630712_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ กัจจานโคตรสูตร มีก็สูญ ไม่มีก็สูญ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์29 KB
วันที่แก้ไข13 พฤศจิกายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

630712_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ กัจจานโคตรสูตร มีก็สูญ ไม่มีก็สูญ

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1PSIRN84I5GT-C5u0d9rxTuM0MnaqrIK1AtC6O34t5QA/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1X-ok9lu0uVLLu8qa3Z6ehUSC_hSxNN5u/view?usp=sharing

และยูทูปที่ https://youtu.be/H40ggxtMCFY

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้สถานการณ์โควิดในประเทศไทยก็ไม่มีการติดเชื้อภายในประเทศ แต่ที่อเมริกาติดเชื้อวันละ 6-7 หมื่นคน ที่สหรัฐอเมริกามีการแพทย์ที่ล้ำหน้าและเก่งมาก ประเทศอังกฤษก็เช่นกัน ใครป่วยก็จะรักษาหายได้ทันที มียาชั้นดีเพื่อคนมีสตางค์ เป็นการแพทย์เพื่อการค้า แต่ถ้าใครไม่มีสตางค์ก็จำไม่ได้รับการรักษา การแพทย์เมืองไทยไม่เก่งสู้อเมริกาไม่ได้ แต่เป็นแพทย์ไทยเพื่อให้ประชาชนสุขภาพดีแข็งแรงกันถ้วนหน้า ไม่ใช่การแพทย์เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง หรือเพื่อความร่ำรวย เราควรทำงานเพื่อมนุษยชาติเสียสละเพื่อผู้อื่นมากกว่า เราก็มาฟังพ่อครูที่จะทำให้เราเป็นคนที่เสียสละเพื่อผู้อื่นได้

พ้นสงสารพ้นเวทนา พ่อครูว่า...นั่นเป็นเรื่องจริง ที่ท่านฟ้าไทเกริ่นมาแล้ว ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ เป็นธรรมะที่ทำให้คนหมดความเห็นแก่ตัวหมดตัวหมดตน ความหมดความเห็นแก่ตัวหมดตัวหมดตนมี 2 ลักษณะที่คนเข้าใจกัน ลักษณะหมดตัวหมดตน โดยที่เอาตัวตนออกไปจากข้างนอกไปเลย พวกลัทธิเชนหนีไปจากโลกเลย แล้วเขาก็ว่าของเขาไม่มีตัวตน กับอีกอย่างหนึ่งไม่ต้องหนีจากโลกเลย แต่รู้ตัวตนที่จริงแล้วลดละตัวตนในตน ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา หมดตัวตนอย่างเด็ดขาดที่พระพุทธเจ้าท่านสอน แล้วการหมดตัวตนของพระพุทธเจ้าจึ

อ่านต่อ

งอยู่กับสังคม อยู่กับโลก อยู่กับมนุษยชาติ แล้วจะเกิดพรหมวิหาร เกิดอัปปมัญญา รู้ว่ามนุษย์ทั้งหลายน่าสงสารตกอยู่ในสงสาร มนุษย์ทั้งหลายน่าเวทนานะ เพราะว่าตกอยู่ในเวทนาไม่รู้จักเวทนา ปฏิบัติไม่ลดละเวทนา จนทำให้เวทนานั้นหมดความทุกข์หมดความสุขไม่เป็น นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เรื่องของสงสารเรื่องของเวทนาชัดเจนอย่างนี้ แล้วก็มาสอนให้ผู้คนมาเรียนรู้แล้วก็ลดสงสาร ลดเวทนาที่ตัวเองตกอยู่ในสงสารตกอยู่ในเวทนา จนพ้นสงสาร พ้นจากเวทนาได้ อย่างลึกซึ้งสุดยอด เป็นคนที่หมดสงสารหมดเวทนา ฟังแล้วสับสนหรือไม่? ฟังแล้วรู้สึก ตื้อๆไหม หมดสงสารหมดเวทนาแล้วก็ไม่งงหรือ คือ หมดวน หมดความรู้สึกโลกที่เขายังงุนงงยังไม่รู้จักเวทนา นี่เรารู้จักเวทนาแล้วทำให้เวทนาของตนหมดความเป็นเวทนาที่เป็นทุกข์เวทนา แม้ที่สุด หมดเวทนาที่เป็นสุขเวทนาด้วยเป็น อทุขมสุขเวทนา หรือ อุเบกขา เพราะฉะนั้นสรุปแล้วพระพุทธเจ้าสอนคนให้เป็นคนหมดตัวตน แล้วให้ช่วยเหลือผู้อื่น เห็นใจผู้อื่นสงสารผู้อื่น เวทนาผู้อื่น ก็มีชีวิตอยู่เพื่อช่วยผู้อื่นให้พ้นสงสารพ้นเวทนา อย่างที่ตนเองได้พ้นสงสารพ้นเวทนานั้นๆ

เอา...มาโอภาปราศรัยกับ SMS ก่อน SMS วันที่ 10-11 ก.ค. 2563

_บัวดาว พรมเลิศ : กราบบูชาพ่อครูท่านนำพุทธศาสตร์มาเปิดเผยให้รู้หลักปฎิบัติจนเกิดมรรคผลได้ สอนให้รู้หน้าที่พลเมืองดีมีความเสียสละเพื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยที่สละที่แท้จริงค่ะ พ่อครูว่า...ใช่ อาตมาทำอย่างที่คุณว่ามา

การรัฐประหารโดยประชาชนอย่างแท้จริง _แก้วตะวัน พวงบุปผา : น้อมกราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุและเจริญธรรมญาติธรรมทุกท่าน ฟังพ่อครูเล่าถึงเรื่องที่ชาวอโศกไปทำงานการเมืองแล้วรู้สึกสนุกและนึกถึงบรรยากาศในการฟังธรรม การทำอาหารเลี้ยงประชาชน การฟังปราศรัย...พ่อครูมีบารมีในการนำพาพวกลูกๆไปทำหน้าที่ นำความสงบไปสยบความโหดร้ายรุนแรง เป็นประชาธิปไตยที่เกิดจากพลังของประชาชน...เพื่อส่งต่อให้นายกประยุทธ์ ผู้นำที่มีคุณธรรม ทำงานเข้าตาพ่อครู พ่อครูว่า...ดี เป็นเช่นนั้นเป็นอย่างที่คุณแก้วตะวันว่ามา ที่อาตมาพาทำ เป็นงานการเมือง คุณแก้วตะวันเขารู้สึกสนุกตามที่อาตมาเล่าไปแล้วก็เอามาทบทวนเอามาย้ำ ที่อาตมาเอามาทบทวนเอามาย้ำก็เป็นการสอน เป็นการย้ำให้ผู้ที่ยังเข้าใจไม่ได้ ที่เขาเข้าใจไม่ได้จริงๆ ที่อาตมาพาไปทำนี้อาตมาพาไปทำงานการเมืองหรือทำประชาธิปไตย ไปพาประชาชนไปทำรัฐประหาร รัฐบาล แล้วก็รัฐประหารไปได้ถึง 4 รัฐบาลถึง 5 รัฐบาล ยืนยันความจริง แต่คนไม่เข้าใจว่าการประหารโดยประชาชนเป็นเช่นนี้เองหรือ และเป็นการประหารอย่างเป็นประชาธิปไตยอันสมบูรณ์แบบ คือ ประหารด้วยสัจจะ ไม่มีความรุนแรง ไม่มีการใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ ไม่มีความโหดร้ายอะไรเลย ใช้ความสุภาพเรียบร้อยใช้ความสงบสนิทสุภาพแล้วก็ยืนยันความจริง จนความจริงไปชนะข้าศึกศัตรูหรือรัฐบาลจำนนต่อความจริงว่าเขาผิด เขาแพ้เขาต้องออกไป แล้วให้ผู้อื่นที่สมมุติขึ้นมาทำหน้าที่รัฐบาลแทน แต่รัฐบาลของทักษิณนั่นแหละเป็นตัวจริงเลย(ขอพูดชื่อหน่อย) เก่ง ตัวเองไม่ได้ออกไประเหเร่ร่อนต่างประเทศก็สร้างนอมินีสร้างตัวแทนขึ้นมา 3 - 4 รัฐบาล โอ้โห เก่งจริงๆแต่ประชาชนก็ชนะได้ด้วยรัฐประหารโดยประชาชนนี่แหละ คนเขายังไม่เข้าใจ ว่าเขาฟังไม่ขึ้น เขาบอกว่าอันนี้มันเป็นไปไม่ได้ Impossible มือเปล่าๆเอาความสงบไปฆ่า ผู้ที่มีอาวุธ ฆ่ารัฐบาลที่เขามีอำนาจสั่งการทหาร จะไปปราบผู้ที่กระเหี้ยนกระหือรือ มันไม่ได้หรอก ไม่เชื่อ Incredible ไม่น่าเชื่อ สมณะฟ้าไท...เขามีทั้งอำนาจมีทั้งเงินมีทั้งบริวารเยอะแยะมากมาย พ่อครูว่า...แต่มันก็เป็นไปได้และเป็นไปได้ชนิดที่ ….(ทวนอีก) ทางโลกเขาก็ยังไม่เชื่อประเทศต่างๆที่เป็นประชาธิปไตยเขาก็ยังไม่เชื่อ มีหรือในโลกว่าประชาชนที่ไม่ได้เอามีดเอาดาบเอาอาวุธมาทำรัฐประหารมีด้วยหรือในโลก โดยเฉพาะเอาธรรมะมาประหาร เอาอธิปไตยคืออำนาจ อำนาจธรรมะมาประหารได้ด้วยหรือ ซึ่งเป็นรูปธรรมของธรรมะนะ...ที่เราไปทำ แต่ได้จริงๆ มีปรากฏการณ์จริง มีรูปธรรมชัดเจน แต่เขาก็เงอะๆงะๆ และพลเอกประยุทธ์ก็มารับไม้ต่อ แล้วก็เป็นผู้ที่มียศตำแหน่งเป็นผบ.ทบ.และเป็นหัวหน้าคสช. ก็เลยบอกว่าพลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้ารัฐประหารรัฐบาล ที่จริงแล้วรัฐบาลตอนนั้นไม่มีอำนาจแล้ว มีนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลเป็นคนสุดท้ายที่เป็นตัวแทน การไปยึดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ก็เพียงแต่ปากเปล่าก็ยึดได้แล้ว แต่มันก็ต้องบอกกันให้รู้เรื่อง คนก็ง่ายๆเพราะมันไม่มีตัวอย่างในโลกยังไม่เคยเกิด ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ประชาชนทำรัฐประหารอย่างสมบูรณ์แบบไม่รู้กี่รัฐบาลอย่าง Absolute สุดยอดเลยเด็ดขาดเลย และพลเอกประยุทธ์ก็มารับไม้ต่อจากประชาชนไปบริหารประเทศเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเขาเข้าใจไม่ได้ยังงงอยู่ อย่างนี้แหละ ประชาธิปไตย อาตมาถึงบอกว่าประชาธิปไตยในโลกนั้นของไทยเป็นที่ 1 เสร็จแล้วประหารรัฐบาลไปถึง 4-5 รัฐบาล ประชาชนทำเสร็จแล้วนายกขึ้นมาทำงานก็ถึงทำได้เรียบร้อยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพ่อเด็กก็ยังมาให้สัมภาษณ์เลยว่าพลเอกประยุทธ์ให้ทำไปอีก 10 ปีเลย สบายๆเขาทำได้ดี พลเอกชวลิตก็ช่ำชองเคยเป็นนายกฯเคยเป็นทหาร เป็นมาหมดหัวหน้าพรรคก็เป็นมาหมดพลเอกชวลิตเขาช่ำชองคล่องแคล่วในทางการเมือง แต่นักรัฐศาสตร์ จบปริญญาเอกก็ยัง เงอะๆงะๆ ยังไม่เชื่อว่าประชาชนทำรัฐประหารได้ด้วยนะ ยังไม่เข้าใจยังไม่เชื่อ ยังไม่ยอมรับ ยังเห็นว่ารัฐบาลเป็นเช่นนี้อยู่ ที่บริหารอยู่นี้แม้แต่ได้เลือกตั้งแล้วก็ยังบอกว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการ สำหรับพวกปากหอยปากปู พวกหาเรื่องก็พูดไป บอกว่าเป็นนายกเผด็จการทหาร ตำแหน่งเขาก็เป็นทหารไม่รู้จะทำอย่างไร นายกประยุทธ์เลยพูดว่าใช่ผมเคยเป็นทหารแต่ตอนนี้ผมเป็นนายกฯ เป็นประชาชน เขาก็ฟังไม่รู้เรื่องแยกไม่ออก

ปิดช่องส่องผีได้นี่ดีแล้ว _Boonyakorn Pattanasattaporn (บุญญากร พัฒนสัตถาพร) : ช่องส่องผีนี่แหละตัวร้าย บ่อนทำลายพุทธศาสนา โดยมีบางอาวาสวัดวาสื่อเดรัจฉานวิชากันชัดชัด พ่อครูว่า...ขออภัยขอวิจารณ์เรื่องนี้หน่อย..เรื่องอวิชชาเรื่องความไม่รู้ในสัจธรรม พูดชัดๆก็คือความโง่ ในเรื่องของสัจธรรม วัดต่างๆ หรือว่า ประชาชนแม้แต่ชาวพุทธก็ตามที่ไม่เข้าใจความเป็นผี ไปเข้าใจผีเป็นตัวตน เป็นอะไรที่มันอาละวาด ซึ่งมันไม่รู้จะไปทำความเข้าใจกับเขาได้อย่างไร ผีคือ อยู่ในจิต ผีมันไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกจากกิเลส ผีนี่เป็นกิเลส เป็นมาร เป็นนามธรรม ก็คืออกุศลจิต เสร็จแล้ว คนไม่เข้าใจก็กลายเป็นอุปาทานสร้างเป็นตัวตนเป็นรูปร่างเป็นอะไรต่ออะไร ไปสร้างนิยายเรื่องผีหลอกกันไป เพราะฉะนั้นคนใดที่ไปสร้างนิยายเรื่องผี ให้มากเรื่อง ให้บานปลาย ไปตกแต่ง ออกแบบ มีความคิดฟุ้งซ่านเป็นตัวพฤติกรรมของผี สารพัดผีลักษณะต่างๆเป็นพวกนรกกินหัวทั้งนั้น พวกนี้ พวกสร้างนิยายเรื่องผี โฆษณาดนตรีให้คนหลงเลอะเทอะ ไม่เข้าใจไม่ศึกษาศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธ ที่ให้เรียนรู้เรื่องกิเลสเรียนรู้การล้างกิเลส กิเลสหมดก็หมดความเป็นผีในตัวตน ที่บอกว่า ผี มองเห็นเป็นลักษณะนั้นลักษณะนี้เป็นผีเปรตผีกระสือ ผีก่องก่อย สั่งไปต่างๆนานาสารพัด เป็นอุปาทานที่สร้างขึ้นมาหลอกตัวเองเป็นมโนมยอัตตา แล้วก็ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ มันก็งมงายกันไปจนไม่รู้สุดสิ้น พวกเทวนิยม ศาสนาเทวนิยมเขาไม่งมงายเรื่องผีเหมือนชาวพุทธที่งมงายแบบนี้ แต่ชาวพุทธทำไมงมงายซ้ำซ้อนอย่างนั้น เรื่องผี เปิดช่องโทรทัศน์จ่ายเงินจ่ายทองให้เขาครอบงำความคิดหลอกลวงทำให้มนุษยชาติประชาชนโง่งมงายลงไปหนักกว่าเก่าช่องส่องผีที่ว่า คนที่ทำนั่นน่ะ ดูเหมือนนายบ๊วย(จบสถาปัตย์) เสร็จแล้วก็มาทำครอบงำความคิดคนให้งมงายเข้าไปอีกเยอะแยะ นี่ เขาปิดสถานีนี้ไปเลยก็ดีแล้ว กว่าจะรู้ตัวปล่อยให้ครอบงำความคิด หลอกประชาชนไปเสียตั้งนาน เสร็จแล้วก็ให้พวกพระมาร่วมทำด้วย สะเดาะเคราะห์อะไรต่างๆ พวกมหาเถรสมาคมทำไมไม่จัดการพวกออกนอกลู่นอกทาง ที่ทำให้ศาสนาเสื่อม ทำไมเถรสมาคมไม่จัดการก็ไม่รู้

_Bunphot Lorpipat (บรรพต หล่อพิพัฒน์) : ผมได้เข้าใจเรื่องผีจริงๆจากพ่อครูนี่แหละครับ พ่อครูว่า...ท่านเป็นผู้รู้เทวดา มาร พรหม มีพระอรหันต์ขึ้นไปเท่านั้นเท่านั้น ผู้ที่จะรู้จักผีที่แท้จริงคือพระอรหันต์เท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ผู้ที่จะรู้จักผีที่แท้จริงก็คือพระอรหันต์กับพระพุทธเจ้าเท่านั้น แม้แต่พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีก็ยังรู้จักผีไม่สมบูรณ์แบบ ต้องอรหันต์ขึ้นไปจึงจะรู้จักผีได้ดี พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลย ผู้ที่จะรู้จักรู้แจ้งความจริงเรื่องของผี คือพระอรหันต์กับพระพุทธเจ้า

_ชายพงไพร บุนิตระกูลพุทธ : ช่วงนี้ก็ยังแสวงหา ในภพ ในกาม ในพรหมจรรย์อยู่ ครับ แต่อันไหนไม่รู้มากสุด ยุคศีลยุคสมาธิมารอบสุดท้ายนี้ยุคปัญญาไหมครับ พ่อครูว่า...ในยุคศีลยุคปัญญาอาตมาอธิบายมาหมดทุกยุคแล้ว จนกระทั่งเข้ามายำเส็งกันหมด ศีลสมาธิปัญญากันมาทุกยุค พูดอยู่อธิบายอยู่ตอนนี้ครบ ก็ศึกษาดีๆ ติดตามดีๆ

ยัญพิธีมีผล คืออย่างไร _คุณ 1614 : ยัญพิธีมีผล คืออย่างไร พ่อครูว่า...ใน สัมมาทิฎ ฐิ 10 ที่ยังจัดการอาสวะอยู่…. เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาผาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา) ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิก็ยัญพิธี ไม่มีผล ผู้ที่สัมมาทิฏฐิยัญพิธี มีผล เรียกว่า “อัตถิ ยิฏฐัง”(ตามภาษาบาลี) ถ้าสัมมาทิฏฐิเป็น “อัตถิ ยิฏฐัง” ถ้ามิจฉาทิฏฐิเป็น “นัตถิ ยิฏฐัง” ยัญบูชาหรือยัญพิธี “ยิฏฐัง”แปลว่ายัญที่บูชาแล้ว ยัญก็คือวิธีปฏิบัติ พฤติกรรมพฤติการณ์ของการปฏิบัติ มันรวมอยู่ในยัญะ มีพิธีการอย่างนั้นแล้ว แล้วเขาไม่มีความรู้วิธีการปฏิบัติ แล้วก็ทำพิธีปฏิบัติด้วย ทำแล้วเรียกว่ายัญพิธีที่บูชาแล้ว เรียกว่าปฏิบัติแล้ว รู้จักวิธีปฏิบัติแล้วก็ลงมือทำการปฏิบัตินั้นแล้ว มีผลหรือไม่มีผล ภาษาโบราณเรียกว่ายัญที่บูชาแล้ว มีผลหรือไม่มีผลเรียกว่า ณัฐิยิตถังก็ไม่มีผล อัฐิยิตถังก็มีผล ก็เลยไปเข้าใจตามที่ Concept มีไว้ ยัญพิธีตามที่โบราณ บูชายัญกัน ที่เขาใช้สำนวน “ยัญพิธีที่บูชาแล้ว” จะทำพิธีบูชายัญก็เอาแพะเอาแก มาเผาไฟมาตั้งกองบูชากัน อย่างนี้เป็นต้น ที่จริงคือ วิธีปฏิบัติทฤษฎีที่ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผู้ที่ 1. รู้จักทานแล้วในสัมมาทิฏฐิ 10 2. ยิฏฐัง คือปฏิบัติแล้วตามวิธีปฏิบัติ มันเกิดมรรคผลหรือไม่ นั่นคือความหมาย ถ้าทานไม่มีมรรคผลอย่างทุกวันนี้ ทานก็ไม่มีมรรคผล ทานแล้วจิตยิ่งมีกิเลสโลภๆจัดขึ้น ทานแปลว่าการล้างกิเลสออกจากโลภ ทานคือการเสียสละทำลายกิเลสตัวโลภ เพราะฉะนั้นยิ่งทานเลยจิตก็ยิ่งขี้โลภ อยากได้สิ่งตอบแทนก็ยิ่งโลภกันเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นทำทานแล้วแทนที่จิตจะลดกิเลส จิตกลับขี้นโลภหนักเข้าไปใหญ่เป็นภพ เป็นชาติ เป็นสวรรค์ เป็นนรกหรือเป็นอะไรต่อมิอะไรเลอะเทอะเต็มไปหมดเลย อย่างที่สอนกันอยู่ทุกวันนี้ ข้อ 1 ทานก็ไม่มีแล้ว วิธีปฏิบัติเมื่อไม่รู้จักจิตเจตสิกรูปนิทาน ไม่สัมมาทิฏฐิในการปฏิบัติ อ่านจิตเจตสิกรูปไม่ออก ขยายไม่ออก โยนิโสมนสิการทำใจในใจไม่เป็นไปนั่งสะกดจิต ปฏิบัติศีลก็อย่างนึง ไปนั่งสมาธิก็สะกดจิต มันไม่รู้เรื่องเลยว่าสัมผัสแล้วก็อ่านจิต แยกกายแยกจิต แยกกิเลสแยกจิตที่มันปนๆอยู่ในจิตแล้วก็เอากิเลสมาพิจารณาให้เห็นว่ามันไม่ใช่ตัวตน มันเป็นสัตว์มันเป็นอาคันตุกะ เป็นตัวที่เข้ามาทำลายจิต แล้วก็มีปัญญาอันยิ่งเห็นจนกิเลสมันยอม กิเลสไม่กล้าสู้หน้าปัญญา ปัญญาก็จัดการทำลายกิเลสดับสิ้นไป เขาไม่ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้สอนไว้เลย เพราะฉะนั้นมันก็เลยออกนอกรีตนอกทางเลอะเทอะไปกันใหญ่ ยัญพิธีก็เลย “ไม่มีผล” เพราะฉะนั้นยัญพิธีมีผลได้อย่างไร เรียนให้สัมมาทิฏฐิตามที่อาตมาอธิบายอยู่นี่ติดตามดีๆ แล้วเราก็จะมีวิธีปฎิบัติ เรียกว่ายัญหรือยิฏฐัง วิธีปฏิบัติที่ทำให้ลดกิเลสให้ได้ตามลำดับๆๆ ไม่ตัดลัดอย่างตะกะตะกาม จะได้เป็นลำดับๆอย่างน่าอัศจรรย์

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไทว่า…พ่อครูพูดถึงเรื่องยัญพิธี อย่างพวกเราทำยัญพิธีที่พ่อครูพาทำมีผลไหม มีผลการลดกิเลศไหม มี การให้ทานโดยทั่วไปยากร่ำยากรวยยิ่งโลภ ยิ่งปฎิบัติยิ่งงมงายของเขา ส่วนของเรายิ่งให้ยิ่งหมดตัว ยิ่งให้ไปยิ่งได้ความสบายมา

การระลึกชาติอย่างสัมมาทิฏฐิ _คุณ 9309 : ถามจริงๆเถอะครับ ชาวอโศกที่ตายไปแล้วกลับมาเกิดใหม่ มีระลึกชาติได้บ้างหรือยังครับ หรือมาเกิดแล้วเริ่มฉายแวว มาเป็นกำลังสำคัญเพื่อพัฒนาสังคมชาวอโศก ได้บ้างหรือยัง กลัวจังเลยครับ ไปเกิดผิดที่ ไปเกิดสำนักอื่น หรือเป็นลิงลมอมข้าวพองอยู่ ผมว่าบารมีท่านที่ตายไปแล้ว ท่านทำความดีไว้เยอะน่าจะฉายแววได้แล้วนะครับ อย่าให้มันนานเกินไป อย่ามองเป็นเรื่องไร้สาระนะครับ การเวียนว่ายตายเกิดการระลึกชาติได้ พ่อครูว่า…จะเกิดมาหรือไม่เกิดมาถ้าอาตมาเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้าก็คงจะบอกได้ แต่นี่อาตมาไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าก็เลย ไม่มีความสามารถไม่มีความรู้ยิ่ง ถึงขนาดจะไปรู้ว่า โอโฮ้ ชาวอโศกเราเนี่ยตายไปแล้วก็กลับมาเกิดแล้วก็มาระลึกชาติได้ แล้วทีนี้คำว่าระลึกชาติได้ การระลึกชาติได้เราเข้าใจตื้นๆกันแต่เพียงว่า พอคนที่เกิดมาชาตินี้แล้วระลึกได้ว่า เคยเกิดเป็นนาย ก นาย ข แต่ก่อนเนี่ย ชาติก่อนๆเป็นนาย ก นาย ข หรือจะเป็นนาง ก นาง ข อะไรก็แล้วแต่ชาติก่อน คนเป็นอย่างนั้นมีตัวตนอย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีตระกูลอย่างนั้น มีรูปร่างผิวพรรณอย่างนั้น มีความรู้อย่างนั้น มีวิถีชีวิตอย่างนั้นๆ ตายอายุเท่านั้นเท่านี้อะไรต่างๆนาๆ ตายแล้วตอนนี้ก็มาเกิดใหม่เป็นอันนี้ เขาก็จะระลึกชาติเป็นตัวเป็นตนเป็นรูปเป็นร่างอย่างนั้นไป แม้แต่ในพระไตรปิฎก บุพเพนิวาสานุสติญาณ ท่านก็แปล เป็นอย่างนั้นทั้งๆที่ไม่มีคำว่าคน ท่านแปลเป็นตัวตนเป็นคนอย่างนั้นไปตามที่ท่านเองต้องเข้าใจอย่างนั้น ความจริงนั้นการระลึกชาติ หรือคำว่าชา-ติหรือชา-ตะ มันเป็นความรู้ คนที่มีชาติเกิด ชาติตามที่ท่านพระพุทธเจ้าได้สอนไว้มี 5 ชาติ (สภาวะเกิด 5 ลำดับ) ชาติ คือรูป การเกิดทางกาย เกิดชาติพันธุ์ ประชาชาติ ชาติ คือนาม การเกิดทางจิตโอปปาติกโยนิ ได้แก่... ชาติ (ความเกิด) สัญชาติ (ความบังเอิญ) โอกกันติ (ความหยั่งลง) นิพพัตติ (เกิด) อภินิพพัตติ (เกิดจำเพาะ) (ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 7) ชาติเป็นความหมายกว้างๆ คำว่า ชา-ติหรือชา-ตะ แปลว่าการเกิด เพราะฉะนั้นการเกิดอันนี้ ก็คือการเกิดสามัญเป็นคำกลางๆ คำว่าชา-ติหรือชา-ตะ เป็นคำเกิดกลางๆ ต่อจากเกิดชาติก็เป็นสัญชาติ สัญชาติเช่นสัญชาตญาณ สัตว์โลกที่ตายแล้วมีเกิดก็มีสัญชาตญาณติดตัวมา หมายความว่า ความรู้ สัญชาติหรือชาตินี้ ก็คือความเกิดความรู้ มันติดตัวมา เพราะฉะนั้นสัตว์ก็มีสัญชาตญาณของสัตว์เกิดมามันก็รู้ แพนด้าลูกมันออกมามันก็วิ่ง หรือว่าจิงโจ้ก็เดินมาหากระเป๋ามันก็รู้มันมีสัญชาตญาณ คนก็มีสัญชาตญาณ เกิดมาก็ต้องมีสัญชาตญาณมันจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้มันก็รู้วิธีอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งมันสืบต่อกันมาอะไรกันมานั่นคือระลึกชาติได้ มันจำได้ ว่าความเกิดอย่างนี้ ความเป็นอย่างนี้ ความมีอย่างนี้ คืออะไร อ้อ...เราเกิดมานี้ อ้อ...ความเกิดอย่างนี้ ความเป็นอย่างนี้ ความมีอย่างนี้ เราก็จำได้ เราก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ มันเป็นไปได้ นี่คือการระลึกโดยอัตโนมัติ ส่วนการระลึกชาติได้ที่สูงนั้นก็คือ การระลึกถึงสิ่งเก่า ถ้าเป็นคนที่สามารถฝึกฝนมาทางระลึกเป็นตัวตนที่ว่า ก็ใช่ อย่างพระพุทธเจ้าหรือผู้ที่ศึกษาฝึกฝนด้านนี้โดยตรงเขาก็ระลึกได้ เมื่อชาติก่อนเป็นคนนั้นเป็นคนนี้ ซึ่งส่วนมากมันไม่จริง ส่วนมากเดา แต่ส่วนที่จริงมันมี แต่มันจะต้องมีภูมิธรรมหรือมีจิตได้ฝึกฝนได้เรียนรู้จริงๆ เพราะฉะนั้นการระลึกชาติเป็นตัวตนอย่างนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรมากมาย เป็นการซำ้ซากจากอดีตที่ผ่านๆมาทั้งนั้น แต่ละชาติคือความรู้สัจธรรมที่เราระลึกออกมาได้ อย่างอาตมาเอามาพูดเอามาสอนเป็นความรู้ระลึกออกมาจากของเก่าทั้งนั้นเลยที่มาสอน นี่คือการระลึกชาติที่ประเสริฐ ระลึกชาติที่วิเศษ ระลึกชาติที่เป็นประโยชน์มหาศาล นี่คือการระลึกชาติที่ขอขยายอธิบายให้ฟังอย่างดี อย่างเข้าท่า ไม่เช่นนั้นก็ไประลึกชาติกันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร (_คุณ 9309 บอกว่า...กลัวผู้ที่ระลึกชาติจะไปเกิดที่อื่น จะไปเกิดที่อะไรต่ออะไร) มันห้ามไม่ได้หรอกถ้าจะเป็นเช่นนั้น มันมีวิบากไปเกิดตรงนู้นตรงนี้ก็ได้ ก็แล้วแต่บารมี ถ้าไม่มีบารมีก็ตกไปอีกถูกครอบงำไปอีกไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ ขออธิบายแค่นี้ก่อนแล้วกัน

_คุณฐกฤต พิมระมาด : กราบนมัสการท่านพ่อครู สมณะ สิกขมาตุทุกรูปด้วยความเคารพยิ่ง ติดตามชมและรับฟังธรรมะอันเป็นมงคลยิ่ง ผมได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมานานแล้ว เพิ่งจะได้มาติดตามผลงานของท่าน ช่วงมาอยู่กับลูกสาวคนที่ 2 ที่บาร์เซโลน่า ช่วงที่ 2 เมื่อมีโอกาส คงได้กลับมากราบท่านที่บ้านราชธานีอีกครั้ง กราบขอบพระคุณมากครับ พ่อครูว่า…ดี ดีมาก อาตมารู้สึกชื่นใจกับคนที่เห็นสาระเป็นสาระ ได้มาพบธรรมะที่อาตมาได้ขวนขวายอธิบายพูดจนคนเขารู้สึกว่านี่ก็เป็นสาระ เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น แล้วก็ติดต่อตอบรับกันมา โอภาปราศรัยกันมา บอกให้รู้ว่าสนใจอยู่นะ ติดตามอยู่นะอย่างนู้นอย่างนี้ ชื่นใจ เพราะอาตมาเห็นคนผู้นี้เป็นผู้ที่ ไม่โมฆะ พวกที่ไม่สนใจธรรมะพวกที่เกิดมาชาติหนึ่งๆโมฆะบุรุษ ซึ่งอาตมาเคยแปลว่าอะไรเอ่ย (เสียงตะโกนดังมาว่า...พวกชิงหมาเกิด)พวกคุณพูดนะ ไม่ใช่อาตมาพูดนะ(แต่อาตมาเองเป็นคนพูดนำ) แล้วพวกคุณก็จำได้ว่าคนที่เกิดมาแล้วไม่ขวนขวายเอาธรรมะ เกิดมาแล้วก็หลงไปตามโลกไป...ไปแย่งชิงลาภยศสรรเสริญ ไปแย่งชิงอะไรต่างๆนานา แย่งชิงทุนแล้วก็แย่งชิงอำนาจการเมืองอะไรกันไป หรือไม่ก็ไปแย่งชิงแฟชั่น แย่งชิงอะไรต่ออะไร มันโมโฆะจริงๆ แล้วเมืองไทยเป็นเมืองพุทธด้วยน่าเสียดายจริงๆ

_จากลูกศิษย์พระวัดป่า คำถามข้อที่ 1. กราบขอบพระคุณที่ท่านตอบคำถามในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 2. ขอบพระคุณที่ให้องค์ความรู้จากท่านผู้ที่มีสภาวะทำที่แท้จริง 3. ขอบพระคุณที่ทำให้ลูกศิษย์สายพระวัดป่า มีโอกาสได้กินอาหารสุขภาพจากร้านพลังบุญ 4. ขอให้พ่อครูมีสุขภาพดี เปิดเผยธรรมะดีๆ ให้นานๆ พ่อครูว่า…นึกว่าจะถามหรือย้อนแย้งที่แท้เป็นผู้ที่มีดวงตา โอ้...อัญญาสิวตโพธิ์ลูกศิษย์พระวัดป่า(ขออภัยที่ล้อเลียนพระพุทธเจ้า) ท่านเกิดอัญญะธาตุ ท่านมีดวงตาที่เข้าใจสัจธรรมของพระพุทธเจ้าขึ้นมาแล้วดีแล้ว เป็นผู้ที่เห็นมีธาตุรู้ที่มันรู้จักที่ไปงมงายอยู่ในโลกียธรรมเท่านั้น กำลังมาเป็นอัญญะธาตุที่จะมาเป็นอัญญา อัญญาก็คือความรู้ ความรู้ที่เป็นโลกุตระ แล้วก็มาเป็นคำปัญญา คุณเริ่มเกิดแล้วนะ เกิดเห็นเกิดเข้าใจเดี๋ยวนี้ป่านนี้แล้ว คุณเป็นอัญญามีปัญญาบ้างแล้ว ดี ติดตามใส่ใจเรียนรู้ก็จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

โลกสองส่วนที่ไม่ควรไปข้อง ในกัจจานะโคตรสูตร อาตมาตั้งใจจะนำพระสูตร กัจจานะโคตรสูตร (พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43- 44) มาอ่านอธิบายกันอีกทีนึง ฟังดีๆน่าจะสนุกหรือจะปวดหัวก็ยังไม่รู้ได้ ติดตามดีๆสนใจดีๆ ซึ่งอาตมาก็หยิบมาอ่านและอธิบายมาหลายรอบแล้ว รอบนี้ตั้งใจจะอธิบายละเอียด อธิบายขยายกันไปยาวๆไปหลายวัน ลองฟังดู อ่านจบ 2 ข้อนี้ก่อน ออมี 3 ข้อข้อแรกเป็นบทนำแค่นั้นเอง เป็นต้นที่-ต้นทางว่าใครมีตัวละครมีใครบ้างมีสถานที่ไหน และเรื่องอะไร ขอสรุปให้ฟังข้อที่ 42 เกริ่นกล่าวไว้เท่านั้นเอง มีพระพุทธเจ้ากับพระกัจจานะ แล้วก็ไถ่ถามกันเรื่องสัมมาทิฏฐิ นี่ก็สรุปให้ฟังข้อ 42 เป็นอย่างนั้น ข้อที่ 43 เนื้อเรื่องเป็นอย่างนี้พระกัจจานะ ทูลถามพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่า สัมมาทิฏฐิฯ อันนี้เป็นคำถามของพระกัจจานะ [43]พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความ มี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มีโลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปทานนั้น อันเป็นอภินิเวศและอนุสัยอันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตราของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกเมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฏฐิฯ พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้ารวบหัวรวบหางหมดเลย ถ้าฟังให้ดีแล้วเนี่ย ทั้งหมดนั่นแหละ แล้วบอกว่าแค่นี้แหละสัมมาทิฏฐิฯ [44]ดูก่อนกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ 1 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่ 2 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง 2 นั่นว่า เพราะอวิชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ … ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วย ด้วยการสำรอกไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ … ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ฯ พ่อครูว่า…ข้อต้นพูดถึงความมีกับความไม่มีแล้วนะ “ส่วนสุด” อันนี้ภาษาบาลีเรียกว่า “อันตาหรืออันโต” “ เพราะอวิชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ...” คือปฏิจสมุปบาททั้งหลายนั่นแหละ เพราะมีวิญญาณจึงมีนามรูป พอมีนามรูปจึงมีอายะ พอมีอายตนะจึงมีผัสสะ พอมีผัสสะจึงมีเวทนา พอมีเวทนาจึงมีปัจจัย...ไปเรื่อยๆจนพบชาติ “ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ …” พอวิญญาณดับนามรูปจึงดับ นามรูปดับอายตนะจึงดับ ผัสสะดับเวทนาดับ ดับไปจนกระทั่งหมดสายเลย เพราะฉะนั้นคำว่า “อวิชชา” คือ ความรู้ ความมีกับความไม่มี แล้วผู้ที่รู้ความมีกับความไม่มีนั่น ก็ยังรู้ความมีกับความไม่มีนั่นอยู่ แต่ไม่เข้าไปข้องแวะความมีกับความไม่มี ตนเองเป็นคนกลางๆ จิตทำจิตกลางๆแล้ว แล้วทำให้จิตนี้มันไม่ไปอันตา มันไม่ไปมีส่วน มีฝ่าย มีข้าง มีความสัมพันธ์ดึงดูดเกี่ยวข้องอยู่กับข้าง1อันตาคือกาม อีก1อันตาคืออัตตา ไม่เข้าไปมีทั้งอัตตาไม่เข้าไปมีทั้งกาม จึงเรียกว่าคนเป็นกลาง ท่านไปแปลว่าคำนี้ก็คือมัชฌิมา มัชเฌนะเนี่ย ท่านก็ไปแปลว่าสายกลาง ไปแปลเป็นทาง ตัวเองจริงๆ มัชเฌนะหรือมัชฌิมะแปลว่ากลาง คำเป็นกลาง ตัวกลางๆ จิตเป็นกลาง ขออภัย ท่านไม่รู้สภาวะที่ลึกซึ้งเหมือนกับท่านที่แปลว่ามัชฌิมาปฏิปทาแปลว่าทางสายกลาง มันก็ไม่ผิดแต่มันไม่ถูก มันทำให้เข้าใจผิดเลยไปเน้นทางสายกลาง ที่จริงจะเน้นก็ได้แต่ต้องอธิบายว่าเป็นทางปฏิบัติ เป็นวิธีปฏิบัติ ที่จะปฏิบัติเข้าไปสู่ความเป็นกลาง แต่พ่อไปเน้นทางสายกลาง ก็เล

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน