401104 การพัฒนาความเจริญของมนุษย์ ธรรมก่อนฉันโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2540
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์375 KB
วันที่แก้ไข15 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

401104 การพัฒนาความเจริญของมนุษย์ ราชธานีอโศก

เจริญธรรมทุกๆคน รู้สึกว่าหน้าอ่อนๆหน้าเด็กๆนี่เยอะ คนโตๆพร่องไป อะไรมาเอาไป? (คนฟังหัวเราะ) (คนฟัง : มาแล้วค่ะ) มาแล้วค่ะ เขามีแต่เลิกแล้วค่ะ (คนฟังหัวเราะ) นี่มาแล้วค่ะ เหอ? ที่จริงมันก็น่าจะมากกว่านี้ ตามธรรมดาเคยมากกว่านี้ผู้ใหญ่ มีแต่เด็กๆเยอะนี่ เอาล่ะไม่เป็นไร เด็กๆเยอะก็ดี อาตมาว่าตอนนี้ล่ะ อาตมาจะพยายามสร้างให้เด็กนี่แหละ เป็นฐานต่อไปในอนาคต ผู้ใหญ่ก็รู้สึกว่าปลุกกันไม่ค่อยจะขึ้นเท่าไหร่ อย่างไรไม่รู้นะกลายเป็นเฉื่อยๆ ผู้ใหญ่ ทั้งๆที่อาตมาเองอาตมากลับรู้สึกว่า โอ้โฮ!ตัวเองนี่มันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมานะ อาตมาทุกวันนี้ใครถามก็คงรู้แล้ว อาตมาตอบว่าอาตมาอายุเท่าไหร่? (คนฟัง:16) ลดลงไปเหลือ 16 หรือ? อาตมาตอบเมื่อไหร่ว่าอาตมา 16 ? (คนฟังที่มหาปวารณาบอกว่า 26) (หัวเราะ) แหม ไปถึง 16 เลยหรือ มากไปแล้ว 16 น่ะ (คนฟังหัวเราะ) ขนาด 26 ก็ยังเวอร์ขนาดหนักอยู่แล้ว (คนฟังหัวเราะ) 26 ก็เวอร์หนักแล้วยังจะไป 16 อีกนี่มันแหม มัน(หัวเราะ) อาตมารู้สึกว่าอาตมาหนุ่ม สดชื่น อย่าไปดูหน้านะ (คนฟังหัวเราะ) ดูที่อารมณ์ ดูที่ท่าทีลีลา มันกระปรี้กระเปร่า มันอย่างนั้นจริงๆ มันสดชื่น มัน...ไม่รู้ซิ กระปรี้กระเปร่าน่ะ จะใช้ศัพท์ว่าอะไรดีกว่านี้ มันไม่มีศัพท์อะไรที่จะเหมาะนะ กระปรี้กระเปร่า จะกระฉับกระเฉงก็ขนาด ร่างกายมันให้ได้นะ เพราะว่าเราก็อายุยาวมาถึงขนาดนี้ ร่างกายมันก็ไม่เหมือนอายุ 16,26,36 อะไรแน่ เพราะว่าสังขารร่างกายมันไม่คล่องแคล่วอย่างนั้นแน่ แต่ความกระปรี้กระเปร่าในตัวตนมันมี กระปรี้กระเปร่านี่มันไม่ได้หมายความว่า ตัวร่างกายที่มันทำได้ตามต้องการอะไรอย่างนั้น มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นอาการของทางจิตใจมันรู้สึก

อ่านต่อ

มันกระปรี้กระเปร่านะ กระปรี้กระเปร่านี่มันอาการของใจ แล้วมันก็มาออกทางกาย ทางอะไรต่ออะไรได้ด้วย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆนะ เพราะว่าอาตมารู้สึกมันดี รู้สึกดี รู้สึกว่าเออ...มันมีความหวัง แต่ไม่ใช่ความหวังใหม่นะ ความหวังเก่า ความหวังของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าได้พาทำมา

อาตมาก็เอามาพิสูจน์กับพวกเรา พิสูจน์แล้วมันเห็นจริง เห็นผลว่ามันไปได้ แม้แต่ยุคนี้ซึ่งเป็นยุคที่โลกมันจะไม่ไหวแล้ว ทุกอย่าง แปรปรวน มันไม่เที่ยงถึงขนาดระดับมัน มันเสื่อมไป เสื่อมไป จนกระทั่งมันถึงจุดแปรปรวน มันจุดใหญ่ มันรวมมาถึงรอบของความเสื่อมก็ตาม ความเกิดก็ตาม ความเกิดมาในจุดหนึ่ง ถึงรอบมันก็จะมีอะไรๆสะสมขึ้นมา ถึงรอบแล้ว มันก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่พัฒนาขึ้นในด้านความเกิด ส่วนในด้านความดับ หรือด้านความเสื่อมนี่มันก็... พอไปถึงรอบ เปลี่ยนแปลงไป พอมาสะสมอะไรขึ้นมา สะสมความเสื่อมนั่นแหละ มาถึงรอบหนึ่ง พอถึงขีดรอบของมันนี่ มันก็จะเป็นจุดที่เสื่อมเห็นชัด มันจะเป็นอย่างนั้น ในลักษณะของธรรมชาติทั้งมวลในเอกภพนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะในโลก มันเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น แต่เราคำนวนตายตัวไม่ได้เท่านั้นิว่า แต่ละรอบแต่ละรอบนี่ บางอย่างก็มีรอบที่พอรู้ แต่ในเรื่องของโลก ที่ความเป็นไปของมนุษยชาติของสังคมสิ่งแวดล้อมนี่ มันก็พอคำนวนได้คร่าวๆในระดับหนึ่ง แต่ในระดับละเอียดอันประกอบไปด้วยทั้ง โดยเฉพาะความเจริญที่ประกอบทั้งมนุษย์นี่มันบอกไม่ได้ นอกจากบอกไม่ได้แล้ว คนก็ยังเข้าใจไม่ถูกต้องด้วย เพราะว่า ความเจริญของคนที่มองไปในแง่โลกีย์ มองไปในระดับตื้นๆ มันจะเห็นความเจริญอีกแบบหนึ่ง เป็นความเจริญทางการปรุงแต่ง เป็นความเจริญในทางที่สร้างเสริมขึ้นมา แล้วคนนี่หลง หลงว่าตัวเองเก่ง หลงว่ามนุษย์นี่สร้างขึ้นมาได้ ทำอย่างนี้ขึ้นมาได้ ประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่งระดับใดนี่ ก็โอ้โห!หลงใหลว่าเราเก่ง นี่ฝีมือ นี่เป็นความเจริญความก้าวหน้า ความพัฒนา หลง แต่ความจริงแล้ว การพัฒนาอะไรออกมา ที่เป็นเรื่องของคนทำขึ้นมา โดยเฉพาะในสิ่งที่มันขาดแคลน หรือมันพร่องไปแล้ว ทรัพยากรของโลกมันพร่องลงไปอย่างนี้เป็นต้น เสร็จแล้วคนก็คิดทดแทนขึ้นมาได้ ก็หลงใหลว่ามันเจริญ หลงใหลว่าเก่งว่าสามารถ อะไรอย่างนี้เป็นต้น แล้วภาคภูมิ หลง ภาคภูมิมากมายนะ หลงภาคภูมิ ก็จริง ที่จริงมันก็ถูกต้อง แต่ความจริงแล้วนั่นน่ะมันบอก สัญญาณให้เรารู้ว่า มันเสื่อมไป มันหายไป โลกนี้ไม่มีธรรมชาติเอง มันขึ้นมาทดแทนไม่ได้ คนจึงจำเป็นต้องดิ้นรน แล้วก็สร้างมันขึ้นมาทดแทนให้ได้ แล้วการทดแทนนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า มันเป็นเรื่องของธรรมชาติเองที่มันพาเกิด แต่มันเป็นฝีมือคน เพราะฉะนั้นคนนี่มันไม่เป็นธรรมชาติ คนก็จะต้องทำต่อ คนก็ต้อง...พลังงานของคน พลังงานของอะไรต้องมาผลักดันต่อ มันไม่ใช่เป็นพลังงานของธรรมชาติที่มันเดินเครื่องของมันเอง ไปตามวัฏจักรของมันเอง เป็นพลังงานของธรรมชาติของมันเอง เช่นว่ามันสังเคราะห์กัน ต้นไม้พอมันเป็นมันเกิดแล้ว มันก็สังเคราะห์ของมันเอง คนไม่ต้องไปทำ คนซิไปทำให้มันไม่ได้ มันจะค่อยๆงอก ค่อยๆสังเคราะห์ชีวะร่างกายของมัน เป็นใบ เป็นดอก เป็นผลเป็นอะไร คนไปทำให้มันไม่ได้ มันทำของมันเอง อย่างนี้เรียกว่าธรรมชาติ หรือ แม้แต่ว่ามันไม่ถึงขนาดที่จะเป็นธรรมชาติซ้อนลึก เป็นพลังงานที่ซับซ้อนอยู่ในตัวชีวะของพืชของต้นไม้เองก็ตาม พลังงานของสิ่งที่มันเกิดอยู่นี่ ไม่ว่าลมจะพัด น้ำจะไหล ความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ทั้งอณู ทุกอณู มันเคลื่อนตัวอยู่ทุกบทบาททุกวันนี้นี่ ในอะไรที่ประกอบกันนี่ มันก็เป็นระบบของมัน โดยธรรมชาติที่มันเคลื่อนอยู่ เป็นไปอยู่ สังเคราะห์ตัวอยู่ ดินก็สังเคราะห์ตัว น้ำก็สังเคราะห์ตัว ลมอากาศก็สังเคราะห์ตัว จากแก๊สที่มันจะเสีย หรือว่ามันจะเพิ่ม มันจะเสื่อม มันจะเจริญอะไรของมันนี่ มันก็มีลักษณะของมันอยู่ในตัวของมันหมดเลย แล้วเป็นองค์ประกอบรวมกันหมด เป็นโครงสร้างใหญ่ของโลกทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าถึงจุดๆใดจุดหนึ่ง ที่มันเป็นไปในทางเสื่อม พอมันผสมผสานกันเสร็จแล้ว สังเคราะห์กันได้อย่างนั้นแล้ว มันก็จะเสื่อมเป็นรอบๆ มันมีรอบของมัน ซึ่งภาษาทางวิทยาศาสตร์ ก็คือจุด เรียกว่าจุดสังเคราะห์ จุดทำปฏิกิริยา มันก็ทำปฏิกิริยาให้เกิดผลใหม่ขึ้นมา จุดสันดาป จุดชวาล อย่างความร้อนถึงจุดหนึ่งนี่ มันก็จะมีเปลวไฟเกิดขึ้นได้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าความร้อนและก็องค์ประกอบของความร้อนนั้น มีอะไรที่จะทำให้เกิดเป็นเชื้อที่จะให้เกิดไฟลุกได้ ติดไฟขึ้นมาได้เพียงพอ มันก็จะเกิดการติดไฟ เรียกว่าจุดชวาลอย่างนี้เป็นต้น ถึงรอบของมัน หรือจุดเผาไหม้ จุดอะไรต่างๆอย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์ แม้แต่ในทางสังเคราะห์ในเรื่องของเคมีธาตุ หรือว่าเวลา เขาจะทดลองอะไรในอะไรต่างๆนานานี่ เขาก็จะรู้จุดของมัน ว่าถ้ามันได้องค์ประกอบเท่านี้ อุณหภูมิขนาดนี้ หรือว่าความแห้ง ความชื้นระดับนี้ มันก็จะเกิดการสังเคราะห์ขึ้นมา เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาได้ในอะไรต่างๆ ซับซ้อนอยู่ในสังคมโลกเป็นอย่างนั้น เหมือนกัน แม้แต่ในพฤติกรรมของมนุษย์ ชาวอโศกเรานี่มันมีรอบของมันเหมือนกัน มาถึงขณะนี้แล้วนี่ มีรอบของชาวอโศกระดับหนึ่ง ซึ่งอาตมาก็ให้สัญญาณมาเรื่อยๆ แต่ก่อนนี้อาตมาเคยตั้งไว้ว่าอะไร?(ถาม) เราเรียกอะไร?(ถาม) มันมีสภาพที่ตั้งชื่อไว้ เอาภาษาทางวัตถุรูป ทางธรรมชาตินี่มาเรียก รุ่งอรุณแห่งศาสนชีพ (คนฟัง : รุ่งอรุณแล้วมา แสงทอง) แสงทองแห่งศาสนชีพ (คนฟัง : แล้วก็มาตะวันธรรม) ตะวันธรรมแห่งศาสนชีพ อะไรอย่างนี้ มันก็เป็นขีด เราจะพอเห็นได้ ตอนสางๆ ในเริ่มต้นรุ่งอรุณนี่มันก็จะมีแสงของพระอาทิตย์นี่มาเรื่อมานี่ พอจากนั้นขึ้นมา จากรุ่งอรุณแล้วก็ขึ้นมาถึงแสงทอง ก็จะเห็นแสง พระอาทิตย์มากขึ้น เยอะขึ้น ก็เป็นขนาดที่เราฟังแล้ว ก็เรารู้ว่ามันมีขั้นตอนของมันเป็นระดับๆๆ แสงทองหรือตะวันทอแสง ตะวันทอแสงในยุคจากรุ่งอรุณ แล้วก็มาตะวันทอแสง แล้วมาตะวันธรรม อาตมาเคยใช้ภาษาไว้ว่าเหมือนกันว่า มันยังไม่ถึงตะวันเที่ยงนะ มันยังไม่ถึงขั้นตะวันเที่ยง ถ้าถึงตะวันเที่ยงแล้วทีนี้ลงนะ(หัวเราะ) ทีนี้ลง มันจะขึ้นไปเรื่อยๆ นี่ขึ้นไป ขึ้นไป ขึ้นไป จนกระทั่งที่สุด ถ้าเที่ยงแล้ว หมายความว่าสุดยอดแห่งการเกิด การขึ้นไปถึงจุดสุดยอดแล้ว พอเที่ยงแล้วทีนี้จะให้ขึ้นต่อไปอีก ไม่มีนะ ไม่มี มีแต่มันจะลงแล้ว บ่ายคล้อยลงไปเลย จนกระทั่งถึงสายัณห์ จนกระทั่งมืดตึดตื๋อ ปิดจบนะ มีแต่อย่างนั้น เพราะฉะนั้น ขณะนี้เราก็มีภาวะที่มันกำลังเกิด ชาวอโศกเรานี่กำลังเกิด กำลังพัฒนาขึ้นมาได้เรื่อยๆ เขยิบขยับขึ้นมา จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของการเกิดกลุ่ม องค์ประกอบของหมู่กลุ่ม องค์ประกอบของอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ซึ่งเราก็พยายามแนะนำกัน แล้วก็พยายามทำกัน ขยันบ้างดันกันบ้าง เมื่อไม่ขยัน ก็ผลักๆ ดันๆ ดุนๆ กันขึ้นมาตามลำดับ มาเรื่อยๆ ขณะนี้มาได้ถึงขั้นนี้ ก็จะเห็นได้ว่ามันมีการก้าวหน้านะ มันเกิดผล จะเป็นผลทั้งวัตถุธรรมก็ตาม เป็นผลทั้งหมู่กลุ่ม ที่มารวมกันเป็นอยู่ ดำเนินชีวิตไปตามวิธีการของเราน่ะ มีวิธี มีแนวคิดของพวกเรา แนวคิดของพวกเรา เราก็จะรู้ว่าเราควรจะทำอะไร ควรจะเป็นอย่างไร จะมีแนวนโยบายแต่ละวัน แต่ละอะไร ก็คุยกัน ปรึกษากัน เทศน์กัน บรรยายกัน ประชุมกัน วิเคราะห์วิจัยกัน อภิปรายกัน อะไรต่างๆนานากันมา โอ๊!สารพัดที่เราทำ แล้วมันก็เกิดผลมาเรื่อยๆ เกิดผลมาเรื่อยๆ ทำมาเรื่อยๆ แล้วเราชีวิตของเราก็ได้ทดสอบตามความจริง เราได้อาศัย เราได้เป็นอยู่ แล้วเราก็ต้องรู้ว่าเราอยู่มาแล้วนี่มัน ในชีวิตที่เราได้อาศัยการเป็นอยู่ และแม้แต่ทางด้านจิตวิญญาณ อาศัยทั้งรูปธรรม อาศัยทั้งวัตถุธรรม อาศัยทั้งนามธรรมทางจิตวิญญาณของเรา เราอาศัยไปแล้ว มันเป็นอย่างไร มันรู้สึกเกิดอะไรขึ้นมา เมื่อเกิดอะไรขึ้นมาแล้ว ก็ยังมีข้อเปรียบเทียบ เพราะว่าชาวอโศกเรานี่ ไม่ได้ปิดหูปิดตา สังคมของเราเปิด ข้างนอกเป็นอย่างไรๆๆ เราก็ไม่ได้ไปปิดกั้นไม่ให้ไปรู้อย่างนี้เป็นต้น เราก็ไม่ได้ปิด ให้ไปรู้ได้ ข้างนอกเป็นอย่างไร เขามีอะไร เขาสนุกสนานอย่างไร เขาเอร็ดอร่อยอย่างไร เราก็รู้กับเขา ของเรานี่ถ้าจะไปเอร็ดอร่อยอย่างนั้น ดีหรือไม่ดีเราก็บอกกัน ถ้าลดลงมาได้ดีกว่า เราก็บอกกัน แล้วเราก็มาพยายามทำให้ลดลง ลดลงจริงๆ ลดลงมาได้ เขาก็มีแต่ไปนำหน้า เขามีแต่จะปรุงแต่ง เขามีแต่จะเพิ่มน้ำหนักแห่งการปรุงแต่ง แล้วก็สมมุติ สมมุติอัสสาทะ คือ สมมุติรสอร่อยของโลก อย่างนี้มัน อย่างนี้ดี อย่างนี้ซิน่าชื่นชม อย่างนี้ซิน่าสนุกสนาน อย่างนี้ซิน่าเอร็ดอร่อย อย่างนี้น่าเพลิดเพลิน อย่างนี้น่าได้น่ามีอะไรของเขา จะไปของเขาไปเรื่อย ปรุงแต่งกันไปเรื่อย สมมุติใหม่มาเรื่อยๆ เพิ่มเติมมาจากเก่า เพิ่มใหม่ด้วยไปเรื่อยๆ ของเราก็ได้รู้เท่าทันว่ า นี่น่ะยิ่งไปใหญ่ก็ยิ่งทุกข์ แล้วมันก็ไร้สาระในรสอร่อย ถ้าขนาดไหนคือสาระที่จะชวนใช้เป็นประโยชน์ การสังเคราะห์กันก็ดี หรือว่าการปรับปรุง การสร้างสรรอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรก็ดี ขนาดนั้นขนาดนี้มันเป็นประโยชน์ เราก็รู้ โดยเฉพาะจิตใจเรา จะรู้ว่ารสอร่อย หรือว่ากิเลส อัสสาทะ หรือรสอร่อย ที่เราเสพย์สม แล้วเราก็ถือว่าเป็นสุขนี่กับกิเลสที่มันจะเป็นตัวเหตุ เพราะอุปาทาน หรือจิตของเราไปได้ยึดถืออย่างนั้นมา แล้วเราก็จะต้องมีตัณหา หรือมีกิเลสตัณหา มีความปรารถนาอยากได้ตามที่อุปาทานไว้ มันจะต้องได้อย่างนี้ สีอย่างนี้ รสอย่างนี้ อะไรก็แล้วแต่ รูป รส กลิ่น เสียง หรือแม้แต่สภาพวิมาน สร้างวิมานว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อะไรไว้นี่ เป็นภพเป็น ชาติ แล้วเราก็จะเกิดตัณหา เมื่อเป้าที่เราต้องการนั่นเรากำหนดไว้ นั่นเรียกว่า อุปาทาน เป้าลักษณะอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ต้องการ เป็นเป้าที่เราสมมุติเอาไว้ว่ามันน่าจะได้อย่างนี้ เสร็จแล้วเราก็ไปมีตัณหาตามกาละ แหมกระเหี้ยนกระหือรือขึ้นมาตามตัณหา จะเร่งเร้าทำอย่างนี้มันถึงจะไปได้ ถึงอยากได้อย่างนี้มา ไอ้อยากได้ไม่ทำอะไรเลย ก็ได้แต่อยากได้ ได้แต่ทุกข์ แต่ถ้าอยากได้แล้วก็ดิ้นรน หาวิธีที่จะไปให้มันได้อย่างนั้นมาสมใจ คุณก็ลนลาน ดิ้นรนไป ถ้าได้มาสมใจก็เป็นสุข ถ้าไม่ได้ดิ้นรนไป เออ... หมดแรง พัก หยุดตัณหาไว้ แต่ยังไม่ได้ล้างอุปาทาน หยุดตัณหาไว้ ตัณหามันจะพัก เป็นพักๆอย่างนี้ ชั่วคราวชั่วคราว

กิเลสนี่นะ อาตมาเคยแปลภาษาว่า เป็นสิ่งที่ไปหลงตามที่เขาเล่าลือมา กิละ หรือ กิระ อาตมามาแยกวิเคราะห์ศัพท์นี้ พวกบาลีเขาโกรธจังเลยว่าไปทำลายภาษาของเขา แต่ที่จริงมันก็อันนี้ล่ะ อาตมาว่าใช่ แต่เขาเองเขาก็ไม่รู้ เขาก็ไม่รู้ที่มาเท่าไหร่หรอก กิระ มันดั่งได้ยินมา มันเล่ามันลือ มันสมมุติกันขึ้นมาของคนนี่แหละ เสร็จแล้วเมื่อเราไปหลง ไปหลงยินดี ไปหลงเห็นด้วย ไปหลงชอบว่า เออ...อย่างนี้ดีโว๊ย น่าได้โว๊ย น่าจะเอาอย่างนี้ จิตของคุณนี่ไปหลงติดอย่างนั้น นี่แหละเราเรียกว่าเป็นกิเลส ไปหลงยินดีหรือว่าไปหลงเข้าใจเอาตามเขา กิระดั่งได้ยินมา ได้ยินมาหรือได้ฟังมา ได้รับมา ได้รับรู้มา แว่วๆมาอะไรก็ตามใจ หรือว่ารู้ชนหน้าชนตา มัน โฆษณามอมเมาเรา ยั่วยุเรา จนเราบอกว่าเออ...มันน่าได้อย่างนี้บ้างนะ แล้วเราก็เกิดจิตแสวงหา เอสะ แปลว่าแสวงหา กิระ+เอสะนี่กิเลส เอสะหมายความว่าแสวงหา แล้วเราก็ไปแสวงหาตามที่เรา พอเราไปยึดขึ้นมา นั่นเรียกว่าอุปาทาน เออ...อย่างนี้น่าได้ พอเราได้ยินมาแล้วเราก็มามีเอสะ มีความแสวงหา ต้องการอย่างนี้ ต้องค้น คว้า ต้องไขว่คว้าเอาอย่างนี้ให้ได้ มีอาการอย่างนี้ขึ้นมานี่ เริ่มต้นขึ้นมาเมื่อใดก็แล้วแต่ เรียกว่ากิเลส จะเป็นการสร้างหรือเป็นการทำลายก็ตาม ถ้าเป็นการทำลายเรียกว่าโทสะ ถ้าเป็นการสร้างเรียกว่าเป็นการเอามาให้ได้ โทสะหมายความว่าทำลายไป เอามาให้ได้เรียกว่าโลภะหรือราคะ ทำลายไปเรียกว่าโทสะหรือโกธะ มันมีสองทิศเท่านั้นน่ะ เสร็จแล้วเมื่อเราเกิดพลังงานที่บอกว่า เออ...อย่างนี้น่าได้ แล้วก็อยากแสวงหา แสวงหาให้สมใจที่ต้องการเอามา หรือต้องการทำลายนั่นแหละ ทั้งสองด้าน เรียกว่ากิเลส พอเราไปกำหนดอย่างนี้แล้วเสร็จ ฝังใจไว้เลย ทีนี้จุดอย่างนี้จำไว้ กำหนดไว้ ติดยึดไว้ หรือฉวยไว้ อุปาทาน เกิดการฉวยไว้ อุปาทาน ที่จริง อุป+อาทาน อาทาน แปลว่าฉวยไว้ อุปะนี่แปลว่าการเกิด เกิดอะไรก็แล้วแต่ อันนั้นน่ะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเรา แล้วเราก็ยึดมันไว้ ฉวยมันไว้ ผูกมัดมันไว้ว่าอย่างนี้น่ะจะต้องเอาให้ได้ จะทำลายก็ต้องทำลายให้ได้ จะเอามาให้เป็นของตัวของตนก็จะต้องเอาให้ได้ แม้ไม่ได้เดี๋ยวนี้ก็พักมันไว้อยู่อย่างนั้น แต่มันก็อยู่ในจิตวิญญาณ เรียกว่าอุปาทาน เสร็จแล้วเมื่อเวลามันเกิดบทบาทต้องการ ตามที่เราได้อุปาทานไว้เมื่อไหร่ ก็มีตัณหาทุกที ตัณหาก็คืออยาก ต้องการแล้ว แล้วก็ดิ้นรน จะได้มาด้วยยากด้วยง่ายอย่างไร ถ้ามันง่าย มันมีใบเบิกทาง มีของแลกเปลี่ยน มีโน่นมีนี่ หรือมีคว้าได้เป็นของเราอยู่แล้ว คุณก็เสพย์ไป ถ้ามันไม่มีเสพย์ คุณก็ดิ้นรนหาให้มันจนได้ ดีไม่ดีก็ทำทุจริต ทำบาปเพื่อที่จะให้มาสมใจ แม้มันไม่ได้ ดิ้นรนขึ้นมาแล้วมันก็ไม่ได้ ยอมแพ้ เอ้า!พักตัณหาไว้ก่อน อุปาทานยังไม่ได้ล้าง เข้าใจกิเลส เข้าใจตัณหา เข้าใจอุปาทานเพิ่มขึ้นไหม? (คนฟัง : เข้าใจ) มันมีลักษณะคล้ายกัน ต่อเนื่องกัน ใกล้กันมาก แต่ว่ามันก็จะต้องรู้ว่าอย่างไรเรียกว่าอุปาทาน อย่างไรเรียกว่าตัณหา อย่างไรเรียกว่ากิเลส ซึ่งมันไม่ง่ายนะ อาตมาว่าให้ไปถามเปรียญเก้าที่จบๆมา กี่คนๆ ลองไปถามซิ อธิบายกิเลส ตัณหา อุปาทาน ต่างกันอย่างไร อธิบายให้ฟังชัดๆหน่อยซิ แล้วมันเกิดอย่างไร เหตุปัจจัยมันต่อมาอย่างไรลองไปถามๆเขาดูซิ อาตมาก็ไม่ได้เล่นเปรียญมา อธิบายตามประสาอาตมาเองนะ อาตมาจบมาจากมหาลัยนิรนาม (คนฟังหัวเราะ) มหาลัยนิรนาม ไม่มีชื่อ เขาจบกันมากันเยอะ เปรียญมาจากมหาลัยนั้น มหาลัยนี้อะไร ลองไปถามกันดู

คนเราถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจเนื้อหาพวกนี้แล้ว เราก็ยังยึดถือว่ามันก็เป็น ธรรมชาติมนุษย์ มนุษย์มันต้องมี เหมือนอย่างกับทางตะวันตกอเมริกานี่ พูดกันถึงเรื่องกิเลสกาม กิเลสกามมันต้องมาลดมาละ เขาบอกไปลดมันทำไม มันธรรมชาติ สัตว์โลกมันก็เป็นอย่างนั้นทั้งนั้นน่ะ คนไม่มีซิ มันผิดธรรมชาติ ไปลดมันทำไม มันจะมีก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ ก็บำบัดมันไป ก็จบเรื่อง ก็ชีวิตมันก็เท่านั้นน่ะ เขาฟังไม่ออกหรอก ไปลดมันทำไม มันเป็นความเสียหายอะไร ก็ทุกคนก็ต้องมี สัตว์โลกก็มีเป็นธรรมดา จะไปเลิกไปละมันทำไม เขาฟังไม่รู้เรื่อง มันเลิกแล้วมันก็สบายดีน่ะซิ ไม่เป็นภาระ แล้วเขาก็สอนกันนะ อย่างซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) บอก..โอ๊!คนเรา ถ้าไปลดกามเข้าแล้วนี่ มันหมดท่าเลยนะ เขาสอนๆกันอยู่ กาม เขาแปลว่า ความปรารถนาเหมือนกัน ความต้องการ มันก็เลยไปต้องการหมด ตัณหากามอะไร มันก็เป็นความต้องการไปหมด ถ้าคนเราไม่มีความต้องการแล้ว ก็เป็นคนเหมือนกับท่อนไม้ดื้อๆ ไม่มีความต้องการ ก็ไปไม่ออกซิ แล้วมันจะสร้างสรรอะไรล่ะ คนไม่ต้องการอะไรแล้วนี่ เขาเข้าใจไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไม่มาศึกษาดีๆ อย่างที่อาตมาพยายาม แยกวิเคร าะห์ แม้แต่ความต้องการที่เรียกว่า ตัณหา กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา พยายามมาอธิบายให้เห็นเด่นชัดว่า มันมีคุณค่าต่างกัน มันมีลักษณะต่างกัน นี่อาตมาพยายามอธิบายวิเคราะห์ให้ฟัง ก็เท่าที่เราจะสามารถอธิบายให้ฟังได้ ศึกษาตามดีๆ แล้วเรารู้ พอเรารู้อาการ อารมณ์ พวกนี้แล้ว ถ้าเราลองดูว่า เอ๊อ!กามตัณหา เราลดนี่ดีไหม ภวตัณหาถ้าเราลดบ้างล่ะมันดีไหม ส่วนวิภวตัณหา ที่อาตมาบอกว่ามันเป็นความต้องการเป็นอุดมการณ์ อย่างน้อยที่สุดเราบอกว่าต้องการอะไร ความต้องการ ต้องการลดกาม เป็นวิภวตัณหาแล้ว ต้องการลดกิเลสภวตัณหา กิเลสภพชาติ ถ้าเป็นภพ อบายภพอย่างนี้เป็นต้น เออ...ดี ลดอบายภพ ภพที่มันก่อบาปก่อเวรอะไรอย่างนี้ ที่มันจะไปหาเรื่องก่อบาปก่อเวร ลด ลดกิเลสอย่างนี้ นี่เป็นวิภวตัณหา เป็นตัณหาอุดมการณ์ หรือแม้แต่บอกว่า อยากจะทำความดี อยากจะเสียสละ อยากจะขยันหมั่นเพียร อยากจะอดทน อยากจะเป็นคนกตัญญูกตเวที หรืออยากจะเป็นคนที่มีฝีมือ มีความสามารถในการสร้างสรรขึ้นมาอะไรได้ดีๆ ก็เป็นวิภวตัณหาได้ เป็นความต้องการ ที่เกิดการก่อการ สร้างการรังสรรค์ที่ดี แต่มันซ้อนลงไปอีก รังสรรค์ขึ้นมาแล้ว แล้วก็โลภโมโทสันเป็นของเรา หรือว่ารังสรรค์ขึ้นมาได้ สร้างอะไรขึ้นมาได้ แล้วก็ไปเอาเปรียบเอารัดต่อไปอีก เอาไปเป็นอำนาจต่อรอง ข่มขี่คนอื่น เพื่อที่จะมีทั้งอำนาจ มีทั้งลาภที่ได้ มีทั้งสรรเสริญ อะไรต่างๆนานา เป็นโลกธรรมอีก ไอ้อย่างนั้นคุณมี ความสามารถขึ้นมา แล้วคุณก็เอาไปทำลาย ทำลายตน ทำลายโลก เดี๋ยวนี้คนเป็นอย่างนั้น ศึกษามหาวิทยาลัยไหนๆๆๆๆๆ จบมาในการศึกษาระดับไหนก็แล้วแต่ มีความสามารถจริง มีความรู้จริง มีฝีมือมาก สร้างสรรได้ดี แต่ยิ่งสร้างได้มาก สร้างได้ดี คนอื่นสู้ไม่ได้ ยิ่งเอาอำนาจนั้นน่ะ เป็นอำนาจบาตรใหญ่ที่ไปเที่ยวได้ทำร้ายสังคม ทำลายผู้อื่น เอาเปรียบเอารัดไม่มีที่สิ้นสุด มีระบบวิธีที่เรียกว่าระบบทุนนิยมนี่ เป็นระบบวิธีที่ซับซ้อนอย่างนี้ ก็เป็นอยู่อย่างนี้น่ะในโลก พวกเรามาเข้าใจทิศทางเป็นสัมมาทิฏฐิ อาตมานี่พูดนี่เท้าความ จนเข้าใจแล้วว่า เออ...เราจะเป็นอยู่อย่างนี้กันน่ะนะ นี่อย่างพวกเรานี่เป็นอยู่อย่างนี้แหละ จะมีการดำเนินชีวิตไปอย่างนี้ นี่เราก็ดำเนินกันมา จนกระทั่งกว่าจะมาเกิดราชธาณีอโศกนี่ เราก็มาตั้งนานแล้ว ก็คนเก่าๆที่ศึกษามาจากที่โน่นที่นี่ จากพวกเรานี่มา จนกระทั่งมามีแหล่ง หลักแหล่ง มีพื้นภูมิ มีที่ดิน แผ่นดิน มีต้นหมากรากไม้ มีองค์ประกอบของเสนาสนะ เป็นเสนาสนะ เป็นแผ่นพื้นภูมิ แผ่นดิน แล้วเราก็จะมาอยู่รวมกัน ซึ่งเราก็ได้อบรม ฝึกฝนวัฒนธรรมของเรา ฝึกฝนวิธีการดำเนินชีวิตของเรา จะกินอยู่หลับนอน จะเป็นอยู่อย่างไร ดำเนินชีวิตไปอย่างไร มีระบบวิธี แม้กระทั่งว่าการเป็นอยู่แล้วสร้างสรรขึ้นมานี้ จะแจกจ่าย กระจาย กระจายสิ่งที่สร้าง หรือว่าจะเผื่อแผ่เกื้อกูลในสิ่งที่เราเป็น เรามีกันนี่ อาศัยร่วมกันอยู่ อยู่ร่วมกันด้วยระบบอย่างไร เรามีส่วนกลาง กินร่วมกัน เป็นสาธารณโภคี เป็นการใช้อุปโภค บริโภค เครื่องอุปโภค เครื่องบริโภค เครื่องอาศัยของชีวิต ปัจจัยแห่งชีวิต โดยมีสาธารณะ มีทรัพย์ศฤงคาร มีเครื่องที่จะอาศัยพวกนี้ เป็นของส่วนกลางๆ ไม่ยึ ดเป็นของตัว ของเรา ของส่วนรวม แล้วเราก็ช่วยกันทำ ช่วยกันอาศัย จะกิน จะอยู่ จะใช้อะไร ก็เป็นส่วนนั้นส่วนนี้กันไป ใครทำลายมาก ใครเปลือง ใครผลาญ ใครไม่กระเหม็ดกระแหม่ ใครไม่ประณีต ใครทำสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย ทิ้งขว้างอะไรต่างๆนานา เราก็มาสอนกัน แนะนำกัน บอกกัน ปรับตัวกัน แม้แต่ในลักษณะของสาธารณโภคี อาตมาหยิบอันนี้มาพูดมากขึ้น ขยายความมากขึ้นตอนนี้ เพราะว่าอาตมาคิดว่าพวกเราเข้าใจ มีพื้นฐานในความรู้อันนี้พอสมควรขึ้นมาแล้ว แล้วเราก็ได้พิสูจน์ตัวพวกเราแล้วด้วย กลุ่มหมู่ชาวอโศกเรามีระดับสาธารณโภคีได้ มีของนี่ ส่วนกลาง มีกินมีอยู่กัน ใช้ไป ทุกคนพยายามที่จะไม่เอาอะไรเป็นสัดส่วนของตัวของตน รวมกันสร้าง รวมกันทำ แล้วก็แบ่งแจกกันไป อาศัยกินใช้กันไป ขัดเกลากันไป มาถึงวันนี้มันเป็นไปได้ มันเป็นตัวอย่างที่ยืนยันได้ ถ้าเราสามารถรวมกันได้ แล้วทุกคนก็เจริญ มีสมรรถนะ คนมีคุณคือ คนมีความสามารถ มีคุณค่า คนมีความรู้ มีฝีมือในการสร้างสรรอะไรก็แล้วแต่ ที่เราจะพยายามฝึกฝนกัน เรียนรู้กัน ทำไม่เป็นเราก็มาฝึกกันได้ ดำนาไม่เป็น ทำนาไม่เป็น เราก็มาทำนา คนเคยเรียนอะไรต่ออะไรมาอีกด้านหนึ่งเลย แต่เสร็จแล้วก็ต้องมาฝึกอันนี้ เราก็ทำไป มันก็จะเกิดความสามารถ แม้ความสามารถ ของเรานี่ยังไม่เก่งเท่าไหร่ ชาวนาอโศกนี่ไปสู้ชาวนาจริงๆเขาไม่ได้หรอก ทำกันไม่เป็นหรอก แล้วก็อดทน หรือว่า โอ๊ย!มันซับซ้อนนะ มันลึกซึ้งนะ คนที่เป็นแล้วนี่ดูง่าย แล้วก็ดูได้ทนทาน คนไม่เป็น อะไรนิดอะไรหน่อย เดี๋ยวก็แตก เดี๋ยวก็พอง เดี๋ยวก็เจ็บ เดี๋ยวก็ปวดตรงนั้นตรงนี้ไปหมดแหละ มันไม่คล่อง มันไม่ลงตัวหรอก หนุ่มๆสาวๆยังทำสู้คนแก่ไม่ได้เลย คนแก่ทำได้ดี ทำได้ทนกว่า ทำได้มากกว่า อะไรอย่างนี้เป็นต้น ทั้งที่เขาแก่กว่า ดูทำช้ากว่านะ แต่พอเขาได้เลยนะไม่สูญเสีย ไอ้พวกเราทำไปทำมานี่ ทำไป 20 เสีย 18 (คนฟังหัวเราะ) ได้ 2 คนแก่ทำไม่ได้ถึง 20 หรอก ทำได้ 10 แต่เขาไม่เสียเลย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันซับซ้อนอะไรพวก นี้ต่างๆนานานะ แต่ก่อนเราไม่เคยจะมาสนใจมาทำนานี่ แต่เราก็มาทำนากันได้นะ อะไรที่เป็นปัจจัยที่เรารวมจะทำกัน รวมเป็นส่วนกลาง คนก็มาตั้งใจฝึกปรือกันไป จะเกิดการเจริญ ทำนา ทำสวน ทำไร่ ทำไอ้โน่นไอ้นี่ เช็ดปัดกวาด หรือว่าดูแลอะไรต่ออะไรกันต่างๆนานา อะไรที่ควรจะสร้าง ควรจะทำ งานที่ทำงานเบา หรือว่างานที่มันเป็นงานโน่น หอคอยงาช้างอะไรนี่เยอะแยะ เราก็รู้ ถ้าเรายังไม่จำเป็น เราก็ยังไม่ถึงขั้นนั้นก็ได้ แต่เราก็ไม่ได้ดูถูกนะ ถึงวันหนึ่งเราอาจจะขึ้นไปถึงระดับนั้น แต่ตอนนี้เราก็ค่อยๆขึ้นมานี่ ค่อยอนุโลม หรือว่าค่อยประสมประสานขึ้นมา ใช้สภาพของงานที่เขาทำในระดับของเขา เราก็ทำระดับของเราไปเรื่อยๆๆๆ เราจะต้องมีปัญญารู้ชัดเจนด้วย ว่างานอะไรเป็นแก่นแกน ซึ่งอาตมาก็เน้นๆ เน้นกสิกรรมนี่ เพราะว่าในกสิกรรมนี่มันมีหมดเลย ในนี้ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และบริขารจำเป็นต่างๆอยู่ในกสิกรรมนี่หมด กสิกรรมนี่มันรวมทั้งความรู้ดิน ความรู้น้ำ ความรู้อากาศ อุณหภูมิ ความรู้ของพืช ต้นไม้ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นพืชเป็นต้นไม้ มันก็มีวัสดุขึ้นมาแล้ว มันก็มีไม้ ไม้แก่น ไม้ที่จะเป็นลักษณะแข็ง ดิน หินต่างๆ มันก็คือดินแน่ะ มันรวมอยู่ในกสิกรรม จะต้องรู้ ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้องรู้สิ่งที่มันสังเคราะห์ขึ้นมาแล้ว เราก็เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นวัตถุดิบ อาศัยใช้ ใช้อาศัยไ ด้หมดเลยในชีวิต เราไม่มีความรู้ ที่จะรู้จักพลังงานในระดับที่จะต้องขับเคลื่อนจรวด วิ่งออกไปนอกโลก ไปโลกพระอังคาร อย่าไปพูดถึงพระจันทร์แล้วเดี๋ยวนี้ มันล้าสมัยแล้ว มันไปอังคารแล้ว เดี๋ยวนี้เขาจะไปถึงพุธให้ได้ รู้ไหมว่าทำไมถึงไปถึงพุธ? ดาวพระพุธ เป็นดาวที่ใกล้พระอาทิตย์ที่สุด ไกลจากโลกเราที่สุด ดาวพระพุธนี่มันอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด อยู่ไกลห่างจากโลกมากกว่าเพื่อน เพราะฉะนั้นถ้าเราไปไกล ไปถึงดาวพระพุธได้นี่ เราใกล้พระอาทิตย์แล้ว(หัวเราะ) เราไกลไปจากโลก ดาวอังคารก็ไกลไม่ใช่น้อย อย่างนี้เป็นต้นนะ สรุปแล้วก็คือว่ามันก็ดิ้นรนกันไปข้างนอก ถ้าเราเองเรา คนเขาไปดาวพระอังคารมาได้นี่ เขาก็ได้หน้าได้ตา อาตมายังไม่รู้ว่าเขาไปดาวพระอังคาร เขาเอาอะไรมาให้แก่โลก หา? เอาอะไร? เอาผักกาดมาต้นหนึ่งได้ไหม? มากินเข้าไปรักษาร่างกาย (คนฟัง:ได้ความอยากรู้อยากเห็น) ได้แต่ค

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน