21-5 ภาคผนวก ก ใจเพชร น 1067-1118.pdf

โฟลเดอร์PDF Morkeaw secured
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์445 KB
วันที่แก้ไข11 กุมภาพันธ์ 2559

เนื้อหาในไฟล์

1067 มะเร็งตับอ่อนเราก็เรียกว่าตอนนันก็ช็อคนะ ไม่คิดว่านีคือตัวเราเหรอมันมาแล้วเหรอเวลาอย่างนีมันมาแล้วเหรอตอนนัน จิตอาสา: เมือวานอาจารย์พิเศษ 68 นะคะเขาว่าจะเป็นมะเร็งปอดคนจะเป็นมะเร็งได้ 68 คุณหญิง: นะคะอันนี 40 ตอนนัน 40 เอง จิตอาสา: ค่ะ คุณหญิง: เลยเอ๊ยเราเป็นมะเร็งตับอ่อนแล้วเหรอ ก็เรียกว่าจิตตกไปวันหนึงเต็ม ๆ ร้องไห้แล้วก็ตังสติยังไม่ได้ เพราะว่าคนทีรู้ข่าวอย่างนีก่อน หญิงเพิงรู้สภาวะนะว่าพอคนทีหมอวินิจฉัยอย่างนีอะไรทีมันจะเข้ามามันคือความวิตกกังวล และความห่วงเราจะห่วงว่าถ้าเราจะตายนีอะไรมันค้างอยู่เต็มไปหมดเลยนี เราจะจัดการกับมันยังไง แล้วเราจะมีเวลาพอไหมทีจะทํากับสิงทีเราค้างเอาไว้อยู่อย่างนีมันจะพอไหม มันจะทันไหม เสร็จร้องไห้อยู่พักหนึงก็มาได้สติมันไม่มีประโยชน์แล้วพอดีคนทีอยู่รอบข้างเราน่ะเป็นผู้อาวุโสทีเป็นฝรัง ทีเขาเป็นฝรังนีเขาดีอย่างหนึง ถึงแม้เขาจะเจ็บป่วยอะไรยังไงเขาจะไม่ให้ความสําคัญกับเรืองของความเจ็บป่วยในแง่ของเอามาวิตกกังวล แต่ว่าเขาก็จะเหมือนกับเรียกว่ายอมรับมัน แล้วก็ไปทําอย่างอืนให้มันเหมือนกับลืม ๆ เลือน ๆ ไปแต่ในลักษณะนันมันเหมือนกับกดข่มมากกว่ามันยังไม่เป็นเรืองของความเข้าใจ แต่หญิงก็ได้หลาย ๆ คนทีเขาเป็นเหมือนตัวอย่างนําทางเราว่าไม่มีใครอยากป่วยอยากตาย แต่ว่าในเมือมันเลียงไม่ได้ก็ต้อง Life มันก็ต้อง Go on มันก็ต้องเดินต่อไป ทีนีพอเห็นเขาแล้วเราเริมตังสติได้ เราก็มารีบเตรียมตัวว่าจะทํายังไงกับเรืองสุขภาพของเราเอง และเรืองธุรกิจคุณหมอก็บอกว่านียังไงยูก็ต้องรักษาด่วน ก็ต้องมาทําตัดชินเนือตัดอะไรดูให้มันแน่ชัดว่ามันใช่มะเร็งตรงนีแน่หรือเปล่าอะไรอย่างนี ทีนีถ้าเกิดตัดชินเนือนี ต้องใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลนานแล้วก็ตอนนันหญิงบอกเลยว่ามันไม่มีใครทีจะสนิทพอที

อ่านต่อ

จะอยู่ดูแลหญิงได้ แบบว่าประกบหญิงได้ ตัดสินใจว่าต้องกลับเมืองไทย จิตอาสา: อยู่อเมริกานีอยู่คนเดียวใช่ไหมคะ คุณหญิง: จริง ๆ มีน้องแต่งงานอยู่อีกรัฐหนึงแต่มันอยู่อีกเมืองหนึงค่ะมันไกลเขามาดูไม่ได้เขาก็ต้องทํางาน แล้วเสร็จพอเราอยู่คนเดียวเราจะกลับเมืองไทยนี เราก็ต้องแพลนเรืองธุรกิจเรืองอะไรทีจะต้องโอนย้ายให้กับหุ้นส่วนดูแลลูกน้องเราอีก หญิงต้องใช้เวลาประมาณอย่างน้อย 1 เดือนทังหลายทังแหล่คุณหมอบอกว่ากลัวไม่ทันโอ้โห ยิงยิงมาอีกช็อต กลัวไม่ทัน หญิงบอก เอ๊ะ ชีวิตเราเป็นมะเร็งตับอ่อนนีสันขนาดนีเชียวเหรอเราก็ตัดสินใจนะ ทันไม่ทันก็มีเท่านีแหละทําไปก่อนทําให้ดีทีสุดแต่ต้องยอมรับว่าโชคดีนะคะทีระหว่างทีอยู่อเมริกาแล้วมีเวลาอีกเดือนหนึง ทีจะเคลียร์งานนีได้เพือนบ้านทีดีพอดีเขานอกจากให้วีซีดีคุณหมอเขียวแล้วนีเขายังปลูกสมุนไพร แล้วโชคดีมันเป็นสมุนไพรทีกินแล้วดูแลทางด้านตับ ตับอ่อนแล้วก็ ถุงนําดีอะไรพวกนีกินแล้วมันถูกกับเราอาการเราก็ดีขึนมาในระดับหนึง 1068 จิตอาสา: เป็นสมุนไพรอะไรจําได้ไหมคะ คุณหญิง: มันเป็นของทางเขาค่ะเป็นหญ้าต้นหญ้ามันชือ แดนดิไลออน (Dandelion) อันนีเอามาต้มเป็นชา จิตอาสา: เป็นพืชเมืองหนาว คุณหญิง: เป็นพืชเมืองหนาวค่ะ แล้วตอนนันหญิงบอกให้เลยนะคะคือมันก็เป็นความโชคดีก็คือถ้าเรามาเรียนกับคุณหมอนีมะเร็งต่าง ๆ นีถ้ากินเนือสัตว์แล้วนีมันจะไม่ดี เพราะตัวเซลล์เองนีมันคงชอบนะมันก็ชอบอะไรเหมือนอย่างทีเราชอบนันแหละ แล้วมันก็ไปสร้างพิษสร้างกรดสร้างความร้อนในร่างกายแต่ตอนนันปรากฏว่าเป็นแล้วมันบังเอิญ มันล็อกว่าเรากินไม่ได้เรากินเนือสัตว์ไม่ได้ เรากินข้าวไม่ได้ ไอ้ทีเรากินได้ตอนนันน่ะ จิตอาสา: กินไม่ได้นีคือร่างกายไม่ต้องการใช่ไหมคะ คุณหญิง: มันไม่ต้องการคือมันอืด มันไม่มีความอยากกินน่ะ มันอืดแต่แปลกว่าทีเรารับได้นีก็จะเป็นนําต้มฟัก นําต้มผักเราก็จะกินแค่นี อยู่มาเดือนหนึงนะหญิงกินแค่นําต้มฟักนําต้มผักแล้วนําต้มแดนดิไลออนนี อ้อ แล้วได้กินนําย่านางแบบ Frozen ด้วยค่ะ เหมือนกับเป็นนําย่านางเอาไปแช่แข็งแล้วมันเป็นเหมือนเกร็ดหิมะ ก็ จิตอาสา: เป็นย่านางกระป๋องไหม หรือว่า คุณหญิง: ไม่ มันเป็นอยู่ในแพ็คเป็นแพ็ค Frozen มาเลยค่ะนันล่ะค่ะ จิตอาสา: ค่ะใช่ เพราะตอนนีย่านางไปดังทีอเมริกาแล้วนะคะ คุณหญิง: ใช่ค่ะมันไปดังนานแล้วค่ะ จิตอาสา: ใช่คุณหมอยังบอกว่าขนาดดํา ๆ นะคะย่านางเพราะว่าเขา Frost จากเมืองไทยไปยังหายเลยนะคะสําหรับทีนู่นค่ะ คุณหญิง: แพงนะคะแพงมันไม่ถูกเลยมันแพงก็กินแล้วก็ดีแต่ว่ามันแพงแล้วมันอยู่ไกลจะกินต้องแบบมาซือแล้วเอากลับไปตอนนันก็ยังเดินทางไม่สะดวกนีเพือนบ้านอุปถัมภ์ทังนันเลยแต่ว่าเรากินแดนดิไลออนอยู่ตรงพืนหญ้าหน้าบ้าน อันนีไม่หมด จิตอาสา: ก็ได้ประทังชีวิตมากกว่า คุณหญิง: ค่ะ ใช่ จิตอาสา: ก็จะบอกพีน้องอันนีนิดหนึงนะคะ บอกพีน้องทีเมืองไทยโชคดีแล้วนะ มีสมุนไพรฤทธิWเย็นสดย่านางสด ๆ กินทีนีนะคะ เพราะคนอเมริกาแต่ก่อนนะก่อนทีจะมี น่าจะเป็นพีนิดละมังทีตอนหลังคุณหมอไป USA แล้วเจอป้านิดทีแกจะเพาะย่านางได้ทีนันแล้วนะคะ แต่ก่อนคนไทยทีอยู่ทีนันน่ะจะรู้จักย่านางทีนันเขากินย่านางกระป๋องนะคะ ทีนีพีมีย่านางสด ๆ นะคะใช่ไหม คุณหญิง: โชคดีมากแล้ว 1069 จิตอาสา: ใช่ไหม คุณหญิง: แล้วราคาถูกหรือฟรีแล้วเสร็จปรากฏว่าพอนอกจากเรืองของย่านางนะคะ มีอีกเรืองหนึงทีเป็นความมหัศจรรย์ทีหญิงก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากคือพอตอนนันป่วยนี แล้วพอคุณแม่เสียก็ไปทําบุญให้คุณแม่ทีวัดไทยในอเมริกา ซึงมีหลวงพ่อองค์หนึงชือหลวงพ่อเจฟฟรีค่ะ หลวงพ่อเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ชามังคะ แล้วพอดีจะไปปรึกษาเรืองธรรมะ คือตอนนันเราก็รู้สึกเศร้าเหมือนกันอะไรประมาณอย่างนีแต่หลวงพ่อป่วยค่ะหลวงพ่อก็เลยเหมือนกับให้วีซีดีกับหนังสือธรรมะเรามา 2 อย่างบอกว่าให้เอาไปอ่าน ยังไม่ทันคุยกับหลวงพ่อเลยนะคะว่าจะคุยเรืองอะไรยังไง หลวงพ่อบอกว่าให้เอา 2 อันนีไปดูไปอ่านเราก็ไม่เคยฟังไม่เคยอ่านไม่เคยติดตามเรืองธรรมะไม่เคยศึกษาธรรมะเอามาก่อนก็ไม่ได้คิดจะอ่านแต่พอดีมีอยู่วันหนึงมันเหนือยมากไม่รู้จะทํายังไงแล้วก็เลยเอาวีซีดีของหลวงพ่อมาเปิดฟัง เพราะว่าดีกว่ามันเหนือยเปล่า ๆ ปรากฏว่ามันเป็นเรืองของการใช้ลมหายใจในการรักษาโรคโดยการใช้สมาธิแล้วก็สังเกตดูลมหายใจของเราแล้วเอาลมหายใจนีไปเลียงในตําแหน่งทีมีอาการเจ็บปวดต่าง ๆ ในร่างกายซึงมันก็คล้าย ๆ กับทีคุณหมอสอนในเรืองของกะปาละบาติค่ะตอนนันหญิงไม่มีความรู้อะไรนีเลยคําศัพท์พวกนีหญิงไม่รู้จักหรอกแต่มันเป็นความบังเอิญ จิตอาสา: แต่ตอนนันได้ดูวีซีดีคุณหมอเขียวแล้วใช่ไหมคะ คุณหญิง: แต่คุณหมอยังไม่ได้พูดเรืองการใช้ลมหายใจ จิตอาสา: อันนันบางช่วง แต่ว่าตอนนันก็คือได้องค์ความรู้จากคุณหมอเขียวแล้ว คุณหญิง: ยัง ถือว่ายังค่ะ จิตอาสา: ยัง คุณหญิง: คือได้แค่เหมือนแนวคิด จิตอาสา: ได้จากคําแนะนําทีญาติทีไปพบทีวัดแค่นัน คุณหญิง: ค่ะนันล่ะค่ะ จิตอาสา: แล้วสืบเนืองมายังไงทีได้มารู้แพทย์วิถีธรรมแล้วได้เอาไปปฏิบัติตัวยังไงคะ คุณหญิง: ก็นีล่ะค่ะพอใช้วิธี 2 อย่างนี หญิงบอกได้เลย 2 อย่างนีเป็นแกนในเรืองของการกินสมุนไพรอาหารฤทธิWเย็นแล้วก็เรืองของการใช้ลมหายใจในการบําบัดโรคนี ในทีสุดมันผ่านไปเดือนหนึง กลับมาเมืองไทยก็อาการหนักแหละก็เข้าโรงพยาบาลรัฐบาล ปรากฏว่าโรงพยาบาลก็เต็มไม่มีเตียง ก็ไปเอกชนค่ะเอกชน 2 คืนหมดไป 70,000 กว่าบาทนะคะ ก็ได้มาอีกโรคหนึงแผลในกระเพาะแล้วก็หมอบอกว่ายังตรวจหาความผิดปกติไม่เจอคงเป็นทีเราเครียด ก็ต้องยอมรับว่าความเครียดสูงนะคะก็ป่วยขนาดนีหมอยังบอกหาไม่เจอแล้วยังไม่สามารถบําบัดให้เราคลายเครียดได้ มันก็ต้องเครียดหนักค่ะ แล้วหมดอีก 70,000 ไปแล้วนะคะ แล้วได้อีกโรคหนึงมาด้วยก็กลับมาทรมานอยู่ทีบ้านประมาณ 2 อาทิตย์ 1070 ทีนีล่ะค่ะมาแล้วค่ะคุณหมอเขียว คือเพือนนีเป็นลูกของคุณแม่บุญธรรมทีเสียไปเขาเอาหนังสือเขาบอกว่าได้ตําราของคุณหมอ 1 เดือนก่อนคุณแม่เสีย คุณแม่ยังอ่านค้างไว้อยู่เลย ได้อันนันมาปุ๊บหญิงเปิดเลยหนังสือถอดรหัสสุขภาพเล่ม 1 อ่าน เอ๊ะอาการของเราทังหมดนีมันร้อนเกินนี อาการแบบนีนีต้องกินสมุนไพรฤทธิWเย็นอาหารฤทธิWเย็นอะไรบ้าง หญิงก็มาดูนังไล่ ย่านางก็มีหญ้าปักกิงก็มีใบเตยก็มีกล้วยนําว้า ประมาณครึงชัวโมงนันน่ะหญิงทําทุกอย่างทีหญิงว่านีกินเชือไหมคะว่าอาการทุกอย่างทีนังทรมานมาตอนนันก็เรียกว่าเดือนกว่า มันดีขึนอย่างทันตาเห็นหญิงบอกเลยนะคะมันดีขึนมากนะ จิตอาสา: อันนีโกหกหรือเปล่า ไวเหมือนโกหกหรือเปล่า คุณหญิง: ไวเหมือนโกหกเลยค่ะคือแบบพอมันดีขึนมากนีมันเริมใจมาแล้วว่า ไอ้ทีวน ๆ ทรมานอยู่นีตังแต่อเมริกาจนถึงตอนนันน่ะประมาณเดือนกว่าเกือบสองเดือนแล้วมาเจอทางออกอันนี ก็ใจมาแล้ว แต่ว่ายังอ่านไม่ละเอียดหรืออ่านไปอย่างพวกกัวซา ดีท็อกซ์ นําฉีนียังไม่กล้าทํายังไม่รู้จน กระทังประคับประคองด้วยแค่สมุนไพรฤทธิWเย็นกับอาหารนีมาก่อน ผ่านไปเกือบเรียกว่าอีก 4-5 เดือน โชคดีคุณน้าหญิงนีไม่รู้ เขาพยายามมากทีจะติดต่อแสงแดดแล้วก็ได้ความอนุเคราะห์ ต้องขอบคุณป้านิดนะคะ อยู่ตรงนีหรือเปล่าให้หญิงลัดคิวเข้ามา ได้ฟังบรรยายของคุณหมอเขียวทีนี แล้วเสร็จปรากฏว่า จิตอาสา: เมือตอนไหนคะ เดือนไหน คุณหญิง: ตอนนันนีรู้สึกจะเป็น มกราคม ปี 2554 ค่ะ จิตอาสา: มกราคม ปี 2554 จากทีป่วยมาตังแต่กลางปี 2553 คุณหญิง: ป่วยประมาณเดือน สิงหาคม-กันยายน ปี 2553 ค่ะ จิตอาสา: ค่ะ คุณหญิง: ค่ะนันค่ะ แล้วเสร็จคุณป้านิดลัดคิวให้ไม่งันต้องรอมาประมาณมิถุนายนหรืออะไรหญิงจําไม่ได้ค่ะ แล้วเสร็จมาก็ได้ฟังบรรยายคุณหมอเขียว ทีนีมันก็มีหลายเม็ดทีหญิงไม่ได้ใช้หญิงก็มาเริมจากการดีท็อกซ์ ดีท็อกซ์มันดีตรงทีว่าไอ้ทีเราถ่ายเองไม่ได้นีมันก็ช่วยระบาย แต่มันก็ยังถ่ายเองไม่ได้นะคะ จิตอาสา: ค่ะ พอดีโทษนะคะเคยคุยกับคุณหญิงเรืองคุณหญิงเคยเล่าเรืองถ่าย ปกติเป็นคน ไม่ถ่ายเลยไหม อันนีน่าจะได้เล่าให้ฟังค่ะ คุณหญิง: ก็ตอนนันทีได้มานี คือแบบว่าคือมันไม่ย่อยไม่ถ่ายแล้วจะให้มันถ่ายนีมันต้องกินยาระบาย จิตอาสา: กีวันคะทีไม่ถ่ายนีนานสุด คุณหญิง: 7 วันค่ะ จิตอาสา: 7 วันนะ 1071 คุณหญิง: กินเข้าไปแล้วอะไรเซโนคอตไม่รู้ 8 หรือ 10 เม็ดมันก็ยังไม่ถ่าย แล้วเสร็จก่อนหน้านีหญิงมีไปเสียเงินค่าทําดีท็อกซ์ทีโรงพยาบาลเอกชนด้วยค่ะ ไม่ใช่โรงพยาบาลเอกชน เขาเรียกเป็น เมดิคอลเซ็นเตอร์นะคะ ครังหนึง 2,400 บาทค่ะ ซือเป็นโปรแกรม 30,000 บาทแล้วมาเจอในค่าย (ชุด) ดีท็อกซ์ 35 บาท จิตอาสา: 35 บาทค่ะ เท่าไรนะพันกว่าบาท คุณหญิง: 2,400 บาทต่อครัง แต่ซือแบบว่าเหมานีมันลดราคาโปรแกรม 30,000 บาท จิตอาสา: วันนีใครยังไม่ทําดีท็อกซ์บ้างคะ คุณหญิง: ใครยังไม่ดีท็อกซ์ตัดสินใจใหม่นะคะ จิตอาสา: ใครทําแล้วดีกว่ายกมือขึน โอ้เยอะเลย คุณหญิง: ดีมากเยียมมาก จิตอาสา: เยอะขึนแล้วนะคะ วันนีวันที 4 คุณหญิง: ใช่ค่ะ ก็นีมาเจอ 35 บาท ก็ทําดีท็อกซ์มันก็ช่วยระบายความทุกข์ของเราได้เยอะมากแต่มันก็ยังถ่ายเองไม่ได้ แต่ว่าโชคดีตอนนันได้ฟังพีจิตอาสาท่านหนึงทีเป็นพยาบาลแนะนํา ปรากฏว่าเราเป็นโรคทีคล้าย ๆ กับพีท่านนัน ทีก็เป็นพยาบาล แล้วเราก็จบพยาบาล ต้องบอกให้เลยพวกแพทย์พยาบาลนี ความเครียด ความวิตกกังวล ความห่วงใย ในการงานในการดูแลรักษาคนไข้มีสูงมาก โรคทีเป็นส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่มีเยอะนะคะเกียวกับตับค่ะ ตับหรือตับอ่อนมันก็คล้ายกันแล้วปรากฏว่าพีท่านนันบอกว่า พีนีมีอาการเหมือนลักษณะว่าเป็น เรียกอะไรทางเดินลมปราณอุดตัน แล้วเขาก็แนะนําให้ไปกัวซา ก็หลังจากฟังเสร็จเพือนในบ้านเดียวกันก็เอาเลยสลับกันทํากัวซา เราก็ทําให้เขา เขาก็ทําให้เราอะไรอย่างนี เชือไหมคะหลังทํานีโอ้โห ผายลมเยอะมาก แบบ... แบบตอนนันแบบว่าโลกเปิดแล้ว ฉันเจอแล้วทางรอด พอผายลมเสร็จเข้าห้องนําถ่ายเองค่ะ ไม่ได้ดีท็อกซ์นะคะ วันนันไม่ได้ดีท็อกซ์ วันนันถ่ายเองหลุดเพราะกัวซา จิตอาสา: ต้องบอกว่ามิราเคิลครังที 2 มหัศจรรย์ครังที 2 คุณหญิง: ในค่ายนะคะ จิตอาสา: ครังแรกจากกินสมุนไพร คุณหญิง: ค่ะ ครังแรกจากสมุนไพร จิตอาสา: ครังที 2 คุณหญิง: ครังนีจากกัวซานะคะ จิตอาสา: เดีbยวก่อนต้องเป็นครังที 3 ครังแรกสมุนไพรจากกินนะคะ ครังที 2 ดีท็อกซ์ คุณหญิง: ดีท็อกซ์นีมันช่วยประหยัดไงคะ เพราะว่าเราไปดีท็อกซ์มาก่อนแล้วครังละ 2,400 บาท แล้วเรามาเจอ 35 บาท 1072 จิตอาสา: แต่ก็เริมจะต้องกําจัดของเสียด้วยดีท็อกซ์ แต่อันนีได้ปิcงอีกครังที 2 คุณหญิง: ปิcงอีกครังที 2 นีคือแบบเรืองของกัวซาแล้วมันทางลมปราณมันล็อกอยู่ไงคะ พอมันหลุดปุ๊บนีมันมาเลย โอ้โหโบเวลมูฟเม้นท์ (Bowelmovement) ในลําไส้เคลือนเอง ถ่ายเอง มันมาเลยตังแต่วันนันมาถ่ายเองได้โดยตลอดไม่มีปัญหาอะไร จิตอาสา: ต้องถามว่าใครทํากัวซาแล้วบ้างไหมคะ (ผู้ฟังยกมือกันมาก) ก็โดยส่วนใหญ่นะคะ คุณหญิง: เยียมมากดีไหมคะ ทําแล้วดีไหม จิตอาสา: ใครเจอเหตุการณ์เหมือนคุณหญิงไหมคะ ทีรู้สึกปิcงเหมือนกันมีไหมคะ คุณหญิง: จากกัวซานีมีไหมคะ ไม่มีไม่เป็นไร จิตอาสา: ยังไม่มีไม่เป็นไรค่ะ คุณหญิง: เดีbยวทําไปเรือย ๆ เดีbยวจะเจอปิcงกันหลาย ๆ ข้อเลยค่ะ พอหลังจากนันนีหญิงหลุดจากเรียกว่าคุณหมอวินิจฉัยว่าหญิงจะตายภายในหนึงเดือน นีกลับมาเห็นแสงสว่างเกิดขึนแล้วในชีวิตนีหญิงเริมเรียนรู้แล้วว่าเราประมาทกับชีวิตของเรามานาน เราเอาชีวิตเราเองนีไปยึดติดอยู่กับลาภยศสรรเสริญชือเสียงเงินทองอะไรต่าง ๆ มานานนีเราได้โอกาสที 2 ของชีวิตมานีโชคดีมากแล้วแล้วหญิงไม่รู้ว่าหญิงจะได้มีโอกาสที 3 ในชีวิตอีกหรือเปล่า เพราะฉะนันหญิงโชคดีแล้วทีมีโอกาสที 2 นี ทําโอกาสทีเหลือวันเวลาทีเหลือให้คุ้มค่าอย่างไร จะทํายังไงดี แค่ชีวิตเราชีวิตเดียว ถ้าเรายังเข้าไปเดินทางเดิมคือกลับไปหา หลังจากหายแล้วกลับไปหาเงินหาวัตถุอะไรอย่างเดิมมันก็แค่ตัวเรา หรือแค่คนในครอบครัวเพียงไม่กีคน แต่ถ้าเราเอาชีวิตเราตอนนี*ซึงทีเหลือนีมันเป็นกําไรแล้วนีเอามาเดินตามคุณหมอเขียว มาช่วยเหลือคนทีศรัทธาอย่างตามรอยของทีคุณหมอเขียวทํา เราจะช่วยคนได้อีกเท่าไร แล้วมันเหมือนหญิงใจดีนะคะ ช่วยคนอยากช่วยคน แต่จริง ๆ หญิงบอกว่าต้องขอบคุณพีน้องทุกท่านนะคะทีหญิงช่วยท่านไปน่ะหญิงได้รับเยอะมากนะคะ สิงทีหญิงได้รับเยอะมากด้วยความบังเอิญซึงหญิงก็ไม่รู้ตัวก็คือ การทีเราได้มาให้ความรู้ให้คําแนะนําหรือดูแลรักษาคนไข้นีมันเกิดพลังค่ะพลังชีวิตพลังบุญต่าง ๆ นีมันย้อนกลับเข้ามาหาหญิงอย่างมหัศจรรย์บางครั*งอธิบายไม่ได้ มันเหมือนไสยศาสตร์หรือว่าความงมงายอะไรหญิงไม่ทราบได้แต่สําหรับหญิงแล้วไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม หญิงถือว่ามันเป็นสิงทีมีค่าและเป็นกําไรในชีวิต ทีเราได้ให้อะไรกับใครไปด้วยเรียกว่าจิตทีบริสุทธิ5ด้วยพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สิงทีกลับมาหาเรามันก็เป็นสิงทีดีมันเรียกว่าต้องเกิด แค่คิดก็มาแล้วหลาย ๆ อย่างในชีวิตหญิง หลังจากทีหญิงได้อุทิศตนเข้ามาเป็นจิตอาสานีบางอย่างมหัศจรรย์มากกว่าตอนอยู่ในทางโลก ตอนทีเรามัวแต่คิดแต่เรืองตัวเองไม่ได้คิดถึงคนอืนนีวิงหามันแทบตาย มันไม่เคยมาเลย แต่พอเรามาอยู่ทางนี นีอะไรหลาย ๆ อย่างมันเดินเข้ามาหาเราเอง แค่คิดก็มาแล้ว แต่ต้องบอกนะคะว่าคิดในสิงทีเป็นความจริงคิดบนพืนฐานในความเป็นไปได้คิดในสิงทีมันทําให้ตัวเราเองมีความสุขมีความผาสุก คิดใกล้ตัวแค่นีมันก็ได้กลับ 1073 มาแล้วไม่ว่าจะเป็นวัตถุสิงของหรือว่าความผาสุกความปิติในชีวิตและทีสําคัญทีสุด การมีสุขภาพกายสุขภาพใจทีดี ซึงพระพุทธเจ้าก็ตรัส “อโรคยา ปรมาลาภา” นะคะ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐอันนีเป็นสิงทีหญิงคิดว่ามันมีค่ามากทีสุดสําหรับหญิงแล้ว ณ ช่วงชีวิตนี แล้วก็การเกิดมาในชาตินีของหญิงนีหญิงรู้ว่าคนเรามันเกิดมานีมันมีหน้าที หน้าทีอะไรคะ หน้าทีทีต้องมาชดใช้วิบากกรรมทีเราทําอยู่ และบําเพ็ญบุญกุศลเพือภพชาตินี*และภพชาติต่อไปในอนาคต แต่เราไม่ต้องไปคิดไกลค่ะ เอาเป็นว่าเกิดมาเรารู้ว่าเราเกิดมาเพือทําหน้าทีอะไร แล้วอยู่ไปเพืออะไร เพราะฉะนันความยาวหรือความสันของชีวิตมันไม่ได้เป็นสาระอะไรแก่นแท้เลย เพียงแต่ถ้าเราเข้าใจความหมายคําตอบของสิงสําคัญ 2 อย่างในการดําเนินชีวิตแค่นีความผาสุกในชีวิตมันก็มาหาเราได้ง่าย ๆ แล้วค่ะ ก็หวังว่าเคสตัวอย่างของหญิงนี อาจจะไม่มากก็น้อยค่ะทีจะเป็นประโยชน์ต่อพวกพีน้องผู้รักสุขภาพ ถ้าเกิดมีใครมีปัญหาหรือมีความทุกข์ในชีวิต แล้วมีอะไรทีคล้ายหญิง แล้วอยากจะคุยกับหญิงนอกรอบก็ยินดีนะคะ ก็เดินผ่านก็เรียกทักทายกันได้วันนี สําหรับหญิงก็คงมีประมาณแค่นีค่ะ จิตอาสา: ต้องขอบพระคุณพีหญิงมากเลยค่ะ กรณีของพีหญิงนีก็คือ เป็นเพียงหนึง ตัวอย่างนะคะของผู้มาอบรม เหมือนพีน้องนีนะคะ วันนันตอนแรก พีหญิงก็คงไม่คิดนะคะว่าจะมาเป็นจิตอาสา ใช่ไหมคะ คุณหญิง: ห่างไกลมากเลยค่ะระหว่างปี 2553 จนมาถึงนีทัง ๆ ทีเวลามันแค่ 2 ปีกว่าแต่ตอนนันยังมองไม่เห็นภาพตัวเองอย่างนีเลยค่ะ จิตอาสา: เพราะตอนนันก็คือต้องคิดว่าเราจะรักษาตัวอย่างไรก่อน พอทําแค่ไม่กีครังไม่นานเลยใช่ไหมคะ สุขภาพก็ดีขึนพลังชีวิตก็เพิม แล้วก็เลยผันตัวเองมาเป็นจิตอาสา คุณหญิง: ใช่ค่ะ แค่...คิดว่ามาเข้าค่ายน่าจะไม่เกิน 2 ครังค่ะ จิตอาสา: 2 ครังนะคะ ในปี 2554 คุณหญิง: ค่ะ ในปี 2554 ค่ะ จิตอาสา: ก็เท่าทีรู้จักแพทย์วิถีธรรมมาจนถึงช่วงนีก็ประมาณปีครึงเกือบ 2 ปี คุณหญิง: ค่ะ 2 ปี จิตอาสา: ครบสินปีนีก็ 2 ปีพอดีนะคะ คุณหญิง: ค่ะ จิตอาสา: อันนีก็เป็นหนึงตัวอย่าง ถ้าฟังจากพีหญิงเล่านี ประมวลหรือสรุปจากการบรรยายของคุณหมอเขียวได้เลยนะคะ สุดท้ายก็คืออย่างทีเมือวานก็เรียนพีน้องไปแล้วนะคะ บอกว่าฟังดี ๆ นะคะ 4 สาเหตุหลักทีคุณหมอเขียวบอกแล้วส่วนใหญ่คนทีเป็นโรคค่ะ ส่วนใหญ่ก็คือเป็นโรคของวิตกกังวลอันนีก็มาจากความเครียด อย่างเมือวานก็ใช่นะคะ โรควิตกกังวล ก็คือคุณหมอเขียวก็มีเทคนิคให้แล้วนะคะ “อย่ากลัวโรค อย่ากลัวตาย อย่างเร่งผล อย่ากังวล” อันนีเดีbยวอาจารย์ก็คงได้มา 1074 เล่าให้พีน้องฟังบรรยายให้พีน้องฟังอีกทีนะคะ แล้วส่วนใหญ่ ก็ถ้าอย่างทีบอกว่ามัวแต่ทํางานเครียด และหลง โรคทีพีน้องเป็นส่วนใหญ่นะคะ ไม่ใช่โรคร้ายโรคอะไรนะ ส่วนใหญ่มันเป็นโรคของ โลกธรรมมากกว่า ความโลภโกรธหลงนะคะ ไปดูนะคะส่วนใหญ่เรามาจากโลภโกรธหลงทังนันเลยนะคะ แล้วถ้ากลัวตายจริง ๆ นะคะ พอดีพูดถึงเรืองของธรรมะนะคะ ก็พระพุทธเจ้าท่านก็สอนอยู่แล้ว ทีท่านก็ถามพระอานนท์เสมอใช่ไหมคะ คุณหญิง: ค่ะ จิตอาสา: ให้ทําอะไรคะ ให้ระลึกถึงความตาย ท่านถามว่าระลึกถึงความตายวันละกีครังคะ คุณหญิง: วันละกีครังหว่า จิตอาสา: วันละกีครังคะ... คะ... (ผู้ฟังตอบ) “ไม่รู้” เมือสักครู่ได้ยินว่า “ตลอดเวลา” นะคะก็คือทุกลมหายใจนะคะ ก็อย่างทีเมือกีพีหญิงเล่าบอกว่า จะตายอยู่แล้วยังมีความวิตกกังวลว่ายังมีอะไรจะทําไม่รู้เต็มเลยใช่ไหมคะ ยังมีภาระผูกพันหรืออะไรนี ก็ให้เรารีบนึกว่าถ้าเราจะต้องตาย ณ ขณะนีนะคะ เรายังคังค้างอะไรทีเรายังไม่ได้ทําเราต้องรีบทํานะคะ คุณหญิง: ใช่ จิตอาสา: โดยเฉพาะประโยชน์ตนประโยชน์ท่านนะคะให้รีบสะสางนะคะ ไม่ใช่คิดว่าเราจะตาย ณ วันพรุ่งนีหรือวันมะรืนนี ต้องคิดว่าเราจะตาย ณ ขณะนีวินาทีนี ก็คือให้คําหนึงถึงความตายทุกวินาทีนะคะ แล้ว เราก็ใช้เทคนิคยา 9 เม็ดนะคะแต่สิงสําคัญก็คือในเรืองของจิตใจนะคะ คุณหญิง: เป็นสิงสําคัญมากตังแต่ได้ธรรมะของคุณหมอเขียว นีชีวิตทีอยู่นี ทีเหลือนีบอกเลยว่ามันคือกําไร แล้วตัวก็เบาสบายมีความสุขทุกลมหายใจค่ะ จิตอาสา: ถ้าใครได้ติดต่องานกับพีหญิงนีจะเย็นมากเลยนะคะ ติดต่อได้ มีท่านใดได้ติดต่องานกับพีหญิงหรือยังคะ ฝ่ายทะเบียนคงได้ติดต่อแล้ว หรือถ้าใครมีปัญหาอยากปรึกษา เชิญได้เลยนะคะ หลังจากนีไปแล้วก็อย่าลืมนะคะ อย่างทีพีหญิงบอกทีพีหญิงมาบําเพ็ญบุญนะคะ พลังชีวิตจะกลับคืนมานะคะ แล้วอย่างทีคุณหมอบอกทีเราเมือยทีเราเหนือยทีเราล้าเพราะมันไปเสียเวลาทําเรืองอะไรทีไม่เป็นประโยชน์ พอเราเปลียนมาทําเป็นประโยชน์นีค่ะ พีน้องจะรับได้ เดีbยววันที 7 นะคะใครมาแล้วเดินไม่ได้วันที 7 วิงปร๋อเลยเนาะ คุณหญิง: ค่ะ ก็โมทนาบุญด้วยถ้าเป็นอย่างนันนะคะ แต่ว่าถ้าใครจะยังไม่เป็นอย่างนันก็ ไม่เป็นไร เอาเทคนิคต่าง ๆ เหล่านีไปใช้ต่อ โรคถ้ามันไม่หายตอนทีเราเป็น ก็หายตอนทีเราตายอย่างดีเราก็เสมอกับเขาค่ะ จิตอาสา: ค่ะ ในช่วงท้ายทีสุดนี พีหญิงมีอะไรฝากทิงท้ายไหมคะ ก่อนทีเราจะได้พบกับโปรแกรมต่อไปค่ะ 1075 คุณหญิง: ก็อย่างทีบอกไปเมือตะกีนะคะตอนนีนีให้เราระลึกอยู่เสมอว่าเรา เวลาทีเหลืออยู่จะสันหรือจะยาวมันไม่ได้สําคัญ มันไม่ได้เป็นสาระอยู่ตรงนัน แต่อยู่เพือทําอะไรและอยู่ยังไงให้มันมีความผาสุกทียังยืน อันนีล่ะ ตอบคําถามตรงนีแล้วก็เดินทางไปสู่คําตอบตรงนีให้ได้ แล้วก็ขอให้พีน้องทุกคนมีความสุขนะคะ มีความผาสุกทียังยืน เหมือนกับทีตอนนีทีหญิงเป็นอยู่ ขอบคุณมากค่ะ จิตอาสา: ค่ะต้องขอบพระคุณพีหญิงมากเลยนะคะ สาธุค่ะ (สุชนา ทิวถนอม. สัมภาษณ์ 2555 :กันยายน 4) กรณีศึกษาที 1.40 ภูษณิศา หญิงไทย โรคมะเร็งปอด แม่ชีภูษณิศา: ขอนมัสการพระคุณเจ้า ขอร่วมอนุโมทนาบุญกับคุณหมอเขียว แล้วก็จิตอาสาทุกท่าน รวมทังทีมงานทุกท่านทีได้จัดงานในวันนีให้สําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขออานิสงส์แห่งบุญนีขอให้ทุกท่านมีความสุขความเจริญสุขภาพแข็งแรง ๆ นะคะ สาธุค่ะแม่ชีชือ เรียกสัน ๆ ว่าภูนะคะจริง ๆ แล้วอยากจะบอกกับทุกท่านว่าเอาตัวอย่างแม่ภูเองนะคะคือ มีกรรมเป็นของของตนสาเหตุทีเกิดจากมะเร็งนี ถ้าวิเคราะห์ในชาติปัจจุบันนีทีเรารู้นะคะก็คือว่าเราพาคนไปทําแท้งค่ะนะคะ โดยทีคิดว่าเราแค่เอารถพาเขาไปเท่านันเองนะคะเมือประมาณปี 2530 กว่าค่ะ พอหลังจากนันมาก็เริมมาเข้าวัด พ.ศ. 2543 ช่วงนันก็ช่วยพัฒนาวัดทีป่าปลักประดู่ค่ะ หลังจากนันมาก็คือถ้าเป็นกรรมปัจจุบันทีเห็นจากสิงแวดล้อมก็คือว่าเราจะอยู่กับฝุ่นนะคะฝุ่น แล้วก็ชอบทีว่าเรืองการก่อสร้างคือทาสีนะคะเพราะฉะนันนีตัวเองนี จะใส่กระดานแล้วก็มีโยมผู้ชายมาช่วยคนหนึง ก็คืออาสนะชีนีเราจะใส่ฝุ่นนีจะเข้ามาขอโทษนะคะเต็มรูจมูกเลยค่ะซึงตอนนันเราไม่รู้จักว่าแมสคืออะไร เราไม่เคยใช้แมสทํามาถึงปี 47 ปี 47 นีเริมรู้สึกว่าตัวเองนีไม่ค่อยดีแล้วนะคะ จะเหนือยง่ายแต่เราก็ไม่รู้ว่าเหนือยเพราะอะไรเพราะเราเคยเป็นนักกีฬามา เราก็รู้ว่าเราพักหน่อยก็หายเหนือยก็เป็นอย่างนีประจําก็ดูแลทําไปสร้างกุฏิอะไรไปช่วยพัฒนาวัดไปพอปี 2547 แม่ชีทองพลอยท่านเป็นโรคนําลายไหล ก็พาท่านไปตรวจสุขภาพประจําปีแล้วเราก็เลยถือโอกาสตรวจด้วย ผลปรากฏว่าคุณหมอบอกว่าคนไหนไม่ได้ยาเลยคนนันถือว่าโชคดีนะคะ ก็คือคุณหมอจะบอกว่าคุณภูษณิศา ตอนนันยังไม่ได้บวชนะคะ เอายาวัณโรคปอดไป สิงทีเสียใจทีสุดในชีวิตไม่เคยเสียใจเรืองมะเร็งเลยนะคะ แต่เสียใจว่าคนทีคุยด้วยกันสนิทกันนีเขาหันท่านีเลยค่ะ โหขนาดนีเลยเหรอ โห ขนาดนีเลยเหรอ นึกในใจนะตอนนันยังไม่ได้ 1076 บวช โอ้โห เขารังเกียจขนาดนีเลยเหรอ ซึงจริง ๆ แล้วเราไม่ไอไม่จาม ถามคุณหมอ คุณหมอแน่ใจเหรอคะว่าเป็นอันนี คุณหมอว่าก็เลยให้ไปตรวจนําลาย พอไปตรวจนําลายปุ๊บก็ช้า เราก็เหนือยช่วงนันจะเหนือยมาก ขับรถก็ไม่ค่อยไหว ไม่รู้เป็นยังไง ขับก็เพลียแล้วก็จะเหนือยพักสักครึงชัวโมงก็จะหาย หลังจากนันก็ ก็เลยหมอช้าหมอพูดไม่ดีด้วยเราก็เสียใจนะคะ ก็เออ ทําไมหมอมาดุเราอย่างนีนะ คนเราดี ๆ ใครจะมานะ เราก็คิดอย่างนันนะก็เลยไปทีโรงพยาบาลทรวงอก ก็เชือว่าทรวงอกเก่งนะคะนีคือ ความโมหะ ความหลงนะคะว่า หมอทรวงอกนีต้องเก่งแน่นอนเลย หมอมาตรวจบอกว่าถามว่าเป็นยังไง คุณรู้ไหมคุณเป็นโรคปอดบอกทราบค่ะคุณหมอ แต่ไม่แน่ใจเพราะว่าเครืองมือไม่ทันสมัยเราพูดเลยนะว่าเครืองมือไม่ทันสมัย หมอว่าคุณไปนังนู่นสังยามา ยาบ้านโป่งให้ แม่ภูไม่ทานนะคะ พอโรงพยาบาลทรวงอกเออ เขาเก่งนะ โรงพยาบาลเขาดีนะชันหนึงของประเทศไทยนะทรวงอกนะทานยาเลยค่ะ โอ้โห ทานเข้าไปนะคะมันบีบปอดนะ จะนังจะนอนนีมีความรู้สึกว่านรกบนดินมีจริง ๆ นอนไม่หลับค่ะทังคืนแม่ชีทองพลอยท่านให้คนมานังเฝ้านอนเฝ้าใครจะนังจะนอนท่าไหนรู้ตลอดทานยาอยู่ประมาณอันนีเหตุเกิดขึนปี 2547 นะคะ ทีนีรู้ปี 2547 ทานยามาพอปลายปี 2548 พอมาหาหมอ หมอทีแรกบอกว่าคุณเป็นยังไงบ้าง คุณหมอคะไม่ดีขึนเลยค่ะสงสัยแพ้ยามังคะ คุณหมอก็เปลียนยาให้ พอครังที 3 ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าจะทรมานอย่างนี ตายก็ตายเถอะนะ แต่ถ้าหายดีขึนก็ขอให้ยาตัวนีให้ดีขึน ยาครังที 3 นีดีมากค่ะ นอนหลับสบายพอมาอีกทีเขาก็เปลียนหมอนะคะ เปลียนหมอเป็นหมอคนที 2 ทีทรวงอกคุณเป็นยังไงบ้างบอก อ๋อ สงสัยแพ้ยามังคุณหมอคนนันพูดมากเลยทําไมเอ็กซเรย์มามีจุดไร ๆ 2 จุดทีปอดคะเรารู้แล้วมะเร็งแน่นอนเสร็จแล้วนะคนทีพูดมากเขาก็ไปสังสแกนรู้สึกจะสแกนปอดมังคะผลออกมาเนืองอก 2 ก้อน เราขอเอาผลเลยค่ะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน