560908_ยิ่งลักษณ์กับการใช้ความรุนแรงกับประชาชน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ยิ่งลักษณ์กับการใช้ความรุนแรงกับประชาชน
จาก โอเคเนชั่นบล็อคPosted by มุสิกะตะวัน http://www.oknation.net/blog/mataharee
“ดิฉัน จึงรู้สึกว่าครอบครัวของเรานั้น เป็นหนี้ประชาชน นี่เป็นเหตุผลใหญ่ของการตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมือง ดิฉันไม่ได้เข้ามาเล่นการเมือง แต่ดิฉันอยากจะเสนอตัวมารับใช้ประชาชน อยากเห็นประเทศไทยของเรามองข้ามความขัดแย้ง แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ดังนั้น สิ่งที่ตั้งใจ อยากจะเห็น และเข้ามาทำงานครั้งนี้ ก็คือ การอยากจะเห็นความสามัคคีปรองดองในชาติ เพื่อจะเป็นการส่งสัญญาณว่า
พรรคเพื่อไทย พร้อมที่จะสร้างความปรองดอง และพรรคเพื่อไทยนั้นไม่คิดแก้แค้น แต่จะแก้ไข รวมถึงการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประชาชน และแก้ปัญหาความทุกข์ยากปากท้องของประชาชนซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน และอยากเห็นการเมืองไทยเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์ เป็นไปตามระบบนิติธรรม”
นี่คือส่วนหนึ่งของคำกล่าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการแถลงเปิดตัวหลังจากได้รับเลือกให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่ออันดับ 1 พรรคเพื่อไทย เมื่อ 16 พฤษภาคม 2554 ณ ที่ทำการพรรคฯ
คำกล่าวของยิ่งลักษณ์ว่าจะแก้ปัญหาบ้านเมืองตามหลักนิติธรรมไม่คิดแก้แค้นดังกล่าว ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน หนึ่งในจุดมุ่งหมายสามประการของนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภาตามหลักแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เมื่อ 23 สิงหาคม 2554 ว่า
“เพื่อนำประเทศสู่สังคมที่มีความปรองดองสมานฉันท์ และอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมที่เป็นมาตรฐานสากลเดียวกัน และมีหลักปฏิบัติที่เท่าเทียมกันต่อประชาชนคนไทยทุกคน”
สองปีการแถลงนโยบายของรัฐบาล แม้รัฐบาลไม่ยอมแถลงผลงานต่อรัฐสภา แต่สิ่งที่ปรากฏชัดคือการกระทำของรัฐบาลที่สวนทางกับจุด
อ่านต่อ
มุ่งหมายที่แถลงไว้ ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประชาคม
โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ไม่เท่าเทียมกัน เลือกปฏิบัติสองมาตรฐาน
ด้านหนึ่ง รัฐบาล ตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้เอื้ออำนวยต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ออกมาปิดแยกราชประสงค์ ถนนเส้นต่างๆ และกดดันการทำงานของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง อื่นๆ
การเอื้ออำนวยต่อกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาลให้กระทำดังกล่าว จึงเป็นเสมือนการรู้เห็นเป็นใจของรัฐบาลกับผู้ชุมนุม อันแสดงถึงเป้าหมายเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
สถาบันตุลาการ หนึ่งในอำนาจอธิปไตย ตามหลักการแบ่งอำนาจ ถ่วงดุลและตรวจสอบ กลับถูกทำลายย่ำยี ลดทอนความเชื่อมั่น เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจของรัฐบาลและนักโทษนอกอาณาจักรอย่างทักษิณ
นี่คือ ความรุนแรงชนิดหนึ่งที่รัฐบาลสนับสนุนการใช้อำนาจที่ไม่เป็นไปตามวิถีแห่งรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยทำลายสถาบันตุลาการ ทำลายกระบวนการยุติธรรม ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม
ด้านหนึ่ง การชุมนุมของประชาชนที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบรัฐบาล เช่น องค์การพิทักษ์สยาม รัฐบาลกลับใช้กฎหมายความมั่นคงและกองกำลังตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มดังกล่าวด้วยความรุนแรง
ล่าสุด รัฐบาลได้ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันที่นครศรีธรรมราชและประจวบคีรีขันธ์ ด้วยความรุนแรง ทำให้ผู้ชุมนุมได้รับความบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ และทรัพย์สินเสียหาย สร้างความร้าวฉานในแผ่นดินที่ประชาชนได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน
ทั้งๆ ที่มาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางและปาล์มน้ำมันตกต่ำ อยากให้รัฐดูแลเช่นเดียวกับการจำนำข้าวที่รัฐแทรกแซงราคา แต่ชาวสวนยางกลับได้รับกระบองตำรวจ
นี่คือ ความเลวร้ายของรัฐบาลชนิดนี้ นอกจากความลำเอียงทางนโยบาย เลือกปฏิบัติต่อประชาชนแล้ว ยังมีการบิดเบือนในการให้ข้อมูลต่อสังคม โดยการใช้สื่อและกลไกรัฐ ทำลายความชอบธรรมของชาวบ้านให้กลายเป็นพวกล้มรัฐบาล เล่นเกมการเมือง ป้ายสีประชาชนให้กลายเป็นคนนอกพื้นที่ เป็นต้น
แม้จะมีการเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลกับผู้แทนชาวสวนยาง แต่ก็เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมชิงมุม ทำให้มวลชนอ่อนล้าแล้วยื่นข้อเสนอ เพื่อให้เกิดความแตกแยกแล้วทำลาย เพื่อหวังสลายการชุมนุม
ความใจดำของรัฐบาลนี้ ก็คือ การสร้างสองมาตรฐานในการแก้ปัญหาประชาชน ดังที่ทักษิณเคยพูดว่า จังหวัดไหนเลือกพรรคตนก็จะแก้ให้ก่อน แต่ตอนนี้ไม่เพียงไม่แก้ แต่กลับเดินเกมทำร้ายประชาชน
นี่คือความรุนแรงที่เกิดจากนโยบายแห่งรัฐ และการเลือกปฏิบัติในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน
ความรุนแรงชนิดนี้ คือ เกมที่รัฐอ้างว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง แต่บิดเบือนให้ผู้ชุมนุมกลายเป็นอาชญากร กระทำผิดกฎหมาย ในที่สุดรัฐ ก็จะอ้างสถานการณ์ สร้างความชอบธรรมเข้าสลายการชุมนุม
แน่นอนรัฐที่เพียบพร้อมด้วยอำนาจและอาวุธ ย่อมที่จะมีชัยในการทำสงครามกับประชาชน แต่ชัยชนะเหนือความเดือดร้อนของคนทุกข์ด้วยกระบองและแก๊สน้ำตา ก็ไม่ต่างอะไรกับการก่ออาชญากรรม
หรือเพราะว่าที่ผ่านมา ทั้งยิ่งลักษณ์และทักษิณ คือตระกูลพ่อค้าที่มองแต่การค้าและการทำกำไรเมื่อเข้าสู่การเมืองก็จะมองแต่การแสวงหาประโยชน์ของตนมากกว่าสร้างความเป็นธรรมให้คนทั้งประเทศ
รัฐที่เป็นเช่นบริษัทเช่นนี้ ย่อมมองประชาชนเป็นแค่ลูกค้า ฐานเสียงคือตลาด เสียงประชาชนแทนที่จะเป็นเสียงสวรรค์กลายเป็นคะแนนที่ซื้อขายได้ ถูกผูกขาดและพันธนาการด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่แยบยล
เมื่อผู้บริหารมองประชาชนเป็นแค่ลูกค้า จึงไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาประชาคม นี่คือความสามานย์ของรัฐชนิดนี้ และเมื่อประชาชนยอมไม่ขึ้นตรงต่อรัฐเช่นนี้ จึงถูกปฏิบัติด้วยการใช้ความรุนแรง
ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันหยุดรัฐสามานย์ที่ใช้ความรุนแรงทำร้ายประชาชน.....