400822 การทดแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
400822_ การทดแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า ณ สังฆสถาน ราชธานีอโศก
พ่อครูว่า… ก็จะขอ วันนี้นำเอาสูตร...สูตรหนึ่งน่ะ ของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสเอาไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 20 นี่ในสูตรนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า การจะกล่าวว่า คนเราจะ ตอบแทนพระคุณพ่อแม่นี่ ถึงขนาดว่าใคร ลูกคนใด จะตอบแทนพ่อแม่ ถึงขั้นเอาพ่อแม่ไว้บนบ่า ข้างขวา ข้างซ้าย แบกไว้บนบ่า ข้างขวา ข้างซ้าย แล้วก็ประคบประหงมดูแล บำเรอบำรุงพ่อแม่ด้วยการนวดฟั่น...ประคบประหงมเช็ดถู...จะนวดดัดอะไรให้สารพัด พ่อแม่ก็อยู่กับตัวเรานี่แหละ จะขี้จะเยี่ยวอยู่บนบ่านี่ เราก็รับไม่ให้ลำบาก ไม่ให้เท้าถึงพื้นดินเลย...อย่างนี้เป็นต้น แม้การทำอย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ยังไม่ชื่อว่าบุตรได้ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่เลย หรือว่าจะให้พ่อแม่นี่ ได้รับ ราชสมบัติ มีอิสราธิปัตย์ หมายความว่า มีอำนาจยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งมีทรัพย์ศฤงคาร พร้อมพรั่งด้วยรัตนะ 7 ประการ...มีจักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คหบดีแก้ว ปรินายกแก้ว อะไรอย่างนี้เป็นต้น รัตนะ 7 ประการ คือเป็นกษัตริย์ ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ครบพร้อมไปด้วยแก้ว 7 ประการปานนั้นก็ตาม ก็ยังไม่ชื่อว่าได้ตอบแทนพระคุณบิดามารดาเลย ฟังแล้วนี่มันอย่างไร แล้วเมื่อไหร่ จะได้ตอบแทนพระคุณบิดามารดา คนเราจะมีสักกี่คน ที่จะตอบแทนพระคุณบิดามารดาถึงขั้นประคบประหงมดูแลใกล้ชิด เสียสละหยาดเหงื่อทุกหยดเลย แบกไว้บนบ่าทั้ง 2 ไม่ได้ให้ห่างเหินเลย...แล้วก็ช่วยดูแลทุกอย่างขนาดเช็ด ปัด พัดวี นวด ถู อาหาร จะเจ็บจะปวดจะเอาอย่างไร ก็โอ๊ย! จะนวดจะดัดให้สารพัดจะขี้จะเยี่ยวอะไรก็ขี้เยี่ยวเลย รดราดตัวเองอย่างไร ก็ไม่ได้ว่ากระไร ซึ่งมองกันแล้ว ใครฟังแล้วก็ต้องรู้ คนผู้นี้นี่ ยอดกตัญญูกตเวทีแน่นอน แต่พระพุทธเจ้า
อ่านต่อ
ก็ยังบอกว่า ยังไม่ชื่อว่า ตอบแทนพระคุณพ่อแม่เลย...แล้วอย่างไรมันจะตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ต่อให้หาสมบัติให้ ถึงขนาดให้ราชสมบัติเลยนะ ใครจะสามารถหาราชสมบัติให้พ่อแม่ได้ แล้วไม่ใช่หาราชสมบัติ ขี้กระจอกๆ ด้วยนะ ไม่ใช่ไปได้เมืองขึ้นเล็กๆ ด้วยนะ ได้ราชสมบัติ ในระดับครบพร้อม พรั่งพร้อมไปด้วย...รัตนะ 7 ประการมีพรั่งพร้อมทั้งจักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว คือมีบริวาร...ในภาษานั่นบอกว่าพร้อมทั้งกองทัพนะ คือ แข็งแรงเลย เป็นเมืองที่แข็งแรงเลย เป็นแว่นแค้วน ที่แข็งแรงเลย พร้อมเป็นทั้งกองทัพมีหมด...แก้วมณี นางแก้ว มีพรั้งพร้อม มีทั้งคหบดีแก้ว ปรินายกแก้ว คือผู้ที่จะเป็นข้าราชบริภาร อำมาตย์บริหาร...มีนายกว่าอย่างนั้น นายกชั้นหนึ่งที่จะบริหารเลยพูดกันภาษาสมัยใหม่ มีคณะรัฐมนตรี อย่างพรั่งพร้อม ที่แข็งแรง มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ว่าลูกคนไหนจะสามารถให้พ่อแม่ได้ ถึงปานฉะนั้น ใครทำได้ก็ต้องถือว่าสุดยอดแห่งกตัญญูกตเวที ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย...แต่พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสว่า ยังไม่ชื่อว่าตอบแทนพระคุณพ่อแม่เลย พระพุทธเจ้าโกหกหรือ พระพุทธเจ้าไม่มีภูมิปัญญาหรือ ไม่รู้เหมือนอย่างเรารู้หรือ กตัญญูกตเวทีคืออะไรไม่รู้หรือ รู้แน่นอน แต่ในสูตรนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แต่ต้นแล้วว่า เรากล่าว...การตอบแทนพระคุณพ่อแม่นี่ ไม่ง่ายเลย ท่านกล่าว ไว้ตอนต้นน่ะ เรากล่าว่า การตอบแทนพระคุณพ่อแม่นี้ไม่ได้ง่ายเลย คำนี้แหละ เป็นคำไขว่า การที่ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ถ้าว่ากันจริงๆ แล้วนี่ ไม่ว่าจะเป็นการออกเรี่ยวออกแรงดูแลใกล้ชิดประคบประหงมอย่างนี้ โอ...บำเรอบำรุงอุ้มชูกันถึงขนาดแบกไว้บนบ่า ทั้ง 2 ข้าง...ไม่ให้ขาดหกตกหล่นอะไรเลยให้อยู่สุขสบายทุกอย่างเรียกว่าตีนไม่ติดดิน ละนะ ขนาดปานฉะนี้ มันก็เป็นการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่แน่นอน ในโลกพูดกับใครก็แล้วแต่ แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนี่ หมายถึงว่า...ที่ยกตัวอย่างมาแล้วนี่ คือพระพุทธเจ้า ท่านก็ยังยืนยันว่า ใช้คำว่าการทำอย่างนี้ กระทำถึงปานฉะนี้ ก็ยังไม่ชื่อว่า ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ก็เพราะว่า มันยังไม่แน่นอน มันยังไม่เที่ยงแท้ มันยังหวังไม่ได้อะไรเลย เป็นแต่เพียงการซื้อ เหมือนซื้อขาย เหมือนแลกเปลี่ยน ฟังตรงนี้ ลึกซึ้งนะ พ่อแม่เคยให้น่ะ เพราะว่าพ่อแม่นี่...ท่านท่านตรัสว่าเหตุนั้น เพราะเหตุไร เพราะว่าบุญคุณ ของพ่อแม่นั้นมหาศาลมากมาย แน่ะกลับว่าอย่างนี้อีก...บุญคุณของพ่อแม่มหาศาลมากมายน่ะ ท่านได้ช่วยเหลือเราทุกอย่าง ให้โลกเราทั้งโลกน่ะท่านว่าอย่างนี้เลยนะ เพราะว่าพ่อแม่นี่เหมือนผู้ที่ให้เรา ให้โลกเราทั้งโลก...ซึ่งความนี้ถ้าไม่เข้าใจด้วยปัญญาแล้ว จะต้องเป็นพุทธปัญญา หรือว่าเป็นอริยะปัญญาด้วย ถ้าไม่เข้าใจด้วยปัญญาแล้ว จะบอกว่า เอ๊ะ พระพุทธเจ้าตรัสอะไร แล้วก็ตรัสชัดๆ เลยนะว่า ไม่รู้ละ ชัดหรือไม่ชัด ก็เขาแปลกันมาใน พระไตรปิฎก เขาแปลอย่างนั้นจริงๆ เลยนะ ไม่ได้เพี้ยน อาตมาไม่ได้พูดคำเพี้ยนเลย เขาแปลว่า ยังไม่ชื่อว่าได้ตอบแทนพระคุณพ่อแม่เลย แปลตรงๆ อย่างนี้เลย ไม่ได้หมายความว่าตอบแทนพระคุณพ่อแม่แค่นี้ ยังน้อยไป...ไม่ได้ว่าอย่างนี้นะ ไม่ได้ว่าอย่างนี้เลย...บอกว่ายังไม่ชื่อว่าตอบแทนพระคุณพ่อแม่เลย... เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจสัจจะแล้วก็ ตอบแทนพระคุณพ่อแม่คืออย่างไร ท่านก็ว่าในช่วง 3 นี่ว่าที่ได้ชื่อว่าตอบแทนพระคุณพ่อแม่ก็คือ เมื่อพ่อแม่ยังไม่ศรัทธา เราก็สามารถทำให้พ่อแม่ศรัทธาได้ เข้าถึงความศรัทธาสัมปทา ศรัทธาสัมปทายังทุศีล พ่อแม่ยังทุศีลทำให้พ่อแม่นี่เป็นผู้เข้าถึงศีลสัมปทาได้ พ่อแม่ขี้เหนียว ก็ทำให้พ่อแม่ถึงขั้นจาคะสัมปทาได้ พ่อแม่ปัญญาทราม ก็ทำให้พ่อแม่ ถึงขั้นปัญญาสัมปทาได้ อย่างนี้จึงชื่อว่า ท่านไม่ได้บอกว่าอย่างนี้ ท่านบอกว่า ทำด้วยประมาณเท่านี้แลน่ะ บอกว่าประมาณเท่านี้เลยนะ...ทำด้วยประมาณเท่านี้แล จึงชื่อว่าตอบแทนพระคุณพ่อแม่ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อนเป็นความหมายที่ลึกซึ้ง ซับซ้อนมากเลย หมายความว่าคนเรานี่ จะตอบแทนพระคุณพ่อแม่ด้วยโลกธรรม ด้วย โลกียสมบัตินี่ โลกียสมบัติถึงขั้นหาราชทรัพย์ให้ใหญ่มหาศาล ถึงขั้นพรั่งพร้อมไปด้วยแก้ว 7 ประการนี่แหละ ไม่ใช่ได้ตอบแทนน้อยๆ เลยน่ะ ก็ยังไม่ชื่อว่า ก็เพราะว่า อย่างที่อาตมาขึ้นต้น เมื่อกี้แล้วว่ามันเป็นโลกธรรม มันเป็นโลกียะที่หมุนเวียนตอบแทน พ่อแม่...ให้เรา ท่านก็ตรัสแล้วว่า พ่อแม่นี่มีพระคุณแก่เรา ถึงขนาดหาโลกให้เราเลยทีเดียว ถึงขนาดให้ของเราหมดทั้งโลก เราก็ให้พ่อแม่ได้ ยิ่งใหญ่เหมือนหมดทั้งโลก อย่างนี้เหมือนกัน มันก็ตอบแทนกันไป ตอบแทนกันมา ถ้าว่ากันโดยภูมิปัญญาของผู้ที่จะต้องเข้าใจโลก เข้าใจสังสารวัฏ เข้าใจสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล หรือเป็นบาป เป็นหนี้ มันก็เท่ากับทดแทนบุญคุณ ทดแทนหนี้กันไป หนี้กันมา มันยังไม่มีความเที่ยงแท้น่ะ ฟังให้ดีตรงนี้ อาตมาเคยพูด เคยบรรยายว่าพ่อแม่นี่มีลูก ลูกมันมาทวงหนี้น่ะ มันมาทวงหนี้ ลูกมันมาทวงหนี้ เพราะฉะนั้น พ่อแม่มีอะไรก็ให้ไปเถอะ เสร็จแล้ว ถ้าลูกอกตัญญู พ่อแม่ให้มาทวงหนี้ก็ตาม ไม่ทวงหนี้ก็ตาม จะมาแล้วก็มาเกิดเอาอะไรจากพ่อแม่ แล้วก็ตัวเองเป็นลูก ก็เป็นหนี้ ใช่ไหม พ่อแม่ให้อะไรๆ ตัวเองก็รับจากพ่อแม่สารพัด เสร็จแล้วเราก็ต้องเป็นหนี้ ก็ตาม หรือว่าลูกจะมาทวงหนี้ ดังกล่าวแล้วก็ตาม มันก็จะต้องชดใช้กันนั่นแหละ ชดใช้กันไป ชาติแล้วชาติเล่า วัฏสงสาร วนเวียนกัน ก็ถึงถือว่า มันไม่ได้ตอบแทนพระคุณอะไรกันจริงจัง เท่าไรหรอก เห็นไหม พระพุทธเจ้าตรัสว่า ยังไม่ชื่อว่าเป็นการทดแทนพระคุณพ่อแม่เลย ท่านตรัสท่านคงไม่เล่นลิ้นละนะ คนอย่างพระพุทธเจ้าน่ะ ไม่เล่นคารม เล่นพูดประชด หรืออะไร ไม่ใช่แน่ๆ พูดสัจจะ ท่านตรัสสัจจะน่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจในวัฏสงสาร ไม่เข้าใจความลึกซึ้ง ในสภาพของบุญคุณ ของกตัญญูกตเวทิตาต่างๆ ไม่เข้าใจในสิ่งที่คนเราจะต้องใช้หนี้บาป หนี้บุญกันจริงๆ แล้วละก็ อาตมาว่าคนที่จะพูดถึง หรือว่าจะอธิบายถึงในสูตร สูตรนี้ได้ชัดเจน ยาก นอกจากจะโมเมไปเท่านั้น่ะ เพราะฉะนั้นการใช้หนี้บุญคุณพ่อแม่ ด้วยพระคุณต่างๆ พวกนี้ จะชื่อว่าการทดแทนบุญคุณก็ใช่ ประกอบด้วยกุศล ประกอบด้วยบุญเหมือนกัน แต่ว่ามันไม่เที่ยง มันไม่ชื่อว่าเป็นการทดแทนที่เบ็ดเสร็จ หรือเป็นการถาวร ถ้าไม่ให้พ่อแม่ได้อาริยทรัพย์ ถ้าได้อาริยทรัพย์แล้ว พ่อแม่ไม่มีการตกต่ำ ไม่มีการหมุนเวียน ไม่มีการทุกข์ร้อน มันเป็นโลกุตรทรัพย์ มันเป็นอาริยทรัพย์ มันเป็นสิ่งที่เป็นทรัพย์ที่แน่นอน เป็นทรัพย์ที่พ่อแม่ได้ไปแล้ว ไม่ต้องมานั่งใช้หนี้กับลูก วนเวียนใช้กันใหม่ แล้ว...ลูกก็ต้องวนเวียนใช้พ่อแม่ พ่อแม่ก็วนเวียนใช้ให้แก่ลูก วนเวียนไปกันอีกแล้วๆ เล่าน่ะ เพราะอาริยทรัพย์นั้น เป็นทรัพย์ที่ได้แล้วก็ไม่ตกต่ำ และการให้ทรัพย์ โลกียทรัพย์ให้พ่อแม่ พ่อแม่ก็ตกต่ำได้น่ะ พ่อแม่ก็ตกต่ำได้ วนเวียน เพราะไม่เที่ยงแท้เลย ในโลกียะจะได้ทรัพย์ศฤงคาร จะมีบุญ มีคุณ มีกุศล บอกแล้วว่าลูกจะทดแทนบุญคุณ เพราะเราได้รับจากพ่อแม่ เราก็ต้องทดแทนบุญคุณ หรือลูกจะทวงบุญคุณ พ่อแม่นั่นแหละ เป็นลูกหนี้ ต้องมาทดแทนบุญคุณพ่อแม่...เอ๊ย ต้องมาทดแทนบุญคุณลูก เพราะพ่อแม่เป็นลูกหนี้ ที่อาตมาว่าแล้ว...ลูกมันมาเกิดนี่ มันเหมือนเจ้าหนี้ มันมาทวงหนี้ ก็ตาม มันก็จะวนเวียนใช้หนี้ใช้สินกันอยู่อย่างนั้น ไม่รู้แล้วไม่รู้รอด ตกต่ำได้ไม่เที่ยงแท้ เพราะฉะนั้นตอบแทนกันไป...ก็เท่ากับซื้อขายให้กันไป ให้กันมา เอ้า เรามีไอ้นี่มา เราก็ให้กันไป เอ้า ทีหน้า ให้มาให้ไป แลกกันไป แลกกันมา ทดแทนกันไป ทดแทนกันมาอยู่เท่านั้นเอง แต่ก็เป็นรูปของโลกียะที่จะเรียกว่า กุศล หรือเรียกว่า บุญ มันก็จริงน่ะ รูปของโลกียะ จะเรียกว่าไม่บุญได้ไหม เราทดแทนให้ขนาดนี้น่ะ เสียสละถึงขนาดนี้ให้แก่พ่อแม่ หรือให้แก่ใครก็แล้วแต่ ไม่ถึงพ่อแม่ก็ตาม เป็นการให้ไหม มันเป็นการให้ การเสียสละ...โดยโลกียะ ปฏิเสธไม่ได้ เห็นไหม มันซับซ้อนลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ที่ไม่มีภูมิปัญญา รู้จักวัฏสงสาร รู้จักหนี้บาป หนี้บุญ ดังที่อาตมาอธิบายไปให้ฟังนี้แล้ว เราจะงง เอ๊! อย่างนี้ไม่เรียกว่าตอบแทนได้ยังไง ตอบแทนเราเข้าใจซับซ้อน เห็นไหม มันจะซับซ้อน เหมือนอาตมาบอกว่าอธิบาย...ในสภาพปฏินิสสัคคะ ในสภาพที่ย้อนไปย้อนมา มันเหมือนกับว่า เอ๊! แล้วอะไรกันแน่ ให้หรือไม่ให้ ได้หรือไม่ได้...จะว่าเอาหรือไม่เอา มีหรือไม่มี เป็นอัตตาหรือเป็นอนัตตา อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมีนัยที่สลับซับซ้อน กลับไปกลับมา ปฏินิสสัคคะนี่ กลับไปกลับมา ที่อาตมาก็เคยพูดบ่อยๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เราฟังภาษา โดยภาษาตื้นๆ เราจะไม่เข้าใจที่นี้ อีกอย่างหนึ่ง ที่บอกว่าตอบแทนพระคุณนี่ผู้ที่จะ ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ที่ชื่อว่าพระพุทธเจ้า ตรัสเลยว่า แม้ประมาณเท่านี้เสียด้วย แม้ประมาณเท่านี้ แม้เท่านี้แล ประมาณเท่านี้แล ชื่อว่าการตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ก็เพราะว่า ถ้าได้ช่วย หรือได้ให้พ่อแม่ ได้อริยทรัพย์ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา นี่เป็น อาริยทรัพย์ เป็นอาริยทรัพย์ 4 ที่อาตมาก็เคยเอามาเทศน์ มากมายแล้ว...หรือจะขยายเป็น 7 ก็ตาม หรือแค่ 4 นี่ก็เป็นอาริยทรัพย์ที่แท้ ถ้าขยาย สมบูณร์ก็เป็น 7... นี่จำกันได็ไหม แถมอีก 3 อะไร ...ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา หิริ โอตตัปปะ...นั่นมันบารมี 10 ทัศแล้ว... หิริโอตตัปปะ พหุสัจจะ พหุสุตะ เอ๊! ใช่หุสัจจะ หรือเปล่า พหุสุต หิริโอตตัปปะ พหุสุตะ...จาคะ ปัญญา... พหุสุตะ หรือสุตะนี่ หมายความว่าความรอบรู้ ส่วนปัญญานั่น หมายถึงญาณ ญาณตรัสรู้ ปัญญานี่ หมายถึงญาณตรัสรู้ พหุสัจจะ หรือพหุสุตะ สุตะ พหุสุตะ แปลว่า ความรู้ รอบรู้โลกียะ รอบรู้โลกธรรม รอบรู้ผู้คน รอบรู้สังคม รอบรู้อะไรต่างๆ นานา เป็นความรอบรู้ รู้ความรู้รอบตัว หรือว่าความรอบรู้สมัยใหม่นี่ คือสมัยใหม่นี่ เรียกกันแต่สุตะนี่แหละ ...สมัยสใหม่นี่เรียนแต่สุตะ หรือว่าพหุสูตะ เรียกเต็มๆ เขาเรียกว่า พหูสูต เป็นพหูสูต เป็นผู้รอบรู้น่ะ ซึ่งต่างกันกับญาณ หรือปัญญาอยู่ ปัญญา หรือญาณนี่คือ โดยเฉพาะญาณ หรืออธิปัญญา ปัญญานี่ คือตัวต้องมีญาณรู้ในสัจธรรม รู้ในอาริยธรรม ตัวนี้ ซึ่งอาตมาเคยพูด เคยบอก อธิบาย ...ต่างกับเฉกะ หรือความฉลาด แบบเฉกะ เฉโก ความฉลาดเฉลียวเหมือนกัน ฉลาดเฉลียวทางโลก… ปัญญาก็ความฉลาด เฉกะก็แปลว่าความฉลาด แต่มันฉลาดเชิงโกง เชิงฉลาด เชิงยังไม่บริสุทธิ์ ฉลาดเชิงยังไม่ ไม่ได้เป็นการสูตรอาริยะ แต่ถ้าปัญญาแล้วนี่ เป็นอาริยะ แต่คนเขาฟั่นเฝือแล้ว เขาแปลความเฉลียวฉลาด เอาปัญญามาแปลหมดเลย...มายืนยันความฉลาด เฉกะแปลว่าความฉลาดแท้ๆ ก็ยังไม่ใช่ พึงไปใช้กับใครเดี๋ยวก็ชกปากกันเท่านั้นเอง...บอก โอ๊! คุณนี่ ฉลาด แหม! เฉโกน่าดู...อย่างนี้ก็สวยสิน่ะ มาชมเราว่าเฉโกนี่ เราก็ซัดเข้าให้เท่านั้นเอง ...มันรู้เหมือนกันว่า ฉลาดโกงนี่หว่า ฉลาดไม่ซื่อ ฉลาดเฉโก ฉลาดแบบโลกียะ แบบเอาเปรียบ เอารัด ยิ่งเฉโก ยิ่งฉลาดลึกมากเท่าไหร่ โกงจนคนไม่รู้ตัว...อย่างทุกวันนี้ ทุกคนฝึกฝนแบบนี้ทั้งนั้นน่ะ
การตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ให้ถึงขั้นได้อาริยทรัพย์แท้ เพราะฉะนั้นต้องมีภูมิปัญญา รู้จักโลกุตระ รู้จักโลกียะ แล้วรู้จักว่าพ่อแม่ เรานี่ ยังไม่ศรัทธา ไม่ศรัทธาในอะไร...ไม่ศรัทธาในรัตนตรัย ไม่ศรัทธาในสัจธรรม ที่เป็นสัจธรรม ในระดับอาริยะ หรือโลกุตระ ยังเข้าใจไม่ได้ ยังเชื่อ ไม่เชื่อถือยังนี่ ยังไม่ศรัทธา หรือที่นี่ ให้พามานี่ไม่ ไปโน่นแน่ะ ไปวัดไหนก็ไม่รู้ ไปให้เขาหลอก ล้วงตับกินไส้ ไปไสยศาสตร์ ไปอะไร่ต่ออะไรอยู่นี่ ศรัทธาเหมือนกันนะ ถ้าจะว่าแล้วนี่ เห็นไหม ศรัทธาที่ยังไม่สัมมาทิฐิ กับศรัทธา ที่สัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ก็คือศรัทธา ยังไม่สัมมาทิฐินั่นเอง เพราะฉะนั้น ลูกนี่ จะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ต้องรู้ ต้องมีภูมิเลยว่าพ่อแม่นี่...รู้พ่อแม่ด้วย ว่าพ่อแม่ยังไม่ศรัทธา ก็คือยังไม่มีสัมมาทิฏฐิในศรัทธา ยังไปศรัทธามิจฉาทิฏฐิ เลอะเทอะอย่างนี้ ช่วยให้พ่อแม่ศรัทธาเข้าถึง สัมปทา เข้าถึงหมายความว่า มีความศรัทธาถึงขั้นญาณ ถึงขั้นเข้าถึงสัมปทา หรือปันนะ แปลว่าเข้าถึงโสดาปันนะ เข้าถึงมีการเกิด มีญาณเกิด มีตัวภูมิธรรม ทางจิตวิญญาณเกิด ไม่ใช่แค่ฟัง แค่ตรรกศาสตร์ หมายความว่าได้แล้ว ก็ได้เป็นพระอริยะกันแหละ มีอาริยทรัพย์ ก็คือ เป็นทรัพย์ที่เป็นอาริยะ ถ้าได้ศรัทธา ได้ศีล ได้จาคะ ได้ปัญญา ที่ถูกต้อง เป็น อาริยทรัพย์แท้ พ่อแม่ได้อันนี้เป็นทรัพย์นั่นแหละ แม้แต่ได้พื้นชั้นต้น ได้ประมาณเท่านี้แล ชื่อว่าตอบแทนพระคุณพ่อแม่ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญเลยที่จะหาทรัพย์ ให้เป็นทรัพย์ตอบ แทนพระคุณ หรือเป็นทรัพย์ที่มีค่าเป็นทรัพย์ที่สูงค่าให้แก่คนโดยเฉพาะพ่อแม่ เราต้องควร กตัญูกตเวที อย่างสำคัญยิ่ง ใช่ไหม! พ่อแม่นี่ต้องถือว่าแม้ตอบแทนพระคุณใครยังไม่ได้ ก็ต้องพ่อแม่มันต้องให้ได้ก่อน แล้วเป็นดีแหละ ใช่ไหม! พ่อแม่เรานี่ถึงอย่างไรๆๆ ก็เถอะ ท่านจะโหดจะร้าย จะทำไม่ปรานี ไม่ได้รักเราเลย อะไรอย่างนั้น ก็คือพ่อแม่ ใช่ไหม! ใครจะไปลบหลู่พ่อแม่เป็นอันไม่ได้ เพราะว่า ในสูตรพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ เพราะเหตุ พ่อแม่นี่ โอ้โห! ให้แก่เรามาแม้กระทั่ง ให้โลกทั้งโลก ให้แก่เรามาได้นี่ ท่านก็ไม่ได้บอกว่า พ่อแม่ไม่ได้มีพระคุณกับเรา...พ่อแม่มีพระคุณกับเราแน่...ท่านให้เราแก่โลก เราก็หาโลกให้ท่านบ้างนี่ ไม่ได้อย่างไร มันตอบแทนอย่างไร ก็ต้องหาโลกให้ท่านบ้าง ก็ตอบแทนพระคุณอยู่แล้ว แต่ท่านก็ยังบอกว่ายังไม่ชื่อว่าตอบแทนพระคุณพ่อแม่เลย เห็นไหม! มันฟังแล้ว โอ้โห! อาตมาว่าคนไม่งงนี่ อาตมาว่าก็จะต้องเก่ง...ต้องเก่งเหมือน อาตมาเนาะ...เพราะอาตมาไม่งง...อาตมาไม่งง อาตมาเอามาอธิบายได้น่ะ อธิบาย ได้แล้วก็ต้อง...คิดว่าเข้าใจด้วยนะเข้าใจไหม (เข้าใจค่ะ) เออโอ๊! เก่งเนาะพวกคุณ หรืออาตมาเก่ง หือนี่ (พ่อท่านครับ) ไม่ต้องแกล้งชมหรอกน่ะ อาตมาอย่างไรๆ ไม่ชม อาตมาก็สบายใจอยู่แล้ว...จะชม หรือไม่ชม ก็ไม่เป็นไรสบายใจอยู่แล้วน่ะ แต่แค่จริงๆ นะ ถ้าจะว่าถึงสบายใจนี่ แค่ที่อาตมาว่า อาตมาพบหน้าพวกเรา ไม่ทุกข์ไม่ร้อนนี่ สบายใจแล้วนอกจากไม่ทุกข์ ไม่ร้อนแล้ว ยังอุส่าห์ฟังอาตมาพูดแล้วก็เข้าใจอะไรได้นี่ โอ๊! มันไม่สบายใจอย่างไร่ล่ะ คนเราเข้าใจสิ่งที่เข้าใจยาก ไม่ใช่ของเข้าใจ่ง่ายๆ นอกจากเข้าใจแล้วยังศรัทธาด้วย...ศรัทธายังไม่พอ ยังพากเพียรปฏิบัติให้มันได้มรรคได้ผลด้วย เออ! มันน่าดีใจ เออ! สุดยอดออนซอนแหละเนาะ...สุดยอดออนซอนแหละ… ออนซอนแค่คน ให้ผู้อื่นที่เราให้ อย่างปราถนาดีด้วย มีเมตตา กรุณา มุทิตา ปราถนาดี ให้เขาได้เป็นสุข แค่ได้รับโลกียะ รสโลกียะสมบัติ...ได้รับการดูแล ได้รับการช่วยเหลือ ได้รับการประคบประหงม ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ธรรมดาสามัญ ที่มนุษย์พึงได้ มันก็น่าดีใจ มันน่ามุทิตาอยู่แล้ว ถ้ายิ่งได้อย่างนี้แล้ว ไม่น่าดีใจ ไม่น่าสุดยอดออนซอนได้อย่างไร...ได้อาริยทรัพย์นี่...สุดยอด... แล้วพวกคุณก็ได้มั่ง จะไม่ได้เสียเลยก็ไม่ใช่นะ ท่าทีก็ดูพอได้อยู่ใช่ไหม... หรือว่าแกล้งหลอกว่าได้…อุส่าห์มาอด มาลดมาทนอยู่นี่...หือ 4 บั้ง 5 บั้งเลยเทียวหรือ โอโห! เขามีแค่ 3 บั้ง สิบเอกก็ 3 บั้งเองไม่เห็นมี มันเหนือจากสิบเอก มันเป็นอะไรล่ะ 4 บั้งมีหรือ...บั้งข้าวหลาม...ก็เอาหนักๆ ก็มีแก้ ให้มันเบาขึ้นมาหน่อยน่ะ ฟังธรรม...ทีนี้ก็เข้าเรื่องต่อว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสนี่ เป็นเรื่องซับซ้อนลึกซึ้ง ว่าการตอบแทนพระคุณ พ่อแม่นี่ต้องให้ถึงขั้นได้อริยทรัพย์ ดังกล่าวนี้แหละ...แล้วต้องมีภูมิปัญญาจริงๆ ว่า ลูกจะต้องเข้าใจพ่อแม่ ยังไม่ศรัทธา ที่เป็นสัมมาทิฏฐิน่ะ ยังไม่เข้าใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง ไปศรัทธาในสงฆ์มิจฉาทิฏฐิ ไปแสวงหาธรรม ที่เป็นธรรมมิจฉาธรรม ก็เป็น พุทธธรรมมิจฉา มันเลอะน่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่ามาศรัทธาถูกทาง มีสัมมาทิฏฐิแล้วก็ถึงขั้นศรัทธา แล้วก็รู้ว่าพ่อแม่ปฏิบัติศีลก็แค่ สีลัพพตุปาทาน ยังแค่ยึดตามจารีต ประเพณี อาจจะเคร่งครัด เลยนะพ่อแม่ แต่ว่าเคร่งครัดอย่างสีลัพพตุปาทาน ตามจารีต ตามประเพณี สักแต่ว่าทำไม่ได้มรรคได้ผล ทำอย่างอุตสาหะก็ตาม พ่อแม่ โอ้โห!เหมือนปฏิบัติศีล ปฏิบัติธรรม โอ! ไปวัดไปวา เคร่งครัดน่ะ แต่ก็ไม่ได้มรรคได้ผล เพราะไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ยังทุศีล ยังปฏิบัติศีล ยังไม่ได้ถูกต้อง ยังไม่ได้มรรค ได้ผลที่จริง ถ้าได้มรรคได้ผลแล้ว จะต้อง ปฏิบัติแล้ว จิตใจจะต้องอวิปฏิสาร...จะต้องปราโมทย์ จะต้องปิติ จะต้องปัสสัทธิน่ะ จะต้องได้โดยไม่ยากโดยไม่ลำบากในฌาน อะไรอย่างนี้เป็นต้น จนเกิดนิพพิทา จนเกิด อะไรต่ออะไรไป จนบรรลุมรรคผล มีวิมุติ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ซึ่งเป็นอานิสงฆ์ของ ศีล...มีความสงบ อาตมาได้ผละ ละสุขไปคำหนึ่ง...มีสุขก่อน มีปัสสัทธิ มีสุข มีฌาน… สุขแล้วสมาธิได้ฌาน ได้สมาธิ...มีสุข มีสมาธิ...มีนิพพิทา...หือเออ ยถาภูตญาณ แล้วก็นิพพิทาวิราคะ แล้วก็วิมุติญาณทัสสนะ เป็นอานิสงฆ์ ของการปฏิบัติศีล ปฏิบัติศีล แล้วไม่อานิสงส์ เป็นสีลัพพตุปปาทานอยู่อย่างนี้ ก็ยังไม่ชื่อว่าได้ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ แต่ได้ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ได้ศรัทธา ดีจริงๆ อย่างน้อยศรัทธา ต่อมาก็ศีล ก็ได้ถือศีล...อย่างใครก็แล้วแต่นี่ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายมานี่ ได้ปฏิบัติธรรม...ได้ศรัทธา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างเข้าท่าละ มีสัมมา...ได้ปฏิบัติศีล พาลด พาละไม่มี ทุศีลแล้ว ได้ขัด ได้เกลา จิตใจก็ดีขึ้น มีอวิปฏิสาร ก็มีความไม่เดือด ไม่ร้อนใจ...มีการ ยินดีปรีดา มีปราโมทย์ มีประทับใจ โอ๊! ชื่นชมยินดีในหัวใจ มีความสงบระงับจากกิเลส ปัสสัทธิ มีสุข สุขอย่างวูปสโมสุข สุขอย่างสงบระงับ ไม่ใช่สุขเพราะได้ลาภ ได้ยศ ได้บ้าน ได้เมือง...ที่พระพุทธเจ้าตรัสมาแล้ว ต่อให้ได้ขนาดไหนละ วัตถุสมบัติ ได้แก้ว 7 ปรการนี่ มันเต็มไปด้วยทุกอย่างแล้วน่ะ...ถึงปานนั้นาก็เถอะ มันก็เป็นสุขโลกๆ แต่นี่เป็นสุขต้องวูปสโมสุข ที่ลด ละหน่าย คลาย จนตั้งมั่น เป็นสมาธิ จนเกิดภูมิปัญญา มีปญญาในตัวเองรู้ รู้ในญาณ...มีญาณรู้ หรือมียถาภูตญาณ ที่รู้ในที่กล่าวนี่ รู้ว่าเราจิตใจของเรา ละ หน่าย คลายจิตใจของเราสงบ จิตใจของเราปีติ ปราโมทย์ จิตใจของเราสงบสุข สุขสงบ มีวูปสโมสุข จนรู้ว่าเรานี่ มีนิพพิทาวิราคะ มีการปล่อย มีการคลาย มีการจาง มีการเบื่อหน่ายโลกีย์ออกไปจริงๆ มีญาณหยั่งรู้ว่าเราละ ลดโลกีย์ หน่าย คลาย ในโลกีย์เบื่อ ไม่เอาปล่อยทิ้ง จริงๆ มาอยู่ในภูมิโลกุตระที่ชัดเจนจน แหม! ศีลเป็นวิมุตติญาณทัสสนะเลยแท้ๆ มีวิมุติแท้ๆ เลยได้ด้วย อย่างนี้ชื่อว่า การตอบแทนพระคุณพ่อแม่...ประฏิบัติศีลจนกระทั่ง อาตมาอธิบายไปจบแล้ว จาคะก็อยู่ในนี้ เพราะว่าต้องละ ต้องหน่าย จาคะก็ต้องเอาออก ปฏิบัติมีบุญกิริยสาวัตถุ 10 ซ้อนๆ มีบุญที่แท้จริง เจริญ...มีบุญที่แท้จริง ไม่ใช่บุญแค่ โลกียะ เป็นกุศลโลกียะเท่านั้น เห็นไหม! เพราะว่า ท่านให้นี่...โดยบุญโลกียะนี่ ได้บ้าน ได้เมือง ได้รับความสุข ถูกประคบประหงม บำรุงบำเรอกันถึงขั้น แหม! ไม่ให้ตีนติดดินเลย ขี้ เยี่ยวบนบ่าบนไหล่เลย ได้ทรัพย์ศฤงคาร ถึงขนาดได้พระราชทรัพย์ มีอิสราธิปัตย์ ยิ่งใหญ่ มีอำนาจมหาศาลก็ตามนี่นะ จะเทียบเท่าอย่างนี้ไม่ได้ ยังชื่อว่าจะเป็นความเทียงแท้ เป็นความได้รับทรัพย์ ที่แน่นอน เป็นทรัพย์ที่วิเศษ เป็นทรัพย์ที่พ่อแม่ได้ไปแล้ว จะถือว่าตอบแทนพระคุณ ก็ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเลย...พ่อแม่ที่ได้รับอย่างนี้ ก็ถือว่า ได้รับสิ่งที่ วิเศษมาก ถ้าจะวนเวียนอธิบายกลับไปอีกว่า พ่อแม่ก็ต้องมาตอบแทนบุญคุณลูกเต้า ก็คือ ต้องเคารพนับถือนะ เพราะผู้ที่จะมีทรัพย์ เป็นลูกจะมีทรัพย์ ให้ทรัพย์อย่างนี้ แก่พ่อแม่ได้ ก็ต้องเป็นลูกที่ร่ำรวยกว่าพ่อแม่ ใช่ไหม? ร่ำรวยอะไรละ...ต้องร่ำรวย อาริยทรัพย์ ต้องมีฐานะสูงทางธรรม กว่าพ่อแม่ เห็นไหม! ความซับซ้อน มันซับซ้อนกันมากมาย แต่พูด ชัดๆ ว่าให้พ่อแม่มากราบ มันไม่ถูก แต่พ่อแม่ก็ต้อบเคราพนับถือ เพราะภูมิปัญญาที่รู้จักสัจธรรมก็ต้องรู้ว่า โอ้โห! พ่อแม่มีพระคุณต่อเรา เราก็ให้พ่อแม่ได้รับสิ่งที่วิเศษยอดที่ พ่อแม่ยังไม่มีก่อน เพราะลูกต้องมีอาริทรัพย์ก่อนใช่ไหม? เพราะฉะนั้นลูกต้องสูงกว่า พ่อแม่ก็ต้องเข้าใจแล้ว แต่จะให้พ่อแม่มา กราบลูก มันไม่ถูก แต่ก็ต้องรู้ว่า โอ! บุญคุณลูกนี่ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เห็นไหม! มีความซับซ้อน ซ้อนเชิงลึกซึ้งอย่างนี้มีความลึกซึ้งขนาดนี้ แต่เราจะไปพูด เหมือนทวงบุญทวงคุณพ่อแม่ หรือว่าเราไปทำตน เป็นเหนือพ่อแม่ไม่ได้...ยังถือว่าเป็นการตอบแทนพระคุณพ่อแม่ แต่พ่อแม่ต้องเหนือกว่า มันเป็นอย่างนั้น คือเหนือกว่าอยู่ แต่จริงๆ แล้วโดยอาริยธรรม ลูกย่อมสูงกว่าพ่อแม่ โดยอาริยธรรม มันกลับไปกลับมา พูดแล้ววนเวียนๆ ไม่รู้แล้ว คุณรู้ไหมนี่ว่าใครสูงกว่าใครกันแน่ หรือว่าใครต้องกราบใครแน่ ฟังแล้ว เราก็วต้องกราบพ่อแม่ โดยรูปธรรม โดยสมมุติสัจจะ แต่โดยปรมัตถสัจจะนั้น เราต้องไม่ยึดถือว่า เราเป็นผู้ให้ไม่ยึดถีอว่า เราเป็นอัตตาไม่ยึดถือว่าเป็นของเราเป็นอัตนียา เพราะผู้ที่เป็นอริยะก็ต้อง อย่าไปยึดถือ ไปติดยึดบุญยึดคุณน่ะ ต้องไม่ซับซ้อน แหม! ไม่มีที่จบก็แย่กัน ต้องมีที่จบ...เราต้องไม่ถือว่าเราเป็นบุญเป็นคุณกับพ่อแม่ ส่วนพ่อแม่จะระลึก พ่อแม่จะมีความเข้าใจในสัจธรรม เข้าใจบุญในคุณ ในค่าสิ่งที่ดีที่งามอะไรก็ ถ้าพ่อแม่เข้าเป็นอาริยบุคคล ก็จะเริ่มเข้าใจอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตามธรรม โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ก็ ตอนแรกอาจจะมีอัตตามานะเป็นพ่อแม่ลูกให้...บ้างก็ ยังอาจจะได้ แต่สูงไปเรื่อยๆ ก็จะต้องเข้าใจในลูก ว่าอ้อ สัจจะ ว่าลูกไปก่อนเรา แล้ว ลูกสูงกว่าเราแล้ว ลูกได้สิ่งที่ประเสริฐกว่าเราแล้ว พ่อแม่จะต้องเข้าใจไปในอนาคต ดีไม่ดี ลูกปรินิพานไปแล้ว แต่ถ้าลูกไปขี้เก๊ ชมสวน พ่อแม่ได้แล้ว พ่อแม่ก็เลยไป speed ตอนหลัง แซงก็ช่วยไมได้ละนะ พ่อแม่ได้อริยทรัพย์ แล้วก็ลูกก็เลยชมสวนเป็นโสดาฯ ขี้เกียจ...ก็ไขความต่อ ที่เจตนาเอาเรื่องนี้ มาอธิบายให้พวกเราฟัง ก็เพื่อให้เราพวกเรารู้ว่า อาริยทรัพย์นี้ มันสำคัญยิ่งขนาดไหน ต่อให้คุณนี่ ไม่มีลูกกับเขาต่อให้คุณมีลูกเลย สมมุติว่าให้มีลูก เขาหาสมมุติว่าให้มีลูก เขาหาสมบัติ ราชสมบัติ ให้คุณเลยนี่ คุณไม่ต้องเดือดร้อนอะไรเลย เท้าไม่ติดดินเลยนี่ อยู่บนบ่าจะไปไหนมาไหน แม้จะขี้จะเยี่ยว ก็ขี้บ่นบ่าเยี่ยวบนบ่านี่...จะเจ็บปวดตรงไหน จะโอยตรงไหน ก็นวด...โอยเจ็บตรงไหนพ่อเจ็บตรงไหน แม่นวดฟั่นนประคบประหงมอยู่ขนาดนี้ ต่อให้อย่างนั้น คุณก็ยังไม่ได้ถือว่าคุณได้อะไรน่ะ สรุปง่ายๆ น่ะ แต่มันได้แต่ ไปพูดแล้ว ต้องซับซ้อน ต้องลึกซึ้งให้ดีๆ นะพูดไปแล้วก็กลับไปกลับมา ประเดี๋ยวว่าเอ้า! เดี๋ยวว่าไม่ได้ เดี๋ยวว่าได้ ประเดี๋ยวมัน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive