนาจทางรัฐสภา หรือ ทางการเมือง ที่สังคมพยายามหาทางแก้ไขมานานแล้ว แต่ไม่อาจแก้ไขได้ เพราะพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา หากไม่กุมอำนาจด้วยเสียงข้างมากโดยเด็ดขาดแล้ว ก็จะจับมือตกลงกันดำเนินกิจการทางการเมืองบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่อกัน ซึ่งเสียงข้างมากมิใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายเสมอไป แต่หากมีการนำไปใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ หรือ เอื้อต่อการทุจริตคอรัปชั่น กลบเกลื่อน ปกปิด ตลอดจนการอุ้มสมทางการเมือง เสียงข้างมากจะกลายเป็นก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี แม้การอภิปรายดังกล่าวจะมีข้อมูล ข้อเท็จจริง ตลอดจนกระแสความรู้สึกของสังคม ซึ่งเพียงพอต่อการที่จะไม่ไว้วางใจแล้วก็ตาม แต่เมื่อลงมติทุกครั้งล้วนจะต้องออกเสียงลงคะแนนไปตามมติของพรรคการเมือง หรือหัวหน้าพรรคการเมือง หรือ มติของวิปรัฐบาล ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดแก่คณะรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยด้วยว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่ายค้านได้อภิปรายด้วยข้อมูล หลักฐานที่สามารถจะตัดสินได้ว่า รัฐบาลได้กระทำโดยมิชอบ และมีผลประโยชน์แอบแฝง อีกทั้งการเมืองภาคประชาชน โดยการนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เรียกร้อง ประจาน ถึงขั้นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง จนศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินให้ ไม่ให้นำมติคณะรัฐมนตรีไปใช้ไม่ว่ากรณีใด ๆ อันเสมือนว่าเป็นใบเสร็จที่รับรองได้ว่าเป็นความผิดที่สำเร็จพอได้แล้ว แต่เมื่อมีการลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีซึ่งกระทำการหมิ่นเหม่ดังกล่าวกลับได้รับความไว้วางใจ จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมาก ประหนึ่งว่า มิได้มีการอภิปรายเพื่อตรวจสอบการกระทำของรัฐบาลแต่อย่างใด เป็นการสวนกระแสของสังคม โดยประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาแทบไม่เคยเกิดกรณีที่สามารถลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หรือนักการเมืองได้เลย หากเคยมีก็ต้องอาศัยพรรคการเมืองที่มีคุณธรรมและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติเป็นหลัก ซึ่งมีอยู่เพียงครั้งเดียว กรณีที่มีการขอเปิดอธิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่เชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง กรณีการออกเอกสารสิทธิ สป.ก. (๔ – ๐๑) ให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่เกษตรกร พรรคพลังธรรมซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งใช้นโยบาย “คุณธรรมนำการเมือง” ภายหลังฟังการอภิปรายของฝ่ายค้านแล้วมีมติพรรคให้งดออกเสียง แม้ผลจะยังไม่ถึงกับไม่ไว้วางใจ อันเป็นมารยาททางการเมือง และไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหน้า ส่งผลให้ผู้นำรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องประกาศยุบสภา แต่หากพรรคพลังธรรมไม่ต้องแสดงบทคุณธรรม โดยออกเสียงลงมติไว้วางใจต่อไป ตำแหน่งรัฐมนตรีต่าง ๆ ก็ไม่ได้หลุดลอยไปไหน ยิ่งเมื่อนำไปเป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน