สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อวิชชาของการปฏิบัติสมาธินั่งหลับตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อวิชชาของการปฏิบัติสมาธินั่งหลับตา _ในวิชชา 8 ช่วยขยายความ ที่ว่า ไม่รู้ส่วนอดีตและอนาคต พ่อครูว่า...พวกจมอยู่ในการนั่งหลับตาสะกดจิต จะมุ่นในอดีตกับอนาคต ไม่มีปัจจุบันปัจจุบันจะต้องครบทั้งนอกและในเป็นทวารทั้ง 5 แต่นี่มีทวารเดียวในจิตเลยมีแต่อดีตกับ อนาคต ก็จึงไม่รู้ ในความไม่รู้คือไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรเป็นจริง ความเป็นจริงต้องครบ 6 ทวาร ในความเป็นจริง การนั่งหลับตาจะมีอีกเพียงหนึ่งทวาร ไม่มีตัวรับรู้อื่นช่วยเลย คนเดียวตัดสินเองเป็นเอง บ้าบ๊องเองเก่งเองโง่เอง มันก็เลยไม่งอกเงย การนั่งหลับตาสมาธิ บางคนบอกว่า ฉันไม่เล่นเดรัจฉานวิชา สัมมาทิฏฐิแล้ว แต่จมอยู่กับอดีตและอนาคตใช้พลังงานจิตเท่านั้น ไม่มีอะไรร่วมกับโลกหรือไม่มีโลกมีแต่อัตตา โลกต้องออกมากำหนดรู้อาโลกสัญญา มันไม่มีโลกวิทูเลย มีแต่โลกวิทู่
_ ดิฉันเคยได้สนทนากับเพื่อนเก่าที่เป็นครูสอนสมาธิหลับตา เขาศึกษา ธรรมะจากศิษย์เอกของอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นพระรูปเดียวที่อาจารย์มั่นอนุญาตให้ไปอยู่กรุงเทพได้ จากการสนทนาสรุปว่า 1. การนั่งสมาธิเมื่อนั่งได้สูงสุดจะเกิดอำนาจจิตขึ้น ซึ่งใช้ในการตัดกิเลส คำถาม? พลังอำนาจจิตที่เขาว่า คือจิตไม่ซัดส่าย และนิ่งสงบ จึงมีกำลังมากใช้ข่มกิเลสได้ (หรือถ้าบวกกับปัญญาก็จะมีพลังเจโตตัดรอบได้เร็วง่ายขึ้น) พ่อครูว่า...นั่งหลับตาในภวังค์ แล้วบวกเอาเองคิดเอาเองว่าบวกกับปัญญา แต่ปัญญาต้องมีองค์ 6 มีมัคคังคะ เกิดจากมรรค 8 เปิดทวารทั้งนั้น มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มีวายามะกับสติเป็นทหารเอกคู่ซ้ายขวา ในมรรค 7 องค์ จึงสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ อย่างนี้หรือไม่ ที่พ่อครูว่าจะเป็นอุปการะในการปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า...การนั่งหลับตาปฏิบัติไม่ได้เกิดพลังงานปัญญา แต่จะเกิด
อ่านต่อ
แต่พลังงานสมถะเท่านั้น ไม่มีความสมดุลทางรูปนามปัญญากับเจโต เอาจากนอกไปใน ไม่ใช่ในไปนอก 2. เขาบอกว่านั่งสมาธิเพียงวันละ 2 ชั่วโมงเท่านั้นนอกนั้นก็ทำงานทำการมีผัสสะ แต่ดิฉันถามเขาว่า เมื่อมีผัสสะแล้วเกิดกิเลสเธอจะแก้อย่างไร เขาก็บอกว่า เขาหลับตาก่อน(ดูใจ) แล้วทำโยนิโสมนสิการ 3. ดิฉันซักถามต่อว่าเขาทํามนสิการอย่างไรอันนี้เค้าตอบไม่ชัดเจน พ่อครูว่า...ไปทำงานในจิตที่หลับตา สายนั่งหลับตาจะตอบการทำใจในใจไม่ค่อยเป็น ไม่รู้เวทนา 108 โดยสภาวะแต่ละคำ แทนที่จะใช้พยัญชนะ แต่สภาวะของเวทนา ก็พูดกันด้วยภาษาทั่วไปก็เข้าใจกันได้ สรุปแล้วไม่ได้ปัญญาไม่ได้ปฏิภาณ ปัญญาไม่เกิดในการนั่งหลับตา มีแต่สัญญาเกิด ดีหน่อยก็ได้สัญญาใหม่ ได้ความจำเก่านั่นแหละ สัญญาใหม่ คือได้ความรู้ความจำเก่าแล้วหลงว่าเป็นความรู้ใหม่ ถ้าความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นของผู้ที่นั่งหลับตา แทนที่จะเป็นความรู้ใหม่จริงๆ กลายเป็นความฟุ้งซ่าน กลายเป็นสิ่งที่ปั้นขึ้นเองเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง หรือเป็นของอนาคตเท่านั้น ก็นึกว่าคุณได้คุณมีคุณเป็นคุณรู้อะไร อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันไม่ครบ มันต้องได้ทั้งนอกและในครบ เพราะทำแบบนั้นมันง่ายดี อย่างพวกเราทำมันยุ่งยาก แต่ถ้าเราทำตามลำดับอย่างได้สัดส่วน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ ไปตามขั้นตอน มันจะไม่ต้องกลับไปกลับมา ไม่ต้องจม จมอยู่กับที่มันไม่ออกมา ไม่มีโลกวิทู ไม่รู้โลก มันจะช้ามากเลย ความน่าอัศจรรย์อันเป็นลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา อาตมาย่นย่อ 1. เรื่องของสัตว์ 2. เรื่องข้าวของ 3. เรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หากเราเข้าใจเรียนรู้ปฏิบัติจะเร็วมากเลย แต่ถ้าไปจมอยู่อย่างนั้นมันจะช้า 4. เขาว่าพระอาจารย์รูปนั้นไม่ได้พูดเรื่องศีล 5. เขาบอกว่าเมื่อจิตเข้าสู่ภวังค์จะเกิดนิมิต อาจารย์คนนั้นสอนว่าไม่ให้ติดหลงในนิมิตต่างๆ พ่อครูว่า...ก็ยังดีที่บอกไม่ติดหลงแต่ตนเองหลงสนิทหรือไม่ ไม่ออกมาภายนอก ไม่รับฟังความเข้าใจอื่นเลย มันซ้อนเหมือนตนเองมีบัญญัติรู้ได้แล้วแต่ความจริงนั้นตนเองจมอยู่ น่าสงสาร คือ เขาไม่รู้ตัวจริงๆ บอกว่าเขามีแล้วก็ได้แล้ว เขาได้มาก แต่ได้ในทิศทางจมในเจโตสมถะหรือทิศทางเทวนิยม 6. การฉันเนื้อสัตว์ท่านสอนว่า เราไม่มีเจตนาฆ่า ไม่ได้สั่งให้เขาฆ่าเพื่อตน ไม่รู้ไม่เห็นว่าเขาฆ่าจึงไม่ผิดฉันได้ ดิฉันขัดแย้งว่าแล้วจะปฏิเสธได้ไหม ว่าไม่เป็นต้นเหตุให้เขาฆ่าไม่ส่งเสริมในทางอ้อม(ผู้มีภูมิธรรมสูงจะไม่ฉันเนื้อสัตว์บาปอยู่ที่คนทำกรรมอยู่ที่คนกิน) เขาก็บอกว่าเออ ถ้าเราได้เป็นอรหันต์อย่างพ่อท่านเราจะเลิกกินเนื้อสัตว์ พ่อครูว่า...ยังดีนะอุตส่าห์บอกว่าอาตมาเป็นอรหันต์ ถ้าคุณยอมรับว่าอาตมาเป็นอรหันต์ ก็ขอยืนยันว่าอาจารย์ของคุณยังไม่เป็นอรหันต์ นี่คือคำตอบอาตมาส่งฝากคืนไป อรหันต์ อาตมาอธิบายแล้วว่าอย่างน้อยต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่ที่คุณทำนี้ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย รูปนามจมอยู่ในภวังค์ จะต้องมีสัมผัสนอกด้วย วิโมกข์ 8 ข้อสอง อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ คุณต้องเห็นทั้งภายนอกภายในพร้อมกัน มันไม่ได้แยกกันนะ ภายนอกก็อย่างหนึ่งภายในก็อย่างหนึ่ง ถ้าภายนอกกับภายในแยกกันก็ตาม ก็ต้องได้ภายนอกด้วย ที่จริงเป็นปัจจุบันทั้งนั้น ทั้งภายนอกภายในอย่างอาตมาเห็นตอนนี้ เคยมาบ้านราชฯ ในยุคแรกๆ เคยอ่านเคยศึกษาธรรมะพ่อท่านมาก่อน ทุกวันนี้ก็ซื้อเราคิดอะไรไปอ่านอยู่ รู้สึกเขาไม่สบอารมณ์ที่พ่อครู ตีสมาธิหลับตาทิ้ง พ่อครูว่า...อาตมาตีแรงไม่ได้ตีทิ้ง ยังสงสารเอื้อเฟื้ออยู่ รับรองว่าอาตมาตี ไม่ได้ทิ้ง ยังสงสารอยู่ ยังพยายามบอก ให้ฝืนให้รู้ตัวอยู่ ดิฉันบอกว่า ไม่ได้ตีทิ้งแต่ว่าไม่ใช่วิถีของพุทธ ถ้าหลับตา แล้วหมดกิเลสได้พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระธรรมในสูตรต่างๆไปทำไมหนอ พ่อครูว่า...อันนี้อาตมาก็พูด ถ้านั่งหลับตาปฏิบัติแล้วบรรลุธรรมได้ จะสอนธรรมะอะไรเยอะแยะให้เมื่อยทำไม ก็นั่งหลับตาอย่างเดียวก็เป็นอรหันต์แล้ว แค่นี้ก็เข้าใจไม่ได้ หมดทางแล้ว มันน่าเมื่อยนะ ไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คำว่า กาย นี้อาตมาเอามาบรรยายแก่พวกเรา 1 ส่วน 100 เท่านั้น ก็เอามาใช้งานได้แล้ว พระพุทธเจ้าจะมาแยกพวกนี้ทำไมถ้าเกิดว่าแต่ละอย่างไม่มีความหมายต่างกัน เพราะคนต่างทิฏฐิต่างความเห็นเยอะ ท่านก็ใช้ภาษาเยอะเพื่อให้คนได้รู้ความจริงจะได้รู้จักธรรมะสอง ไม่ใช่ไปนั่งเอาแต่ธรรมะ 1 ภายในเท่านั้น จะพูดให้เมื่อยทำไม เข้าไปนั่งหลับตาอย่างที่อาจารย์คุณหมายนั่นแหละ มันก็จบแล้ว ไม่ต้องเลยเสียเวลามาพูดจา อย่างที่คุณพูดนั่นแหละ มาอ่านทำไมเสียเวลา มานั่งหลับตานี่ รู้แล้วฟุ้งซ่านทำไม จริงอย่างโง่ๆของคุณ คุณพูดอย่างนั้นก็โง่เป็นอวิชชา
610411_ตอบปัญหางานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 42 บวร ราชธานีอโศกตอน 2