630930_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จิตบริสุทธิ์หมดอาสวะตกผลึกตั้งมั่นจึงเรียกสมาธิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
630930_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จิตบริสุทธิ์หมดอาสวะตกผลึกตั้งมั่นจึงเรียกสมาธิ ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1ULDVae0sByVulCJuEoy1z_U5cX6K4M6dVUTcbU1hpU8/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1ocV9_fgS9rZToRm-KP_GybvbBxyC1Hjj/view?usp=sharing
และยูทูปที่ https://youtu.be/MDhsi_GmIy8
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้เป็นวันพุธที่ 30 กันยายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก รายการเราเดี๋ยวนี้ออกอากาศทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งตอนนี้เขากำลังพัฒนาเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตทางดาวเทียม ซึ่งอนาคตจะรวดเร็วกว่าตอนนี้มาก ตอนนี้ที่อเมริกาจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ก็มีการดีเบตระหว่างโดนัลด์ทรัมป์กับโจไบเดน มีการโจมตีกันว่ากันไปมา ก็มีแต่นโยบาย แต่มองไม่เห็นการช่วยเหลือประชาชนจริง ซึ่งน่าจะได้พูดกันว่า แต่ละคนได้ช่วยเหลือประชาชนมามากมายเท่าไหร่
พ่อครูว่า...เริ่มต้นด้วย sms SMS วันที่ 27-29 ก.ย. 2563 _กรรณิกา หนึ่งน้อย : พ่อค่ะ การที่ลูก ๆ ส่งข้อความหรือคำถามมาหาพ่อ..เพื่อแสดงตัวตนว่าฟังพ่ออยู่ต่างบวร..แต่มีบางคนบอกว่าส่งมารบกวนพ่อ..มันใช่เหรอคะ..ลูกว่าดีเสียอีกได้พูดคุยกับพ่อถึงแม้จะอยู่ต่างบวรค่ะ..ตั้งแต่ไม่มีดาวเทียมลูกได้พบพ่อบ่อย ๆทางเฟสทางยูทูป..ผิดกับตอนมีดาวเทียมถ้าส่วนกลางไม่เปิดก็ไม่ได้ฟังตามสาย..และเปิดที่ศาลาบุญเหมิด(ศีรษะอโศกค่ะ).. พ่อครูว่า...ก็ถูก ไม่ได้กวนเกินอะไรหรอก
_วิลัยลักษณ์ เดนนิส : กราบนมัสการค่ะ มะละกอแพงค่ะที่ประเทศอังกฤษ บุญเก่ามี ข้าน้อยเลยไม่ติด ทานผักอะไรก็ได้และยังไม่เบียดเบียนสัตว์ กราบขอบพระคุณความรู้ที่ได้เรียนมาจากอาจารย์หมอเขียว ซึ่งต่อมาจากพ่อครู 🙏🏾
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำไมเรียกสมาธิที่เจริญว่าเป็
อ่านต่อ
นอธิจิตไม่เรียกอธิสมาธิ _ชำนิ จันทสุข : น้อมกราบพ่อครูครับ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อเป็นอธิ ทำไมสมาธิเป็นจิต คือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ครับ พ่อครูว่า...ทำไมไม่เรียก อธิสมาธิ แต่เป็นอธิจิต คืออย่างนี้ อธิ แปลว่ายิ่งๆขึ้นเจริญขึ้นก้าวหน้าขึ้น อธิศีลไม่สงสัย เพราะเจริญขึ้นเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ได้ หรือในเนื้อของศีลมันละเอียดมันสูงขึ้นได้ เคร่งขึ้น ทำได้ดีขึ้น ไม่ฆ่าสัตว์ก็ไม่ใช่แค่ได้แค่ไม่ฆ่าสัตว์ แล้วก็ไม่ไปทำร้ายมัน สูงขึ้นไปกว่านั้นไม่กินเนื้อสัตว์ หรือสูงขึ้นไปอีก นอกจากไม่ทำร้าย ไม่รังแก ไม่กิน ไม่ฆ่าแล้ว สูงขึ้นไปไม่กินแล้ว ยังมีจิต เอ็นดูปรารถนาดีหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เป็นต้น นี่คือคุณสมบัติเนื้อหาสาระของธรรมะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้ อธิจิต นั่นก็คือ สมาธินี่แหละ คำว่าสมาธินี้ไม่ใช่เข้าใจกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะของพุทธ สมาธิของทั่วไปเป็นของโลกีย์ เป็นของเดียรถีย์สามัญ คำว่าสมาธิคำนี้เขาก็แปลว่า จิตตั้งมั่น ของพุทธก็เป็นจิตตั้งมั่น เป็นจิตตั้งมั่นที่มีนัยยะสำคัญมีมิติลึกซึ้งกว่ากัน กระบวนการจิตใจที่ตั้งมั่นขึ้นหมายความว่าจิตใจมันแข็งแรง มันเป็นจิตที่เสถียร static เป็นจิต อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ในสังกัปปะ 7 เป็นลักษณะของ ศรัทธาหรือเจโต ส่วนลักษณะของปัญญาคือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อาตมาแปล อัปปนาว่า แน่วแน่ มีทิศทางเป้าหมายที่ชัด พยัปปนาคือแนบแน่น ยิ่งแนบยิ่งแน่นมากเข้าก็ปักใจมั่น จิตแข็งแรงปักมั่นเลย เจตโสอภินิโรปนา นี่เป็นกระบวนการทาง static หรือทางด้านกระแสบวก ส่วนทางด้านกระแสลบก็เป็นปัญญา มีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ตักกะ คือจิตเริ่มแสดงตัว เริ่มดำริ จะแปลสั้นๆว่าตักกะ ก็แปลว่า ตรึกก็ได้ หรือตริ หรือดำริ เริ่มเกิดขึ้นมา ก็มาเรียนรู้วิจัยจิตนี้แยกให้ออกว่าเป็นจิตที่สะอาดหรือเป็นจิตที่มีกิเลสผสมมา คนที่ไม่ได้ฝึกฝนเรียนรู้จะมีอวิชชา จิตมีกิเลสออกเมื่อวิจัยกิเลสได้ทำให้กิเลสลดลงก็เรียกว่า มีวิจัยวิจาร ศัพท์วิชาการ คือ วิตกวิจาร วิจาร คือ การเคลื่อนไหวลีลาอาการของมัน วิตกคือ static วิจารคือ dynamic เมื่อเรารู้จักกิเลส กำจัดกิเลสได้ชำระตัวนี้ด้วยวิธีวิปัสสนา วิธีที่ให้รู้ด้วยปัญญาเข้าใจว่ามันไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นตัวปลอมตัวหลอกตัวเก๊ มันไม่เที่ยงหรอกมันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มันพาให้ทุกข์ ก็ด้วยความเฉลียวฉลาดความเข้าใจเนื้อแท้ความจริงว่ามันมีอำนาจมีพลัง ที่เรียกว่าเป็นพลัง ฌาน พลังงานไฟที่มันมีความแรงกล้าจะทำลายความโง่ทำลายอวิชชาทำลายเนื้อกิเลสออกไป เมื่อกิเลสถูกพลังฌานกำจัดได้ละลายกิเลสนั้นได้หมด กิเลสดับแล้ว กิเลสไม่มี กิเลสไม่มีของพระพุทธเจ้านี้จนกระทั่งสิ้นอาสวะ หมดกิเลสสาสวะ พ้นสังโยชน์ทั้ง 10 สิ้นอาสวะแล้วจิตก็สะอาด ปริสุทธา เป็นตัวแรกของอุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เมื่อสะอาดมากยิ่งขึ้น ก็ตกผลึกเป็นแกนของสมาธิ เรียกว่า มุทุ ที่เป็นแกนองค์รวม ของพลังงานจิตที่สั่งสมอยู่ในตัวเลย มีทั้งคุณสมบัติของปัญญาและเจโต อยู่ในนี้พร้อมส่งเลย ทั้ง 2 สภาพ มุทุ ภาษาบาลีแปลหยาบๆว่า อ่อน คนไม่เข้าใจสภาวะก็บอกว่าจิตอ่อน ฟังแล้วก็อ่อนใจ เหมือนกับจิตอ่อนแอ มันก็ฟังแล้วก็น่ากลัว อาตมาก็เลยต้องมาแปลว่าเป็นจิตหัวอ่อน คือจิตดัดง่าย ต้องการจะดัดจะปรับก็ง่าย รู้ก็ไว เปลี่ยนแปลงเร็วไวเปลี่ยนแปลงง่าย เป็นสิริมหามายา ภาษาบาลีเรียก ปาคุญญตา คล่องแคล่วว่องไวฉับไว เรียก กายปาคุญญตา คือทั้งกายทั้งจิต ถ้าเฉพาะจิตเรียก จิตปาคุญญตา เมื่อมีคุณสมบัติดีก็เอามาทำงานด้วยอัญญา เป็นธาตุรู้โลกุตระ เป็นปัญญาเป็นความฉลาดแบบโลกุตระ ไม่ใช่เฉโก ไม่ใช่ความฉลาดแบบโลกีย์ ฉลาดของเทวนิยม สามัญปุถุชนคือเฉโก ส่วนฉลาดของพระพุทธเจ้าคือฉลาดแบบปัญญา มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ส่วนประภัสสราก็ยิ่ง ผ่องใสขาวสะอาดมากยิ่งขึ้น อาตมาเจอที่เขาแปลว่า จิตบริสุทธิ์ อ่อน เหมาะควรแก่การงาน ผ่องแผ้วผุดผ่อง อาตมาก็ดูแล้วมันแปลแล้วมัน ก็ยังไม่ดี แต่เมื่อไปตรวจพระบาลีดูก็รู้สึกว่าเข้าใจได้ทันทีเลยมันเป็นของเก่าของอาตมา เมื่อมีสภาวะแล้วก็เอาสภาวะนั้นมาขยายพวกเราก็เข้าใจมากยิ่งขึ้นได้เรื่อยๆใช่ไหม ยิ่งฟังๆ ยิ่งเข้าใจมากยิ่งขึ้น พวกเรามีสภาวะรองรับ ไม่ใช่แค่เข้าใจพยัญชนะเท่านั้น แต่เข้าใจในสภาวะด้วย ยิ่งปฏิบัติธรรมก็ยิ่งมีจิต ปริโยทาตา จิตเราก็มีแกนมุทุมากยิ่งขึ้นแล้วมาปฏิบัติการงานก็เป็นการงานที่ดีเหมาะควร คือกัมมัญญา แปลว่าการงานที่เหมาะควร มันก็ยิ่งดียิ่งเหมาะสมเหมาะควร กับกาละเทศะฐานะ ทำได้อย่างดี อย่างสมดุลเข้ากันได้ จะทำมาอีกขนาดไหนจิตก็ไม่ได้ต่ำลงเสื่อมลง มีแต่เจริญขึ้นเรียกว่าประภัสสรสุดยอด เมื่อจิตใจหมดอาสวะแล้วก็มาเป็นฐานสุดท้ายของจิตสะอาด คือสิ้นอาสวะก่อนแล้วจึงมีจิตที่สะอาดจากอาสวะมาตกผลึก จิตที่สะอาดนะ ไม่ใช่จิตใจที่ปนเปื้อนและเอามาตกผลึก แล้วบอกว่าจิตใจตั้งมั่นเอามาตกผลึกไม่ใช่ จิตใจขี้หมูขี้หมา ไม่ใช่ ต้องเป็นจิตใจที่สะอาดสิ้นอาสวะแล้วมาตกผลึก ในจรณะ 15 วิชชา 8 วิชชาข้อสุดท้าย สิ้นอาสวะ ปฏิบัติจรณะได้ฌาน 4 มีอุเบกขาสะอาดมาจากอาสวะแล้วตกผลึกลง จนกระทั่งตั้งมั่น ถึงเรียกว่าจิตอย่างนี้คือจิตเป็นสมาธิของพุทธ มันมีคุณลักษณะครบ โลกีย์ก็เรียกอธิจิต สั่งสมการสะกดจิตตั้งมั่น เขาก็เรียกว่าเป็นสมาธิ แต่เขาไม่บังอาจเรียกว่าสัมมาสมาธิ เขาก็ใช้ว่าสมาธิเฉยๆ แต่ของพระพุทธเจ้าบอกว่านี้เป็นของท่าน เป็นสัมมาสมาธิ ถ้าไม่ใช่สัมมาสมาธิท่านก็เรียกมิจฉาสมาธิ หรือบางทีตอนแรกท่านก็ประนีประนอมเรียกว่า เจโตสมาธิกับปัญญาสมาธิ พวกสายสัทธานุสารี แล้วมาสัทธาวิมุติ แล้วก็มากายสักขี ซึ่งปฏิบัติอย่างไม่ชัดเจน บางทีเขาก็เห็นว่าภายนอกทำได้เก่งเหมือนอย่างมหาบัว เป็นผู้ที่ข้างนอกไม่สะสมมักน้อย ต่างๆนานา ไม่เอาลาภยศสรรเสริญ แต่จิตใจลึกๆ ยังมีแรงออกมา ขออภัยที่ต้องว่าเหมือนถล่มท่าน แต่อาตมาไม่ได้เจตนาตรงนั้น เจตนาตรงที่ว่าท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ คนศรัทธาเลื่อมใส แต่พฤติกรรมของท่าน เขาก็ต้องรับ มันเป็นพฤติกรรมที่ผิดเป็นมิจฉา อาตมาจึงต้องเอาอันนี้ ซึ่งมันเป็นฟีโนมีนอล เป็นปรากฏการณ์แท้ เป็นเรื่องที่มีจริงก็เอามาเป็น specimen เอามาเป็นสภาวะตัวอย่างที่จะมายกตัวอย่าง ไม่ใช่แกล้ง แต่เห็นว่าเป็นประโยชน์ดีมากเลย ก็ขออภัย ก็ขอกราบคารวะท่าน ท่านก็เป็นภันเตแต่เสียไปแล้ว ถ้าหากท่านอยู่ก็คงไม่ได้พูดขนาดนี้ คนที่พลาดพลั้งผิดไปอย่างเช่นธัมมชโยนี้ อาตมาสงสาร จิตใจมีความสงสาร สงสารคือ สังสาร ความหมุนเวียนอยู่ในโลก วนในโลก อาตมาเห็นสงสารตัวนี้ที่ท่านต้องติดในสงสาร และติดอยู่ในนั้นมันตกต่ำด้วยนะ เป็นนรกเป็นสวรรค์ พากเพียรได้สวรรค์แล้วก็ลงนรก มันไม่ได้ออกมาได้หรอกมันวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ นี่คือความหมายของคำว่า สงสาร พูดโดยสำนวนโวหารว่า คนที่มีจิตใจไม่ได้ปรารถนาร้ายอะไร เห็นความสงสารของท่าน ท่านจะต้องตกอยู่ในสงสาร อีกกี่กัป สรุปแล้วทำไมไม่เรียกอธิสมาธิ เพราะจิตเป็นตัวแท้ที่ทำให้สะอาดบริสุทธิ์แล้วตกผลึกตั้งมั่น สมาธิ จริงๆแล้วก็คืออธิของศีล อธิของจิต อธิของปัญญา แม้ที่สุด อธิของมุติเป็นอธิมุติ ศีลก็เจริญ จิตก็เจริญ ปัญญาก็เจริญ วิมุติก็เจริญแล้วตกผลึกลงที่จิต จิตก็ตั้งมั่นควบแน่น ซึ่งเป็นจิตตั้งมั่น
_แก้วลา ไชยวงค์ : ประชาธิปัตย์เดี๋ยวนี้ไม่ใช่พรรคที่ประชาชนหวังพึ่งได้แล้ว คนที่คิดว่าเป็นคนดีก็เปลี่ยนไป พ่อครูว่า...ก็ยังไม่ขอวิจารณ์เรื่องนี้
_บัวเรียน ลาธุลี : รู้จักอโศกนานแล้ว แต่ไม่เคยให้อะไรกับอโศก มีแต่ได้ สิ่งที่ได้คือ ครอบครัวดี พ่อครูว่า...ไม่มีปัญหา สาธุ ดีแล้ว ติดตามไปปฏิบัติไป ตัวเองเจริญขึ้นก็ดีแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ฌาน อัคคี เตโช ต่างกันอย่างไร _สติพล จนพัฒนา : ฌาน, เตโช, อัคคิ แปลว่าไฟเหมือนกัน..แต่แตกต่างกันอย่างไรครับ?. สู่แดนธรรม...ฌาน เป็นกระบวนการ process ที่จะต้องทำลายเพื่อทำลายบาป นิวรณ์ สิ่งที่ยึดติด ทำลายด้วยความร้อนให้หายไปและสามารถแยกได้ว่าสัมมาหรือมิจฉา ส่วน เตโช หมายถึงธาตุที่ให้ความร้อนในการเผาผลาญ ส่วนอัคคีเป็นเรื่อง ไฟราคะ โทสะ โมหะ ไม่ว่าจะเป็นผู้เจริญหรือเสื่อมก็ได้รับความร้อนจากมัน พ่อครูว่า…อัคคีเป็นคำกว้าง common noun เป็นสามัญนาม แปลว่า ไฟ ไฟหุงข้าวก็ได้ อัคคียัญใช้เผาจริงเลย เอาคนเอาสัตว์เอาของไปเผา แม้ที่สุด จุดไฟธูปเทียนเป็นการบูชาด้วยไฟ ใช้ไฟเป็นสื่อ(อัคคียัญ) จุดธูปเทียนบูชาเป็นเดรัจฉานวิชา เรียก อัคคี ส่วนเตโช เป็นธาตุ เป็นตัวสภาวะ เป็นได้ทั้งนามธรรมและรูปธรรม เตโชก็เป็นพลังงานของอรูป หรือเป็นพลังงานของนาม แต่ใช้จริงๆ ถ้าฌานเป็นพลังงานของนามธรรมแท้ๆ ถ้าฌานเป็นพลังงานไฟเหมือนกัน แต่เป็นพลังงานไฟทางจิตวิญญาณ แต่เตโช เป็นพลังงานของรูปหรือนามก็ได้ เป็นสามัญนามมากกว่า ส่วนอัคคีนั้นหนักไปทางรูปธรรมวัตถุเลย สู่แดนธรม...อัคคี อะไรเป็นไฟก็เรียกอัคคี เช่น ราคะคี โทสะคี โมหะคี อัคคียัญ เป็นต้น
_kluy kluy (กล้วย กล้วย) : สาธุครับ พระเจ้าอโศกมหาราช คือ ต้นแบบของชาวพุทธ สา ธุ -- สันติ อโศก ก็ คือ แบบทางของชาวพุทธที่เป็นทางสว่างไปข้างหน้า สาธุ ครับ /สาธุ ครับ คนยุคใหม่เลี้ยงลูกให้ เป็นลูกเทวดา(ขี้เกียจ) ไปสอดคล้องกับนโยบายของ นักการเมือง คือ ทำงานน้อย แต่ให้ได้เงินมาก ในยุคนี้เป็นความเสื่อมใช่มั้ยคร้บ สาธุ พ่อครูว่า...ใช่ มันเป็นความเสื่อมของมนุษย์ที่ทำงานน้อยแต่ได้เงินมาก ส่วนชาวอโศกนั้นให้ทำงานให้มากแต่ได้เงินน้อยหรือทำงานฟรีเลยถึงจะเจริญ แล้วก็ทำอย่างเป็นจิตที่จริงด้วยไม่ใช่เสแสร้งอวดอ้างทำ แต่ทำอย่างจริงใจเห็นจริงเลยว่าเราได้ทำงานอย่างสร้างสรรค์เป็นเจ้าของงานเป็นคนมีคุณค่า แต่ก็ไม่ได้ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา ได้แล้วก็ได้ให้ผู้อื่นได้อาศัยใช้สอยมันก็เป็นประโยชน์ในโลก เราก็เป็นคนมีประโยชน์คุณค่าในโลก มันเป็นสัจจะแต่อย่าไปหลงความดีงามนั้น แต่ไม่ไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา แล้วก็ทวงบุญคุณใช้เป็นอำนาจพวกนี้ มันเลว อย่าไปทำ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯไม่สังกัดพรรคคือประชาธิปไตยที่สวยงามที่สุดในโลก _Naza myLove (นาซา มายเลิฟ) : ตอน กปปส.ชุมนุม ต้านนิรโทษกรรม ยิ่งลักษ์ก็ยอมถอย ถามว่า กปปส.ทำไมไม่กลับบ้านล่ะ แบบนี้เรียกว่าอะไร พ่อครูว่า...ก็ต้องทำให้มันสำเร็จเรียบร้อย เป็นความลงตัวจนกระทั่งพลเอกประยุทธ์มารับช่วง-รับไม้ต่อ เสร็จเรียบร้อยไป ก็ตกลงก็จบ เขาก็ยังถือว่า ตามรูปแบบนะ ตามฟอร์ม เขาก็ไปเรียกว่าพลเอกประยุทธ์เป็นผู้ที่ใช้พลังที่อยู่ในหน้าที่ เป็นผู้ควบคุมอำนาจกองทัพ แล้วก็มายึดอำนาจ เขาก็เลยถือตรงนี้ ตีกินตรงนี้ ด้วยเอาพยัญชนะภาษารูปแบบว่าพลเอกประยุทธ์มายึดอำนาจรัฐประหาร เป็นประเด็นนี้ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะให้นักรัฐศาสตร์ทั้งหลายเข้าใจกัน เพราะว่าน่าเห็นใจ จริงๆแล้วพลเอกประยุทธ์ไม่ได้ทำการรัฐประหาร และพลเอกประยุทธ์เมื่อได้อำนาจไปแล้ว ไปบริหารก็ไม่ได้แสดงอำนาจบาตรใหญ่เป็นเผด็จการ ก็ได้บริหารปกครองเป็นประชาธิปไตย แต่แรก ต่างประเทศหลายประเทศก็ไม่รับรอง ถือว่าเป็นรัฐประหารโดยทหารปฏิวัติเขาก็ไม่ยอมรับ ตอนแรกๆ ก็ยังไม่ได้เลือกตั้ง พลเอกประยุทธ์บริหารไป 3-4 ปีแต่มีผลงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งต่างประเทศยอมรับประชาชนก็ยอมรับ ให้มีการเลือกตั้ง เลือกตั้งแล้วพลเอกประยุทธ์ก็ไม่ได้เข้าพรรคไหนนะ แต่ก็ลงคะแนนเสียงเลือกพลเอกประยุทธ์ ส.ส.ลงคะแนนเสียงให้เป็นนายกฯอีก ตอนนี้แหละเป็นประชาธิปไตยแน่แท้ มันไม่ได้เหมือนกับประชาธิปไตยทางอเมริกาหรืออื่นๆเขา ที่ต้องเป็นหัวหน้าพรรคขึ้นมาเป็นนายกฯ แต่ละพรรคนั้นโหวตเสียงคนนอกพรรคคือพลเอกประยุทธ์มาเป็นประชาธิปไตย นี่แหละคือความเป็นประชาธิปไตยที่สวยงามที่สุดในโลก รู้ไว้ซะด้วย
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไทว่า…
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อริยะต่างจากอารยะและอาริยะอย่างไร _โอกาส เป็นของเรา : คนเรามีความคิดไม่เหมือนกันก็ถูก แต่พระอารยะจะมีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน เพราะความคิดของคนธรรมดาทั่วไปไม่สัมมาทิฏฐิ พ่อครูว่า...อารยะ คือ ความเจริญของสังคมทั่วไปธรรมดา เช่นประเทศอารยะ ส่วนอริยะ เอาความเจริญทางนักบวช แต่เป็นนักบวชที่ยังเป็นสายโลกีย์ เป็นสายเทวนิยมเขาก็เจริญ ดีสุดทางอริยะได้เป็นถึงขั้นศาสดา แต่ไม่มีโลกุตระ ส่วนศรีอาริยะ นี่ล่ะของโลกุตระ อาตมาก็เอาคำนี้มาใช้ เพื่อสื่อให้มีนัยต่างกัน อาริยะจึงต่างจากอารยะ และต่างจากอริยะ ความเจริญของโลกียะ โลกุตระก็เจริญดีเหมือนกัน ดีเท่าเทียมกันได้ ดีของโลกียะสูงสุดเป็นกุศลได้ ของโลกุตระก็ทำได้ แต่โลกุตระนั้นมีนัยยะสำคัญที่รู้จักกิเลสลดกิเลส ทำให้กิเลสตายด้วยความรู้จรณะ 15 วิชชา 8 ของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอีกเยอะ ในพระสูตรที่ขยายผลออกไปอีก จะไปเป็นปฏิจจสมุปบาท เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 แม้แต่ในจรณะ 15 วิชชา 8 ท่านเอง ก็ให้ศึกษาไปเรื่อยๆ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน การเลิกกามคุณ 5 เป็นเรื่องยากแต่เป็นไปได้ _สุทธิศักดิ์ เจวรัมย์ : ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยในเรื่องเลิกกามคุณ5 พ่อครูว่า...นี่แหละ ถูกต้องที่สุด คนจะรู้จัก กามคุณ 5 เห็นว่า กามนี้เป็นโทษ ภาษาบาลีว่า กามาทีนว เห็นกามเป็นโทษ คนที่ยังอวิชายังมิจฉาทิฏฐิ ติดใจในรสของกาม เสพกามแล้วรสนั้นจะเป็นสวรรค์ เรียกว่าสัคคะ ในอนุปุพพิกถา 5 มี 1. ทาน 2. ศีล 3. สัคคะ 4. กามาทีนว 5. เนกขัมมานิสังสา เนกขัมมานิสังสาคือ อานิสงส์ของการออกจากกาม กามาทีนว คือโทษของกาม สัคคะ คือ สวรรค์ ทานก็ดี ศีลก็ดี ได้สวรรค์ แต่สวรรค์นั้นยังเป็นโลกีย์อยู่ เพราะฉะนั้นคนก็ไม่เข้าใจสวรรค์ ก็ยังยึดถือในสวรรค์ ยังติดในสวรรค์อยู่ไปหลงสวรรค์อยู่ คุณทานสุจริต ทานที่จริงมันละเอียดซับซ้อนไปอีกว่าแม้แต่ว่าคุณให้ทานอย่างไม่สุจริต มีความซับซ้อนขี้โกงเหมือนธัมมชโย ขี้โกงเงินเขามาแล้วเอามาทำทาน คนก็ไม่รู้ เพราะเขาปิดบังไม่ให้ใครรู้ แต่เวลาทำทาน ออกข่าวถ่ายทอดโฆษณาให้คนอื่นมารู้เห็น ซึ่งมันก็เป็นกุศลอยู่ ใครก็เห็นว่าดี หลอกเขาให้เห็นว่าดี ดีก็ไม่ดีแท้ ดีปลอมดีหลอก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การให้นี่ ตัวให้หรือทานตัวเดียวนี่แหละ ให้แล้วทุจริตขี้โกง มันก็ยังให้ เดี๋ยวจะบอกให้สิ่งที่เป็นปัจจัยชีวิต ถ้าหากให้มีดปืนมันก็ไม่ดีเท่ากับสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญกับชีวิตให้ข้าวให้น้ำให้ที่อยู่อาศัย ที่เป็นปัจจัย 4 ดีกว่า เอาไปให้มีดไปให้ปืนเป็นอาวุธได้เลวร้าย ให้ไปแล้วก็เอาไปฆ่าแกงกันในสังคม ชาวอโศกจึงไม่ส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ เป็นตายร้ายดี เราจะไม่ใช้อาวุธอย่างเด็ดขาด ใครจะใช้อาวุธฆ่าเรา เราก็ยอมตาย แต่เราไปชุมนุมกันมาตั้ง 3-4 รัฐบาล พวกเราก็ไม่มีใครเสียชีวิต บาดเจ็บก็ไม่มี อันนี้เป็นเรื่อง อจินไตย ไม่ใช่ว่าเราหนีออกจากสนามนะ บางทีมันมีระเบิดลงข้างๆเราก็มี อย่างอาตมานี่เป้านิ่งอยู่บนเวที หากเขาใช้ Sniper ไม่มีพลาดแน่ ขออภัยนะ มันเป็นอานิสงส์ ไม่ใช่ไปท้าทาย การให้มันดีอยู่แล้วโดยง่ายๆตื้นๆ ในบารมี 10 ทัศ ทานเป็นอันแรก ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน แล้วก็เมตตากับอุเบกขา เป็นบารมี 10 เมื่อจะปฏิบัติธรรม ทานก็ดีศีลก็ดีและต่อๆไป แม้แต่เนกขัมมะ ปัญญา ขันติ สัจจะ อธิษฐานก็ทำให้เกิดกระบวนการเจริญของจิต จนจบ จบแล้วเป็นผู้เป็นอรหันต์ ก็จะใช้จิตตัวปลายคู่หนึ่งเรียกว่าเมตตาบารมีกับอุเบกขาบารมี มาทำงาน แล้วทำงานอะไร ทำงานทาน ให้ๆๆๆ อย่างอาตมาซาบซึ้งดี ถ้าเรามีจิต สาเปกโขแม้นิดนึงก็ไม่ดีแล้ว ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส) สีหสูตร ล.5 ข. 80 อย่างธัมมชโยนี้น่าสงสาร อาตมาจึงจำเป็นที่สุดที่จะต้องขยายความเปิดเผยความจริงผิดก็ต้องว่าผิด ไม่ถูกต้องก็ต้องว่าไม่ถูกต้อง ไม่มีจิตใจข่ม หรือดูถูกดูแคลนลบหลู่ดูถูก แต่มันเป็นตัวอย่างจริงมีของจริงยืนยัน อาตมาไม่ได้มุขเรื่องราวไม่ได้สร้างนิทาน แต่มันมีน้ำหนักความจริง เพราะเป็นสัจจะของสิ่งที่มันปรากฏ อย่างมหาบัวนี่ ขออภัยเถอะ ที่ต้องเอามายกตัวอย่าง มหาบัวนี่ กามคุณ 5 มันคือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไปติดยึดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสของหมากพลู เป็นต้น นี่เป็นตัวชัดเจนของมหาบัว กินหมากปากเปรอะกระทั่งตาย ไม่รู้ว่าตัวเองติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่รวมอยู่ในหมากพลู ซึ่งมันไม่ได้ติดง่ายๆเลยนะเหมือนกับคนดูดยา ซึ่งดูดเข้าไปแล้วมันแสบ ยิ่งยาฉุน อาตมาเคยไปลอง ก็รู้สึกฉุนไม่แตะเลย ส่วนปูนนี่มันยันเอา แต่ท่านไม่รู้จริงๆว่าท่านติดท่านเสพ ขนาดกามคุณ 5 เป็นฐานต้นของสิ่งเสพติดเป็นอบายมุข จัดอยู่ในสิ่งเสพติด สุรา นี่ ภาษา สุระ แปลว่า กล้า แข็ง หยาบ ก็ไปแปลว่าน้ำสุรา ก็ใช่ น้ำสุราก็ใช่ เฮโรอีนก็ใช่ ยาบ้ายาอีก็เป็นสิ่งเสพติด แม้ว่าหมากพลู มันจะไม่กินแรงจนกระทั่งทำให้ชีวิตแย่ตายไปคาปากเลย แต่มันก็เสพติดอย่างเนียนนะ เพราะฉะนั้นลูกศิษย์ลูกหาท่านเยอะ พระสายพระป่าพระธุดงค์กรรมฐานสายหลวงตาบัวนี้กินหมากกันปากเปรอะ ฟังให้ดีๆอาตมาเจตนาดี แต่อาตมาไม่เป็นคนพูดเพราะ ไม่พูดหวาน ไม่พูดประเล้าประโลมแต่พูดแรงพูดหนัก พูดเปรี้ยงๆด้วย อาตมาจึงได้ฉายาว่า ขวานจักตอกหรือสายฟ้าในวาทะ สรุปคือ มหาบัวไม่รู้แม้กระทั่งกามคุณจึงเสพติด หรือหนักกว่านั้นคือถ้าหากมหาบัวรู้ แต่ไปหลอกคน เพราะตัวเองประกาศตัวเองว่าเป็นอรหันต์แล้ว ก็ต้องหมดกิเลสทุกอย่าง แต่กามคุณ 5 เบื้องต้น ข้อแรก ยังไม่ได้ล้างไม่ได้ออกเลย ถ้ายิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ แต่ไปหลงตัวเองในลาภยศสรรเสริญ ตัวเองเป็นพระผู้ใหญ่หลงในบัลลังก์ อันนี้แหละที่ชัดเจนว่ามหาบัวไม่รู้ แล้วหลงในสรรเสริญเยินยอยกย่องสรรเสริญติดยึด และจะไม่รู้ว่าติด ถ้าหากยิ่งรู้แล้ว กลบเกลื่อนโกหก โกหกตัวเองต่อ ผู้ที่รู้ว่าโกหกทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหก ผู้นี้พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะทำชั่วเลวอย่างไรๆได้หมด ไม่มีที่จะทำไม่ได้ คนที่โกหกทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหก ฟังแล้วเหมือนไปถล่มทลายมหาบัว แต่มันเป็นวิชาการนะที่อาตมาพูด เป็นตัวอย่างของจริงพฤติกรรมจริงเอามาพูดให้ฟัง อย่างไรก็ขออภัยจริงๆ ก็เกรงใจอยู่นะแต่มันเป็นประโยชน์ ให้ท่านเสียสละหน่อยนะ ไหนๆท่านก็ตายไปแล้ว แม้แต่กามคุณ 5 ก็ยังทำไม่ได้ จึงไม่ต้องพูดถึง รูปภพ อรูปภพ อบาย สิ่งเสพติดด้วย ท่านยังไม่พ้น จะไปพูดทำไมถึงขั้นอรูปภพ คนที่ปฏิบัติล้างกามได้เขาไม่ได้ปฏิบัตินั่งหลับตา มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอยู่ แต่จิตใจ อุตรจิต มีจิตเหนือโลกีย์ กิเลสเข้าไม่ได้ มีพลังของโลกุตระทำให้กิเลสเข้าไม่ได้ สำหรับผู้ที่หมดเป็นอนาคามีภูมิเป็นต้นไป ยิ่งเป็นพระอรหันต์แล้ว แล้วกามนั้นก็ไม่ได้มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสไม่ได้หนี ก็ล้างกิเลสรูปภพ อรูปภพต่อ ก็ยังสัมผัสภายนอกยังลืมตาอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละมีผัสสะ เห็นไหมมันก็เข้าใจยากอยู่ แต่อาตมาก็พยายามอธิบาย...จนเมื่อย แต่เมื่อยก็ต้องเอา เรามาทางนี้แล้ว
_บุญญากร พัฒนศรัทธา : 💥นายกรัฐมนตรียืนยัน ไม่ถอดใจลาออก ถ้าทำเพื่อประเทศชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ไม่เคยถอดใจเรื่องเหล่านี้ เพราะต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข และพัฒนาไปตามขั้นตอนกฎหมายที่มีอยู่ (คำพูดของท่านนายกฯครับ)... พ่อครูว่า...ถ้าเป็นอย่างที่คุณบุญากรว่าก็อนุโมทนาสาธุ อาตมาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นกำลังใจให้ท่านนายกฯ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน จิตบริสุทธิ์หมดอาสวะตกผลึกตั้งมั่นจึงเรียกสมาธิของพุทธ _ดวงใจ เจี๊ยบ : พ่อครูบอกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ยังไม่ใช่อุเบกขา เพราะจิตต้องบริสุทธิ์สะอาดด้วย_แล้วอะไรอยู่ระหว่างไม่สุขไม่ทุกข์และอุเบกขาค่ะ_มันคืออนุสัยกิเลสหรือเปล่าค่ะ_ถ้าใช่ เราจะขจัดมันยังไงค่ะ พ่อครูว่า...ให้ปฏิบัติตามที่เรียนรู้ที่ฟังอาตมาหรือพวกเราอธิบายไปแล้วก็พาปฏิบัติอย่างมีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย แล้วคุณก็จะได้เป็นเอง เข้าใจว่ากิเลสมีเป็นขั้นๆเป็นอาสวะ 10 อนุสัย 7 อย่างนี้เป็นต้น มันจะซับซ้อน สังโยชน์ 10 จะล้างอาสวะ ก็เป็นพระอรหันต์ได้แล้ว สูงไปกว่านั้นหมดสิ้นทั้งอาสวะและอนุสัย เป็นอุภโตภาควิมุติ อนุสัยลึกจึงละเอียดลึกซึ้งกว่าอาสวะอีกชั้นหนึ่ง แต่หมด อาสวะก็เป็นพระอรหันต์ได้แล้ว พวกนี้ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แล้ว รู้จักธาตุจิตของตัวเอง แล้วก็สามารถตายอย่างไม่ต่อภพต่อภูมิ กายสเภทาปรัมรณา หลังจากแยกจิตเป็นอุตุธาตุได้แล้วหรือเป็นพีชะบ้าง หากเป็นพระอรหันต์ที่ยังไม่เก่ง แต่ก็เอามารวมกันเป็นจิตนิยามไม่ได้อีกแล้วจึงสลายอัตตา อย่าเพิ่งไปอยากรู้รายละเอียดจนกว่าฐานของตัวเองจะถึง
ไม่สุขไม่ทุกข์ เราก็ต้องดูอาการของจิตใจที่เป็นสุขเป็นอย่างไร เป็นทุกข์เป็นอย่างไร มันไม่มีแล้วมันเป็นสภาพคู่ มันไม่มีทั้งคู่ แต่ไม่มีทั้งคู่ คุณก็ไม่เข้าข้างสุขไม่เข้าข้างทุกข์ คุณก็เป็นกลางๆ นั่นเข้าข่ายอุเบกขาแล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์ จะเป็นอุเบกขาจริงๆก็คือ เศษเสี้ยวของทุกข์ เศษเสี้ยวของความสุข มันก็จะเบาบางจางคลายลงเรื่อยๆ มันไม่มากมันก็ไม่มีฤทธิ์ทำให้ คุณเก่งกว่า คุณก็รู้สึกว่ามันนิดๆหน่อยๆเท่านั้น แต่มันยังไม่สะอาด แต่มันทำอะไรเราไม่ได้ มันไม่ถึงขั้น ปริสุทธา ของอุเบกขา พยัญชนะว่า ไม่สุขไม่ทุกข์ แสดงว่าสุขกับทุกข์มันยังเป็น 2 ถ้าปริสุทธา มันก็ไม่เป็น 2 แล้วไม่เป็น 2 แล้วมันเป็นอะไรก็เป็น1 ก็เป็นอุเบกขา เอาพยัญชนะมาสื่อสภาวะ อุเบกขา มันทิ้งสุข ทุกข์ เจตนาแม้มันจะเหลือก็มีน้อย จนกระทั่งเรียกว่าอุเบกขาได้ แต่ถ้ายังไม่น้อยหรือยังไม่หมดก็ไม่เรียกอุเบกขาได้ทีเดียว อุเบกขาเริ่มด้วย ปริสุทธา คือจิตสะอาด สะอาดจากสุข จากทุกข์ เรียกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ก็คือ พอทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 ใช่ไหม แม้ฌานที่ 4 อุเบกขาคือ Synonym ใช้แทนไม่สุขไม่ทุกข์ไปก่อน จนกว่าจะเป็นอุเบกขาแท้ ฌานที่ 3 ท่านก็ใช้สำนวนว่า ผู้รู้ท่านเรียกว่า เริ่มมีอุเบกขา มีความเป็นกลางขึ้นมาบ้าง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive