631106_เทศน์ทำวัตรเช้า มหาปวารณา ครั้งที่ 38 สู่แดนทองคำแพง ฉลอง 50 ปีโพธิกิจ ตอน 2.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข21 พฤศจิกายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

631106_เทศน์ทำวัตรเช้า มหาปวารณา ครั้งที่ 38 สู่แดนทองคำแพง ฉลอง 50 ปีโพธิกิจ ตอน 2

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1vvKMJXqHIHF__ePzFYAIEy95nLd-7KRPZ0AXLNJ9_NQ/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1uybrMZ0DAhpyhFzUfCW4jKXxfTDczWDN/view?usp=sharing

ยูทูปที่ https://youtu.be/uWEr3qzPX2g

พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทองคำแพงแท้ แพ้แรงคนจนโลกุตระ “ทองคำแพงแท้ แพ้แรงคนจนโลกุตระ” นี่มันก็ยากหน่อยหนึ่งนะ สัมผัสสระแอ อันนี้แหละจะได้ขยายความกันวันนี้ เพราะงานมหาปวารณาคราวนี้ เป็นงานสู่แดนทองคำแพง ฉลอง 50 ปีโพธิกิจ เพราะว่าที่นี่มีทองคำแพงแท้ แพ้แรงคนจน ก็หมายความว่า แม้ทองคำแพงจะเป็นของแท้อย่างไรอย่างไร ก็ยังแพ้แรงคนจนโลกุตระ แสดงว่าคนจนโลกุตระนี้ชนะทองคำแพงแท้ อันนี้จริงไหม จริง พวกเราไม่เห่อทอง ไม่หลงใหลทองคำแท้ แม้จะแพงขนาดไหน ราคามันจะขึ้นจะลงไปอย่างไรแค่ไหน อาตมาก็คิดทบทวนถึงเรื่องของคนที่มันหลง และคนเมื่อมันหลงแล้ว คนก็เอาความหลงของคนมาตั้งค่า เพราะฉะนั้นร้านขายทองพวกที่ค้าทอง มันจะ sensitive มากเลย ราคาขึ้นลงละเอียดลออมากเลย ไม่รู้พวกเล่นหุ้นหรือเล่นทองอะไร sensitive กว่ากัน โยมบอกว่า...หุ้น sensitive กว่า นั่นแสดงว่าทองคำคือโลหะที่มีอยู่ในโลก ส่วนเงินหรือธนบัตรนี้มันคือสิ่งที่สมมุติขึ้นมา ไม่เป็นของจริงเลย แต่มันใช้ธนบัตรที่ไม่เป็นของจริงนี่แหละ มากกว่าทองเพราะทองไม่มีที่ไหนใช้กันมากมาย ก็มาสมมุติสิ่งที่จะมาใช้กัน แล้วก็สมมุติเอาเศษกระดาษ คือเงิน หาเศษกระดาษมาได้มากเท่าไหร่ก็ซื้อทองได้หมด แล้วประเทศที่ไม่มีทองเป็นหลัก

อ่านต่อ

มันก็พิมพ์กระดาษเปื้อนสีออกมา แต่มันไม่มีทองจริง แล้วมันพิมพ์กระดาษออกมาได้มากๆ แล้วก็คนให้ยอมรับราคาตีราคา ให้ราคาขึ้นธนบัตรราคาขึ้น ถ้าราคาเงินกีบ แต่เงินกีบไม่เห็นขึ้นสักที เงินวอนก็ไม่ขึ้น เงินวอนกับเงินกีบอะไรใหญ่กว่ากัน 1 บาทเท่ากับ 250 กีบ 1 บาทเท่ากับ 36-50 วอน ดูซิว่ามันตั้งค่าราคากัน เราได้รางวัลแมนแฮร์ เขาให้มา 100 ล้านวอน เท่ากับ 2 ล้าน 6 แสนบาท โอ้โหตั้ง 100 ล้านไม่ใช่น้อยนะ มาเป็นเงินไทยก็ 2 ล้าน 6 แสนกว่าบาท ป่านนี้คงไม่เหลือแล้วใช้อะไรไปก็หมดแล้ว พวกเรานี้เงินทองของใช้ ใช้เก่งแต่ไม่ใช้ทอง ใช้เก่งนี่หมายความว่ามีปัญญาไม่ใช่ได้ใช้สุรุ่ยสุร่ายเหมือนคนโลกๆนั้นถูกหลอกง่าย หลงง่ายไปซื้อซื้อซื้อซื้อ คนที่เงินมากๆก็ซื้อไม่คิด ซื้อๆ มันทำให้เกิดฟุ้งเฟ้อ เงินมันเฟ้อเกินเพราะมันง่าย แล้วเขาก็พยายาม เขาบอกว่าพัฒนาเศรษฐกิจต้องให้คนมาซื้อๆๆแล้วบอกว่าเศรษฐกิจดี ถ้าไม่มีการซื้อๆๆๆ เงินยิ่งไม่มีการสะพัดก็ถือว่าเป็นเศรษฐกิจไม่ดี เขาก็คิดเอาแค่นี้เป็นเครื่องตัดสิน ว่าเศรษฐกิจดี ชาวอโศกมีเศรษฐกิจดีไหม ..ดี แล้วมีการซื้อกันหรือเปล่าซื้อกันมากหรือเปล่า..ไม่ นี่ อาตมากำลังอธิบายเรื่องความจริงกับความลวงของโลกที่มันเข้าใจกัน นักเศรษฐศาสตร์เรียนเศรษฐศาสตร์มาตามวิชาการ ตั้งไม่รู้เท่าไหร่ เป็นดอกเตอร์ Post Doctor หรือว่าบริหารตามจริง ตามที่เขาเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ถ้าเขาเข้าใจเศรษฐกิจดีเหมือนอย่างที่ชาวอโศกเรามีเศรษฐกิจดี เข้าใจลึกลงไปถึงเนื้อหาสาระว่าเศรษฐกิจดีคืออะไร เศรษฐกิจดี คือ คนอยู่เย็นเป็นสุข พอมีพอกิน และมีเหลือด้วย เศรษฐกิจดีอาตมาตั้งค่าไว้แล้วบอกเป็นสูตรไว้แล้ว 1. ไม่เป็นหนี้ 2. ทำงานมีความรู้ความสามารถ พึ่งพาตนเองรอดมีอยู่มีกิน 3. เหลือ การทำงานของเราสร้างสรรมีผลผลิตเหลือเกินกินเงินใช้มีไปเผื่อแผ่แจกจ่ายคนอื่นได้ 4. สะพัด ให้ถูกที่สุดเท่าที่จำเป็นจะต้องขายบ้าง หรือแจกได้ก็แจกอย่างที่เราทำกัน นี่คือเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจดีที่สุด เพราะฉะนั้น 4 ข้อนี้แหละเป็นเครื่องวัดว่าเศรษฐกิจดี มีความรู้ความสามารถทำแล้วก็อาศัยกินใช้รอดมีลาภธัมมิกา นอกจากเลี้ยงตัวเองรอดแล้วยังมีเหลือเกินกินเกินใช้ ถ้าคุณเข้าใจเกณฑ์หรือเครื่องมือการวัดมาตราการวัดว่าเศรษฐกิจดีคืออะไร 4 หลักนี้ จบเลย คุณมาวัดชาวอโศก แล้วเป็นไงอยู่สุขสบายไหม อยู่สุขสบาย มันลงตัวที่สุดเป็นสาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่างสบาย อยู่กันอย่างเมตตามีกายกรรม พฤติกรรมทางกายทำงานทำการกันไปมีเมตตาทางวาจา ใครขี้เกียจหน่อยก็ช่วยบอกว่าให้ขยันกันขึ้นมาบ้าง อย่างโน้นผิดอย่างนี้ไม่ดีก็บอกก็เตือนกันไป อย่างนี้ดีก็ชมกันได้ เล็กๆน้อยๆ สัมมาวาจาเมตตาวาจา เมตตาทางใจเป็นประธานเลย จิตใจไม่ไปโกรธเคืองไม่ไปแค้นไม่ไปกดข่ม ไม่ไปดูถูกดูแคลนอะไรเขา เห็นเขาตกต่ำเห็นเขาเลวเขาชั่ว เห็นเขาไม่ดีไม่งาม เห็นเขาเลวทราม เขาจะมองอย่างนี้เห็นเขาว่า นั่นแหละเขามีกรรมที่ทำเลวทำชั่วไม่ดีงามทำทรามอย่างนี้ เราก็สงสาร อย่างนี้มันจะพ้นสงสารอีกเมื่อไหร่ จะพ้นสังสารวัฏอีกเมื่อไหร่ มันจะจมอยู่ในสังสารวัฏตลอด ต่ำไม่หลุดพ้นออกจากที่หมุนที่วนที่ติดที่ยึด อย่างนี้แล้วมันต่ำลงเรื่อยๆลึกลงเรื่อยๆ อย่างคนหลงความรวย เนียนๆ เนียนมาก ออกจากสังสารวัฏนี้ยาก คนหลงความรวย ถ้าเราจะมาหลงความจนเหมือนอย่างพวกเชน นั่นหมดเนื้อหมดตัวไม่เอาอะไรล่อนจ้อนเลยนะ ไม่นุ่งผ้าผ่อนอะไร สุดโต่งไปทางหลงความน้อยความจน ก็ยังดีเสียกว่า จะหลงในวัฏสงสารยึดติดในวัฏสงสารน้อยกว่า ไม่ติดไม่ยึดนานเท่า ยังไงบิลเกตนี้ออกยาก คุณธนินท์อย่างนี้ คุณเจริญอย่างนี้ จะไปเอาเขาออกมาได้อย่างไร คนที่หลงเงินทองคนที่หลงธนบัตรซับซ้อน มหาบัวหลงว่า เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ หลงเงินหลงทองเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ก็เอาชีวิตเอาค่าของตัวเองเอาความดีของตัวเอง ที่ประชาชนจะยอมรับตัวเองออกไปประกาศขาย เอ้าใครจะมา โดยยกการอ้างเอาประเทศเป็นประกัน ให้มาช่วยประเทศชาติมาบริจาค มีทองเท่าไหร่มีเงินมาเท่าไหร่มาบริจาค แล้วก็พูดใช้โวหารภาษาให้เห็นคุณค่าว่าช่วยประเทศชาติ ใครก็ฟังได้ฟังขึ้น ได้มาช่วยก็ดี หาข้อมูลหลักฐานว่าประเทศชาติต้องการเงินทองต้องการหลักทรัพย์พวกนี้มาไว้ช่วยประเทศชาตินะ มีโวหารคารมพูด คนก็ฟังก็เข้าใจ แล้วคนศรัทธาเลื่อมใสก็นึกว่าเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เขาก็เอามาให้โดยบอกเขาว่าได้บุญได้บุญ เขาก็อยากได้บุญสิ เขาก็เอาทองเอาธนบัตรมาบริจาคได้ใหญ่โตมโหฬาร ช่วยชาติ นี่คือเป็นความรู้และความหลงของมหาบัว ชีวิตแทนที่จะไปหมกมุ่นเรื่องนี้ แล้วยังไปยุให้คนหลงติดเงินทอง กับตัวเองปลูกฝังและตัวเองก็หลงและเป็นตัวอย่างให้แก่คนได้หลง คนก็หลงว่าเป็นคนมีบารมีมาก สามารถเนรมิตให้คนออกมาช่วยประเทศชาติได้ และหลอกว่าได้บุญ ที่จริงทำทาน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทานมีผลมีอานิสงส์ 6 ประการ เป็นการทำทานที่ได้บาป คือ ทำทานที่ยินดีในทาน ติดยึดในทาน หลงว่าทานเป็นทรัพย์ จิตผูกพันกับทาน ผูกพันจนกระทั่งชาติด้านโน้นหลงว่าตายไปแล้วจะมีกองทานอันนี้เอาไว้ในชาติหน้า พระพุทธเจ้าสอนไว้ (ล.23 ข.49 ทานสูตร) อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ ทานังก็คือทาน เทติก็คือทาน สาเปกโขคือมีความหวัง เราทำทาน ต้องรู้จิตเรา ที่มีสาเปกโข อุเทสคืออาการของจิต แล้วจะมีลักษณะที่มีข้อเทียบ แล้วมีลิงคะ คือสิ่งที่ไม่เที่ยง คุณจะต้องรู้อาการของมันแล้วต้องเทียบอาการของมันได้ อาการมันจะเป็น 2 เสมอ โดยเฉพาะในวิญญาณที่มีรูปนามจะมี 2 เสมอคู่แรกเลย ในปุตตมังสสูตร ข้อที่ 4 วิญญาณาหารมีวิญญาณกับรูปนาม เธอรู้จักวิญญาณกับรูปนาม ก็เป็นอันรู้ทุกอย่างหมดแล้ว คำนี้ตีหัวเข้าบ้านเลย จริงที่สุดเลย ใครรู้จักรูปนามอาศัยซึ่งกันและกันอย่างไร คนจะมีความรู้ทั้งรูปและนาม แล้วเอาคำว่ารูปนามนี้เป็นภาวะคู่ ไปอ่าน วิญญาณ แยกวิญญาณออก เข้าใจวิญญาณได้ แล้ววิญญาณแจกเป็นอภิธรรม เป็นจิตเป็นเจตสิก หรือเป็นขันธ์ ก็มี รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์เป็นต้น ยังมีความหวังสาเปกโข อย่างนี้ทานยังไม่ได้ผล ต้องทานอย่างไม่มีหวังอะไรเลยการทานนั้นมีผลสูง ถ้าหากทานแล้วยังมีความหวังอะไรอยู่ก็แล้วแต่ ก็มีผลทางโลกีย์ แต่ถ้าอานิสงส์นี้มีผลทางโลกุตรธรรม มันเป็นทางสัจธรรมมีประโยชน์ทางโลกุตรธรรม ทางปรมัตถ์ 2. จิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ การทำทานต้องจบเลยกายกรรมให้ไปแล้ว วจีกรรมก็ให้ไปแล้วนะ บอกว่าของฉันของฉันก็ไม่มี มโนกรรมก็ให้ไปแล้วให้ไปเลย ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ ทำทานโดยไม่มีจิตผูกพันเกี่ยวข้อง ก็มีอาการที่หยาบกว่า สาเปกโข อันนี้มีปฏิพัทธ์ มีตัวต่อเนื่อง 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ นิธิ แปลว่าคลัง เซฟ กองที่สะสมรักษา นิธิ นอกจากเกี่ยวพัน แล้วต้องออมทรัพย์ ใครขี้เหนียวมากก็ออมได้เก่ง เขาเรียกว่าขี้ไม่ให้สุนัขได้กินเลย อย่าว่าแต่ให้กิน ขี้ไม่ให้สุนัขได้กลิ่นเลย 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ อันนี้เละเลย พวกเราเรียนการทำทาน อาตมาว่าสำนักไหนๆในประเทศไทยจะมีหลักฐานยืนยันอย่างนี้ อาตมาว่าสำนักไหนก็ไม่ได้เรียนอย่างนี้ มีแต่ให้ทำทานก็ให้มาอธิษฐานตั้งจิต แล้วก็แต่งภาษาสำนวนประกอบเป็นบาลี อิมานิ สปริวารานิ... ทานจะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้กลับคืนมาชาตินี้ชาติหน้า อย่างเช่นธัมมชโย อย่างเช่นฤาษีลิงดำ เจ้าประคุณเอ๋ย ฤาษีลิงดำบอกเป็นรูปธรรมเลยนะ จะได้วิมานแก้ววิมานทอง คนนี้วิมาน 7 ชั้น คนนี้วิมาน 5 ชั้น บอกรูปร่างของวิมานด้วย ส่วนธัมมชโยนั้น อย่าว่าแต่แค่ทองเลยเอาหมดเลยทั้งผ้าผ่อนประดับประดา สร้างยิ่งกว่ากะเทย นักตกแต่ง สร้างประกอบ โอ้โห ออกแบบ มหาศาล มาหลอกทุกเหลี่ยมทุกมุมเลย ที่อาตมาพูดนี้ก็ต้องขออภัย ไม่ว่าจะธัมมชโยและฤาษีลิงดำ หรือท่านมหาบัว เป็นความจริงก็เอามาประกอบให้เห็นว่าที่ทำอย่างนี้มันเป็นการทำลายศาสนา มันเป็นการอธิบายไปสิ่งที่ผิด พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องการทำทานอย่างนั้น แล้วไปสอนผิดอย่างนี้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อาการ ลิงค นิมิต ของกาย วาจา ใจ ศาสนาพุทธก็ผิด คนก็ได้รับคำสอนผิดๆ เพราะไม่ได้ทำใจในใจ ไม่ได้อ่านอาการของใจไม่รู้การทำใจ กายนิมิตเครื่องหมายทางกาย วาจานิมิต นิมิตเครื่องหมายทางวาจา นิมิตคือเครื่องหมายทางใจ มันก็ต้องอ่าน นิมิตมันจะเป็นรูปร่างเป็นเครื่องหมาย ต้องอ่านความต่าง ความต่างของอาการ คือ ลิงคะ อาการอย่างนี้ อย่างเราสัมผัสทางตา แหม..วันนี้อย่างนี้ ลูกฝรั่งเยอะดีสวยๆขาวๆ ผิวผ่อง มันน่ากัด ที่เราสัมผัสและความจริง มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเป็นเวทนาแท้ๆ เราก็รู้ของมันแท้ๆ ตาไม่เสีย ประสาทไม่เสีย ส่วนภาษาอะไรก็แล้ว แต่ส่วนภาษาไทยก็บอกว่า น่ากิน สวยจัง ผ่องจัง หอมจัง อะไรต่างๆนานามันก็เป็นอาการเพิ่มเติมจากอาการแท้จริงของที่มันมี จิตของคนก็ปรุงแต่งเป็นอาการ อะไรบางอย่างก็ชอบอะไรบางอย่างก็ไม่น่ากินน่าเกลียด เราก็อ่านอาการ 2 ที่แตกต่าง แล้วทำลายอาการที่มันปรุงแต่งเอง บ้าเอง ไม่เหมือนกันหรอก อาจจะเหมือนกันนิดเดียวจนแยกไม่ออกก็ได้ หรืออาจจะต่างกัน มากก็ได้เท่านั้นเอง เราต้องเรียนรู้อาการพวกนี้อย่าให้อาการปลอมอาการเก๊ ที่ใช้คำเรียกว่าเวทนาเก๊อย่าให้มันมี ถ้าคุณอ่านอาการ ลิงค ความแตกต่างของนิมิตต่างๆ อ่านแล้วเอาความจริงอันเดียว เอกสโมสรณา ภวันติ ทำให้เกิดเป็นอันเดียวของแท้ ของพระพุทธเจ้าปฏิบัติที่เวทนาเป็นกรรมฐาน มีกรรมฐานเป็นเวทนาเดียว ไม่มีหรอกเวทนากสิณ 40 มันเป็นสมถะวิธี สมถะวิธีก็เรียนบ้าง กสิณที่ท่านว่าก็มีแค่ 10 ส่วน 40 ก็เอาของอาจารย์ต่างๆมารวมไว้ ซึ่งท่านพุทธโฆษาจารย์เอามาบรรจุไว้ในวิสุทธิมรรค เป็นกสิณ 40 เป็นการทำสมถะ ก็ต้องดูรายละเอียดของสมถะกับวิปัสสนาเป็น 2 อีก ดูความแตกต่าง สมถะอาศัยบ้าง อาศัยเพียงเป็นอุปการะ ไม่ใช่เอกคตา ไม่ใช่เรื่องใหญ่(เอก อัคคะ) เป็นเรื่องแค่อุปการะช่วย เป็นเครื่องเสริม เป็นเรื่องช่วยเอาไปใช้บ้าง โดยธรรมชาติของคนก็ใช้สมถะอยู่แล้วไม่ต้องเรียนกันมาโดยสามารถธรรมชาติทุกคนก็ทำได้ไม่ว่าในชาติไหน มันมีสมถะอยู่แล้วมันมีการสำรวมสังวร ข่มไว้ กิเลสเราจะออกมันก็ทั้งนั้นแหละ ธรรมดาไม่ได้ศึกษาก็มีกิเลสทั้งนั้น มีกิเลส 3 ลักษณะ โมหะ ก็คือมั่ว สับสน กามกับโทสะ สัมผัสแล้วคุณเกิดอารมณ์กามคุณก็ควบคุมไว้ คุณก็รู้อารมณ์โกรธคุณก็รู้เป็นอารมณ์ โทสะคุณก็รู้ แต่มันไม่มีมากไม่มีเกิน มันก็แสดงออกไม่มี ไม่แสดงออก ธรรมชาติก็กดไว้ทั้งนั้นไม่ว่าจะคนชาติศาสนาไหนก็กดไว้ มีมากก็ต้องกดมาก ไปสัมผัสอันนี้มันเกิดอาการมากเพราะมันถูกสเปก ไปสัมผัสฝรั่ง คนที่ชอบฝรั่งอย่างนี้ ฝรั่งลูกไม้ไม่ใช่คนนะ ชอบลูกไม้บนโต๊ะนี้ อาการมันก็มาก คนไม่ชอบฝรั่ง ไม่ชอบดอกดาวเรืองเพราะมันไม่หอมไม่มีแต่สีสวย แต่ดอกเหม็นๆ เหม็นขิว เหม็นเขียว บางคนสัมผัสกลิ่นก็ไม่ชอบ ก็อ่านปฏิกิริยาของจิต สรุปแล้วคนไม่เรียน มีธรรมะพระพุทธเจ้าก็ไม่เรียนธรรมะที่รู้ถึงเวทนาในเวทนา แล้วมีเหตุที่โง่ เหตุก็คือความโง่คืออวิชชา จึงเป็นกิเลสโง่เพราะอะไรเพราะไม่รู้จักกิเลส ทำให้กิเลสมันมาปรุงแต่งมันก็เลยเกิดความชอบความชัง เกิดราคะเกิดโทสะ มันเกิดก็ไม่รู้เพราะไม่ได้ศึกษา ก็ไปเรียน การเกิดราคะเขาก็เรียนรู้นะ ราคะ เขาก็รู้โดยปริยายว่าอย่าไปแสดงออกง่ายๆมันน่าเกลียด แต่ก็ต้องแสดงออก ถึงขั้นบอกว่า การแสดงเรื่องเพศมันก็เป็นเรื่องของคนเรื่องของสัตว์มันมีอยู่จะไม่ให้มันแสดงอย่างไร มันจะพยายามอธิบายความหน้าด้านของตัวเอง ให้ตัวเองแสดงออก เออ เป็นผู้หญิงแท้ๆมาพูดเรื่องลามกจกเปรตกลางที่สาธารณะ มันไม่มียางอายเลย มันเหลือเกินน่ะ นี่มันเสื่อมมากเลยอาการของคน โดยเฉพาะคนไทยมันไปกันใหญ่ ทั้งสถานที่ทั้งำสรรเสริญสุข ก็ยังมี ทิ้งไม่ได้ ยังต้องมีอาศัยชื่นใจไม่ชื่นใจ ก็กำหนดรู้ของตัวตน ละออกไม่ได้ มันก็เป็นธรรมดา รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็เหมือนกัน เราสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงโผฏฐัพพะ มันก็จะมีอาการทางจิต คนที่ชัดเจนแล้ว รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ เราสัมผัสแล้วก็ไม่มีอาการทางจิต ชอบก็ไม่ชอบไม่ผลักไม่ดูด อ่านอาการให้ดี ให้ละเอียด อ่านสามัญชีวิต สัมผัสแล้วเป็นอย่างนี้เราก็จะรู้ตัวเราว่า เราบรรลุเป็นอรหันต์ อาตมาประกาศตนเป็นอรหันต์ คนก็ถามมา รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ..ถามโง่ๆไม่รู้แล้วเราจะบอกว่าเราเป็นอรหันต์ได้อย่างไร...เนาะ...เรามีเงินในกระเป๋าหรือเปล่า เราก็ต้องมีเงิน ก็มีเงินล้านอยู่ในกระเป๋าแล้วก็บอกโลกว่าเรามีเงินล้าน เขาบอกว่ารู้ได้ยังไงมว่ามีเงินล้าน เราก็บอกว่าเราอยู่ในกระเป๋าเรามีเงินล้าน ก็ต้องรู้สิว่าเราเป็นคนมีเงินล้าน เราก็พูดไปได้ เพราะฉะนั้นถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นอรหันต์ก็คือฉัน ฉันเป็นอรหันต์คือไม่มีกิเลสแล้วรู้ได้อย่างไรว่ามีกิเลส ก็คนโง่ก็ไม่รู้ แต่ฉันไม่โง่ ฉันก็รู้ว่าไม่มีกิเลสแล้ว กิเลสฉันก็รู้แล้วฉันได้ทำออกหมดแล้ว อาการของจิตที่มันไม่มีกิเลสก็อย่างไร เราก็ต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันยิ่งของเรา แล้วเราก็บอกไปตามความเป็นจริง คนที่เขาเองเขาไม่ได้ศรัทธา เขาก็ไม่เชื่อ ถ้าคนมีศรัทธาก็จะชัดเจนขึ้น โอ้โห พูดชัดเจนจังเลย คำความที่พูดนี้อาตมาพูดอย่างมั่นใจอย่างแรงหนักแน่น พูดเบาไม่ได้หรอกของหนักของจริง ของจริงต้องแรงและชัดเจน เดี๋ยวจะหาว่าไม่จริง มันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่แพงค่ามากเลย ค่าของความไม่มีตัวตน มันเป็นนามธรรม ชาวอโศกพบค่ามาแล้ว 50 ปีที่อาตมาทำมา อาตมาก็มาแสดง ประสบผลตามที่อาตมาต้องการ แต่แน่นอนไม่สันโดษในกุศล ไม่สันโดษในสิ่งที่ได้แล้ว จะว่าไปตามภาษาสามัญ หมดรอบ จบกิจ เป็นอรหันต์ อาตมาก็จบกิจความเป็นโพธิสัตว์ปางนี้ของอาตมา แต่อาตมายังไม่สันโดษในกุศลเท่านั้นเองก็ทำต่อ แต่ใจมันพักแล้วปลดเกษียณแล้ว ใจมันปลดเกษียณแล้วมันวาง เป็นแต่เพียงว่าอัชฌาสัยทนไม่ได้ในความกรุณา มันก็ต้องทำต่อ เพราะเรายังไม่ตายที่จริงต้องตายแล้วด้วยขันธ์ก็ต้องตายแล้ว แต่นี่มันเกินแล้วนะ อาตมาอยู่อย่างเกินเกินเป็นคนเกินๆ เพราะฉะนั้นอย่าถือสานะ อาตมามีอะไรต่อไปเป็นสิ่งที่เกิน มันเป็นสิ่งที่ Over เกินกว่ามนุษย์มนาที่เขาจะเป็น จริงนะ จะจริงอย่างนั้น

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน โลกุตระ วรรณะ 9 คำว่า “โลกุตระ” คำหนึ่ง คำว่า “ทวนกระแส” คำหนึ่ง ยากมาก คำว่าทวนกระแส ถือว่าได้ง่ายพวกเรามาปฏิบัติธรรม ไม่ได้เหมือนทางโลกีย์ของเขา ที่ไม่ได้ประสีประสาเลย ยังงงคลุกอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อลังการ ฉลองสนองทำอะไรกันอยู่อย่างนั้น แล้วก็แย่งกัน ทุจริตกันถึงขนาด ทุจริตในเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ มันก็เป็นความหนักเป็นอาบัติหนักด้วย ทุจริตเรื่องเงินทอง ก็แล้วแต่ คือทุจริต ทุไม่ใช่สุ พวกเรานี้ได้ อาตมาสรุปผลหลายทีแล้วว่าชาวอโศกเกิดครบสาราณียธรรม 6 เพราะแต่ละคนมีวรรณะ 9 สองอันนี้ สาราณียธรรม 6 กับวรรณะ 9 เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันผลสำเร็จของธรรมะพระพุทธเจ้า ศาสนาอื่นไม่มี ทฤษฎีสาราณียธรรม 6 ทฤษฎีวรรณะ 9 ไม่มี

วรรณะ 9 เป็นโลกุตระ เริ่มตั้งแต่ข้อที่ 1 สุภระ เป็นคนเลี้ยงง่าย ฟังภาษาง่ายๆแต่เป็นความลึกซึ้งมาก ภรณ หรือภรณี แฟนของอาตมาคนที่สาม ชื่อภรณี เลี้ยงง่ายหมายความอย่างไร อย่างพวกเราอยู่กันง่ายๆ ไปง่ายมาง่ายกินง่ายนอนง่าย ทำงานก็ง่าย มันง่ายมันไม่ลำบากไม่พูดยากไม่ว่านอนสอนยาก (ทุโปสะ) เลี้ยงง่ายคือสุภระ ส่วนสุโปสะ คือ พัฒนาให้เจริญได้ง่าย อาตมาไม่ได้เลี้ยงพวกคุณ ดีไม่ดีพวกคุณเลี้ยงอาตมาด้วย เลี้ยงง่าย ให้เจริญ (สุโปสะ) ก็ง่าย มันไม่ยาก มันไม่เหมือนกับพวกที่ พวกนั้น...พูดไปเถอะเรื่องไหนก็แล้วแต่เขาไม่ฟัง ไม่สนใจไม่เอาถ่าน ขนาดล็อคคอตีเข่าแล้วก็ยังไม่รู้สึก จับชื่อเอานามเอามาประจานตำหนิอย่างแรง ก็คือจับคอตีเข่า ก็ไม่รู้สึกอะไร

สุโปสะ คือ เจริญงอกงามง่ายพัฒนาง่าย ปุ๋ยของเราสูตร สุโปสะ(งอกงาม) พวกเราพัฒนาการ สุโปสะ ว่านอนสอนง่ายพัฒนาให้เจริญได้ง่ายทางกายวาจาใจ ให้มันมีการเปลี่ยนจิตใจ ไปถึงขั้นปรมัตถ์ถึงขั้นโลกุตระก็ทำได้ ไม่ยาก สุโปสะ อัปปิจฉะ อาตมามาแปลว่า กล้าจน ท่านแปลว่ามักน้อย มักคือต้องการ ชอบ ชอบมีน้อยๆเอาแต่น้อยๆ มัก ภาษาอีสานก็คือชอบ ต้องการ ไม่ได้มักมาก ไม่มหัปปิจฉะ แต่อัปปิจฉะ ใจพอ อันที่ 4 สันตุฏฐิ หรือสันโดษ น้อยก็พอที่สุด 0 ก็พอ พวกเรามีชีวิตความเป็น 0 จบที่ 0 เป็นสูญญตา พวกเราเข้าใจกันหมด 0 คืออะไร 0 คือสิ่งที่เราไม่ติดไม่หยุด ไม่ใช่ 0 อะไรอย่างเพ้อฝัน ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องไปอ่าน จูฬสุญญตสูตร 0 ของพระพุทธเจ้าต้องมีเหตุปัจจัย

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปฏิบัติกำจัดสัตตาวาส ด้วยวิญญาณฐีติ จุดมุ่งหมายของพุทธเจ้าคือจิตใจสูญจากกิเลสอย่างหยาบกลางละเอียดหมดเลยไม่เหลือเลย คือจิตสะอาดผ่องแผ้ว หมดจด นั่นแหละคือ 0 เขาเผินไปเข้าใจ อากาสาฯ บอกว่าสูญคืออากาศ คำว่า”อากาสานัญจายตนะ” ปกติมิจฉาทิฏฐิ ทำจิตให้เป็น 0 เขาก็จะทำจิตแบบเวิ้งว้างหาที่สุดมิได้ อากาศหาที่สุดมิได้เขาก็จะทำจิตให้เป็นอากาศกลางๆ หาที่สุดมิได้ ที่จริงไม่ใช่ มันมีคู่ อากาสานัญจายตนะกับวิญญาณัญจายตนะ อากาสานัญจายตนะต้องมีอายตนะมีจิตวิญญาณ วิญญาณมันเป็นอากาศคือมันว่างจากกิเลสเป็นเหมือนอากาศว่างๆ ในว่างๆนี้ว่างจากอะไร ว่างจากสิ่งที่เป็นอกุศลอยู่ในวิญญาณว่างจากอกุศลว่างจากบาปที่อยู่ในวิญญาณ ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นก็เรียนรู้ความไม่มี อากาศคือว่างวิญญาณคือว่าง ว่างจากกิเลส เพราะวิญญาณมี 2 ต้องรู้ นาม รูป อากาศเหมือนกับมีอันเดียวว่าง แต่วิญญาณมีธาตุรู้ร่วมด้วย ถ้าอากาศมันก็กลายเป็นสภาพนึง อากาศนี่นะมันไม่เป็นอะไรเลย มหาภูตรูป มี 4 คือดินน้ำไฟลม แต่มันอีกสิ่งหนึ่งคืออากาศ อากาศคือช่องว่างระหว่างดิน ดินมีอากาศคือมีช่องว่าง น้ำก็มีช่องว่างคืออากาศแทรกอยู่ในน้ำ แทรกอยู่ในลม แทรกอยู่ในไฟ มีช่องว่าง ช่องว่างเป็นอีกอันนึงที่รู้ได้ยาก มันไม่ใช่มหา ท่านก็เลยไม่ได้จัดอยู่ในมหาภูตรูป 4 แต่มันมีอยู่ แม้แต่เรามาเอาหยาบๆ ว่านี่คือลม ที่จริงมันเป็นธาตุลม แต่ไปเรียกอากาศ มันไม่ใช่อากาศมันเป็นลม มันพลิ้วไปพลิ้วมาสัมผัสได้ แต่อากาศ มันสัมผัสไม่ได้มันว่างๆ มันระหว่างอันนี้กับอันนี้

วิญญาณ วิญญาณฐีติ 7 ทำไมไม่มีเนวสัญญานาสัญญายตนะ มีแค่ 7 จบที่อากิญจัญญายตนะ เพราะ...ฟังดีๆ ถ้าไม่มีสภาวะไม่มีความรู้ว่าทำไมพระพุทธเจ้าท่านยืนยันวิญญาณฐิติแค่ 7ข้อเท่านั้น ทำไมมันไม่ครบอนุปุพพวิหาร อนุปุพพวิหารมาเรียนรู้ความเป็นสัตว์แล้วเลิกความเป็นสัตว์ แต่ถ้าสัตาวาส 9 คือคนอวิชชา เขาจะเหลือความเป็นสัตว์อยู่ทั้งนั้นทั้ง 9

มาอธิบาย สัตตาวาส สัตตาวาส ข้อที่ 5 คืออสัญญีสัตว์ เป็นสัตว์ที่ไม่มีสัญญา เพราะฉะนั้นคนที่ไปดับสัญญาไม่มีถ้าสัญญาไม่มีการกำหนดรู้ เพราะฉะนั้นสายหลับตาไปดับสัญญา สัญญาเวทยิตนิโรธของเขาคือดับไม่รู้อะไรเลย มันก็จะไม่มีอากาสานัญจายตนะเลย แต่ว่าจะไปสร้าง อากิญญจัญญา เนวสัญญาเป็นนิรมาณกาย แต่ละคนก็สร้างของตนขึ้นมาเอง คนอื่นไม่รู้ด้วยได้ เป็นสัมโภคการร่วมกัน แต่ละคนต่างตาบอดหูหนวกทั้งคู่ หรืออาทิสมาณกาย เขาไม่มีหรอกสัตตาวาส 9 แต่ผู้ที่เรียนรู้เป็นอนุปุพพวิหาร 9 จะรู้จักสัตว์หมดเลย เงินไม่มี สัญญี เพราะฉะนั้นในวิญญาณฐีติ 7 จะไม่มีอสัญญีสัตว์กับเนวสัญญานาสัญญายตนะ จะไม่มี 2 ตัวนี้ สัตตาวาส 9 วิญญาณฐิติมี 7 ศาสนาพุทธเรียนรู้ด้วยวิญญาณฐีติ 7 ที่จะต้องเรียนรู้ วิญญาณคือธาตุรู้ที่ออกมาสู่โลกไม่ใช่เป็นสัมภเวสี ต้องมีที่ยึดที่เกาะมีฐาน หากว่าล่องลอยไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้ เหมือนภิกษุ สาติ วิญญาณก็บอกว่ารู้แล้ววิญญาณล่องลอยไป พระพุทธเจ้าก็บอกว่า นี่เป็นการทำลายศาสนาพุทธ ท่านเรียกว่าขุดเรา เธอ เป็นผู้ขุดเรา เหมือนกับถอนรากถอนโคนพระพุทธเจ้าทิ้งเลย ร้ายแรงมาก แล้วเขาไม่รู้กัน ทุกวันนี้มิจฉาทิฏฐิอย่างภิกษุสาตินี่แหละ จิตวิญญาณไปเห็นในการนั่งหลับตาไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายไม่มีฐานก็เป็นสัมภเวสี คุณจะคิดอะไรก็ได้ล่องลอยไปไหนก็ได้สัมภเวสีเป็นนิรมาณกาย อดีต 18 อนาคต 44 มันปฏิบัติไม่ได้ เป็นสังวาสเดียวกันเป็นชาวพุทธด้วยกัน อาตมาสงสารนะที่พูดนี่คือความจริง อาตมาไม่ได้พูดเล่นประจบประแจงไม่ใช่ แต่พูดด้วยใจจริง เมื่อไหร่ท่านจะรู้สึกกันสักที ลืมตาขึ้นมาสักที ชาคริยา ซึ่งชาคริยาแปลว่าตื่นๆๆ แต่หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น จมลงในความหลงอยู่ในถ้ำมืด เอามาขยายความ แต่ท่านเข้าใจไม่ได้หรอก มันหลายซ้ำซ้อน มันเข้าใจไม่ได้ก็ไปจมอยู่อย่างที่ท่านว่านี้คุหัฏฐกสูตรบอกว่าจมอยู่ในความหลง เขาไม่สะดุ้งไม่สะดุดไม่สัมผัสไม่รู้สึกรู้สา กระแทกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ทั้งทุบถองเตะถีบ ก็ไม่รู้สึกรู้สา แล้วท่านก็ไม่มี ปรโตโฆษะ เอาล่ะ ที่พูดนี้ก็สงสารท่านก็ต้องขออภัย แต่เขาก็ว่าเราเจตนาอยากว่าอยากข่ม ไม่ใช่ พวกเราสำหรับพวกเราอาตมาพูดไปก็ซ้ำซากมีแต่จะขยายละเอียดกันไปอีก

คำว่า ทองคำ ทองมันมีทองแดงทองเหลือง ทองอะไรต่ออะไร ทองนาค ทองชุบ ทองขี้กะหล่าย ทองเก๊ ทองขึ้นสนิมของทองเก๊เรียกทองขี้กะหล่าย ทองคำมันแพง เป็นโลหะของโลกเป็นโลหะที่ถือว่าไม่มีอะไรทำลายได้น้ำกรดก็ไม่กัดไม่ขึ้นสนิม ไม่เปลี่ยนแปลง แต่คนก็เอาอะไรไปผสม คนก็เหลือเกิน...ทองคำเขาดีๆเอาไปลดค่าหมดเลย เจดีย์ทองคำที่สันติอโศก ทำไมมันมีความดำ มันหม่นหมอง เพราะมันมีเหตุ ทองก็เป็นทองจริงๆ อย่างเก่าไม่เสื่อมไม่หายไปไหน ไม่ละลายไปเอาน้ำกรดไปราดมันก็ยังอยู่ ทอง คำยังอยู่ น้ำกรดก็กัดออกไม่ได้ สู่แดนธรรมว่า…แม้แต่งานฉลอง 50 ปีของพ่อท่านก็มีโควิดมาแทรก มากั้นเปรียบเสมือนกับทองคำ แทนที่จะสุกสกาวส่องแสงใส มันก็มีอะไรหม่นหมองให้ดู พ่อครูว่า…โควิดก็ไม่ทำให้เราหม่นหมอง แต่เราก็ระมัดระวังปฏิบัติตามทางโลกเขากักตัว 14 วันอะไรต่างๆนานาก็ต้องทำ ทั้งที่พวกเราบริสุทธิ์ สะอาด เหมือนอย่างประเทศไทยบริสุทธิ์สะอาดจนกระทั่งดังไปทั่วโลก ประเทศไทยมีคนตายจากโควิด 59 คน อยู่ในตัวเลขนี้มาตลอด...ไม่มีตายเพิ่ม มีคนป่วยเพิ่มบ้างแต่ก็น้อย น้อยมาก อาตมาก็ดูสถิติพวกนี้เป็นเครื่องวัดของโลก เมืองไทยยังอยู่ในลำดับ 147 ของประเทศ ที่ติดเชื้อมาก จึงสะอาดในภาพรวมประเทศไทยเป็นอันดับ 1 เลย เขาคำนวณตามจำนวนประชากรประเทศไทยมีประชากร 70 ล้านคน มีโควิดกี่คน แล้วก็ได้ลำดับเท่าไหร่

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน วรรณะ 9 สุดยอดกว่าทองคำแท้ สู่แดนธรรมว่า…พวกเราอยากฟังพ่อท่านเตรียมเรื่องทองคำแท้มาว่าอย่างไรครับ พ่อครูว่า…ทองคำแท้ของพวกเรานี้ สรุป...ดีแล้วที่เตือน พวกเรานี้ได้ทองคำแท้เป็นทองคำแท้แล้ว แท้จริงๆ มีวรรณะ 9 อยู่กันอย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน