440807 ตอบเรื่องบาป-บุญที่พิสูจน์ได้(ภาษาอีสาน) โดย พ่อท่าน ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2544
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

ตอบเรื่องบาป-บุญที่พิสูจน์ได้ (ภาษาอีสาน) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ชุมชนราชธานีอโศก เมื่อ 7 สิงหาคม 2544 ถาม : อยากทราบว่าการทำบุญหาผู้ตาย ใครคือผู้ที่ได้รับผลบุญนั้น ? ตอบ : ทำบุญไปหาผู้ตาย ตอบเทื่อใด๋ ก็แม่นม่วนเทื่อนั่น แต่ว่าอาตมาซิตาย เพราะว่าทางเถรสมาคมเพิ่นซิเอาอาตมาตาย ไปพังโรงเขานะนา ไปตีหม้อข้าวหม้อแกงเขาทิ่ม มันได้เงินได้คำติล่า มันได้กินได้ใซ้กับแนวนี้ มา มาเฮ็ดบุญ ส่งไปให้พ่อแม่ผู้ตาย ปู่ย่าตายาย เขียนซื่อไปส่งไปให้ ผู้ได้รับน่ะ มันเป็น พระ ผู้ตายบ่ได้ดอก แฮงให้หลายเท่าได๋ ผู้ได้รับก็อยู่นี่ละ นั่งอยู่นี่ละ ถามว่าไปถึงผู้ตายบ่นี่ ผู้ได๋ได้รับ ผู้นั่งอยู่นี่ รับ พ่อ อีพ่อมัก มักซกเล็ก ตายไปก็เฮ็ดซกเล็กมา เอา มาถึงก็มาถวายพระ พระก็ซัดซกเล็ก โอ้ ดีโว้ย เฮ็ดแซบแท้ ๆ เสร็จแล้วก็เอาหยาดน้ำ ยถาวารีวาหาปุราปาริปุเรนติสาขะลัง เอวะ เมวะ ถามว่าซกเล็กออกจากท้องพระไปหาพ่อผู้ตายหรือบ่ ฮือ ไปบ่อ บ่ต้องไปเว้าว่าไปหรือบ่ไป ถามว่าผู้เป็นพระนะนานี่ อาสาว่าสิส่งซกเล็กไปให้พระนี่ ถามว่าพระผู้นั่นฮู้บ่ว่าพ่อตายไปนี่ไปอยู่นรกซอยแปด บ้านเลขที่ 15 หรือว่าไปอยู่ซอยสวรรค์บ้านเลขที่ 2 บ้านอยู่ไส ตายไปแล้วไปอยู่ไส พระนั่นฮู้บ่ว่าผู้ตายไปอยู่ไส เป็นนายไปรษณีย์อย่างซี้ไปส่งถืกนะ ส่งไปให้ อวดดีปานนั้นนะ ฮู้อย่างได๋ว่าผู้ตายอยู่ไส ส่งไปให้จังได๋ หลอกกันมาตั้งแต่เก่าแต่กี่ เนี่ยมาหลอกกินหลอกใซ้ ผู้ได้บุญก็คือผู้ทำทาน เอาเถอะจะเอาไปถวายพระก็ได้บุญ ได้บุญก็ผู้เอาไปถวายพระนั่นแหละได้บุญ เป็นทาน บ่แม่นบ่ดี เอาไปถวายพระบ่แม่นบ่ดี ก็ดี แต่อย่าศุ้หลอกกันว่าเอาไปให้ผู้นั่นผู้นี่ มันบ่ไป มันบ่ไปแท้ ๆ แฮ้งเอาอาหารการกิน เอาเสื้อผ้าหน้าแพร เอาไปทำบุญกับพระ เพิ่นเอาจีวรไปให้ อันพ่อเฮาเพิ่นบ่แม่นพระ

อ่านต่อ

แล้วเอาจีวรไปให้จังได๋ละ พระไปห่มจีวร พ่อเฮาบ่ได้ห่มจีวร แล้วเอาไปถวายพระ เนี่ยแล้วมันก็เลอะเทอะ แฮงเป็นแนวเจ๊กแนวจีนนั่นนา เฮ็ดเป็นกระดาษ เอามาเผากงเต็ก เอามาเผาละนี่รถเบ็นซ์ มาเผาแล้วก็เอามาส่งมาให้พ่อแม่ตาย มันหลออกกันขนาดคัก ๆ ของบ่แม่นอีหลีก็โบท่อนั่น ยังแถมมาเผาเป็นขี้ผงไปอีก เผาเป็นขี้เถ้าอีก เอ้ามันก็เฮ็ดกันอยู่อย่างสั้นหละ ผู้ได้ก็คือผู้เฮ็ดมาขายนั่นละ ขายบ่ถืกแด๋ แพง ๆ ซ้ำ หลอก เซื่อกัน ผู้มีเงินมีคำ ลางเทื่อนี่ กงเต็กนี่ซื่อมาเป็นล้าน ๆ บาทเด๋ เป็นล้าน ๆ บาท เอามาเผาทิ่มแล้วก็ส่งไปว่าสั้น โอ้ยผู้ขายมันก็นอนยิ้มเลย ซื้อเป็นล้าน ก็ซื้อไปจากฮ้านมัน มันเฮ็ดขาย เฮ็ดกระดาษ เฮ็ดอีหยัง ๆ ขายนะนา เอ้าเว้าแล้วแฮ้งม่วนเรื่องนี่นา มันบ่ไป ทำบุญไปหาผู้ตาย มันเป็นการแสดงออกทางจิตวิทยาหรือว่าทางสังคมศาสตร์แนวหนึ่ง ว่าเออให้ฮู้จักบุญจักคุณพ่อแม่ผู้ตาย ก็ดีอยู่ ระลึกถึงพ่อแม่ผู้ตายก็ดี แต่ว่าก็ต้องฮู้ คนเฮาต้องฮู้ว่าฮู้จักว่าเลี้ยงลูกให้อู้จักโต เลี้ยงพ่อแม่ให้ฮู้จักตาย เลี้ยงลูกให้ฮู้จักโต โอ้ยมันโตมันใหญ่แล้วซิไป เฮ้ยอีน้อย ลางเทื่อลูกนี่มันก็เป็นอธิปดีแล้ว แม่ก็ยังบอกโอย บักหล้า โอ้ คือบ่ฮู้ทีบหยังเลย ก็ยังไปวนไปวุ่นอยู่กับไอ้ลูกมันใหญ่แล้วแด้ละ เลี้ยงลูกให้ณู้จักโต เลี้ยงพ่อแม่ให้รู้จักตาย พ่อแม่ตายก็คือตาย ตายไปแล้วก็ตามบุญตามกรรมพ่อแม่ ตั้งแต่พ่อแม่เป็น ๆ นี่ละ ให้พ่อแม่ได้เฮ็ดบุญ เฮ็ดทาน เฮ็ดสิ่งที่ดี ให้ได้ศึกษา ให้ได้อย่าไปสร้างกิเลสใส่โต แนวนี้มันจั่งซิดี หาทางครันฮู้ว่าพ่อแม่ ซ่อยพ่อแม่ให้ได้ฮู้จักทางสวรรค์ อย่าสู้ไปหาทางช่อยพ่อแม่ให้ไปแต่ในทางสร้างหม้อนฮกอีหยังให้โตเอง แนวนี้เป็น ๆ นี่ซ่อย ซ่อยเหลือพ่อแม่นี่ อันนี้เอา แต่ตายแล้วก็ตาย ตายแล้วก็ตาย ไปตามบุญตามกรรม บาปบุญนั่นละเป็นโตพาเกิด กรรมโยนิ กรรมพันธุ กรรมปฏิสรโณ กรรมโยนิหมายความว่ากรรมนี่แหละ บาปกรรม บุญก็ตามบาปก็ตามก็เป็นกรรม กรรมนี่ละพาเกิด ซิไปเกิดเป็นบุญเกิดเป็นบาปก็ไปแล้วแก้ไขบ่ได้ บ่มีได้ ซิบอกว่าเอา พ่อแม่ตายไปแล้วมีบาปไปหลาย เอ้ามาทำบุญกับพระ พระก็เฮ็ดให้พ่อแม่นั่นเปลี่ยนแปลงบาปน้อยลงได้บ่เอ้า คึดเบิ่งดู๋ ได้บ่อ เปลี่ยนแปลงได้บ่ พ่อแม่มีบาปมีบุญเองเฮ็ดเอง โตเองเป็นกรรมของตนเอง เฮ็ดบาปไว้แล้ว ตายไปแล้วก็มาบอกทางนี้ผู้เป็นลูก ทางนี้ก็บอกเอ้ามาทำบุญกับพระกับเจ้า อ้าว เอาละนี่ ส่งบุญไปให้พ่อแทน เพราะว่าพ่อตายไปนี่เฮ็ดบาปหลาย ลูกก็เลยเอ้า เอามาทำทาน ทานให้พระนี่นะ แล้วก็พระบอกว่าพระนี่ส่งบุญ ส่งอย่างใด๋เอ้าส่งบุญ ส่งอย่างใด๋ ส่งบุญไปให้พ่อแม่ ไอ้ที่ตายนี่ส่งไปอย่างใด๋ ผู้ใด๋เฮ็ดบาปเฮ็ดบุญก็เฮ็ดเป็นของโตไปแล้ว เข้าใจโตบ่ กรรมสโกมหิ กรรมธายาโท โตนี้ พระพุทธเจ้าสอนไว้นี่ กรรมเป็นของของโต โตเองก็ต้องรับมรดกของกรรม แต่ก็กรรมพาเกิด ครั้นซิไปเกิดเป็นนฮกนี่ละ เอา ก็มาเฮ็ดบุญ ลูกอยู่เนี่ย เฮ็ดบุญไปให้พ่อนี่ พ่อไปลงหม้อนฮก ก็เลยมาบอกพระ เอ้าพระ มาทำบุญกับพระนี่ส่งบุญไปแก้เบิ่ง เอาไปแก้ให้พ่อแม่ตกหม้อนฮกยะ ให้ออกมา พระผู้ได๋เก่งนะ พระผู้ใด๋เก่ง คึดเบิ่งดู คึดเบิ่ง เอ้อ มันหลอกกันคัก ๆ แน่ ๆ บ่ละ นั่นนะถืกหลอกมาเหิงแล้ว อาตมามาเปิดเผยความจริงอันนี้ละ จั่งว่าเถรสมาคมซิเอาตาย เพราะว่าไปทุบหม้อข้าวหม้อแกงเขา เขาได้ย้อนอันนี้ละ โฮย ผู้อยู่กิน หาอยู่หากินย้อนหมู่นี่ อาตมาก็เป็นพระครันเว้าแล้วนะ ครันอาตมาไปสอนให้ญาติโยมฮู้นี่ ญาติโยมก็บ่เอามาให้กินอีกตีละ บ่เอาเงินเอาคำมาติดสินบนพระ ติดสินบนอย่างใด๋มันก็ไปซ่วยบ่ได้กรรมไผกรรมมัน กรรมไผกรรมมัน เอาละเว้าไปก็ซิยาว เอาซะคัก ๆ นี่ บุญกับบาปนี่มันแบ่งบ่ได้ แบ่งบ่ได้จังได๋ พิสูจน์เดี๋ยวนี้เลย อ้าวนั่งอยู่นี่บ่ทันตายไปจากกันนี่ อาตมาก็คือสีมีบุญน๊อ เอาละมีแน่ ๆ ละ อาตมามีบุญมีน้อยมีหลายก็แล้วแต่นี่ เอาละบุญอยู่ในโตอาตมานี่ ยังบ่ทันตายนี่ อาตมาแบ่งให้เดี๋ยวนี้เลย เอาไปโลดนี่เอา ยาดกันโลดเร็ว บ่ทันตายไปจากกันนี่ นี่พิสูจน์คัก ๆ เลยนี่ ทันทีเลยตอนนี้ เอาไปโลด อาเถอะให้อีหลีนี่เอา มันสิเอาไปได้บ่ละ มันซิยาดเอาบุญของอาตมาไปได้บ่ละ เออ นี่ละพิสูจน์ให้เห็นคัก ๆ นี่ จั่งว่ามาตั่วะกันโอ ขนาดตั่วะกันมาหลายจัก 100 ปี 1000 ปีมาแล้ว เฮ็ดมาตาม ๆ กันมา นี่ขี้ตั่วะกันขนาดนะ เรื่องนี่นี่เว้าแล้วจิว่าเหิง มันหงำหัวใจแท้ ๆ หลอกกันคัก ๆ นี่ จั่งว่าทำบุญไปหาผู้ตาย ใครคือผู้ได้รับ ก็ผู้หลอกนั่นแล้วเป็นผู้ได้รับ ผู้หลอกได้รับ บุญมันบ่ไป บอกแล้วแบ่งบุญแบ่งบาปบ่ได้ ครันแบ่งบุญแบ่งบาปได้ ไผซิเอาบาปไว้ แบ่งทิ่มหมด เรื่องอิหยังซิเอาบาปไว้ ครันแบ่งบุญได้ก็แบ่งบาปได้แม่นบ่ละ มันก็แบ่งบาปทิ่มหมดละก่อนอื่น บุญนี่จั่งค่อยคึดว่าเอยแบ่งให้ไผดี ค่อย ๆ แบ่งให้ผู้นั่นผู้นี่ แบ่งให้จักเล็กจักน้อย แบ่งไปหลายมื้อซิหมดติล่ะ หือ เว้าคิอกันกับมันแหงนิยายการ์ตูน ก็ยังบ่ท่อแด๋เนี่ย เอาละคือซิพอ ตอบอันนี้ก็คือซิเข้าใจแล้ว แต่ว่าที่เว้าไปนี่ก็ว่าซิไปเข้าใจผิดว่า โอ้ครั้นว่าอย่างสั้นก็บ่ต้องไปทำบุญ ทำทานกับพระกับเจ้า ไปกันใหญ่เลยแด๋ล่ะ ครันว่าเล่าซิไปเข้าใจผิด ต้องรักษาศาสนาเอาไว้ ผู้สืบศาสนานี่ก็ต้องให้อยู่ให้กิน เพิ่นซิเฮ็ดงานเฮ็ดการอีหยัง ซิสืบศาสนาก็ไปทำบุญกับเพิ่น ทำบุญทำทาน เป็นของเรานี่ละ เราเป็นคนทำ สืบสานศาสนาเอาไว้ ช่วยท่าน เป็นบุญเป็นทาน จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ว่าไม่ต้องเอามาหลอกกัน พูดกันดี ๆ จะทำบุญ จะสร้างไอ้นั่น จะทำไอ้นี่ จะอยู่จะกิน อะไรก็ว่าไป แค่อยู่แค่กินมันก็ไม่เท่าไรหรอก เป็นพระเป็นเจ้า ไม่มากแค่ไหนหลอก เอ้าอันที่สองจับมาแล้ว ถาม : ข้อ 1 อยากจะรู้ทางธรรม ตอบ : อันเว้า ๆ อยู่นี่ละทางธรรมนั่นละ อันได๋ที่มันผิดก็บอก อันได๋มันถืกก็บอก อันได๋มันบาปก็บอก อันได๋เป็นบุญก็บอก แน่ละทางธรรม ถาม : ข้อ 2 มีระเบียบอย่างไร เรื่องอาหารดีมาก ตอบ : มีระเบียบอย่างไร อยากรู้ทางธรรม อันนี้ก็เว้าอยู่นี่ละ อยากรู้ทางธรรมก็เว้าไปนี่ละ ธรรมะ มันมีเวลาเท่าไร ก็บอกได้กันเท่านั้น ส่วนข้อ 2 ว่ามีระเบียบอย่างไรนี่ จะเอาระเบียบเรื่องไหน ดูเหมือนจะถามว่า ถ้ารู้ธรรมะ แล้วจะมาทำอย่างนี้ ฟังธรรมแล้วก็เข้าใจ พออก พอใจ ชื่นใจ แล้วก็เลยอยากจะเข้ามาที่นี่อีก มาแล้วจะมีระเบียบอย่างไรใช่ไหม ถ้ามาอยู่นี่แล้วก็ต้องปฏิบัติตามกฏตามระเบียบ หรือว่าตามวัฒนธรรมของที่นี่ อย่างน้อยที่สุดต้องไม่มีอบายมุข มาอยู่นี่ไม่มีอบายมุข อยู่นี่ไม่มีนะสูบบุหรี่ สูบยา มวนเดียวก็ไม่มี มาอยู่สี่ห้าวันนี่ก็คงจะเห็นแล้ว ไม่มีหรอกคนที่อยู่ในหมู่บ้านนี่ ไม่มีคนไหนดูดบุหรี่ ไม่มีคนไหนกินเหล้า กินเบีย ร์ไม่มี อย่าว่าแต่เหล้าแต่เบียร์เลย น้ำขวดนี่ อยู่ในนี้เองก็ไม่มี มีแต่ไปบิณฑบาตรเขาใส่บาตรมา มีเท่านั้นแหละ น้ำขวดนี่ น้ำเหลือง น้ำแดง น้ำเขียว น้ำเป็ปซี่ โคลา อะไรก็ ถ้าเขาไม่ใส่บาตรมาก็ไม่มี อยู่นี่ไม่มีหรอก แม้แต่กาแฟหรือว่าแม้แต่ของอะไรก็น้อย กาฟงกาแฟอะไรก็น้อย ถ้าเป็นข้างนอกแล้วละก็ เดี๋ยวก็ถุงกาแฟ เดี๋ยวก็ถุงโอเลี้ยง ถุงนั่น ถุงนี่ กินกันไปตามเรื่องข้างนอก อยู่นี่ไม่มีอะไรมาก อย่างดีก็น้ำผลไม้ น้ำลูกยาง ลูกยางนี่ทำน้ำกินดีนะ ดีมาก ถ้ามาตอนที่มีลูกยาง เอาลูกยางคั้นน้ำให้กินนี่ ดีกว่ากทกรก อาตมาว่า น้ำลูกยางนี่ มันหอมกว่ากัน เราก็ทำน้ำผลไม้ น้ำมะตูม น้ำกระเจ๊ยบ น้ำอะไรก็แล้วแต่ ที่มี ทำกินไป อย่างนั้นแหละ อย่าเอาการพนันมา อย่าเอาหวยเอาเบอร์มา อะไรพวกนี้แหละ อบายมุข เล่นการพนงการพนันอะไรไม่มี แต่ก็มาฝึกมาหัด ก็ไม่ยากหรอก เข้ามาก็รู้หรอก พอจะรู้อยู่ ธรรมดาอันไหนมันไม่ดี ก็พอรู้อยู่ ก็มา จะมาขอพักด้วย มาขอปฏิบัติธรรมด้วย อยู่สามวันเจ็ดวัน เราจะมีระเบียบ ถ้ามาอยู่แล้ว ก็จะต้องมาบอกลงทะเบียน มาบอกผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ บอกว่าจะขออยู่ ขอพัก ขอนอน เขาก็จะหาที่พักที่นอนให้ พักบ้านนั้นบ้านนี้นะ ฝากไว้บ้านนั้นบ้านนี้ ก็อยู่ด้วยกันไป ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปทำวัตร มาพากันทำงานทำการ ก็ช่วยกันไป มันก็เป็นชีวิตธรรมดานี่แหละ ฝึกไปว่าโอต้องอยู่อย่างนี้ ทำอย่างนี้ กินอย่างนี้ คิดอย่างนี้นะ โอ้คนอยู่นี่เขาคิดอย่างนี้ อันนี้ไม่ดี ก็อย่าไปคิด ก็อย่าไปฝึก อันไหนดี ก็คิดเอาฝึกเอา ตั้งแต่คิด ตั้งแต่พูด ตั้งแต่กระทำ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ นี่เป็นหลักปฏิบัติมรรคมีองค์แปด ทางปฏิบัติไปสู่นิพพานของพระพุทธเจ้า จะว่าความคิดความอ่าน เรียกว่าสังกัปปะ ก็พากันให้คิดอย่างนี้แหละ ถ้าจะพูดอย่างนี้ ก็อย่าไปพูด พูดอย่างนี้มันไปหาบาป พูดอย่างนี้มันไปหาเรื่องไม่ดี ถ้าจะทำอย่างนี้มันจะไม่ดี สัมมากัมมันตะ ทำอย่างนี้ อย่าไปทำอย่างนั้น สอนกัน แนะทำกัน มีวัฒนธรรมกันไป เด็กนงเด็กน้อย ผู้ใหญ่อะไร ก็ไปทางนี้หมด มันเป็นระบบแล้วอยู่นี่ ถึงเรียกเป็นระบบ ถ้ามาก็ถูกพาถูกพาไปด้วยกันอย่างนี้แหละ ไปทำงานทำการ ไปนั่น ไปนี่ ดี เขาจะพาไป ก็จะบอก อย่าไปคิดอย่างนั้น อย่างนั้นมันไม่ดีอย่างไร ก็ให้เหตุ ให้ผล ให้หลักฐาน บอกกันไป ก็จะค่อย ๆ รู้ ค่อย ๆ ทำได้ ไปเรื่อย ๆ เอ้า ลองมาอด ลองมาลด ถือศีล เอ้าจะเลิกอะไรละ ติดอะไรมามากก็ลดอันนั้น ติดอะไรมามากก็ลดอันนั้น ตั้งศีลให้กับตัวเอง เรานี่มันติดไก่ย่าง ลดไก่ย่างก่อน ติดซกเล็ก ลดซกเล็กก่อน อย่างนี้เป็นต้น ไม่กินลองดู มันจะตายไหม อินอย่างอื่นแทน มันไม่ตายหรอก ฝึก มันจะเห็นกิเลส โอ้ มันไม่ได้กิน มันไม่ได้ ถ้าถือศีลนี่มันจะแรง มันอยากแรง ถ้าไม่ถือศีล ไม่เป็นอะไร ถ้ากำหนดว่าเราจะเลิกอันนี้ นะ โอย มันอยาก จะเลิกดูดยา ว่าอย่างนั้น มันอยากกว่าแต่ก่อนอีกมากเลย จะเลิกกินเหล้า จะเลิกกินแกง กินผัดอย่างนั้น อย่างนี้ ต้องไปตั้งศีลเอา มันจะได้ฝึกรู้กิเลส มันจะรู้เลยกิเลสเรา โอยกิเลสมันเป็นอย่างนี้หรือ มันอยากมันเป็นอย่างนี้หรือ ลองดู สู้มันดู เอาให้มันกิเลสตาย ถ้าได้ฝึกให้กิเลสมันตายสักตัวสองตัว มันจะรู้ รู้ทางเลย มันจะรู้แกว โอ้ทำให้กิเลสตายต้องทำอย่างนี้ มันก็จะได้หัดฆ่ากิเลส ลดกิเลสไปได้เรื่อย ๆ กิเลสบางคนนี่ก็อยากกินนั่น อยากกินนี่ อยากใช้นั่น อยากใช้นี่ ฝึก ตั้งศีลขึ้นมา ศีลห้าข้อก็จริงอยู่ แต่ว่ามีศีลอย่างนี้แหละเป็นข้อกรรมฐาน จะเลิกอะไร จะลดอะไร มาทำเอา ดี ถามมานี่ว่าจะมีระเบียบอะไร ไม่ยากหรอก ไม่มีเรื่องอะไรมากหรอก ถ้าไม่ดีอะไรเขาจะบอก อะไรผิดเขาก็จะบอก ทำอะไรถูกแล้วก็แล้วไป เขาก็จะส่งเสริม อันไหนผิดเขาก็จะบอก เอออย่างนี้เขาไม่ทำกันนะ อย่างนี่เราไม่นิยมกัน ก็ว่าไป อย่างนี้เป็นต้น เอ้าก็ถามเรื่องระเบียบ ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ระเบียบ ถาม : ทำไมที่ราชธานีอโศกไม่เห็นมีพระพุทธรูป และเวลาทำวัตรไม่เห็นจุดธูปจุดเทียน ตอบ : นึกว่าจะไม่มีใครถาม ถามทุกครั้ง มันก็ต้องถามละนะ มันแปลกนี่ เป็นวัดเป็นวาอะไร ไม่มีพระพุทธรูป เทียนธูปก็ไม่จุด เรื่องนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง อาตมานี่เข้ามาต่อสู้เรื่องพระพุทธรูป ทำไมถึงต่อสู้เรื่องพระพุทธรูป เพราะพระพุทธรูปนี่มันเฟ้อ มันเกิน มันมากมาย ในโลกนี้นี่พระพุทธรูปก็ดี พระเครื่องก็ดี นี่เอามาแจกคน 62 ล้าน ขณะนี้ ในเมืองไทย ประมาณ 62 ล้าน คน คน 62 ล้านคนนี่ ถามว่ามีพระพุทธรูปกับพระเครื่องนี่มากกว่า 62 ล้านไหม ในประเทศไทยขณะนี้ มากกว่าไหม มากกว่า 62 ล้าน พระพุทธรูปองค์เดียว ถือว่าเป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้า องค์เดียวก็กราบไปเถิด กราบไปอย่างไรก็ได้ เป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้า พอ แต่ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น เข้าใจว่าพระพุทธรูปนี่เป็นของพิเศษที่จะดลบันดาลนี่ ไปกราบ สาธุ ให้รวย สาธุให้เป็นนั่นเป็นนี่ ให้อย่างนั้นอย่างนี้ บันดลบันดาล แบบเดียวกันกับพระเจ้า เทพเจ้ากับศาสนาอื่น ศาสนาอื่นเขามีพระเจ้าบันดาล พระเจ้าบันดาลโน่นบันดาลนี่ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนามีพระเจ้า ไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปนี่เป็นพระเจ้า มาบันดาลโน่น บันดาลนี่ ก็ท่านสอนแล้ว กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กรรมเป็นของของตน ใครทำความดี ก็วิบากดีนั่นแหละช่วยเรา ถ้าเราทำความชั่ว ก็วิบากชั่วนั่นแหละเล่นงานเรา พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ พระเจ้าใดใดก็ช่วยไม่ได้ นี่ศาสนาพุทธเราไม่เหมือนกันกับศาสนาอื่น แล้วก็ไปเข้าใจว่า เป็นของบันดลบันดาล เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้ บันดาลไม่ได้ ไม่มีอะไรบันดาลหรอก มีแต่ว่ากรรมวิบากของเรานี่แหละ ใครทำไว้ ทำไว้ตั้ง 5 ชาติ 8 ชาติ 10 ชาติ ทำชั่ว ชั่วก็มาบันดาลให้เราเอง ถ้าทำดี 100 ชาติ 1000 ชาติ ทำไว้ดี ดีก็มาบันดาลเราเอง จะขอก็ขอได้ ของเรามีดีหรือไม่เท่านั้นเอง ไม่ใช่ไปขอพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านสอน เราเป็นแต่เพียงผู้ชี้ทาง พระพุทธเจ้าสอนไว้ แต่ก็ไปเข้าใจผิดว่า พระพุทธรูปนี่จะมาบันดลบันดาน เราไม่ได้เคารพพระพุทธรูปแบบบันดลบันดาลเหมือนกันกับเทวรูป หรือว่าพระเจ้าแบบศาสนาอื่น ศาสนาฮินดู ศาสนาคริสต์ ศาสนาอะไรแนวอื่น ไม่ใช่ นี่แหละมันเป็นเรื่องทำให้ศาสนาพุทธเสีย อาตมาก็เลยมาต่อต้านว่า อย่าไปเข้าใจผิด ที่อาตมามาต่อต้านนี่ ไม่ได้หมายความว่าอาตมาไม่ให้เคารพพระพุทธรูป ใครจะกราบพระพุทธรูปก็กราบได้ กราบเคารพ ว่าเป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้า ไม่ประหลาด ไทยปั้นก็รูปหน้าตาเหมือนไทย เจ๊กปั้นพระพุทธรูปก็หน้าตาเหมือนเจ๊ก แขกปั้นพม่าปั้น พม่านี่หน้ากลม ๆ นะ พระพุทธรูปหน้าพม่านี่ เคยเห็นไหมหน้ากลม ๆ บ้องก้อง เจ๊ก ญี่ปุ่นนี่จะหน้ายาว ๆ พอนึกออกไหม พระญี่ปุ่น พระพุทธรูปญี่ปุ่น หรือว่าพระพุทธรูปเจ๊กนี่ ไทยก็คือไทย แขกก็คือแขก ปั้นไป พระพุทธเจ้าเลยไม่รู้องค์ไหนกันแน่ หรือหน้าจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ถ้าเป็นสิ่งแทนเราก็ไม่ว่า เป็นสิ่งแทนกราบเคารพกันได้ ก็เพราะว่า 1. พาให้กายไปนับถือผิด เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บันดลบันดาน ออกนอกศาสนาพุทธ อาตมาก็เลยไม่ให้พยายามไปหลงพระพุทธรูป 2 เอาไปขายกิน ทำขายกิน โอ้ย! ขายพ่อขายแม่ ขายพระพุทธเจ้า เห็นเขาขายกันไหมละ ขายสิ่งเคารพ ขายพ่อขายแม่ ขายพระพุทธเจ้ากัน ขายกันจน ว่าเอามาใส่เข่ง ใส่ไอ้นี่ อยู่ข้างทาง ใส่ อยู่ในกรุงเทพนี่ ขายมากมาย ตลาดพระ ปั้นมาหล่อมา องค์เท่านั้นเท่านี้ ใส่โอกันขาย แทนที่จะเป็นที่เคารพ ก็เลยเป็นอย่างนั้นแหละ เป็นสินค้า ปานกันกับกุ้งกับหอยกับปู กับปลา ใส่เข่ง ใส่กระทะ ขายกันโอ้ย สักหน่อยก็จับขึ้นจากที่นั่นเอาไปไว้ข้างบนแล้วก็กราบ อีกสักหน่อยก็จับลงมาใส่เข่งเอาไปขายกัน มันก็เลยแย่ อาตมาก็ว่ามันไม่ได้เรื่องแล้วแบบนี้ ก็มาต่อต้าน ต่อต้านไม่ต้องสร้างขึ้นมาเพิ่มหรอก เสียเวลา 2. ไม่ต้องมาหลอกกันหรอกว่าพระนี่ขลัง พระนี่กันได้นะนี่ ถ้ามีพระนี่แล้วนี่ ขับรถนี่ ตกเหวก็ไม่ตาย ชนก็ไม่ตาย ชนแหลกเลยนี่ โอ้ยรอดมาได้นี่ พระช่วย ไอ้ที่ตายไปแล้วนั่นมีพระเหมือนกันแต่ไม่พูด ไอ้ที่ไม่ตายนี่ อู้ยพระองค์นี้ช่วย แต่ไอ้ที่พระองค์เดียวกันอยู่ในคนตายไปนั้นน่ะ ไม่เคยเอามาพูดเลย แต่ว่าคนที่ไม่ตายนี่เอามาอวดอ้าง ถ้าพระช่วยได้ ไม่ตาย หรือว่าพระช่วยได้นะ พระแบบนี้ละ พระเครื่องพระอะไรนี่ มาช่วยได้ ยิงก็ไม่ออก ฟังก็ไม่เข้า ก็ไม่ยากหรอก ก็ไม่ต้องซื้ออาวุธจากประเทศอื่น ๆ จากประเทศอเมริกา ไม่ต้องซื้อ ก็ทำพระนี่แหละ องค์ไหนเก่ง ๆ ทำพระนี่แหละ ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกนี่เอา ทำพระนี่เลย ทำแจกทหาร แจกให้หมด ไม่ต้องไปซื้อ ไม่ต้องไปแบกปืนให้มันหนัก ไปรบกับเขานี่ เอานิ้วมือนี่ไปจิ้มหัวมันเลย ไปจิ้มตาเลย ก็มันฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกนี่ จะไปกลัวอะไรมัน ให้มันยิงไปเลย ปืนมันนะยิงไปเลย มีพระแล้วนี่ พระยิงไม่ออก ฟันไม่เข้านี่ ให้มันเอาปืนยิง แชะ ๆๆ ๆๆ เราเอานิ้วมือนี่ไปจิ้มนัยตามัน ให้มันทะลุเลย จะไปกลัวอะไรมันเล่า ฟันก็ไม่เข้านะ ไม่ต้องไปซื้ออาวุธให้มันยาก ตั้งสถาบันเลย พระองค์ไหนเก่ง ๆ ในประเทศไทยนี่ เหนียวจริง ๆ เลยนี่ เอามาเลย เอามาสร้างแล้วแจกทหารให้หมด รับรองว่าประเทศไทยนี่ รับรองว่าประเทศไหนก็สู้ไม่ได้ เพราะไม่มีพระเก่ง หรือว่ารวยมหานิยม โอ้ยได้พระไปนี่ มันเฮง ค้าก็ขึ้น ทำนั่นก็ได้ ทำนี่ก็รวย ทำนั่นก็ดี เอ้า เอาสถาบันสร้างพระรวยนี่มาเลย คราวนี้แจกเลย 62 ล้านเท่านั้น แจกทุกคนเลย แล้วจะมีใครจนเล่าทีนี้ มันก็รวยหมดทุกคนซี ใครก็รวยหมดเท่านั้นเอง นี่โกหกกันมาตั้งเท่าไรแล้ว ถึงว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเหลวไหล อาตมาก็เลยพยายามสอน หาวิธีสอนให้เขารู้ตัวว่า ต้องเข้าใจลึก ๆ ว่า ไม่ได้พาให้มาลบหลู่พระพุทธรูป ไม่ได้ลบหลู่พระพุทธรูป กราบพระพุทธรูป กราบเคารพเป็นสิ่งแทน พระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้ามาสอนสิ่งดี ระลึกถึงท่าน มีกตัญญูกตเวที มีความเคารพ มีความศรัทธา ตกลงเรื่องนี้ไม่มีปัญหา แต่ว่าเรื่องเอาพระเครื่อง พระพุทธรูปมาหลอกขายกินไป แล้วก็ออกนอกรีดนอกทาง บันดลบันดาล นั่น ๆ นี่ ๆ นี่ เลอะเทอะ นี่คือประเด็นปัญหาที่อาตมาเอามาพูดมาสอนกัน อยู่นี่ไม่ใช่ไม่มีพระพุทธรูป ก็มี แต่ว่าถึงครั้งถึงคราที่จะใช้ สอนกันให้รู้ก่อน ไม่ต้องไปหลงไหลหรอก ไม่มีพระพุทธรูปก็ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าได้ ปฏิบัติได้ สอนกันได้ กราบเคารพ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า จะสวดมนต์สวดพรถึงท่าน ก็ได้ ไม่เห็นแปลก จะเอาพระพุทธรูปมาตั้งก็ได้ จริงๆ นะมีพระพุทธรูปอยู่นี่ก็มี อยู่ข้างบนก็มี อยู่ห้องอาตมาก็มี แต่ว่าไม่ได้มาหลงไหล จะต้องมามีโอ๊ย! องค์นี้ขลัง องค์นี้เยี่ยม รุ่นนี้แหละยอด รุ่นนี้แหละดี รุ่นนี้แหละขายเป็นล้าน หลอกกันไปนั่นแหละ ถาม : เวลาทำวัตรไม่เห็นจุดธูปจุดเทียน ตอบ : อ้าวทีนี้เรื่องธูปเรื่องเทียน เรื่องธูป เรื่องเทียนนี่ไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย ถ้าพูดแล้วต้องกระทบหมดทั้งประเทศเลย จุดธูป จุดเทียน อยู่ที่ไหนนี่ ไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย เพราะว่าธูปเทียนนี่เป็นเรื่องของการจุดพวกอาศัยวิญญาณ วิญญาณเป็นเทวะ วิญญาณเป็นเทวนิยม เป็นแบบมีพระเจ้า มีเทวดา มีเทวรูป มาบันดลบันดาล จุดธูป จุดเทียน ให้วิญญาณเป็นแบบอัตภาพ ตายแล้วก็ยังมีวิญญาณ มีอะไรเป็นอัตภาพ ล่อลอยไปนั่น ลอยไปนี่ คอยช่วยนั่น ช่วยนี่ คอยบันดาลนั่น บันดาลนี่ อยู่นั่น ศาสนาพุทธไม่ใช่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม พวกที่จุดธูป จุดเทียนนี่ ตั้งแต่ศาสนาฮินดู ศาสนาพราหมณ์ มีพระเจ้า มีพระพรหม มีพระศิวะ มีพระนารายณ์ เขาก็บูชาพระพวกนี้แหละ มาช่วยบันดลบันดาล มาช่วยอะไรพวกนี้ ถึงจุดธูปไปหา เอาแสงเอาควันจากธูป สมัยโบราณก็จะจุดกำยาน จุดขี้เลื่อย เอาขี้เลื่อยมาใส่ไฟ แล้วก็จุดเป็นควันขึ้นไป เทียนก็เอาน้ำมันเปรียง น้ำมันเนย เอาไส้มาใส่แล้วก็จุดเป็นเทียน เป็นเปลว เป็นอะไรนี่ เป็นเรือนไฟ สมัยโบราณ ก่อนศาสนาพระพุทธเจ้าเกิด มีเรือนไฟ เรือนไฟก็คือ มีจุดไฟ จุดธูป จุดเทียน พวกนี้เอาไว้ ตามจุดไว้ด้วยพวกนั้น พวกนี้ สว่างไสว เป็นการบูชาวิญญาณ วิญญาณแบบอัตภาพ แบบเทวนิยม ศาสนาพุทธไม่ใช่ พระพุทธเจ้าตั้งศาสนาขึ้นมา ตั้งศีลไว้เลย จุลศีล มัฌชิมศิล มหาศีล นี่ ไปอ่านดูในพระไตรปิฎก เป็นเดรัจฉานวิชา เป็นเรื่องห้าม อันนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง อย่าไปทำ ให้งดเว้น เวรมณี ให้งดเว้น ให้เลิก อย่าไปจุดธูป จุดเทียน หรือไปจุดไฟ จุดเปลวควัน พวกนี้ กำยาน พวกนี้ เลิก เว้นขาด พระพุทธเจ้าตั้งศีลไว้เลย ว่านี้คือศีลของเธอประการหนึ่ง สมัยพระพุทธเจ้าไม่มี ตอนหลังนี่มันไม่รู้ มันก็เลยเพี้ยน ๆ มา ก็เลยมาเอาอย่างกัน นำกัน มีจุดธูป จุดเทียน จุดอะไร เลยกลายเป็นเรื่องออกนอกรีตนอกทางมา จุดธูป จุดเทียน กลายเป็นศาสนาเทวนิยม มันเป็นไปหมดเดี๋ยวนี้ ศาสนาเทวนิยม โอ้ย ขอ บันดลบันดาล ขอให้พระเจ้า พระพุทธเจ้าช่วยบันดานโน่น นี่ ถึงว่าไปกัน ออกนอกลู่ นองทาง ไปหมดเลย อาตมาก็ว่า อาตมาจะต้องต่อสู้เรื่องนี้ ในพระไตรปิฎกนะเอามาเถียงซิ เอาเลย พระผู้ใหญ่แค่ไหนก็มา เอาพระไตรปิฎกเล่ม 9 มาเลย ในเล่ม 9 นี่ บอกไว้หมดทุกสูตรเลย พระพุทธเจ้าห้ามเอาไว้ ห้ามจุดธูป จุดเทียน มันเป็นเรื่องออกนอกรีต พาออกนอกศาสนา ถึงว่ามันเสียหายไปหมด ไม่ต้องใช้ธูป ใช้เทียนหรอก ใช้ธูป ใช้เทียน นี่ผิด ขอยืนยัน ทำไมถึงไม่ให้ใช้ธูป ใช้เทียน ก็ตอบให้ฟัง ไหม้บ้าน ไหม้กุฏิ ไหม้วัด มาเท่าไหร่แล้ว ธูปเทียนนี่ นอกจากมันไม่ใช่ทาง แล้วมันก็พาไหม้วัด เป็นภัย เป็นโทษอีก เสียของ จุดธูปก็โอ้โฮ เวลาวันพระวันเจ้า คนนั้นก็มาจุด คนนี้จุด 2 ดอก คนนี้ 3 ดอก คนนี้ 5 ดอก คนนี้ 8 ดอก โอ้ ดมควันกัน อาตมาจะมาล้ม เหมือนกันที่เป็นวัฒนธรรม เป็นเรื่องจารีตประเพณี ทำกันมานานแล้ว ก็จะบอกว่านานแล้ว จนมันเป็นจารีตประเพณี แล้วจะมาล้มล้างจารีตประเพณีทำไม ก็เพราะมันพาออกนอกทาง พาออกนอกรีต มันกลายเป็นเทวนิยมนี่ คนละเรื่องกับศาสนาพุทธเลย มีพระเจ้านี่ มันคนละเรื่องกัน มันถอนรากถอนโคนศาสนา อาตมาถึงบอกว่าไม่ได้เรื่องนี้ จะต้องต่อสู้ จะต้องพยายามพิสูจน์ ไปทำอย่างนั้นมันเสีย อาตมาไม่พาทำ ก็เข้าใจกันขึ้นมา คนที่ยังทำอย่า ไปห้ามเขาไม่ได้หรอก มาหมดตั้งแต่ชั้นสูงจนกระทั่งชั้นต่ำ วัดไหนไม่มีพระ โอ้ขออภัย วัดไหนไม่มีธูป ไม่มีเทียน ถือว่าไม่ใช่วัด เออแล้วไป อาตมาว่านั่นแหละยิ่งไม่ใช่วัดของพระพุทธเจ้า ท่านบอกไว้เลยว่ามีเรือนไฟนี่ไม่ใช่ วัดของพระพุทธเจ้า ออกนอกรีด แต่ก็ไม่ฟังกันก็แล้วไป เราก็มาพิสูจน์กัน ไม่ต้องมีธูปมีเทียนนี่แหละ ไม่ต้องมีพระพุทธรูปนี่แหละ จะปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าให้บรรลุโสดา สกิทา อนาคา ให้บรรลุเป็นนิพพานได้บ่ อาตมาจะพิสูจน์ เอาละก็ตอบได้ขนาดนั้น จะตอบได้อีกก็ได้ มันยาว มันจะยาวเกินไป ถาม : ความรักที่เกิดจากศรัทธา ความนับถือ ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้แปรเปลี่ยนไปเป็นความรักแบบผู้หญิงผู้ชาย จะตัดอย่างไร ตอบ : โอ ถามเรื่องความรัก ความรักที่เกิดจากศรัทธา ความรักดีนะที่เกิดจากศรัทธา ศรัทธา ศรัทธานับถือ นับถือไปนับถือมาก็กลัว ความนับถืออย่างไรจึงจะไม่ให้แปรเปลี่ยนไปเป็นความรักแบบผู้หญิง ผู้ชาย โอ้ยผู้ถามมานี่เป็นผู้หญิงหมด รักศรัทธาพระหรือเปล่านี่ ศรัทธาไปศรัทธามานี่ กลัวความรักมันเปลี่ยนแปลง ความศรัทธาเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบผู้หญิงผู้ชาย ถามมานี่ หรือว่าผู้ชายมาถามว่าความรักศรัทธาในสิกขมาตุ ศรัทธาไปศรัทธามา กลัวว่าความศรัทธาแปรเปลี่ยนไปเป็นเรื่องผู้หญิง ผู้ชาย หรือไม่นะ คนที่ถามมานี่ เมื่อเรามาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะได้ศึกษาเรื่องกิเลสกาม อาตมาอธิบายเรื่องความรักไว้ 10 มิติ ความรักเรื่องผู้หญิงผู้ชายนี่ มิติที่ 1 มิติที่ 2 นี่เรื่องผัวเมีย มิติที่ 3 นี่ พวกญาติโยม ญาติโก โยติกา มิติที่ 4 เพื่อนฝูงมิตรสหาย มิติที่ 5 สากลเลยนี่ มนุษยโลก มิติที่ 6 อ๋อมิติที่ 5 นี่ชาติ เพื่อนร่วมชาติ มิติที่ 6 สากล เพื่อนร่วมโลก เป็นมนุษย์ด้วยกันทั่วโลก ความรักขยายลงไป สูง ๆ กว้าง ๆ มิติที่ 7 แบบเทวะนิยม มิติที่ ๘ แบบศาสนาพุทธ สอนให้รู้จักตั้งแต่มิติที่ 1 ไปจนถึงมิติที่ 7 เป็นศาสนาพุทธ ให้เข้าใจความรัก มันก็อธิบายเวลาน้อย ๆ นี่ก็จะไม่ได้หรอก เวลามันมีน้อย ๆ เท่านี้ เอาอธิบายให้ฟังสักหน่อยว่า ทำอย่างไรมันจะไม่เปลี่ยนแปลงก็คือต้อง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน