610710 บทสารคดี ประวัติชีวิตพ่อครู.docx

โฟลเดอร์610710 บทสารคดี ประวัติชีวิตพ่อครู
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข9 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

610710 บทสารคดี ประวัติชีวิตพ่อครู

รากฐานของความดีงาม คือศีลธรรม ถ้าไร้ซึ่งศีลธรรม สันติสุขก็เกิดขึ้นไม่ได้ คนเราจะมีศีลมีธรรมขึ้นมาได้นั้น ต้องเกิดสัมมาทิฏฐิขึ้นก่อน ก่อนจะมีสัมมาทิฏฐิได้นั้น ต้องมีความเชื่อและศรัทธา แต่ถ้าไม่ได้พบไม่ได้ฟังสัทธรรมจากสัตตบุรุษ ความศรัทธาจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “พระอรหันต์อยู่ที่ใดสถานที่นั้นย่อมน่ารื่นรมย์ใจ”

เพราะย่อมเป็นแสงสว่าง ของสัมมาทิฏฐิ ๑๐ ให้กับทุก ๆ ชีวิต และที่นั่นท่านจะได้พบกับบุคคลในสัมมาทิฏฐิข้อที่ ๑๐ คือ สมณพราหมณา ผู้มีสยัง อภิญญา มาประกาศโลกนี้และโลกหน้าให้ผู้อื่นได้รู้ตาม

แล้วท่านได้พบกับบุคลลผู้เป็น สมณพราหมณา ตามสัมมาทิฏฐิข้อที่ ๑๐ แล้วหรือยัง?

นี่คือเรื่องราวของผู้มาประกาศพุทธศาสนาแท้ๆของพระพุทธเจ้าในยุคกึ่งพุทธกาล ผู้เป็นบุคคลธรรมดาที่ไร้ซึ่งบรรดาศักดิ์และปราศจากอลังการทั้งปวง แต่ได้กอบกู้ศาสนาให้พ้นความเสื่อมจากอวิชชาและทิฐิที่มิจฉาได้สำเร็จ ด้วยอัญญารู้แจ้งในธรรมแห่งสยังอภิญญาภูมิ ที่เพียรบำเพ็ญสั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนๆ ผู้ใช้ธรรมฤทธิ์ วิชิตอวิชชา เปลี่ยนปุถุชนให้เป็นอาริยะ ด้วยการตายจากโลกโลกียะ แล้วเกิดใหม่ในโลกโลกุตระ ผู้สร้างคนจนให้เป็นคนน่ายกย่องสรรเสริญด้วยวรรณะ๙ ให้อยู่อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ด้วยสาราณียธรรม๖ และพุทธพจน์๗ ก่อตั้งเป็นชุมชนอโศก ด้วยระบบสาธารณะโภคีของพระพุทธเจ้า ทำสำเร็จได้ ในยุคทุนนิยมสามานย์ รังสรรเป็น วัฒนธรรมอโศก ที่ละกิเลสด้วยบุญนิยม ผู้ก่อเกิด แผ่นดินพุทธ นำพาจิตวิญญาณของชมพูทวีปมาสู่ดินแดนไทย สร้างบ้านราชฯให้เป็นแดนสัปปายะ ที่จะช่วยจรรโลงพุทธแท้ของพระพุทธเจ้า ที่เหลือเพียงแห่งเดียวนี้ ให้สืบสานต่อไป ได้ถึง 5,000

อ่านต่อ

ปี ท่านผู้ประกาศตนเป็นโพธิสัตว์ ที่เจิญยิ่งด้วยเมตตา ผู้มากอบกู้มวลมนุษยชาติให้รอด ให้มีอธิปไตยในทั่วหล้า มีเอกราชในความเป็นไท

เมื่อ ๘๔ ปีก่อน หนูน้อย "แป๊ก" หรือ ด.ช. มงคล รักพงษ์ ผู้มีปู่ของยายเป็นเจ้าเมือง อุบลฯ ได้ถือกำเนิดขึ้น ใช้ชีวิตเยี่ยงเด็กปกติทั่วไป แต่ก็รู้จักวิ่งเต้นทำงานขายของช่วยทางบ้าน เมื่อเติบใหญ่ หลังจากดิ้นรนพึ่งพาตนเอง จนจบศิลปะ จึงเข้าทำงานเป็นพิธีกรชื่อดังของช่อง 4 บางขุนพรหม ทีวีช่องแรกของประเทศไทย ท่านได้หันหลังให้แก่โลกโลกีย์ในขณะที่ยังมีชื่อเสียง เมื่อระลึกได้ว่า หน้าที่ ที่แท้จริงคืออะไร จึงออกบวช

เพื่อเผยแพร่สัทธรรมแท้ของพุทธศาสนา ท่านได้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อเป็นแบบอย่างด้วยการปฏิบัติตนอยู่บนความดีงาม และบำเพ็ญตนทวนกระแสอันเชี่ยวกรากของสังคมทุน ที่นิยมความสามานย์ จนเป็นแรงบันดาลใจให้หมู่ชนจำนวนมาก ได้มาปฏิบัติตาม ลดละเลิกกิเลส ได้จริงเป็นลำดับ จนมีหมู่คณะหนุ่มสาวในสมัยนั้น ยอมสละสิ้นทุกสิ่งมาขอบวชและติดตาม

เมื่อหมู่คณะเติบโตขึ้น และได้เผยแพร่สัทธรรม ออกสู่สังคมกว้างขึ้น อีกทั้งมีญาติโยมคนสำคัญที่เข้าสู่แวดวงการเมือง และกำลังได้รับความนิยม จึงสร้างความไม่พอใจแก่คณะสงฆ์กระแสหลัก และผู้มีอำนาจทางการเมือง จนตกเป็นเป้าหมาย ที่ผู้สูญเสียผลประโยชน์ทั้ง๒ฝ่าย จ้องทำลาย โดยใช้ความจริงต่อสู้กับอำนาจอันชั่วร้าย ในสังคมโลกีย์ ที่ใครเสียดังกว่าคือผู้ชนะ ท่านยอมเป็นผู้แพ้แม้ไม่ผิด อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน กระทั้งถูกรุมสกัมย่ำยีจนชื่อเสียงป่นปี้ ไม่เหลือที่ยืนในสังคม ท่านก็ยังเงยหน้ารับชะตา เลือกเดินทางไกลอันยากลำบาก แล้วมุ่งหน้าเผยแพร่ ชี้ทางพ้นทุกข์แก่มนุษยชาติต่อไป อย่างไม่ย่อท้อ

แม้เส้นทางของการทดสอบ จะขวางกั้นด้วยอุปสรรค และขวากหนามเพียงใด

ท่านก็ยังยืนหยัดอย่างมั่นคง ฝ่าฟันไปโดยไม่ถอยสักก้าว ไม่ลงใต้ดินแม้ครึ่งเมล็ดงา

สร้างแบบอย่างอันดีงาม ด้วยความมุ่งมั่น จนเป็นต้นกำเนิดของ ๔๘ พรรษา แห่งการงานอันทวนกระแส

ท่านได้สถาปนาอโศกโมเดลขึ้น โดยนำ ระบบสาธารณะโภคี ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ในสมัยพุทธกาล

ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักธรรมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างมีสุข (สาราณียธรรม๖)

ความมหัศจรรย์ของระบบสังคมสาธารณโภคี ก็คือสามารถเปลี่ยนคนให้มาทำงานฟรี รวมกันอยู่เป็นสังคมชุมชนชาวอโศก ไม่รับเงินทอง

รายได้เข้ากองกลาง กินใช้ร่วมกัน อยู่เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งชุมชน เป็นญาติทางธรรมกันแท้ๆ พึ่งเกิด - พึ่งแก่- พึ่งเจ็บ- พึ่งตายกัน ได้จริงๆ

มาเป็น คนจนที่มีวรรณะ ๙ ไม่โลภ ไม่หวงแหน ไม่ยึดเอาทรัพย์สินมาเป็นของส่วนตน

ทำให้ทรัพยากรของระบบเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จึงเป็นระบบที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก

เป็นทั้งสุดยอดของคอมมูน เพราะเอาเข้ากองกลาง ๑๐๐%

และเป็นสุดยอดของประชาธิปไตย ที่แต่ละคนจะเลือก “อยู่” หรือ “ไป” เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างอิสระเสรี ทำได้สำเร็จมา ๓๐ กว่าปีแล้ว แม้ใกล้กลียุคเช่นทุกวันนี้

ซึ่งเป็นแบบจำลองในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติธรรมของอาริยะชน ที่ได้บูรณาการความเป็นสุดยอดทาง สังคม-เศรษฐกิจ-การเมือง เข้าด้วยกัน

โดยทางสังคมในรูปแบบ ที่เป็น บ ว ร บ้าน วัด โรงเรียน ให้เน้นที่ศีลต้องเด่น การงานต้องเป็น วิชาการต้องเชี่ยวชาญ

ความเสื่อมของการศึกษาทุกวันนี้ เป็นการศึกษาแปลกแยก โดยเอานักเรียนไปเข้ากล่อง ตั้งแต่เช้าจรดเย็น เรียนอยู่ในกล่อง ตั้งแต่เด็กจนโตถึงรับปริญญา จึงไม่รู้จักองค์ประกอบที่แท้จริงของสังคม เอาแต่ให้แข่งกันทางวิชาการ ด้วยการท่องจำ ทิ้งคุณธรรม เห็นแก่ตัว ทำงานร่วมกันไม่เป็น และไม่มีน้ำใจให้สังคม

ท่านจึงมุ่งมั่นทำโรงเรียน เพื่อแก้ไขการศึกษาที่เอาแต่อยู่ในกล่อง ให้ออกมาเรียนรู้สังคมที่มี “บวร” บ้าน-วัด-โรงเรียน

ที่มีความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งวัดอันเป็นที่อยู่ของนักบวชก็ดี โรงเรียนอันเป็นสถานศึกษาของนักเรียนก็ดี และผู้ใหญ่สมาชิกหมู่บ้านก็ดี

ต่างอยู่ร่วมกันผสมผสานกัน เป็นบวรที่ซึมซับแก่กันและกันถ่ายทอดถ่ายเทซึมลึกสัจธรรมอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า คือมี osmosis อยู่ตลอดเวลา โดยมีสิ่งสำคัญที่จะต้องช่วยกันปลูกฝังให้เด็ก ก็คือ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา

บัญญัติ๓อาชีพเพื่อจะกู้ชาติ

๑. กสิกรรมธรรมชาติ

เป็นวิสัยทัศน์ของท่านที่ตอกย้ำกับชาวอโศกมากว่าสี่สิบปีแล้ว เพื่อให้เห็นว่าปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้คือ

อาหารจะขาดแคลน เพราะอาหารเป็นหนึ่งในโลก โดยเฉพาะเมืองไทยเป็นเมืองกสิกรรม เราทำข้าว ทำพืชผักผลไม้

ซึ่งเป็นอาหารของมนุษย์โลกจริงๆ ขาดไม่ได้เด็ดขาด

๒. ปุ๋ยสะอาด ปรับสมดุลดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อกสิกรรมได้ปุ๋ยสะอาด หรือ ปุ๋ยชั้นดีไปใช้ ก็ได้ผลผลิตดีไปเป็นอาหารของคน

คนกินอาหารก็จะเกิดกากเกิดเศษซึ่งเป็นขยะ เราก็จัดการด้วยความรู้ เอามาแปร มาสังเคราะห์

มาจัดการให้มันเป็นปุ๋ยหมักที่สะอาดได้สัดส่วนที่ดี มันก็จะหมุนเวียนเป็นวงจรที่สมบูรณ์

๓. ขยะวิทยา ลดโลกร้อน ปัญหาใหญ่อีกอย่างคือ ขยะจะล้นโลก จึงต้องใช้ความรู้ด้านขยะวิทยา มาแยกขยะ เพื่อลดมลพิษและให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ท่านได้เน้นย้ำกับชาวอโศกตลอดมาว่า “สามอาชีพกู้ชาติเป็นอาชีพที่ชาวอโศกต้องทำ!”

ทั้งสามอาชีพนี้จะเป็นเนื้อหาสาระสำคัญ ของการประกอบสัมมาอาชีวะ ที่จะกู้ตัวเองแล้วกู้ชาติได้จริงๆ วงจรทั้ง๓เส้านี้จะเป็นวัฏจักรที่ช่วยโลกได้ไม่รู้จบ

แล้วผลิตผลไร้สารพิษที่มีเหลือเฟือ ก็แจกจ่าย เป็นตลาดอาริยะ

ที่เชื่อมโยงสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยหลอมรวมความพอเพียง ที่เป็นศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่๙ เข้ากับระบบบุญนิยม ทำเป็นพาณิชย์บุญนิยม๔ระดับ เท่าทุน ต่ำกว่าทุน ขาดทุน และแจกฟรี

เมื่อแต่ละคนไม่หวงแหนยึดถือ ทรัพย์สินเงินทองเป็นสมบัติของตน ส่วนกลางหรือชุมชนจึงอุดมสมบูรณ์ เกิดความผาสุกจากการให้ และการสะพัดตามไปด้วย

พอลดตัวลดตนละกิเลส คลายความยึดในตนได้ ก็หมดความเห็นแก่ตัว ไม่ทำเพื่อตนเอง มีแต่ทำเพื่อส่วนรวม จึงนำไปสู่งานการเมือง ที่ผู้บริหารคือผู้รับใช้ มีโลกวิทูรู้โลก รู้ทันความฉ้อฉลทางการเมือง ที่นักเลือกตั้งกับนายทุนสามานย์จับมือกัน คอรับชั่น ทั้งเชิงนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง และโกงกินงบประมาณบริหารประเทศ

จนเป็นผู้ไม่ถูกครอบงำทางความคิดรู้จักแยกแยะผิดถูกดีชั่ว เป็นกลางแบบช่วยเหลือคนดี ไม่เข้าข้างคนชั่วด้วยความเป็นกลางแบบกลวงๆ ไม่ตกเป็นทาสความกลัว ไม่กลัวแปดเปื้อน ไม่กลัวภัยจะลามถึงตัว กล้าที่จะแสดงจุดยืนเคียงข้างความถูกต้อง จึงเป็นโลกุตระอยู่เหนือโลก

และเป็นผู้เสียสละอนุเคราะห์โลก สามารถปล่อยวางหน้าที่การงาน สละแรงกายแรงใจออกไปร่วมเป็นแกนนำในชุมนุมขับไล่ทรราชทุกครั้ง โดยไม่มุ่งหวังโลกธรรมตอบแทน โดยไปเป็นผู้รับใช้ดูแลระบบสาธารณูปโภคในที่ชุมนุม กระทั่งนักบวชก็ออกไปช่วยเทศน์ลดอุณหภูมิของผู้ชุมนุมให้สงบอหิสา แม้แต่ตัวท่านเอง ก็ยอมสละตน รับแกสน้ำตาไปด้วย เพื่ออยู่เป็นกำลังใจ และควบคุมสถานะการณ์ ไม่ให้เกิดความรุนแรงบานปลาย ดับเภทภัยให้แก่บ้านเมือง จนทำให้ประเทศชาติเกิดความสงบสุข และมีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ

ท่านให้ความเห็นว่า ประชาธิปไตยเมืองไทยกำลังวิวัฒนาการ เข้าไปสู่ความเจริญงอกงาม อย่างแท้จริง เพราะมีองค์ประกอบที่สำคัญครบพร้อมทั้ง ๓ เส้า “กษัตริย์ -ประชาชน - และจิตวิญญาณ”

ยิ่งจิตวิญญาณของกษัตริย์และประชาชนได้รับการอบรมฝึกฝนสั่งสมให้เป็นจิตวิญญาณที่ประเสริฐที่สุด

เป็นจิตวิญญาณขั้นสูงระดับโลกุตระได้ ก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนความรุ่งเรืองและดีงามให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง

อย่างในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านเป็นนักประชาธิปไตยที่มีธรรมะเป็นโลกุตระ คือไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อมวลประชาชนอย่างแท้จริง เราชาวอโศกนี้แหละปฏิบัติตรงตามรอยพระยุคลบาทของในหลวง ของพระพุทธเจ้า

ที่เราประพฤตินี้เป็นการช่วยโลกในตัว ไม่ว่าทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งที่ยืนยันความเป็นประชาธิปไตยของพวกเราก็คือ พหุชนหิตายะ ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก

แม้จะมีภัยพิบัติใด งานช่วยเหลือสาธารณะกุศลที่ต้องการจิตอาสา ที่ต้องใช้ความอดทนสูงและทุ่มเท เสียสละอย่างยาวนานต่อเนื่อง ชาวอโศกก็ไม่เคยปฏิเสธและท้อถอย

เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธมายาวนาน แล้วจะเป็นชมพูทวีปต่อไป เพราะมีมนุษย์ชมพูทวีปอยู่มากที่สุด พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงคุณสมบัติของมนุษย์ชมพูทวีป ๓ ประการรวมกัน คือ ๑.มีความแข็งแรงของร่างกาย ครบอาการ ๓๒ บริบูรณ์ (สุรภาโว)

๒.มีสติปัญญาถึงขีดขั้นโลกุตระ สามารถเลือกเฟ้นวิจัยธรรมให้ลดกิเลสได้ (สติมันโต)

๓.สามารถสร้างโลกลูกนี้ให้เป็น “โลกของพระพรหม” มีเมตตา-กรุณา-มุฑิตา-อุเบกขาจริง จนเป็นที่อยู่ของคนที่บริสุทธิ์ สะอาดจากกิเลส มากกว่าใคร ๆ ในโลก (อิธ พรหมจริยวาโส)

ดินแดนชมพูทวีปมีองค์ประกอบของความเจริญ ๔ ด้านด้วยกัน

“บุคคลเจริญ-สถานที่เจริญ-อาหารเจริญ-ธรรมะเจริญ”(สัปปายะ ๔) ความเจริญทั้ง ๔ ด้านนี้ย่อมเป็นดั่งสนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำทำให้เกิด

“อาริยะบุคคล ๔” โสดาบัน-สกทาคามี-อนาคามี -อรหันต์

มนุษย์ชมพูทวีป มีที่มาจากรากฐานของการอยู่ร่วมกัน แบบคนจนที่มีวรรณะ๙ ที่ผสานการดำรงชีวิตของ คนจนที่มีแบบ อย่างศาสตร์พระราชา และการลดกิเลส แบบบุญนิยม โดยเชื่อมโยงสังคมบวร ที่มีosmosis เศรษฐกิจพอเพียงแบบบุญนิยมที่มีตลาดอาริยะ และการเมืองที่ปกครองกันแบบไม่ต้องปกครอง ซึ่งเป็นสุดยอดประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้า เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

เป็นการรวมเอาความเป็นสุดยอดของ สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่ดีที่สุดเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ระบบสาธารณโภคี ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด อันจะนำพามนุษยชาติให้อยู่รอดต่อไป ผ่านช่วงกลียุคที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ได้อย่างปลอดภัย

ในอนาคตไทยจะเป็นที่รวมศูนย์ของคุณธรรมในโลก และนำโลกไปสู่ความสงบสุข โดยเริ่มขึ้นในยุคของพระมหาจักรีวงศ์ที่ชื่อว่า “ภูมิพลอดุลยเดช” ซึ่งในขณะนี้ได้หยั่งลงแล้ว เกิดในลำดับ ๙ และจะเริ่มจากนี้ไปจนกว่าจะสิ้นกลียุค

ท่านกล่าวไว้ ในช่วงวาระครบ๘๔ปี ว่า อาตมาชัดเจนจริงๆว่า มันไม่มีอะไรจะประเสริฐเท่ากับเกิดมาเพื่อปฏิบัติตนตามที่ พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ อย่างจบสัมบูรณ์แท้จริงแล้ว

อาตมาจึงเลือกงานนี้ มันเป็นความตั้งใจที่จะต้องเอาความรู้กับความจริงนี้ มาประกาศ เป็นงานสำคัญ เป็นหน้าที่ของมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่

งานที่ไปหาเงินหาทอง ได้ลาภยศสรรเสริญนั้น อาตมาผ่านมาไม่รู้จักกี่ชาติ มาชาตินี้อาตมาอาภัพ รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย ไม่มีอาจารย์อยู่สำนักไหน ไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้อง ไม่มีใบรับรอง แม้แต่นักธรรมตรี หรือเครื่องแสดงว่ามีธรรมะเลย แล้วเอาธรรมะมาจากไหน? อาตมาก็บอกความจริงว่า เอามาจากชาติก่อน ก็ยิ่งหนัก เขาว่าบ้าเลย ที่พูดนี่ไม่ได้น้อยใจนะ แต่ให้รู้ว่าชีวิตที่ทำงานศาสนานี่ มันยากอย่างมหาศาลเลย เพราะมาประกาศโลกุตรธรรมที่ทวนกระแสกับสังคม

ผู้คนเขารับไม่ได้ เขาดูถูกเหยียดหยามด้วยซ้ำ จนตนเองออกจะรู้สึกว่า เราเหมือน“นกแร้ง” ตัวหนึ่งที่โดนรังเกียจ อาตมาถูกครอบงำ ลิงลมอมข้าวพอง เสียเวลาทางโลก ๓๖ ปี เมื่อรู้ตัวก็ไม่เอาแล้ว

รู้ว่าต้องมาทำงานนี้ เป็นงานที่ดีที่สุด แล้วก็พากันทำ ยืนหยัดยืนยัน ทำงานมา ๔๘ ปี ไม่เคยท้อถอย

ณ ลมหายใจเฮือกนี้ ประสบความสำเร็จแล้ว มีคนปฏิบัติตามได้ผล มีพฤติกรรมสังคมกลุ่มที่เป็นจริง มายืนยันกับโลก ทั้งด้าน “สังคมบุญนิยม” ของคนมีศีล

“เศรษฐกิจบุญนิยม” แบบคนจน ที่สร้างสรร เสียสละ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา

“การเมืองบุญนิยม” แบบพระพุทธเจ้า เพื่อรับใช้ปวงชน เพื่อประโยชน์สุขแก่มวลหมู่มหาชนเป็นอันมาก ด้วยความจริงใจ และมั่นใจ อาตมา เห็นว่า “ระบบบุญนิยม”ของพระพุทธเจ้านี้ เป็นทางรอดทางเดียวของมนุษยชาติ ทางอื่นไม่สำเร็จหรอก แม้ประชานิยมที่เขาจะทำกันอย่างไร ก็ไม่รอด เพราะนี่เป็นทางเดียวเท่านั้น ( เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) เป็นการเมืองของพระพุทธเจ้าแบบโลกุตระ มารับใช้ปวงชน เป็นการเมืองที่ไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใคร มีเศรษฐศาสตร์แบบคนจน แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ตามพระราชดำรัส ของในหลวง ร.๙

มีสังคมสาธารณโภคี ทำตามอย่างพระพุทธเจ้า ที่อาตมาภูมิใจ ในความสำเร็จทุกวันนี้ แม้ในกลียุคก็ทำได้ เป็นธรรมฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า ที่มีคนเปลี่ยนชีวิตมาทำงานฟรี ร่วมกันอยู่เป็นสังคมชุมชนชาวอโศก..........

ก็ขอพูดตรงๆว่าภูมิใจเถิดเกิดเป็นชาวอโศก

สิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ในโลกที่เต็มไปด้วยโลกีย์ที่ใกล้จะถึงกลียุคเช่นปัจจุบันนี้ ท่านกลับนำพาปฏิบัติจนสำเร็จเป็นจริงขึ้นมาได้ ตลอดระยะเวลา๔๘พรรษา แห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างมั่นคง เสียสละตนเพื่อมวลมนุษยชาติ ของสมณพราหมณาผู้มี สยังอภิญญา ผู้นี้ ทำให้ตำนาน พระผู้ช่วยให้รอด ของทุกศาสนา ที่ทั่วโลกพากันกล่าวขานถึง ไม่เป็นเพียงตำนานอีกต่อไป แต่เป็นชีวิตจริงของ พระศรีอาริยเมตไตรย พ่อครู สมณะโพธิรักษ์ ผู้เป็น พระโพธิสัตว์ที่เจริญยิ่งด้วยเมตตา ผู้ซึ่งยังคงทุ่มเทชีวิต เผยแพร่สัทธรรมต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่า อาริยะชนในยุคพระศรีอารย์นี้ จะสืบสานความเป็นอาริยะ ให้แก่มวลมนุษยชาติ ได้ดำรงคงอยู่รอด อย่างมีศีลมีธรรม ต่อไปได้อีก๒๕๐๐ปี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน