440729 ปฏิบัติธรรมไปตามลำดับ บรรลุไปตามขั้นตอน พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2544
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์32 KB
วันที่แก้ไข27 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

440729 ปฏิบัติธรรมไปตามลำดับ บรรลุไปตามขั้นตอน โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ก่อนฉันวันที่ 29 กรกฎาคม พุทธศักราช 2544 ณ พุทธสถานสันติอโศก

เจริญธรรม ทุกๆ คน…

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องของธรรมะของพระพุทธเจ้า หรือธรรมะของพระพุทธเจ้าที่มีบทปฏิบัติ มีแนวปฏิบัติให้มันคลุมๆ ครบๆ กันบ้างน่ะ ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 นี่นะ ตั้งแต่สูตรแรกไปเลย 13 สูตรด้วยกัน ทุกสูตรนี่จะมีแนวปฏิบัติไว้ทุกสูตรเลย ตั้งแต่พรหมชาลสูตร สูตรแรกไปจนกระทั่งถึงสูตรสุดท้าย แนวปฏิบัติเป็นอย่างไร แนวปฏิบัตินี้ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญาน่ะ ขยายความออกก็เริ่มต้นด้วย การปฏิบัติตอนแรกจะต้องรู้จักศีล รู้จักศีลขันธ์ทั้งหลาย เมื่อรู้จักศีลแล้วเราก็จะต้องรู้จักว่าศีลนั้นจะเอามาปฏิบัติอย่างไร

แต่ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้อธิบายในการปฏิบัติศีลอย่างไร อยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 เมื่อเอามาปฏิบัติแล้ว วิธีปฏิบัติจากศีลแล้วก็จะต้องเอามาปฏิบัติ เมื่อเริ่มปฏิบัติ คือต้องมีอินทรียสังวรแล้วก็มีสติสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้นตัวปฏิบัติก็คือศีล อินทรียสังวร แล้วก็สติปัฏฐาต 4 หรือสติสัมปชัญญะ เมื่อปฏิบัติแล้วก็จะเกิดสภาพเป็นผลทางรูปธรรม คือสันโดษ แล้วเกิดนามธรรม คือฌานและวิมุติ กับวิมุติญาณทัสนะ หรือวิชชา

ตั้งแต่ศีลไปจนกระทั่งถึงวิชชา ไล่ลงมาหมดนี่ นี่คือแนวปฏิบัติหลักสูตรปฏิบัติทั้งหมดของศาสนาพุทธน่ะ ตั้งแต่สูตร 1 ถึงสูตร 13 มีอยู่ทุกสูตร นอกจากว่าจะย่อ ว่าจะละไว้ในฐานที่เข้าใจ ฯลฯ ไว้เท่านั้นเอง แต่ถ้ายกมาแล้วทุกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้หมด แต่ว่าเอามาบันทึกในพระไตรปิฎกนี่ เขา ฯลฯ ไว้ ให้ไปอ่านจากสูตรนั้นสูตรนี้สูตรนั้นไว้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นสูตรที่จะบันทึกไว้เต็มก็มีสามัญผลสูตรที่จะบันทึกแนวทางปฏิบัตินี่ไว้ครบ ตั้งแต่ศีลจนกระทั่งถึงวิชชาครบถ้วน

อ่านต่อ

สูตรบางสูตรก็ไม่ครบน่ะ ก็บอกหัวบอกหาง ส่วนมากก็บอกหัว บอกศีล ก็บอกวิชชา นอกนั้นก็ใช้ ฯลฯ บ้าง บอกไม่ครบเท่าไร บางสูตร แต่ละสูตรๆก็มีนิทานของแต่ละสูตร หรือมีมีเนื้อหาแต่ละสูตรว่ามีเรื่องจะเจตนาจะอธิบายอะไร

สูตรแรกก็อธิบายทิฐิน่ะ ทิฐิทั้งหมด สูตร 2 ก็บอกว่านี่แหละทางปฏิบัติคือสามัญผลสูตร สูตรที่ 3 ก็มีนิทานเรื่องคนไม่ศรัทธาแล้วจะไปอย่างไรๆ แล้วก็มีอะไรต่างๆ นานาไป จนกระทั่งถึงสูตรสุดท้าย เอาละแต่ละสูตร อาตมาไม่ตั้งใจจะพูดถึงพวกนั้น แต่เจตนาจะพูดถึงเนื้อหา ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ คืออะไร อย่างไร ซึ่งพิสดารอธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขานี่ เป็นเรื่องพิสดารมาก ในเรื่องของศาสนาพระพุทธเจ้า ทุกคนจะต้องปฏิบัติเป็นสามัญ ยกเว้นคนที่มีบารมีแล้ว คนที่มีบารมีแล้วไม่มีอะไรมากหรอก ปฏิบัติก็ไม่ต้องมาก ฟังก็ไม่ต้องมาก อะไรก็ไม่ต้องมาก คนที่มีบารมีแล้ว ยิ่งยุคพระพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ จะเป็นพระอรหันต์ พร้อมที่จะเป็นพระอรหันต์แล้วนี่ โอ๊! ง่าย อะไรๆ ปฏิบัติเล็กๆ น้อยๆ ปฏิบัติ 3 วัน 5 วัน 8 วัน ปฏิบัติเดี๋ยวเดียวน่ะปฏิบัติ 2 ปี 3 ปี 7 ปี ยกไว้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เลย 7 ปียกไว้ อย่างน้อยเป็นพระอนาคามี สมัยนี้นี่ 700 ปียกไว้ ยังไม่ได้อะไรเลย สมัยนี้เจอแต่ละคนๆ แหม มันต่างกัน บารมีต่างกันน่ะ

เพราะฉะนั้นเราจะต้องอยู่ในสายสามัญ จะต้องปฏิบัติเป็นลำดับ สายสามัญเป็นลำดับ ลาดลุ่ม เหมือนฝั่งทะเลไม่มีโขลก ไม่มีลัดตัดตอน ไม่มี ศาสนาพุทธไม่มีลัดตัดตอน ต้องปฏิบัติไปตามลำดับน่ะ

เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามเจียมตัวว่าเรามาเกิดยุคนี้น่ะ เราก็จะต้องปฏิบัติไปตามลำดับ เราก็จะต้องรู้ว่าเราจะต้องเรียนรู้ให้ครบ ปริยัติก็ไม่เป็นปริยัติ แบบเรียกว่าอะไรละ ปริยัติอาพาธ ปฏิบัติอาเพศ ปฏิเวธอาภัพ แหมน่ะ

ปริยัติก็คือ คำสอนหรือว่าเรียนรู้พุทธพจน์นั่นแหละ เรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้านั่นปริยัติน่ะ เรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็เรียนรู้ให้ละเอียดๆ เรียนรู้ให้ครบๆ แล้วก็ไปปฏิบัติ ก็ปฏิบัติตั้งใจ ปฏิบัติต้องอุตสาหะวิริยะ จริงๆแล้วศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ยาก เป็นของลึกซึ้ง แต่เป็นของธรรมดามนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์ที่ บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้านั้น คือ มนุษย์ที่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าบรรลุไปแล้วบรรลุไปแล้วเป็นคนง่ายๆ เป็นคนสบายๆ เป็นคนไม่มีอะไรมาก เป็นคนไม่มียศมีเกียรติ ไม่มีเกี่ยงมีงอนไม่มีอะไร เป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย เป็นคนมักน้อย เป็นคนสันโดษน่ะ เป็นคนมีศีลเคร่งได้แล้วเป็นอัตโนมัติแล้ว ศีลมันมีในตัวแล้ว เป็นคนขัดเกลา เป็นคนมีศีลเคร่ง เป็นคนมีอาการที่น่าเลื่อมใส เป็นคนที่ไม่ต้องสะสมอะไรเลยน่ะ แต่เป็นคนขยัน ยอดขยันน่ะ เป็นคนขยันน่ะ นี่เป็นคนที่มีคุณลักษณะ 9 ที่อาตมาหยิบมาพูดอยู่ทุกวันนี้นะ

เริ่มต้นเราเริ่มต้นด้วยศีล ศีลนี่คือหลักเกณฑ์ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องมีหลักเกณฑ์ปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ใครไม่มีหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติเลยไม่ใช่พุทธ ทุกวันนี้พุทธแต่เฉพาะแต่ เอ๊อะ เขาว่าพุทธน่ะ ก็พุทธๆไปอย่างนั้นแหละ เขาว่าพุทธน่ะ พ่อแม่ว่าพุทธก็พุทธตามไปเฉยๆ แต่ไม่ได้รู้จักศาสนา ไม่รู้จักอะไรเลยในตัวเอง ในตัวเองไม่มีอะไรเลยในเรื่องความเป็นพุทธ มีแต่เรื่องสิ่งที่ค้านแย้งกับความเป็นพุทธด้วยซ้ำ เละเทะค้านแย้งกับความเป็นพุทธ เพราะฉะนั้นพุทธศาสนิกชนในประเทศไทย 90 กว่า% นี่ มีสิ่งที่ค้านแย้งกับความเป็นพุทธนี่ 180 มั้ง มี 90 กว่า % นี่มี 180 กว่า % มั้ง ค้านแย้งไปเลย มันถึงได้เป็นอย่างนี้ประเทศไทยน่าสงสาร ถ้ามีเนื้อหาของศาสนาพระพุทธเจ้าแล้ว ศาสนาพุทธนี่มีเนื้อหาโลกุตระ มีเนื้อหาเป็นอาริยะน่ะเป็น อาริยะ เนื้อหาเป็นอาริยะนี่หมายความว่าเป็นคนประเสริฐจริงๆ เป็นโลกุตระก็คือเหนือชั้นกว่าความเป็นโลก โลกก็คือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขไง โลกธรรม ทุกคนก็หลงใหลใคร่อยากได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ เสื่อมลาภก็ทุกข์ เสื่อมยศก็ทุกข์น่ะ นินนทาไม่ได้รับคำยกย่องสรรเสริญ ได้รับการตำหนิก็ทุกข์ ก็โกรธ ก็แค้น ไม่ได้เสพโลกียสุขก็ดิ้นรนแสวงหาค้นคว้าอยู่อย่างนั้นแหละนี่คือโลกธรรม 8 ธรรมดา

ศาสนาพระพุทธเจ้านั้นหลุดพ้นจากโลกธรรม 8 นี้ ที่เรียกว่าโลกุตระหลุดพ้นตั้งแต่รู้ว่าโลกธรรมนี่มันมีตั้งแต่หยาบๆ ระดับที่เสพโลกียสุขแบบอบายมุขน่ะ โลกต่ำๆ ก็เรียนรู้ว่า อ๋อ! นี่มันเป็นรสอัสสาทะ เป็นรสกิเลสนะนี่ ต่ำๆ แค่นี้ พวกเรานี่มีภูมิธรรม มีบารมีพอสมควรแล้ว ถ้าใครติดอบายมุขอยู่ อย่าง โอ้โห! นี่ดารากีฬามันมาตอนนี้นี่บ้า เลือดกันอยู่นี่ คนไปอัดยัดเยียดกัน 50,000 กว่าคน ตั๋วหมดขายหมดก่อนเลย พวกซื้อไปเพื่อที่จะขายเกินราคา เอาไปขายต่อ ซื้อเหมาหมด ตั๋วตีกันแย่งกันน่าดูเลย มีปลอมด้วย นี่คือความคลั่งไคล้ กีฬาเป็นอบายมุข ได้ยินไหม เป็นการเล่นไม่ใช่การจริง ไม่ใช่เรื่องจริงเลย เป็นเล่นๆน่ะ คนที่ยังติดสิ่งนี้อยู่ ยิ่งกว่าเด็ก เด็กนี่ติดการเล่นฉันใด พวกนี้ก็กีฬานี่ก็ยังติดอยู่ จะต่อให้หัวหงอกขนาดไหนก็ตามก็คือเด็ก ยิ่งกว่าเด็กน่ะก็ตัวเองโตแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองโต ยังไปดันติดไอ้สิ่งที่เด็กๆเขาติด มันไม่มีวุฒิภาวะอะไรเลยนี่

ตอนนี้นี่ก็คลั่งไคล้กัน แต่ก่อนนี้อาตมาก็ยังภูมิใจนะ คนไทยนี่ดาราก็ไม่คลั่งดารามันอกหัก มาเมืองไทย เมืองไทยไม่มีดาราไม่มีประชากรประชาชนไปเห่อต้อนรับกันสนามบิน ต้อนรับดารา เดี๋ยวนี้พูดไม่ได้แล้ว มันบ้าแล้ว มันไปแล้ว โอ้โห! ไปนอนเฝ้าตั้งแต่เช้าเลย อย่างนั้นจริงๆเลย เดี๋ยวนี้อาตมาน่ะหมดท่าเลย คนไทยนี่หมดศักดิ์ศรีแล้ว เรื่องการกีฬานี่จะทำลายบ้านเมือง จะทำลายสังคม แม้แต่ประเทศไทย โลกทั้งโลก มันจะทำลายโลกด้วย มันจะทำลายทำความฉิบหายให้แก่โลก ทำความฉิบหายให้แก่มนุษยชาติ กีฬานี่เป็นเรื่องอบายมุข ที่มันพวกนายทุนปลุกเร้า แล้วก็รับสมอ้างเอามาปรุงต่อ แล้วก็พยายาม คิดดูซิมันนายทุนมันมาที่นี่ มันปั๊มเสื้อของพวกไอ้ดารากีฬาขายกันโอ๋ย! โอ้โห! ตัวหนึ่งเท่าไหร่ หรือ 4,000 เสื้อตัวละ 4,000 มันปั๊มไอ้นั่นเข้าไปเอาเสื้อยืดมาปั๊มแล้วมันก็ขายกัน 4,000 ตัวหนึ่ง 4,000 คือพวกนายทุนนี่มันจะใช้โอกาสคนที่คลั่งไคล้แล้วก็อะไรต่ออะไรต่างๆพวกนี้ ฉวยโอกาสหาเงินหาทอง เป็นเหยื่อเขาไปหมดเลย นี่คือความฉิบหาย นี่คือเหยื่อ แล้วเราก็ถูกล้วงตับกินไส้ไป แล้วมันเศรษฐกิจอะไรละ พวกนี้ละมันหลอกเอาล้วงกระเป๋าเงิน เงินไม่ค่อยมี ไม่มีเงินไปซื้อตั๋วดูการแข่งบอล โดดตึกตาย ใครได้ข่าวนี้ยกมือขึ้น เขาออกข่าวทางหนังสือพิมพ์ เยอะแยะได้ข่าวโดดตึกตายจริงๆ แล้วมันบ้าไหมละ มันอะไรกันนักกันหนา

แต่พวกเรานี่ อาตมาก็ภาคภูมิใจในพวกเราชาวอโศกนะ บอกเอออยู่เหนือแล้ว มันเข้าใจแล้ว มันก็ไม่กระดี๊กระด๊าเต้น มันอาจจะมีกิเลสเล็กๆน้อยๆ ก็พอว่าเออๆดู ใส่ใจก็ดูเขาบ้าง สนใจเล็กๆน้อยๆ มันไม่ดูดดึงมันไม่ให้ไปบ้าอย่างนั้น มันไม่ไปบ้าอย่างนั้นกับเขาแล้ว นี่ก็เรียกว่ามันมันอ่อนจางลงมาแล้ว กิเลสมันอ่อนจางในความหลงใหลคลั่งไคล้เขา มันไม่ไปตามกระแสโลกีย์ ผู้ใดอยู่กับกระแสโลกีย์ผู้นั้นน่ะโลกีย์ร้อยๆ เปอร์เซ็นต์เลย เห่อตามแฟชั่น เห่อตามรสนิยม ค่านิยมอะไรไปนั่นน่ะ คือพวกที่เขาปั่นหัวไปได้เลย พวกนี้เป็นเหยื่อของสังคม เป็นเหยื่อตัว แหม พวกนายทุน พวกคนในสังคมเขาชอบมากแหละ เป็นเหยื่อเขา เขาจะสั่งให้ซ้ายหันขวาหัน เขาจะล้วงตับกินไส้ยังไงก็ ยื่นตับไปให้เขาล้วงเลยนะ ไม่ใช่ว่าให้เขาต้องล้วง เรายื่นตับไปให้เขาด้วยซ้ำ ให้เขาควักเอาง่ายๆเลยน่ะ คือมันโง่เง่า หมดความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีภูมิปัญญาอะไรเลยน่ะ

สรุปแล้ว เอาละอาตมาก็แหมมาแวะเสียนานน่ะ มันอยู่ในยุคพอดีอยู่ในยุคสมัยอยู่ในยุคกาลนี้น่ะ อันนี้ก็เตือนสติพวกเราพูดกันในพวกเรานี่ ย้ำเพื่อให้เกิดความแน่ใจให้ชัดขึ้น แล้วก็จะได้ค่อยๆพูด ระวังล่ะไปพูดข้างนอกๆเขา เดี๋ยวเขาชกปากเอาอาตมาเดี๋ยวหาว่าอาตมายุแหย่นะ ไปเที่ยวได้ด่าเขาแล้วด่าเขาแล้วเขา โดนของแข็งมาอย่ามาหาว่าอาตมายุแหย่นะ อาตมาไม่รับผิดชอบนะ ตัวใครตัวมัน อาตมาพูดให้เข้าใจเท่านั้นน่ะ

เรากำหนดศีลนี้ได้น่ะ กำหนดว่าเราศีล 5 นี่ เป็นศีลพื้นฐานของชาวพุทธทุกคน เพราะฉะนั้นชาวพุทธที่ไม่มีศีล 5 ไม่มีโสตาปัตติยังคะ โสตาปัตติยังคะ หมายความว่า องค์คุณของความเป็นโสดาบัน คือ ศีล 5 องค์คุณ เพราะฉะนั้นผู้มีศีล 5 หรือมีศีลอันเป็นอาริยะ นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจนเลย ในนี้แหละในสามัญผลสูตรนี่แหละน่ะไปอ่านดูในสามัญผลสูตร สูตรอื่นก็มี ถ้ากล่าวถึงวรรคนี้ กล่าวถึงการพยายามปฏิบัติให้มีศีล พอศีลปฏิบัติศีลขึ้นมา ก็จะปฏิบัติมีสำรวมอินทรีย์ มีสติปัฏฐาน ปฏิบัติเสร็จแล้วก็จะละจะลดลงไปได้ จนกลายเป็นคนสันโดษ กลายเป็นคนมักน้อยสันโดษ ปวิเวกะอสังสัคคะ วิริยารัมภะนี่แหละ ถ้าเอามาก็เอามาทั้งหมวดนี่แหละ มันจะมีการมักน้อยแล้วก็สันโดษ แล้วก็จิตใจก็สงบ แล้วก็ไม่ไปหลงแล้วสวรรค์ บ้าๆบอๆ โลกๆนั่นไม่ต้องไปคลุกคลีเกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่าเราจะไปคลุกคลีด้วย เราก็ไม่ติดไม่ยึด เราก็ไม่ดูด เราจะอยู่ได้ คนมันเปิดบอล เปิดกีฬาอะไรเต็มครืนๆ อยู่ข้างๆกุฏิอาตมานอนอยู่นั่น มันแข่งอะไร มันเปิดโครมๆ ดีไม่ดีเจี๊ยวจ๊าวน่ะ กินเหล้ากันด้วย เขาก็เอิกเกริกกัน อาตมาก็ไม่ได้ไปอะไรเขา เขาก็ว่าของเขาไป เราก็ไม่ได้ไปว่าเขาหรอกนะ เขาทำก็คือเรื่องของเขา เขาไม่เกรงใจ ก็จะไปทำยังไงได้ เขาก็มีสิทธิ์อิสรเสรีภาพ จริงๆผิดกฎหมายบ้างอยู่เหมือนกัน แต่ว่าก็เอาเถอะ มันหาเรื่อง ก็ไม่ได้เรื่องหา เรื่องมันก็มีเรื่องไม่เข้าท่า เขาก็ว่าของเขาไปเราก็วางใจเราน่ะ เราก็อยู่ได้ เขายั่วยวนยังไงเขาก็ยั่วยวนไป เขาจะไปปลุกเร้ายังไงก็ปลุกเร้ากันไป กิเลสไม่ขึ้น นั่นเรียกว่าเรามีอินทรีย์พละของเราแล้ว

เพราะฉะนั้น ปฏิบัติแล้วเสร็จคนนั้นก็จะเป็นคนมักน้อยสันโดษ ใจมันจะหยุดได้ ใจมันจะพอได้ มันจะไม่ไปเที่ยวได้เกิดกิเลสเกิดฟูเฟื่อง เกิดอะไรต่ออะไรขึ้น เหมือนอย่างกับที่คนที่ยังกิเลสยังมี มันจะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นในเรื่องหยาบๆ ต่ำๆง่ายๆ ที่โลกเขามอมเมากัน เขาหลงใหลติดยึดกันอยู่ อย่างที่เป็นอยู่นี่ เราก็จะเห็นได้ว่าเราหมดรส หมดรสอัสสาทะอันนี้หมดรสแบบนี้ เพราะฉะนั้นในศีลอันเป็นอาริยะอินทรียสังวรอันเป็นอาริยะ ท่านใช้คำว่าเป็นอาริยะเลยนะ พอปฏิบัติแล้วจะเป็นอาริยะที่จริงในพระไตรปิฎกท่านใช้อริยะ แต่อาตมาจะไม่ใช้คำว่าอริยะแล้ว เพราะมันฟั่นเฝือแล้ว อาตมาใช้คำว่าอาริยะ แทนคำว่าอริยะ แทนคำว่าอารยะ ในความหมายที่อาตมากำลังหมายว่าเป็นของพระพุทธเจ้า ในความหมายที่เป็นความประเสริฐแบบพระพุทธเจ้าเป็น คือเป็นโลกุตระ อาริยะนี่เป็นโลกุตระ เดี๋ยวนี้อริยะนี่เขาไปใช้กับพระอะไรๆเยอะแยะเลย พระโอ้โห! เก่งปลุกเสกพระอริยะนี่ปลุกเสกเป็นทุกคนเลย ปลุกเสกเก่งขลังของปลุกเสกพระเครื่องทั้งนั้นเลย เครื่องรางของขลัง พระอริยะในประเทศไทยนี่ปลุกหมด ไม่ละเว้นสักองค์ ปลุกเสกทุกองค์น่ะ พระอริยะที่เขาบอกเป็นอริยะ แล้วลงหนังสือหนังหากันเยอะเลยนี่ นี่พระอริยะโอ้โห! นี่ ของภาคเหนือภาคใต้ภาคอีสานภาคอะไรเยอะ พระอริยะตอนนี้หนังสือพิมพ์ขายกันเต็มเลย พระอริยะบานตะโก้เลย

อาตมาก็ว่ามันฟั่นเฝือเต็มทีแล้ว อาตมาไม่ใช้ด้วยแล้ว คำว่าอริยะ เพราะการเป็นอริยะแบบนั้นไม่เอา อาตมาจึงเหลือกมาใช้คำนี้ คนก็ทักท้วง มันไม่มีในพจนานุกรม เอ้า! ไม่มีน่ะสิ ก็ตั้งคำใหม่ขึ้นมา จะไปมียังไงเล่า ก็คำนี้ตั้งใหม่ขึ้นมาแต่มันมีรากศัพท์มา มาจากคำว่าอริยะ มาจากคำว่าอารยะนั่นแหละ มีคำแปลว่า ประเสริฐ แต่ไม่ใช่ประเสริฐอย่างที่คุณเป็นแล้ว คุณจะประเสริฐอย่างที่คุณเข้าใจก็เรื่องของคุณแล้ว เราก็ยกให้ เราไม่แย่ง คุณก็เอาไปอริยะคุณก็เอาไป อารยะคุณก็เอาไปของเราตั้งขึ้นใหม่ว่าอาริยะ แล้วเราก็ทำความเข้าใจกันเอาเอง คุณพยายามทำความเข้าใจกับเราให้ได้ก็แล้วกันน่ะ แล้วเราก็ใช้กันรู้ว่าอริยะของเราเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอาตมาจะใช้คำว่าอาริยะ ในพระไตรปิฎกยังใช้คำว่าอริยะอยู่ ซึ่งมันยังไม่ฟั่นเฝือแต่เดี๋ยวนี้มันฟั่นเฝือแล้ว อาตมาไม่เอาด้วยน่ะ ซึ่งหมายความถึงความเป็นโลกุตระ นั่นแหละ เป็นมนุษย์อีกชนิดหนึ่ง เป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือโลกียะจิตหลุดพ้นจากโลกียะ นั่นคืออาริยะ

เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติศีลอันเป็นอาริยะ ปฏิบัติอินทรีย์สังวรอันเป็นอาริยะปฏิบัติสติสัมปชัญญะจนสติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ ปฏิบัติจนสันโดษเป็นอาริยะ แม้ฌานก็เป็นฌานแบบพุทธ เป็นฌานอันเป็นอาริยะนี่แหละ ไม่ใช่แบบโลกๆเขาเป็น ปฏิบัติอย่างไร เมื่อคุณสมาทานศีล 5 คุณก็ต้องรู้ความหมายว่าศีล 5 ว่าคืออะไร 1.ไม่ฆ่าสัตว์ 2.ไม่ลักทรัพย์ 3.ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร 4.ไม่พูดปด 5.ไม่ติดยึดในอบายมุข คุณจะเอาแต่ไม่ติดเหล้าแค่นั้นนี่อาตมาว่ามันง่ายน่ะ ไม่ติดเหล้าแค่นั้นมันน้อยไป ที่จริงก็คือความเมานะ ความเมาจะเมาในระดับสุรา เมาในระดับ เมรยะ เมาในระดับมัชชะอะไรก็เมาเป็นความเมาในระดับหลายขั้นหลายขีดน่ะ ท่านไม่ได้อธิบายกัน อาตมานี่แหละมาอธิบาย สุราก็ตามเมรยะก็ตาม มัชชะก็ตาม มันแปลว่าเมาได้ทั้ง 3 เมานั่นแหละน่ะ จะแปลสุราเป็นน้ำเมาเลยก็ว่าไป เมรยะก็แปลว่าน้ำเมาด้วย มัชชะก็แปลว่าน้ำเมาด้วยก็เลยแหม พระพุทธเจ้าก็เลยติดอ่างน่ะ สุราเมรยะ มัชชะ ปมาทัฏฐานา เวรมณีก็หมาย ความว่า ก็ละเว้นจากน้ำเมา น้ำเมา น้ำเมานะ เขามีทั้งสุรา ทั้งเมรยะ ทั้งมัชชะ ใช่ไหม มีทั้ง 3 เมาก็เลยติดอ่างสิไม่เข้าท่าน่ะ มันก็ควรจะหมายให้ว่า เออ สุรา แล้วสุรามันน้ำเมาอย่างไร หรือลักษณะเมาอย่างไร เมรยะเมาอย่างไร มัชชะเมาอย่างไรอย่างนี้เป็นต้น พอแยกศัพท์ไปมัชชะเขาก็แปลว่าเมาเหมือนกันน่ะ แล้วก็ความหมายขยายไปเยอะเหมือนกันนะ มัชชะนั่นเมาในนามธรรมอะไรก็เยอะแยะก็อธิบายอยู่ แต่พอไปอยู่ในศีล 5 ดันแปลว่าน้ำเมาอยู่ตัวเดียวนั่นแหละ แหมมันเป็นยังไง พอแยกศัพท์ไปแปลเมามัชชะก็แปลว่าเมาอะไรได้ลึกซึ้งดีเหมือนกัน สุราจะไปแปลว่าน้ำเมาก็แปลไป เอาละก็แปลว่า เราต้องรู้ว่าเราไปเมาอะไรนั่นแหละ ตั้งแต่วัตถุดิบเป็นวัตถุหยาบไปจนกระทั่งถึงนามธรรม นี่ขยายความของศีลข้อ 5 เท่านั้น

ทีนี้เมื่อคุณมีศีลนี้แล้ว เอ้า คุณก็ตั้งเอา อย่างเด็กนักเรียนของเรานี่ ไม่ให้ไปเมาอะไรรู้ไหม ไม่ให้เมาลูกกวาดน่ะ ไม่ให้เมาไอติม เอาละเว้นเวรมณี ไอติมเวรมณี ท็อฟฟี่เวรมณีน่ะ ไม่กินท็อฟฟี่ ไม่ให้กินน้ำอัดลม น้ำอัดลมเวรมณี น่ะ งดเว้นน้ำอัดลม งดเว้นแล้วก็ให้เด็กถืออย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็รู้ว่าเราจะงดเว้น พวกนี้มันเมา มันมอมเมาเราน่ะ เพราะฉะนั้นพวกคุณจะมอมเมาอะไร อย่างผู้หญิงนี่ เขามอมเมาน่ะจะไม่ใช้ส้นตึกเวรมณีน่ะ ว่าอย่างนั้นนะ ส้นตึกเวรมณี คุณก็เวรมณีเองสิ ก็แล้วแต่จะตั้ง ใครติดอะไรละมันก็ติดบางคนติดเสื้อ บางคนติดชอบตุ้มหู บางคนชอบแต่งตรงนั้นแต่งตรงนี้อะไรก็แล้วแต่เถอะ ละเว้นเอา มันหลอกมาขายมากกว่ามากเลย ผู้หญิงนี่มอมเมาน่าดูเลยน่ะ ไม่รู้อะไรขี้หมาทาสี อาตมาใช้สำนวนนี้บ่อย เอาขี้หมาทาสีมาขายก็ซื้อซื้อมาแปะมาติดอย่างนั้นละ ทั้งๆที่ขี้หมาทาสีแท้ๆนะ ถูกเขาหลอกไปสารพัดสาระเพ ก็ขี้โคลนจากน้ำอะไรก็ไม่รู้ เอามาก็มาใส่น้ำหอมใส่น้ำมันหน่อย ปรุงไม่ให้มันแห้งไวใส่ตลับขาย ตลับละ 5,000 ซื้อเอามาทาหน้า ขี้โคลนจริงๆนะ ขี้โคลนจริงๆนี่แหละ ดิน จากดินขี้โคลนนี่ แล้วเขาก็เอามาปรุงแต่งนิดหน่อยใส่ตลับ ตลับเท่านี้ 5,000 ซื้อได้แล้วมาทา ทาไปดีไม่ดีหน้าแหกน่ะ เขามาใส่สารเคมีด้วย บางทีมันก็เอามาปรุงสารเคมี ใส่เพิ่มเข้าไปด้วยอะไรอย่างนี้ เอาละ วิเคราะห์วิจารย์ก็ว่าไป

เอ้า ทีนี้อธิบายเนื้อหา เอามาปฏิบัติ เมื่อมีศีลแล้ว เราต้องสังวรของเราแล้วว่าเราจะอย่างนี้นะ อาตมาแยกไว้ให้แล้วนะว่า ใครจะเป็นของใครของมัน คุณจะเวรมณีอะไรคุณก็ว่าไป ศีล ข้อ1.คือจะเอาความหมายว่า 1. นี่ละท่านหมายให้ไม่ไปละเมิดความโกรธโทสมูลข้อ 1. นี่ เพราะฉะนั้นคุณจะเอาขนาดไหนละ มันจะอำมหิตมันจะโหดร้ายขนาดไหน คุณก็ตั้งเอา เราจะไม่ฆ่าสัตว์เราจะไม่ทำร้ายนะ เราจะไม่พยาบาทกันคนนั้นคนนี้ เราจะวางแล้วนะ เราจะเลิกพยาบาทคนนี้ จะอโหสิ จะไม่ไปทะเลาะกับคนนั้นจะไม่อันนี้ จะระมัดระวังปาก จะระมัดระวังหมัดมวย จะระมัดระวังมือแหมมันเร็วเหลือเกิน จะระมัดระวัง เอ้าใครมือไวๆ ตีลูก เดี๋ยวพัวะๆ ก็เวรมณีของตัวเอง อันหนึ่งก็คือไปทำร้ายคนอื่นเขา อันที่ 2 ก็คือไปโลภเอาของเขามาเป็นของตัวมากไป

เพราะฉะนั้นจะโลภขนาดไหนคุณก็ตั้งเอาเอง ศีลข้อ 2 ศีลข้อ 3 ราคะเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงผู้ชาย เอาก่อนก็ได้ แต่ที่จริงราคะหรือกามนี่มันมีไปกระทั่งถึง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพราะฉะนั้นคุณจะตั้งเอาขนาดไหนก็ตั้งเอา เอาละผัวเดียวเมีย เดียวก็ว่าไป หรือคุณจะตั้งกามคุณ 5 อีก เอาละจะลดรูป ลดกลิ่น ลดสี ลดเสียง อะไรน่ะ ตาหูจมูกลิ้นกาย คุณก็ตั้งเอา แหม เราติดไอ้นี่ เราติดเรื่องทางตา สวย แหมมันชอบสวย ไอ้นั่นก็สวย ไอ้นี่ก็สวย สวยไปหมดเลย มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ คุณก็ตั้งว่าไม่เอาแล้วไอ้นี่มันพอแล้วอย่างนี้ มันก็ไร้ประโยชน์ มันเปลือง มันประดับประเทืองเฉยๆ อันนี่เสียงไพเราะอย่างโน้นไพเราะอย่างนี้อะไร ติดเสียงอันนั้นอันนี้ก็ลดเอา หรือแม้แต่กลิ่น โอ้โห! น้ำหอมสารพัด เอ้าก็ใครก็ว่าไปน่ะ เรื่องรสทางลิ้น เรื่องกายสัมผัส อะไรก็แล้วแต่ นี่ก็คือรายละเอียดของศีล

เพราะฉะนั้นอะไรที่เหมาะ ตัวนี้เรียกมัชฌิมา เอาให้เหมาะสมตัวให้พอเหมาะพอดีตัว แล้วมันจะเป็นประโยชน์ในการที่จะ เวลาเราไอ้นี่มันสะดุด สัมผัสแล้วนี่เราเอ๊ะ เรามีศีลแล้วนะ เราสมาทานศีลข้อนี้แล้ว เราจะไม่เอาแล้วนะ เราจะเห็นกิเลสของเรา มันจะเป็นโทสมูล มันก็จะเกิดถ้าเราตั้งน่ะ ว่าอันนี้เราจะอโหสิแล้วนะ เราจะไม่เอาแล้ว เราจะไม่ทำอย่างนี้แล้วนะ เราจะไม่ไปเที่ยวได้เจอคนนี้แล้วก็ไม่ได้หรอกจะต้องแว้ดๆ ต้องด่ากันจะต้องตบกัน ไม่เอาแล้วนะอะไรอย่างนี้ คุณก็ว่าไป คุณลดเอาเองน่ะ หรือว่าราคะก็ตาม หรือว่าวจีกรรมก็ตาม คุณก็จะไม่เอาแล้ววจีกรรม ขนาดนั้นขนาดนี้คุณก็ตั้ง เสร็จแล้วพอถึงเวลามันจะเกิด แหม นี่มีเหตุมีปัจจัยมีเชื้อจะให้มายั่วให้เราเกิดนี่เราก็ต้องสังวร อ่านกายวาจาและอ่านใจ การปฏิบัตินี่คือสำรวมอินทรีย์เพราะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง อินทรียสังวร แล้วคุณต้องมีสติสัมปชัญญะ มีสติปัฏฐาน 4 มันจะปฏิบัติรวมกันไปหมด พร้อมกันเป็นองค์รวม ไม่ใช่ว่าไปแยกศีลก็อย่างหนึ่ง สำรวมอินทรีย์ก็อย่างหนึ่ง สติสัมปชัญญะก็อีกอย่างหนึ่ง สันโดษก็อีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่รวมกันหมดเลยเป็นองค์รวม ปฏิบัติแล้วคุณก็ลดได้เรื่อยๆ ใจคุณจะพอมาเรื่อยๆ สันโดษคือใจพอ ใจมันก็จะละจะปล่อยจะวางมาเรื่อยเป็นอาริยะ สันโดษเป็นอันอาริยะ สติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะน่ะ อินทรียสังวรก็เป็นอาริยะ ศีลก็เป็นอันเป็นอาริยะไปหมดด้วยน่ะ

เพราะฉะนั้นปฏิบัติในขณะปฏิบัตินี่ คุณปฏิบัติเรียนรู้ใจตนเองได้ พอกระทบสัมผัสแล้วคุณก็อ่านใจตัวเองเป็น พอมันเกิดกิเลส คุณก็วินิจฉัยได้ โอ๊! อ่านออก อ่านญาณของคุณนั่นแหละ รู้ของตนเองว่า โอ้โห! นี่เรากำลังอาการตั้งศีลข้อนี้นี่มันกำลังเกิดเลยนี่ เราจะเวรมณี มันไม่เวแล้วตอนนี้ มันจะเอาแล้ว มันจะเอาแล้วน่ะ เราอ่านมันออกเราก็ต้องพยายามน่ะ จะสมถะวิธีหรือวิปัสสนาวิธี คุณก็สู้ ลด ในขณะที่คุณกำลังสู้กำลังทำใจของคุณให้ลดจากนิวรณ์ กิเลสพวกนี้ นิวรณ์จะเป็นกาม เป็นพยาบาท เป็นอะไรก็แล้วแต่ นี่พวกนี้นิวรณ์ 5 นี่ คือกิเลสตัวรากเหง้า คุณกำลังสู้ ลดๆ นั่นละ คือคุณกำลังปฏิบัติให้เกิดผล ให้เป็นฌาน กำลังเพ่งรู้แล้วเพ่งเผา กำลังเพ่งรู้แล้วเพ่งเผา คุณก็พยายามทำลายกิเลส กำจัดกิเลส นั่นละคือเผา เรียกง่ายๆ ก็เผา ใช้ศัพท์ ท่านใช้คำว่าฌานะ เผา กำลังทำลายให้เกิเลสมันลดได้ ถ้าคุณรู้ว่า โอ้โห! เราชนะ เราทำลายได้ฌานของคุณก็ดีขึ้นๆ สิ่งที่แวดล้อมอยู่ทั้งหมด ทั้งการประสบทางตาหูจมูกลิ้นกายใจในขอบข่ายของศีลของแต่ละคน ตามฐานะ ใครจะได้สูงได้เตี้ยขนาดไหน อธิศีลขนาดไหน ก็เรื่องของคุณแต่ละคน เรียกมัชฌิมา

เสร็จแล้วคุณก็ปฏิบัติได้ผล เป็นฌานไปเรื่อยๆๆๆ จนจะแข็งแรง ได้ ชั่วคราวก็เป็นขณิกสมาธิ ได้เก่งขึ้นก็เป็นอุปจารสมาธิ มันตั้งมั่น อธิจิตมันตั้งมั่น อธิจิตก็คือทำจิตให้แข็งแรง ด้วยการปฏิบัติศีลสมาธิปัญญานี่ ก็จะเกิดการจางคลายละเว้นไปเรื่อยๆ วิมุติ ไปหานิโรธ ไปหาวิมุติไปเรื่อยๆ จะเป็นการดับกิเลสไปเรื่อยๆไปเป็นฌาน ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 อะไร อาตมาคงจะไม่มีเวลาที่จะอธิบายรายละเอียดหรอกพวกนี้นะ ถ้าใครไปอ่าน อีคิวโลกุตระ อาตมาเขียนไว้ละเอียดพอสมควรในการอ่าน ในการเรียนรู้ว่าองค์ฌานเป็นอย่างไร ฌาน 4 เป็นอย่างไร อรูปฌานเป็นอย่างไรไปอ่านในหนังสือนั้น อ่านหลายๆเที่ยว มันอาตมาเขียนก็ยังเขียนยากเลย แล้วพวกคุณอ่านจะไม่ยากได้ยังไง เพราะว่าอาตมากว่าจะพยายามเขียนออกมาให้เป็นภาษาที่สื่อกันพอรู้เรื่องนี่ไม่ง่าย โอ้โห!

เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติของพระพุทธเจ้านี่ คืออย่างนี้แหละ จนกระทั่งคุณเกิดปัญญาญาณอันที่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งต่างๆ เรียกว่าปัญญา ปัญญาทั้งหมดมีอยู่ 9 ตั้งแต่ฌานไป ฌาน ญาณทัสสนะ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์หรือทิพยโสต เจโตปริยญาณน่ะ แล้วบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ มี 9 วิชชา วิชชา 9 เริ่มต้นปฏิบัติฌานไปก็จะเกิดปัญญาซ้อนเห็นไปหมด ตั้งแต่คุณเข้าใจเรื่องของศีล โดยปริยัติ เป็นสุตมยปัญญา หรือเป็นจินตามยปัญญา ทำความเข้าใจแล้วก็เอาไปปฏิบัติ พอปฏิบัติเกิดผลได้ผลดีขึ้นมาอย่างไร คุณก็จะมีภาวนามยปัญญา คือปัญญาเห็นผลของการปฏิบัติ ภาวนาแปลว่าการทำให้เกิดผล พอเห็นผลขึ้นมา ญาณคุณก็อ่านรู้เห็นว่า เออ มันได้วุ้ย ได้ดีไหม อันนี้ได้ดีแข็งแรงขึ้น แหมสู้มันหนัก มันกลับมาอีก กลับมาสู้อีกน่ะ ชนะกันอย่างเด็ดขาดขึ้นไปเรื่อยๆ เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ อะไรคุณก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง

ในฌานก็มีปัญญาประกอบ และรู้รายละเอียดเพิ่มขึ้น คือญาณทัสสนะหรือวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาญาณคือญาณที่รู้ในการปฏิบัติต่างๆ เข้าใจว่า อ๋อ! อันนี้คืออันนี้ เราสมาทานศีลขนาดนี้ อันนี้มันอยู่ในข้อ 1 อันนี้มันอยู่ในข้อ 2 อันนี้มันอยู่ในข้อ 3 นี้อยู่ในข้อ 4 นี้อยู่ในข้อ 5 อ้อ เราสมาทานแล้ว แล้วเราก็เกิดกิเลส แหมวันนี้เกิดกิเลสข้อ 5 เยอะหนอ วันนี้เกิดกิเลสข้อ 3 เยอะวันนี้เกิดกิเลสข้อ 1 เยอะ วันนี้เกิดกิเลสเยอะหลายข้อ ญาณปัญญามันจะเห็น แล้วคุณปฏิบัติมีวิปัสสนาญาณ รู้แจ้งเห็นจริงในขณะที่ปฏิบัตินี้ วิปัสสะนั่นมันแปลว่าเห็น เห็นด้วยญาณทัสสนะ ด้วยตาทิพย์ มองเห็นอ่านออกเป็นนามธรรม

ธรรมในธรรมออกอ่านออก แล้วคุณก็สัมมัปปธานน่ะ เกิดการสังวร แล้วก็เกิดการปหาน เกิดการทำลายหรือกำจัดลงไปได้เรื่อยๆ จนเกิดผลเรียกว่าภาวนาปธานมีผลเกิดขึ้นมาเรื่อย คุณก็เห็นผลไปในตัว การทำให้กิเลสลดลงได้ เราเรียกว่ามโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ มโนมยิทธินี่คือมีฤทธิ์ทางใจ มโนมยะ อิทธินั่นแหละ เรียกว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน