640813_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สงครามมหาสยามยุทธแห่งสยามประเทศ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข15 สิงหาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

640813_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สงครามมหาสยามยุทธแห่งสยามประเทศ https://www.boonniyom.net/50701.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/16NAkCBdeT2toNJEWcKWJsyn6ydLoJwEyOGu8bm9ZgZg/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1LCYU1rJcTqxQ25vKCBzAGx5HP209VuRe/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/7m8x_1iDUI/

สมณะเดินดิน... วันนี้วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ช่วงนี้เหตุการณ์บ้านเมืองก็ต้องคอยลุ้นกัน Covid ก็ระบาด อันธพาลก็ทำลายบ้านทำลายเมือง ม็อบออกมาติดต่อกัน พวกสายฮาร์ดคอร์ก็บอกว่าทำไมไม่จัดการเด็ดขาด แต่ภาพที่ออกไปก็สื่อให้เห็นความไม่ชอบธรรมของม็อบ มีการเผารถตำรวจ เผาสถานที่ราชการ ดูเหมือนเขาชนะในใจสนามรบ แต่แพ้สงคราม

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ประวัติศาสตร์ชาวอโศกลงสนามการเมืองโลกุตระ พ่อครูว่า...อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะว่าความฉลาดของคนนั้น เราก็ไปบังคับให้ฉลาดมันไม่ได้ ไปซื้อเอาตามร้านขายยาห้างสรรพสินค้าก็ไม่มีความฉลาดนี้ ซื้อไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งอจินไตย เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาไปแล้วจะเกิดเป็นปัจจัตตัง จะรู้เองเห็นเอง อาตมาก็ยืนยันได้อย่างเดียวว่า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นหนึ่งในเรื่องของมนุษยชาติกับสังคม พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ท่านไม่ได้ตรัสรู้เรื่องอะไรที่เป็นสิ่งยอดเยี่ยมนอกจากเรื่องมนุษยชาติกับสังคมเป็นเรื่องยอดเยี่ยม เรื่องอื่นท่านก็รู้ 18 วิชาในยุคน้ันในตักศิลา ที่เป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ มีความรู้ถึง 18 แขนงพระพุทธเจ้าเรียนรู้จบหมดแจ้งจริงหมดได้รับปริญญาเกียรตินิยม ถ้าจะเรียกตามสมัยนี้ จบหมด เสร็จแล้วท่านก็ปล่อยไปตามยถากรรมของมัน ความรู้อย่างนั้น มนุษยชาติก็ต้องยึดถ

อ่านต่อ

ือตามคนที่ถนัด แล้วท่านก็มาเอาความรู้เรื่องมนุษยชาติและสังคมอย่างเดียว สอนเรื่องนี้เรื่องเดียว แม้ว่าอาตมาทำตามพระพุทธเจ้าทุกวันนี้ก็เน้นเรื่องมนุษย์ ความเป็นมนุษย์กับความเป็นสังคม สอนความเป็นมนุษย์กับสังคม จบความเป็นเทวะที่ยิ่งใหญ่ ก็มี 2 คือโลกกับมนุษย์ หรือโลกกับอัตตา โลกาธิปไตยกับ อัตตาธิปไตย สอนธรรมะโลกุตรธรรมไม่มีอย่างอื่นเลย มันรู้ยากแต่มีผู้รู้เริ่มรู้และมีการขยายความรู้กัน ในประเทศไทยเป็นแหล่งหลักแหล่งใหญ่ แหล่งเริ่มต้น แหล่งที่เป็นชมพูทวีป ที่จะเป็นสถานที่บุคคล อาหาร ธรรมะ ที่ครบสัปปายะ 4 อยู่ในประเทศไทยนี่แหละ เป็นแหล่งกลางของโลกในเรื่องนี้ ความเจริญไปสู่เศรษฐกิจการเมืองสังคม ผู้รู้ทั้งหลายก็เข้าใจครบแล้วนะ ก็มีอยู่ในโลกุตรธรรมหมด เศรษฐศาสตร์ที่เป็นโลกุตระ การเมืองที่เป็นโลกุตระ สังคมที่เป็นโลกุตระ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นมาย่อยแต่เพียงว่า การเมืองที่เป็นโลกุตระ ยังไม่พูดเรื่องเศรษฐศาสตร์สังคม พูดแต่เฉพาะประเด็นตีกรอบเข้ามาเป็นบริบทของการเมืองที่เป็นโลกุตระเท่านั้น ก็สุดยากสุดยอดแล้ว เป็นต้นว่า อาตมานำเอาความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นความรู้ เรียกเต็มๆว่าการเมือง เอาไปประพฤติปฏิบัติ ไปปฏิบัติการ นำพลประชาชนปฏิบัติการ เรียกว่า การเมืองในระดับยิ่งใหญ่ด้วย ที่เรียกว่าไปปฏิวัติและรัฐประหาร อาตมารู้อยู่ผู้เดียว คนอื่นไม่ร่วมรู้ ไม่ยอมรับด้วยว่า นี่คือการรัฐประหารของประชาชน เขาก็ยังเซ่ออยู่ว่า ประชาชน ปฏิวัติมันมีหรือ เพราะเขาว่าพลเอกประยุทธ์มายึดอำนาจ ก็จริง คนก็คงเห็นอันนี้ แต่อาตมาทำอยู่นั้นทำนานกว่าประยุทธ์จะมายึดอำนาจ เพราะประยุทธ์นั้นโผล่มาก็บอกว่าผมขอยึดอำนาจ แต่เราทำติดต่อมาตั้ง 4 รัฐบาลแล้ว จากบัดนั้นก็บริหารไป ตามที่คนเขาหาว่าเป็นผู้ยึดอำนาจ จงมาพินิจมาศึกษาการเมืองโลกุตระของประเทศไทยที่เป็นปรากฏการณ์จริงอยู่ ศึกษากันดีๆ ไม่ใช่มีอยู่ในตำรา แต่เป็นสิ่งสำคัญของสัจธรรม ที่เรียกว่า “การเมืองโลกุตระ” มีนัยยะสำคัญที่ต่างกันมาก การปฏิวัติโดยทั่วไปต้องใช้กำลังอาวุธกำลังทหารต้องใช้กองทัพเรือใช้ชนกลุ่มใหญ่มีอำนาจบาตรใหญ่ ซึ่งต่างจากการใช้อำนาจความสงบ อาตมาเองไม่ได้แสดงตัวตนเด่นอะไรในการนำพาปฏิวัติ พวกเราเองเท่านั้นที่รู้ หรือผู้ใหญ่หลายคนก็รู้ แต่คนทั่วไปก็พอรู้ว่าเป็นพระ เขาเกรงใจแล้วก็มานั่งอยู่ในสนามเขาด้วย แล้วเป็นธุระอะไรกับนักธรรมะ มายุ่งอะไรกับการเมืองเขาด้วย เป็นภาวะสิริมหามายา ใช่ก็ว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ว่าใช่ สลับกันอยู่อย่างนี้ แล้วอะไรมันใช่อะไรไม่ใช่ ซึ่งมันเป็น อจินไตย มันยาก แต่มันก็เกิดเป็นจริงแล้ว อาตมาไม่ได้คุยเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่น แต่พูดสัจจะให้ฟัง อาตมารู้สาระแก่นแท้ของพฤติกรรม ประชาชนไปปฏิบัติ จนกระทั่งมีรูปธรรม สุดท้ายสุเทพก็มาร่วม แกนหลักของเราก็อยู่เป็นแกนอยู่แล้ว สุเทพมาร่วม ประชาชนก็เห็นมีความเข้าใจด้วยการว่าต้องมาร่วมกับหมู่ใหญ่ พวกที่มาก็มาได้ไม่เห็นน่ากลัวเขาก็เห็นว่ามาสิมาสิ ก็เลยกรูเกรียวมารวม ในฐานะที่มีสุเทพเข้ามาเป็นตัวละครนำ ก็เลยดูจริงจังยิ่งใหญ่ ก็ถูกแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาไม่ได้รู้สึกประหลาดอะไรเป็นเรื่องจริง เพราะความเห็นร่วมของคนไทย เห็นร่วมตรงกันว่าถูกต้องแล้วและต้องปฏิบัติอย่างนี้ ก็เลยต้องประพฤติปฏิบัติกันตามกันมา จนกระทั่งมันยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่เคยมีมาในโลกออกมากัน 10-20 ล้าน เต็มกรุงเทพฯ ทุกคนมาอย่างสุภาพเรียบร้อย เป็นปรากฏการณ์แห่งร่วมของความจริงความรู้ นี่คือความจริงของประชาชนที่แท้เห็นร่วมกันนะ และก็ถูกต้องตามสากลไม่ได้มาทำความรุนแรง ไม่ได้มีอาวุธ อย่างเก่งก็เป่านกหวีด เคาะมือตบ ปรี๊ดๆๆๆ ปั๊บๆๆๆ มีบางคนมาแอบ โป้งๆๆ นี่ไม่ใช่ฝีมือพวกเราเลย นี่พูดให้ชัดๆ เพราะฉะนั้นความรู้ที่อาตมาพูดนี้เป็นประวัติศาสตร์ เป็นตำนานที่จริง เอาไปบันทึกสิ แล้วไปศึกษาเรียนรู้ว่านี่แหละคือพฤติกรรม พฤตินัย ของมนุษยชาติที่ทำงานการเมือง ปฏิวัติรัฐประหาร มีรัฐบาล ถูกประหารลงไป จนกระทั่งสุดท้าย ประชาชนชนะ และประชาชนก็ไม่มีใครแสดงตัวแสดงตนว่า จะเป็นเจ้าของอำนาจที่ชนะแล้วนี้ พลเอกประยุทธ์ขึ้นมาเป็นตัวแทนโดยไม่ต้องตั้ง อยู่ในตำแหน่งหน้าที่นั่นพอเหมาะ พอได้ พอสมควรถูกต้อง ก็บอกว่าผมขอยึดอำนาจ แล้วก็บริหารต่อ ประชาชนก็สงบ ไม่ได้เห็นแย้ง ก็ให้บริหาร ก็สนับสนุน ออกโพลมาก็ยังเห็นด้วย อาตมาก็ส่งเสียงว่าถูกต้องแล้วดีแล้ว และเห็นความเหน็ดเหนื่อยของพลเอกประยุทธ์ อาตมาให้คะแนน เหน็ดเหนื่อยเอาจริง ตั้งอกตั้งใจ ผู้ที่ร่วมอยู่ มีรูป 5 คน อีก 4 คนไม่อยู่แล้ว เหลือแต่พลเอกประยุทธ์คนเดียว ใช้อำนาจทหารที่ไหน ถ้าใช้อำนาจทหารอีก 4 คนก็ต้องอยู่ร่วมด้วยสิ พฤตินัย พฤติกรรมมันซ้อน ดูรายละเอียดให้ชัดเจน นี่เป็นความรู้ทางรัฐศาสตร์ที่อาตมาเป็นผู้เข้าใจรัฐศาสตร์อย่างนี้ คุณจะเรียนจบด็อกเตอร์จากตักศิลาไหนเป็นความรู้ทางเทวนิยมของตะวันตก แต่นี่เป็นความรู้ที่อาตมาพูดนี้เป็นรัฐศาสตร์โลกุตระ ตราบทนี้คำนี้ไว้ เป็นรัฐศาสตร์โลกุตระ สิ่งนี้ยังไม่จบยังจะเจริญต่อไปอีก อาตมามั่นใจอย่างนั้น ไม่เสื่อมทรุดไปกว่านี้แต่จะเจริญไปกว่านี้ เพราะมีผู้รู้ผู้แสวงหา ที่กำลังตามศึกษาความจริงตามความเป็นจริง เขากำลังติดตามอยู่ เพราะฉะนั้นความรู้ที่เขาศึกษาอยู่ทุกวันนี้ เป็นความรู้ที่เขาพยายามเข้าไปถึงความรู้ที่เรียกว่า Epistemology เรียกว่า ญาณวิทยา เขากำลังศึกษา คือองค์รวมทั้งหมด แต่เขาก็ยังเข้าใจไม่ชัดเจน อาตมาชี้ชัดลงไปว่าไม่ใช่แค่ Epistemology แต่นี่คือ Phenomenology เป็นปรากฏการณ์จริง เป็นความรู้ที่รวมธรรมชาติหลายๆอย่าง อันนี้ดึงเอาตัวสัจจะความจริงเข้ามาหาปัจจุบันธรรม และมีสิ่งปรากฏชัดเจน นี่เป็นปัจจุบันธรรม ปรากฏการณ์ที่เป็นทิฏฐธรรม เป็นเรื่องของ Suddenly สัมปติ เป็นเรื่องของ Status quo ขณะนี้ นี่ศึกษากันดีๆแล้วจะเข้าใจจากความจริงพวกนี้ ได้อย่างลึกซึ้งชัดเจนครบครันครบถ้วน แล้วชี้ชัดลงไปยิ่งกว่าบริบทหนึ่ง status quo เพราะฉะนั้นความจริงนี้ยังไม่จบยังจะพัฒนาต่อไปอยู่ อาตมาถึงบอกว่ารักษาสุขภาพให้ดีๆพลเอกประยุทธ์ แล้วทำเถอะยังมีผู้เข้าใจคุณ ยังมีผู้ร่วมมืออยู่กับคุณ ไม่ต้องกลัวหรอก ส่วนพวกที่ไม่จริงจะค่อยๆแสดงตัวจะค่อยๆปรากฏ ออกมาให้เห็นว่าผู้ไม่จริงผู้เห็นต่างเห็นแย้ง สิ่งที่มันเป็น กลิ ตัวโทษภัย แฝงอยู่ จะค่อยๆปรากฏตัว ก็จะเกิดหลุดไปที่ไม่จริงก็จะหลุดออกไปความจริงก็จะส่งอยู่รวมกันแน่นเข้า มันเป็นการสังเคราะห์ อภิสังขาร ที่มีการปรุงแต่งกัน มันก็มาทำหน้าที่บวกลบคูณหาร solution เข้าไปอย่างเป็นความจริง แม้แต่ขณะนี้มันกำลังรบกันอยู่ ยังรบกันอย่างสวยงาม ยิ่งกว่าสงครามรามเกียรติ์สงครามภารตะยุทธ ยิงลูกศรออกไปเป็นดอกไม้ นั่นแหละเป็นเรื่องสุดยอดแล้ว ความรู้ของรามเกียรติ์หรือความรู้ของมหาภารตะยุทธเป็นความรู้ที่เก่าแก่มากเลย เป็นสัจจะโลกุตตระที่เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ อาตมาว่าจะนำมาขยายความ มันละเอียดลออสูงส่งมาก อาตมาว่าพวกเราไม่ต้องเอาสูงขนาดนั้น เอาหยาบเท่าที่อาตมาอธิบายให้ฟังก็พอแล้วเข้าใจได้แล้วเหมาะสมกับกาละ ไม่ต้องเอาละเอียดลออวิจิตรพิสดารขนาดนี้หรอก ในรามเกียรติ์หรือมหาภารตะยุทธที่อินเดียเข้ามานำเสนอ มันเป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่มากเลย เป็นสิ่งที่สวยงามสูงส่ง เป็นมหาโลกุตระซับซ้อน ที่อยู่ในคราบของเทวนิยมเท่านั้นเอง มันเป็นสุดยอดของโลกุตระที่อยู่ในคราบของเทวนิยม เกินกว่าโลกียะจะเข้าใจ เทวนิยมเองก็อธิบายเป็นโลกุตระไม่ได้แต่เขารู้ถึงความรู้สึกพวกนี้ มันสุดยอดนะ เราไม่ต้องพูดทางโน้น มันจะขยายความยาก

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สงครามมหาสยามยุทธ พ่อครูว่า… มาเข้าสู่ความเป็นปัจจุบันนี้ เอาคำว่า การเมืองโลกุตรธรรม ซึ่งเป็นอาริยธรรม อาตมาใช้คำว่า อาริยธรรม ส่วนความเจริญทางโลกนั้นเขาใช้คำว่าอารยธรรม ส่วนความเจริญทางธรรมะนั้นเขาว่าไม่เกี่ยวกับทางโลก เขาก็เรียกว่าอริยธรรม แต่ของอาตมาเรียกว่า อาริยธรรม ไม่ใช่อารยธรรมหรืออริยธรรม แต่เป็นอาริยธรรม ต้องสำคัญในพยัญชนะนี้ด้วย อาริยธรรม ที่เกิดในปัจจุบันนั้น ตอนนี้เกิดความรุนแรงในระดับที่จะโค่นผู้นำในระดับประเทศด้วย หัวหน้าก็ทำตัวเหมือนพระเจ้าไม่เห็นตัว ให้ศาสดามาแสดงตัวเสนอหน้า ศาสดา สุดท้ายก็เรียนแบบพระเจ้าหัวหน้าใหญ่ คือไม่แสดงตัว เพราะฉะนั้นพวกลิ่วล้อก็ไม่แสดงตัวด้วย ออกมาชุมนุมประท้วงโดยไม่มีผู้นำ เห็นไหม ล้อเลียนหัวหน้า เพราะว่าหัวหน้าหนีไม่แสดงตัวนี้อาชญา หน้าตัวเมีย ไม่กล้าสู้หน้า ไม่กล้านำกองทัพ หัวหน้า work from home แล้วให้ลูกน้องออกมาทำไม พวกเอ็งจ่ายเงินด้วยหรือเปล่า ตอนนี้เขากำลังติดตามเส้นทางการเงินอยู่ ใครเป็นท่อน้ำเลี้ยง เขาก็หลบๆซ่อนๆกันอยู่ แต่ติดตามดีๆเดี๋ยวก็ฉีกหน้ากันออกมา ให้รู้ต้นตอกันชัดเจน สงครามเป็นแบบหลบหลีกหลบซ่อนเป็นจางซูเหลียง หัวหน้าใหญ่ไม่ปรากฏตัวเหมือนกับเล็บครุฑของพนมเทียน เป็นเรื่องเหลวไหลเป็นเรื่องหน้าตัวเมีย หัวหน้าขี้โง่ หัวหน้าขี้อายหัวหน้าไม่มีความกล้าหาญ ทางอินเดียเขามี “มหาภารตะยุทธ” นี่ก็เรียกว่า “สงครามมหาสยามยุทธ” สุดยอด มีพระเจ้าคือพระสยามเทวาธิราชเป็นผู้ควบคุมดูแล เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวหรอก สวย ป็นสงครามมหาสยามยุทธ์ ถึงเป็นธรรมาธรรมะสงครามที่อาตมายังเชื่อว่า สวย จะไปได้สวย ที่ว่าสวยนี้ใช้วิธีตัดสินอย่างนี้ เทียบกับประเทศอื่น เทียบกับประเทศอื่นที่มีสงครามในประเทศเขาก็มีอยู่ทั่วไป ค่อยๆเกิดไปแต่ละประเทศก็จะเกิด เปรียบเทียบกันได้ศึกษาไปเลย นักรัฐศาสตร์นักประวัติศาสตร์ศึกษาดีๆ เอาเรื่องจริงปรากฏการณ์จริงเปรียบเทียบได้เลย ของเขาก็ดำเนินไปประเทศไทยก็ดำเนินไป และมีอัตราการก้าวหน้ามีเรื่องความก้าวหน้าอย่างไรกันบ้าง บันทึกไปในรายละเอียดต่างๆเท่าที่จะมีความรู้ ที่จะบันทึกได้ จะเห็นได้ว่าแม้แต่ความเสียหาย ก็เทียบกันได้ ความเสียหายของประเทศไทยมีน้อยกว่ามาก ประเทศอื่นลงทุนสูงเสียหายสูงกว่า ทั้งทางวัตถุและตัวบุคคลมนุษยชาติ แน่นอนตีกันต้องมีบาดเจ็บเป็นธรรมดา ธรรมชาติ มีรถตำรวจพังไป 1 คัน ป้อมตำรวจพังไป 2 ป้อม เอาปรากฏการณ์เชิงเปรียบเทียบเป็นเทวะ 2 อย่างอะไรมันดีงามกว่ากันอะไรมันสวยกว่ากัน ดูให้ดีๆ ยัง เรื่องยังไม่จบ สงครามก็ยังไม่จบ ที่อื่นก็ยังไม่จบ ประเทศที่ยังไม่เกิดสงครามก็ยังดูอยู่ก็ดี คนที่เขายังไม่เกิดมันก็ดีเขาก็สบายอยู่ ไม่เกิดเป็นอะไรไปก็ว่าไป ส่วนที่เกิดแล้วก็เอามาดู ว่าเกิดแล้วเป็นอย่างไร ผู้ที่มันเกิดจริงเป็นจริงเราก็จะเห็นพฤตินัย พฤติภาพ ที่มันเกิดอย่างจริงจัง ก็รู้จักการเก็บรายละเอียดของสิ่งที่จะเอามาวินิจฉัยบวกลบคูณหารกันแล้ว ตัดสินได้ว่า ดีหรือว่าเลวร้าย เสียหารุนแรงเลวร้าย หรือว่าแม้แต่สงครามแท้ๆ เป็นสงครามกลางเมืองก็ใช่ แต่มันก็เหมือนกับเด็กเล่นขายของอยู่นะ มีนัยยะสำคัญเหมือนการแย่งอำนาจ แต่จริงๆแล้ว จะว่าเป็นการแย่งอำนาจ จะบอกว่าพลเอกประยุทธ์หวงอำนาจก็ไม่ใช่ พลเอกประยุทธ์ต้องทำหน้าที่เท่านั้น ประชาชนมอบหมายให้ทำงานท่านก็เหน็ดเหนื่อยลำบากลำบน ไม่ใช่ง่าย พูดจริงๆเลยนะ จะหาว่าอาตมาเชียร์พลเอกประยุทธ์ อาตมาก็พยายามสงวนท่าที ไม่เช่นนั้นคนจะหมั่นไส้เยอะ แต่ไม่พูดก็ไม่ได้เพราะมันเป็นความจริง ถ้าไม่ใช่กระบวนท่าของพลเอกประยุทธ์ รับรองว่าฉิบหายยิ่งกว่านี้ ที่มาบอกว่าอะไรวะ มายุแยงให้รุนแรงยิ่งกว่านี้ โดยใช้คำว่าไม่เด็ดขาด ซึ่งถ้าเด็ดมันก็ขาดน่ะสิ มันก็ตายก็เท่านั้นเอง ทำไมจะอำมหิตอย่างนั้นจะเอากันตายเชียวหรือ ก็เป็นลูกๆหลานๆทั้งนั้น อะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าพูดไปอีกอย่าง มันก็จะอยู่นานเช่นบอกว่ามันก็ไม่มีอะไรหรอก ก็จะเป็นการยั่วยุเป็นการแหย่เท่านั้นเอง มันซับซ้อนอยู่ในเชิงของมันตลอดเวลา สรุปแล้วทำได้พอเหมาะพอควร เป็นมหาปเทสที่งามมากเป็นความเหมาะควร สิ่งที่ควรเห็นว่าไม่ควรเห็นว่าควร มันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควร สิ่งที่ควรเห็นว่าไม่ควรแต่มันควร เพราะฉะนั้นมันจึงควร มันจึงสวยงาม ก็ไม่มีอะไรนอกจากดูไป ไม่ต้องเสียเวลาเดินออกนอกประเทศไปดูไบ ก็ดูไปก็แล้วกัน พยัญชนะแค่ดูไบกับดูไป อาตมาก็ว่าทำไมกันนักกันหนา ทำไมสื่อให้เป็นนิมิตพยัญชนะให้เราเห็นความจริงซ้อนอยู่ในนี้ได้ เราใช้ดูไปกับดูไบ มาตั้งแต่ไปชุมนุมกันที่สวนลุมฯ ตั้งชุมชนชื่อว่าหมู่บ้านดูไป อย่างนี้เป็นต้น เรื่องนี้เป็นเหมือนเรื่องเล่นๆเรื่องไม่จริงแต่มันเป็นเรื่องจริง ที่เราทำซ้อนอยู่ในนี้ เรื่องจริงเหมือนเรื่องเล่นก็เพราะว่ามันเบา แต่เรื่องจริงมันจะหนักมันจะแรง แต่นี่ดูเหมือนมันเบาแต่มันก็มีประสิทธิภาพ เหมือนความสงบเป็นประสิทธิภาพสุดยอด เอาความสงบสยบความรุนแรง เป็นประสิทธิภาพที่สุดยอดที่สุด นี่แหละคือโลกุตระ ในสัจจะโลกุตรธรรม ธรรมาธรรมะสงครามนี้มันจึงเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เอาความสงบ ความที่นั่งนิ่งเฉยๆ พนมมือ แต่ปืนยิงไม่ออก มีดฟันไม่เข้า โอ้โห เป็นปาฏิหาริย์ขนาดนั้นจริงๆ หอกอาวุธถอยกลับไปหมดเลย นี่แหละจะมาเป็นเรื่องจริง เป็นฟีโนมีนอลเป็นปรากฏการณ์จริง ไม่ใช่เรื่องไม่มีหลักฐาน อาตมาพาไปทำ ถ้าเมืองไทยไม่ใช่คนดีพวกเราก็ตายหมด อาจจะเหลืออยู่ไม่กี่คนที่รอดมาได้ ถ้าเผื่อว่าอยู่ในเมืองคนเลว แต่เมืองไทยเป็นเมืองคนดี ที่มีภูมิธรรมสูง ไม่ใช่สูงแต่พวกที่ทำงานรับใช้ พวกโหดร้ายเป็นผู้บงการ พวกที่ทำอยู่ก็เป็นคนดี ก็ทำไม่ได้ถอยกลับแม้ที่สุดก็ต้องเสียลาภยศไป แต่สิ่งที่ดีๆก็เกิดขึ้น คุณภาพของโลกุตรธรรมก็เกิดขึ้นจนกระทั่งเห็นทุกวันนี้ ที่อาตมาพูดหรือฟื้นอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้พูดเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้นำเป็นผู้โดดเด่น แต่พูดๆที่จะขยายย้ำ ยืนยันความจริงที่มันเป็นจริงเกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องเพ้อพก และไม่ใช่ไปเล่นละครนะ ที่ทำไป 4 รัฐบาลก็ทำจริง ตายไปก็ตายจริง จนขณะนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ถ้ามีขนาดนี้ ยังนึกว่าจะต้องออกมาให้ได้เผด็จศึก ซึ่งอาตมาก็ไม่มีความรู้รอบตัว เหมือนคุณเปลว สีเงิน ที่เขามีประวัติศาสตร์ตำนานหลักฐาน หยิบเอามาอธิบาย เช่น ปิยบุตรเอาตัวอย่างจากฝรั่งเศสเช่นการปฏิวัติพระเจ้าหลุยส์มา เขาก็เห็นว่ารูปรอยเหมือนกันจะเป็นไปได้ เขามั่นใจเลยถ้าเขาประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างนั้น คุณเปลวสีเงินก็หยิบคุ้ยเอาหลักฐานประวัติศาสตร์มายืนยัน ซึ่งอาตมาไม่ใช่นักศึกษาผู้ฉลาดอะไรมากนัก พอจะได้รู้ก็ต้องขอบคุณคุณเปลวด้วย แม้ที่สุดจะไปขอบคุณปิยบุตร ทำให้อาตมาได้เห็นได้รู้ได้เข้าใจบ้าง ก็ขอบคุณ แต่ไม่เอาอย่างหรอกแบบนี้ ขอบคุณเทวทัตก็ขอบคุณอย่างนี้เป็นต้น ขอบคุณที่เป็นตัวอย่างอันชั่วช้าเลวทรามได้ ให้เราเห็นว่า ถ้าอย่างนี้ไม่เอาไม่ทำ เป็นตัวอย่างเป็นครู นี่คือสัจจะที่รู้เห็นแล้วจะชัดเจน ผู้ที่มีปัญญาพอจะฟังรู้เรื่องไม่ได้สับสนปนเปเลอะเทอะอะไร

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... พวกเราต่อสู้เหมือนที่พระเอกสู้ไปทั้งเรื่องแต่ตำรวจมาตอนท้ายเอาไปกินหมด พ่อครูว่า... SMS วันที่ 11-12 ส.ค. 2564 _Varreru Rarm (วาร์เรรุ ราร์ม) : กราบนมัสการพ่อท่านครับ ผมขอถามเรื่อง อจินไตยหน่อยครับ ผมอยากทราบว่า การที่เราทำงานชิ้นหนึ่ง ที่ใคร ๆ ก็พยายามทำ พยายามแก้มาเป็นสิบปี แต่ไม่สามารถทำได้ พอเรามาทำ เราสามารถทำได้ แก้ปัญหาได้ แต่ก็มีอุปสรรคมาก จนทำให้ในระหว่างทาง ก็ถูกมองไปในทางลบต่าง ๆ นานา แม้ผลประโยชน์ทางโลกีย์ก็ไม่ได้ แต่ก็ยอมทน และทำใจได้ ยอมแม้เจ็บ จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ อย่างนี้ ถือว่าเป็นการสร้างบารมีใหม่และเป็นกรรมใหม่ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ แล้วที่คนอื่นแก้ได้ คุณแก้ได้ โดยไม่มีผลประโยชน์ นี่แหละสุดยอด คุณก็สั่งสมบารมีสั่งสมประสบการณ์สั่งสมกรรมวิบาก เป็นการได้ประโยชน์ได้ผลตามรายทาง ในระหว่างทางที่คุณทำการสั่งสม และสำเร็จได้ ทั้งที่คนอื่นเขาทำให้สำเร็จแต่คุณทำสำเร็จได้มันก็ดีแล้ว อย่างนี้เป็นต้น

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน 6 - 3 = 6 และ 0 = Infinity _0015 : ทำไมพุทธศาสนาจึงมักเกิดมาคู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์มาทุกยุคสมัยครับ พ่อครูว่า…พอจับคู่อันนี้ขึ้นมา จริงนะ ศาสนาพุทธนี้จะต้องมีกษัตริย์ ประชาธิปไตยและการเมืองของโลกหรือรัฐศาสตร์ของประเทศ ต้องเป็นรัฐศาสตร์ที่เป็นอำนาจ รัฏฐาธิปัติย์ที่เป็น ราชประชาสมาสัย อาศัยกันและกัน มีทั้งราชะ พระเจ้าแผ่นดินและประชาชน ขาดกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าการเมืองรัฐศาสตร์ไม่มีราชามีแต่ประชาชน มันเป็นประชาธิปไตยขาเดียว ไม่มีการสืบสันตติวงศ์ ไม่มีการสืบแกนทางจิตวิญญาณ ยังรู้สึกว่าอาตมาพูดยังไม่เก่ง ก็ทำไมต้องมีกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีเพราะว่าประชาชนเป็นความไม่เที่ยง แต่กษัตริย์นั้นเป็นความเที่ยงชนิดหนึ่ง ที่สืบสายสันตติวงศ์มา ส่วนประชาชนนั้นใครก็เข้าใจได้ ประชาธิปไตยขาเดียว ไม่มีกษัตริย์ ถึงเป็นเรื่องสะเปะสะปะที่ใครมาเป็นก็ได้ จะเอาใครมาเป็นตัวนำตัวเด่นก็ไม่มีที่มาที่ไป จะมีที่ไปที่มาก็ไม่เป็นกระบวนการทางสัจธรรมที่เดินทางนามธรรม มีแต่รูปธรรมที่คุณใช้กลยุทธ มายากลแบบหนังจีนคุณก็มีอำนาจขึ้นมา ตัวอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา ในทุกยุคสมัย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์เริ่มเป็นประเทศ สหรัฐอเมริกา มีประธานาธิบดีคนแรกคือจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งเขาสุดยอดเลยไม่ต้องการเป็นผู้นำเลย ต้องการทำงานให้แก่ประเทศชาติจบสงครามการเมืองเสร็จ ก็จะออกไปอยู่สบายไม่ทำอะไร แต่ว่าประชาชนไม่ยอม ดึงขึ้นมาให้เป็นประธานาธิบดีจนได้ ก็จำนนเท่านั้นเองก็เลยเกิดเป็นประชาธิปไตยขาเดียวหรือเป็นประชาธิปไตยที่เป็นแบบของสหรัฐขึ้นมา ซึ่งมันก็เป็นเหมือนของแปลกของใหม่ มีนัยยะสำคัญ ว่าเป็นเรื่องของประชาธิปไตยจริง ซึ่งมันสุดโต่งไป มันไม่มีประชาชนไปจัดการมันก็จัดการกันเองมันก็เลยยุ่ง ก็เลยเกิดการปฏิวัติตามกันมา ปฏิวัติกษัตริย์ออกหมด จนกระทั่งแม้แต่ฝรั่งเศสเอง ต่อมาทางฝรั่งเศสโหยหาการมีกษัตริย์ เพราะเขาสำนึกว่าการปฏิวัติให้สถาบันกษัตริย์หายไปมันเป็นเรื่องผิด เขาต้องการกษัตริย์คืนมาเป็นอย่างนี้แหละมันฉลาดโลกีย์ก็กลายเป็นโง่ แต่ว่าฉลาดโลกุตระแล้วไม่มีสับสน เป็นสัมโพธิปรายนะมีแต่ฉลาดสูงขึ้นไป ที่สุดที่สูงไม่มีที่หยุดนี่เป็นฉลาดของโลกุตระ เพราะฉะนั้นของโลกีย์จะไม่เหมือนกัน นัยยะสำคัญพวกนี้อาตมายังไม่เก่ง แต่ค่อยๆอธิบายไปอาตมามั่นใจว่าสิ่งที่อธิบายเป็นเรื่องสาระสัจจะที่อาตมามี อจินไตย ของอาตมา อาตมาไม่ใช่เกิดแต่ในยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดมนี้เท่านั้น แต่ว่าอาตมาจะมาลงตัวที่มีพระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่อาตมาถือว่า อาตมาเป็นผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดกับพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่ไม่ใช่ว่าอาตมาจะเพิ่งมาเกิดในยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดมเท่านั้น เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่พูดกันไปก็ไม่มีหลักฐานอะไรที่จะมารองรับ พูดไปเดี่ยวๆ หากอาตมาจะเอาเรื่องราวมาปะติดปะต่อเป็นเรื่องมันก็ได้ ใครจะมารู้ด้วยกับเรา จะเขียนประวัติศาสตร์ตัวเองอย่างไรก็ได้แล้วจะเขียนไปทำไม เราต้องเอาที่คนรู้ร่วม พระพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่งสำคัญ สิ่งที่มีคนรู้ร่วมกันมากเท่าไหร่ยิ่งจะเป็นจริงมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่รับเทวนิยมไม่รับพระเจ้า เพราะพระเจ้าคนเดียวไม่มีผู้รู้ร่วมด้วย ศาสนาพุทธจึงไม่ยอมรับไม่ถือว่าเป็นสัจจะ เพราะว่ารู้อยู่คนเดียว หากว่าเป็นพระเจ้าจะมีลักษณะอย่าเถียงอย่าแย้ง ต้องศรัทธาอย่างเดียว ไม่ว่าเป็นชาวเทวนิยมชาวศรัทธาเองเขาก็ไม่ต้องการแบบนั้น เขาต้องการขัดแย้งได้เถียงได้ วิจัยวิจารณ์กันได้ อะไรที่มีเหตุมีผลต่อตามฐานะตามเทศะ ตามกาละ อาตมาเรียกว่า กาละเทศะฐานะ มานานแล้ว มันต้องเรียง ฐานะ เทศะ กาละ ฐานะคือที่ตั้ง แล้วมีความต่างกัน เทสะ ต่างกันทั้งพฤตินัย สถานที่ องค์ประกอบ กาละเวลา จึงเป็น ฐานะ เทศะ กาละ ผู้ที่รู้จัก สามเส้านี้ ขึ้นชัดเจน เพราะฉะนั้นแม้แต่ภาวะที่เคลื่อนไปก็ไม่คงที่ แตกต่างกันอยู่ ก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องของ กาละ เป็นเรื่องของความเชื่อ ทุกอย่างมีแต่ กาละ เท่านั้นเดินไปกับ กรรม หรือพฤติกรรม Karma and time of continuum ของไอสไตน์นั้น Space and time of Continuum แต่ของอาตมา Karma and time of continuum ของไอสไตน์นั้นทางวัตถุ ของอาตมานั้นทางนามธรรม ก็มีนัยคล้ายกัน แต่มันมีอะไรลึกซึ้งกว่ากัน ไอสไตน์นั้นยังไม่ได้ไปเข้าถึงชีวะทีเดียว อยู่แค่วัตถุเท่านั้น แต่อาตมารู้เข้าไปถึงชีวะรู้ถึงจิตนิยาม เพราะฉะนั้นจึงมีอะไรมากกว่ากันบ้างอยู่ นี่ไม่ได้ยกตนข่มไอสไตน์นะ อาตมานี่แหละ เป็นคนพูดว่าไอน์สไตน์เป็นโพธิสัตว์ ซึ่งอาตมาก็ยังไม่เก่งที่จะอธิบายว่าเป็นโพธิสัตว์อย่างไร ดูเหมือนโลกีย์โลกๆ ก็เอาประวัติไอสไตน์มายืนยัน ก็เห็นเก่งอยู่อย่างเดียวคือ E=C(MC 2 + A) แกพูดว่า 6-3=6 ที่จริง 6-3 ควรจะเท่ากับ 3 แต่ว่า 6 กับ 3 เป็นตัวแทนของสิ่งที่แตกต่างกัน ถ้ามันบวกกันก็เป็น ถ้ามันลบกันก็เป็น 3 แต่คนๆนี้ กลาง ไม่เอาทั้ง 3 และ 9 แต่เอา 6 ก็แล้วกัน เอ็งลบกันก็เป็น 3 บวกกันก็เป็น 9 แต่เราเอา 6 มีอจินไตย อย่างหนึ่ง เลข 6 กลับหัวก็กลายเป็นเลข 9 เห็นไหมนี่ไม่ใช่เรื่องสมมุติบังเอิญ เลข 6 กับเลข 9 เป็นเรื่องกลับหัวกันเท่านั้น 6-3=6 ก็เป็นการกลับหัวกลับหาง ให้ไอสไตน์ อธิบายละเอียดลออก็ยังอธิบายไม่ได้แต่มีอะไรอยู่ภายใน เพราะฉะนั้นความคิดความรู้ของไอน์สไตน์เป็นความรู้ใต้หมวก ไม่ใช่ความรู้อย่างที่จะเอามายืนยันเป็นปรากฏการณ์ทั้งหมด ถ้าจะว่ากันจริงๆแล้วความรู้ก็ไอสไตน์เป็น แค่ปรัชญา phillosophy เป็นแค่จินตนาการยังไม่ถึงขั้นญาณวิทยา epistemology ธรรมชาติ ต้องรู้จักองค์ประกอบทั้งหมดแล้วรู้จักการบวกลบคูณหารสังเคราะห์สังขารของธรรมชาติ นั่นคือลึกซึ้งกว่า epistemology ญาณวิทยาหรือว่าธรรมชาติวิทยาขึ้นไปเป็น phenomenology จะเอา 6 - 3 = 6 จะเป็น 9 หรือจะเป็น 3 ก็ได้ด้วย ไอสไตน์ก็ยังลึกลับอยู่นั่นเอง แต่ก็ว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ แต่ก็ยังอธิบายไม่ออกหรอก อาตมาอธิบายออก 6 - 3 = 6 ก็เพราะอาตมามีความเสถียรอยู่ที่ความเป็นกลาง ไม่ไปหลงเป็น 9 ไม่ไปหลงเป็น 3 กับคุณ แต่ถ้าคุณเอาตัวละคร 6 - 3 มา อาตมาก็ยังยืนยันอยู่ที่ 6 อาตมาไม่หลง สิริมหามายา เดี๋ยวเอา 3 มาโชว์เดี๋ยวเอา 6 มาโชว์ เราก็บอกว่า 6 ไม่เอา 3 อาตมากับไอสไตน์เป็นสิริมหามายา ถ้าคุณเอา 6 + 3 ก็บอกว่าเป็น 9 แต่คุณไม่รู้หรอกว่า จริงๆแล้วในโลกนี้ 0 = Infinity สู่แดนธรรม... ที่พ่อท่านอธิบายไปคือ ไม่บวกเพิ่มไม่ลดลง 6 คือ 0 ของไอสไตน์ พ่อครูว่า…คุณจะถือว่า 0 ไม่มีค่าก็ได้ 0 ไปบวก 1 ก็เท่ากับ 1 แต่คุณเอา 0 ไป + 1 = 2 แล้วคุณก็ไปบวกกันต่อไปอีก เอา 1 + 2 = 3, 1 + 3 เป็น 4 ไปเรื่อยๆ ก็ไม่แปลกอะไร พอเริ่มต้นมันอยู่ที่ 0 เรารู้จัก 0 และทำ 0 สำเร็จยืนยันอยู่ที่ 0 คุณจะไปอีกเท่าไหร่เราก็ไม่มีปัญหา คุณจะไปเท่าไหร่แล้วก็ 0 ได้แล้ว 0 ได้จริงด้วย ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ด้วย จะเป็น 6 จะเป็น 9 ก็ได้ จะใ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน