กบฏหรือผู้สืบสานศาสนา (ประวัติพ่อครูสมณะโพธิรักษ์).docx

โฟลเดอร์610710 บทสารคดี ประวัติชีวิตพ่อครู
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข9 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

กบฏหรือผู้สืบสานศาสนา

ผู้ก่อตั้งอโศก ผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้เสียสละ ผู้ยอม ผู้แพ้ ผู้นำลัทธิ ศาสดามหาภัย กบฏ หรือ ผู้สืบสานศาสนา

ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่บังเอิญ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สมณะโพธิรักษ์ หรือพ่อครู จะเคยโด่งดังจากการแต่งเพลง “ผู้แพ้” [ เทศน์พ่อครู ] “ ถ้าใครติดตามมาตลอดคงจะเห็นว่า ชาตินี้อาตมาอยู่ได้ด้วยการยอม เพราะฉะนั้นการยอมแพ้นี่แหละเป็นสิ่งที่ลดอัตตาจริงๆ อย่างที่คุณพูดเมื่อกี้นี้ พระพุทธเจ้าท่านเป็นใคร ทำไมท่านจะต้องยอม แต่ท่านก็ยังต้องยอม ” ก่อนที่เราจะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ “สมณะโพธิรักษ์” หลายคนคงจะเคยได้ยินชื่อ “รัก รักพงษ์” มาก่อน เพราะท่านเคยเป็นดาราทีวี และนักแต่งเพลงที่โด่งดัง พอเข้าสู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ก็ได้รับฉายา “ศาสดามหาภัย” ถูกตราหน้าว่าเป็นมารศาสนา ทำธรรมวินัยให้วิปริต ถูกขับออกจากเถรสมาคม ทั้งๆที่ได้ประกาศขอแยกตัวออกมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ก็ถูกฝ่ายบ้านเมืองดำเนินคดี และบังคับให้สละสมณเพศ สำหรับคนรุ่นเก่า คดีสันติอโศกที่เคยเป็นข่าวครึกโครมเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว คงจะเลือนรางไปจากความทรงจำแล้ว และเชื่อว่าคนรุ่นใหม่หลายคนก็คงไม่รู้ และไม่สนใจเรื่องราวในอดีต เพราะสิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาคนทุกวันนี้ก็คือ ท่านได้สร้างชุมชนบุญนิยม ที่เป็นชุมชนคนจนโลกุตระ สามารถพึ่งตนเองและช่วยเหลือสังคมได้ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลายคนมองว่า ชาวอโศกเป็นคนจนมหัศจรรย์ เพราะในขณะที่คนทั้งโลกพยายามแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง ชาวอโศกกลับละทิ้งความสุขสบายในสังคม และยินดีมาเป็นคนจน แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นก็คือ เพราะเหตุใดพระที่ถูกตราหน้าว่าเป็นมารศาสนา กลับสอนให้คนหนุ่มคนสาวมากมายละทิ้งชีวิตทางโลก และหันมาดำเนินชีวิตตามอย่างพระพุทธองค์ได้ สมณะโพธ

อ่านต่อ

ิรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่จังหวัดศรีสะเกษ เดิมชื่อ มงคล รักพงษ์ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “รัก” คุณแม่ของท่านเป็นคนขยันขันแข็ง มีอาชีพหลากหลาย พ่อครูได้นิสัยขยันมาจากคุณแม่ หมั่นคิดหาเรื่องค้าขายอยู่เสมอ ตอนเด็ก พ่อครูเคยวิ่งขายเม็ดมะขามคั่ว และไอศกรีม ทั้งยังเป็นกุลีรับจ้างแบกของที่สถานีรถไฟด้วย แม้ว่าครอบครัวของท่านจะมีฐานะดี แต่คุณแม่ก็ส่งท่านไปอยู่กับคนรู้จัก เจ้าของบ้านใช้ให้ท่านทำงานสารพัด นับเป็นช่วงที่ท่านต้องเผชิญกับศึกหนักที่สุดในชีวิต พ่อครูมักเล่าให้ฟังถึงตอนที่ท่านช่วยเขาทำขนมขาย แต่เมื่ออยากกินบ้าง กลับต้องซื้อ ทำให้ทนไม่ไหว ถึงกับร้องไห้และหนีกลับบ้าน แต่คุณแม่ยืนยันว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดี และส่งท่านกลับไปอยู่บ้านนั้นต่อไป ในช่วงสุดท้ายของชีวิตคุณแม่ ฐานะของครอบครัวเริ่มอัตคัดขัดสน เพราะคุณแม่ถูกโกงไปหลายครั้ง ตอนพ่อครูเรียนเพาะช่างปีที่ ๓ คุณแม่ก็เสียชีวิตลง ทั้งๆที่อายุเพียง ๔๐ ต้นๆ พ่อครูจึงต้องทำงานสารพัด เพื่อเลี้ยงดูน้องทั้ง ๖ คน พ่อครูไม่เคยเกี่ยงงาน หนักเอาเบาสู้ เคยเป็นครูสอนหนังสือ นักเขียน นักแต่งเพลง และทำละครวิทยุ ขณะเรียนอยู่เพาะช่างได้ถีบจักรยานส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้าน ช่วงนั้นเพลง “ผู้แพ้” ที่พ่อครูแต่งกำลังดังทั่วเมืองไทย แต่กลับไม่มีใครรู้จักผู้แต่ง ครั้งหนึ่ง เจ้าของบ้านออกมารับหนังสือพิมพ์พร้อมกับร้องเพลง “ผู้แพ้” ทำให้พ่อครูอดน้อยใจชะตาชีวิตไม่ได้ ที่เพลงผู้แพ้โด่งดังไปทั่วเมืองไทย แต่ผู้แต่งกลับเป็นแค่เด็กส่งหนังสือพิมพ์ พอเรียนจบจากโรงเรียนเพาะช่าง ก็ได้ทำงานที่ทีวีช่อง ๔ ในยุคนั้น ซึ่งเป็นทีวีช่องแรกของประเทศไทย และเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะพิธีกรและนักแต่งเพลง อายุ ๒๖ ปี พ่อครูเริ่มหันมาศึกษาเรื่องพลังจิตและไสยศาสตร์ แต่ไม่นานท่านก็รู้ว่า นั่นไม่ใช่เส้นทางแห่งความพ้นทุกข์ จึงหันมาปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธองค์ อายุ ๓๓ ปี พ่อครูเริ่มปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง ลดความฟุ่มเฟือย เลิกอบายมุขทั้งหมด ถือศีล ๕ เคร่งครัด เลิกทานเนื้อสัตว์ ลดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งหลาย ไปทำงานก็สวมเสื้อคอกลม นุ่งกางเกงขาสั้น ตัดผมเกรียน ไม่สวมรองเท้า พ่อครูมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดเมื่ออายุ ๓๖ ปี จากการแต่งเพลงประกอบหนังเรื่อง “โทน” ซึ่งเป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดในยุคนั้น ในขณะที่หนังกำลังทำรายได้นับล้านบาท พ่อครูกลับทิ้งสิ่งเหล่านั้นอย่างไม่ไยดี ตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วไปใช้ชีวิตเรียบง่ายในดงป่าแสม ที่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๓ พ่อครูได้อุปสมบทที่วัดอโศการามและได้รับฉายาว่า “พระรัก โพธิรกฺขิโต” ซึ่งแปลว่า ผู้รักษาไว้ซึ่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หรือผู้สืบสานศาสนาพุทธ หลังจากบวชได้ไม่นาน พ่อครูก็ได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรมที่วัดต่างๆ มีคนหนุ่มคนสาวพากันมาฟังธรรม แล้วนำไปปฏิบัติจนเกิดมรรคเกิดผล พ่อครูจึงมีลูกศิษย์มากขึ้น ทั้งพระจากฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย แต่เนื่องจากคำสอนที่ไม่เหมือนใคร พ่อครูจึงเกรงว่าจะทำให้เกิดบรรยากาศไม่ดี เหมือนมีสองวัดอยู่ในวัดเดียวกัน ท่านจึงเห็นว่า ควรหาสถานที่ใหม่ ซึ่งเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของเรา ปีพ.ศ. ๒๕๑๖ พ่อครูพาลูกศิษย์เกือบ ๒๐ ชีวิต ออกเดินจาริกไปยังสถานที่แห่งใหม่ ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า “แดนอโศก” แต่ด้วยข้อวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด และแตกต่างจากสงฆ์กระแสหลักอย่างชัดเจน ทั้งยังมีการเผยแผ่ธรรมะที่ทวนกระแสโลกียะและเทวนิยม จนมีคนเลื่อมใสศรัทธาเพิ่มขึ้น พระเถระบางรูปในมหาเถรสมาคมจึงเริ่มไม่ชอบชาวอโศก มีการกีดกันไม่ให้พระชาวอโศกเข้าสอบนักธรรม และไม่ยอมให้อุปัชฌาย์บวชพระให้แก่ชาวอโศก ทั้งๆที่คนเหล่านั้นมีความตั้งใจจะบวชตลอดชีวิต ฟางเส้นสุดท้าย คือ การที่พระเถระรูปนั้นพยายามกีดกันไม่ให้ชาวอโศกเผยแผ่ธรรมะ โดยกดดันอุปัชฌาย์ซึ่งกำลังเจ็บป่วยอยู่ในขณะนั้น ด้วยการสั่งให้ท่านบังคับให้พระชาวอโศกเปลี่ยนสีจีวรมาเป็นสีเหลือง และรื้อถอนกุฏิที่แดนอโศก มิฉะนั้นจะปลดจากการเป็นอุปัชฌาย์ เมื่อเริ่มชัดเจนว่าพ่อครูจะต้องตัดความเกี่ยวพันกับอุปัชฌาย์ เพื่อไม่ให้ท่านถูกเบียดเบียนอีกต่อไป พ่อครูจึงตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลาออก และไปตั้งหมู่กลุ่มใหม่ตามหลักนานาสังวาส พระพุทธองค์ทรงห้ามมิให้มีการแบ่งแยกคณะสงฆ์ แต่ทรงอนุญาตให้แยกกันปฏิบัติแบบนานาสังวาสได้ ถ้าสงฆ์มีความเห็นต่างกันในเรื่องการปฏิบัติธรรม และไม่สามารถตกลงกันได้ ปีพ.ศ. ๒๕๑๘ พ่อครูจึงยื่นหนังสือต่อที่ประชุมพระสังฆาธิการ ประกาศแยกตัวออกไปตั้งหมู่กลุ่มใหม่ตามหลักนานาสังวาส และได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า กลุ่มชาวอโศกเป็นเหมือนร้านเล็กๆ ข้างถนน เราต้องการทอดปาท่องโก๋ตามสูตรของพระพุทธเจ้า ส่วนเถรสมาคมเป็นบริษัทใหญ่ที่ทอดปาท่องโก๋ตามสูตรของท่าน ซึ่งเราเห็นว่าเป็นสูตรที่ผิดไปจากของพระพุทธเจ้า คนกินไม่ได้สาระเต็มที่ ซึ่งเราก็ได้เตือนท่านแล้ว แต่ท่านไม่ฟัง ซ้ำยังบีบคั้นเราจนสุดจะทน ที่สำคัญคือเราทำงานไม่ได้ พาประชาชนปฏิบัติให้ก้าวหน้าไม่ได้ จึงจำเป็นต้องขอแยกกันเรียนรู้ปฏิบัติ ต่างฝ่ายต่างทำ เราก็ทำตามที่เรามั่นใจ หากของเราไม่ดีจริงคนก็จะไม่สนับสนุน หลังจากแยกตัวออกมาแล้ว ชาวอโศกได้ปฏิบัติธรรมอย่างสงบเป็นเวลา ๑๓ ปีโดยไม่มีปัญหาใดๆ แต่แล้วในปี ๒๕๓๒ มหาเถรสมาคมกลับใช้อำนาจสั่งให้พ่อครูสึก ทั้งๆที่เคยยอมรับการประกาศนานาสังวาสของพ่อครูมาแล้ว และตามพระธรรมวินัย พระที่ปฏิบัติแยกกันเป็นนานาสังวาส ไม่มีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องกันได้ เมื่อความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น พ่อครูจึงตัดสินใจประนีประนอม โดยยอมเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย และยอมไม่ใช้คำนำหน้าตนเองว่า “พระ” เปลี่ยนไปใช้คำว่า “สมณะ” แทน กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่พอใจของมหาเถรสมาคม ในที่สุดมหาเถรสมาคมจึงได้ดำเนินคดี เพื่อบังคับให้พ่อครูสึกให้ได้ และแล้ว...การต่อสู้กับศาสนจักรก็อุบัติขึ้น และกินเวลายาวนานถึง ๖ ปี ๖ เดือน ๖ วัน ปีพ.ศ. ๒๕๓๘ ศาลได้มีคำวินิจฉัยโดยไม่นำพระธรรมวินัยมาประกอบการพิจารณา และเห็นว่าพ่อครูต้องสึกตามคำสั่งของมหาเถรสมาคม เมื่อพ่อครูไม่ยอมสึก ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุก ๖ เดือน แต่ให้รอการลงอาญาไว้ ๒ ปี ถ้ามองตามธรรมจะเห็นว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นสิ่งที่ดีเสมอ การที่พ่อครูไม่ยอมสึก แต่ยอมขึ้นศาลจนแพ้คดี ทำให้ท่านยังคงมีสถานภาพเป็นพระภิกษุตลอดมา เมื่อคดีสิ้นสุดลง เถรสมาคมก็ไม่อาจฟ้องร้องเอาผิดกับอโศกได้อีก ความเป็นนานาสังวาสระหว่างอโศกกับเถรสมาคมจึงชัดเจนยิ่งขึ้น และถูกต้องตามพระธรรมวินัย ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามความเชื่อและปัญญาของตน นับเป็นความลงตัวทั้งรูปและนามที่ไม่บังเอิญจริงๆ นับแต่วันบวชจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า ๕๐ ปีแล้ว พ่อครูพาเราปฏิบัติธรรมชนิดทวนกระแสโลกียะและเทวนิยม ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ตรงกันข้ามกับเทวนิยม ที่เชื่อว่าแต่ละชีวิตจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับอำนาจของพระเจ้า และเชื่อว่าผู้ทำดีจะได้ไปอยู่บนสวรรค์กับพระเจ้าชั่วนิรันดร์ ส่วนศาสนาพุทธเชื่อในเรื่องของกรรม เชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลมาจากการกระทำของเราเองทั้งสิ้น ไม่ใช่พระเจ้าบันดาล เป็นศาสนาที่สอนให้คนหลุดพ้นจากกิเลส หมดสุข หมดทุกข์ จนท้ายที่สุดสามารถสลายอัตภาพทั้งปวงและหลุดพ้นจากวัฏฏะสงสารได้ พ่อครูจึงสอนให้ละทั้งสุขและทุกข์ ซึ่งเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน และสอนให้เป็นคนกล้าจน มักน้อยสันโดษ ไม่สะสม ท่านเน้นเสมอว่า สมรรถนะกับความขยันเป็นทรัพย์แท้ของมนุษย์ที่หาค่าประมาณไม่ได้ หลายคนคงจะนึกในใจว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีชีวิตในสังคมปัจจุบันโดยไม่สะสมเงินทอง แต่เราก็ได้พิสูจน์มาแล้วเป็นเวลาหลายสิบปี [คุณ แรงผา จำปี ผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางพ่อครูสมณะโพธิร ักษ์ ]ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมปฏิบัติธรรมกับชาวอโศกมาตั้งแต่อายุ ๒๑ ตอนนี้ก็ ๓๒ ปีแล้ว แต่ก่อนผมก็ไม่เชื่อว่าจะอยู่โดยไม่สะสมเงินทอง แต่พอได้มาปฏิบัติธรรมกับพ่อครู และเรียนรู้ที่จะลดละกิเลส มันได้สัมผัสสภาวะจริงของตนเองว่า การที่เราไม่ต้องดิ้นรนแสวงหา ไม่ต้องบำเรอกิเลส มันสบายกว่ากันจริงๆนะครับ และถ้าเราเป็นคนขยัน มีความรู้ความสามารถอย่างที่พ่อครูสอน มันมั่นใจน่ะครับว่า ชีวิตนี้ไม่อดตายแน่ๆ” [ กลั่น ] “ ดิฉันปฏิบัติธรรมกับชาวอโศกมาตั้งแต่อายุ ๒๒ พ่อครูท่านไม่ได้สอนให้เราปฏิบัติธรรมเพื่อสั่งสมบุญเอาไว้สำหรับชาติหน้า แต่สอนให้เรามาลดละกิเลสจริงๆ พอปฏิบัติจนสามารถพ้นอบาย และลดละกิเลสความเห็นแก่ตัวลงได้บ้าง มันก็เกิดความเข้าใจว่า ชีวิตที่เสียสละเพื่อผู้อื่นเป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่า ดิฉันอยู่กับชาวอโศกมา ๒๐ กว่าปี ยิ่งปฏิบัติธรรมก็ยิ่งมั่นใจในหมู่กลุ่มนี้ และก็เชื่อมั่นในระบบสาธารณโภคี ว่าสามารถพึ่งพากันได้จริงๆค่ะ ” ชาวอโศกเป็นชาวพุทธกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่ร่วมกันแบบบุญนิยม ปัจจุบันเรามีพุทธสถาน ๗ แห่ง และมีชุมชนเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วประเทศ เราใช้ศีลเป็นแกนหลักในการอยู่ร่วมกัน ทุกคนต่างเสียสละ ทำงานโดยไม่มีค่าตอบแทน ทุกคนในชุมชนกินใช้ร่วมกันจากส่วนกลางที่เรียกว่า “สาธารณโภคี” ผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคภายในชุมชนจะสะพัดออกเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นต่อไป บุญนิยมคือระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากการปฏิบัติตามทฤษฎีมรรคองค์ ๘ เมื่อแต่ละคนปฏิบัติจนเกิดมรรคเกิดผล สามารถลดละกิเลส และเกิดปัญญาว่า การให้ การเสียสละ เป็นความประเสริฐอย่างแท้จริง ทุกคนจึงทำงานฟรีด้วยความเต็มใจ และยินดีให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นของส่วนกลาง ระบบสาธารณโภคีจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงที่โลกต้องเผชิญกับการระบาดของ Covid 19 มีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก หลายประเทศต้องปิดพรมแดน แม้แต่รัฐบาลไทยก็ต้องออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ห้ามคนเดินทางไปต่างจังหวัด ร้านค้าและธุรกิจจำนวนมากต้องปิดตัวลง ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ แต่ชาวอโศกกลับดำเนินชีวิตได้ตามปกติ โดยไม่ขาดแคลนอาหาร หรือปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ทั้งๆที่เราปิดชุมชนนานกว่า ๑๘ เดือนแล้ว แม้ว่าเราจะเป็นเพียงชาวพุทธกลุ่มเล็กๆ แต่ชุมชนอโศกเป็นนิทรรศการที่มีชีวิต ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นผลงานของพ่อครูที่ยืนยันว่า ระบบบุญนิยมเป็นทางออกของสังคมอย่างแท้จริง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ยั่งยืนและเป็นไปได้จริงๆ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครจะประณามพ่อครูอย่างไร ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ พ่อครูสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น เป็น “อกาลิโก” ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและจิตวิญญาณของคนในยุคนี้ได้ แม้จะใกล้กลียุคเต็มทีก็ตาม พ่อครูสอนให้เราปฏิบัติธรรมชนิดทวนกระแสโลกียะและเทวนิยม นำพาเราดำเนินชีวิตตามอย่างพระพุทธองค์ มาเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ พ่อครูได้สร้างชุมชนบุญนิยมที่มหัศจรรย์ เป็นชุมชนคนจนโลกุตระ ที่อยู่ร่วมกันด้วยระบบสาธารณโภคี พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ และพึ่งตายกันได้ นับเป็นมรดกอันล้ำค่าที่ท่านได้สร้างไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน