12 บทที่ 7.docx

โฟลเดอร์WORD ผุสดี เจริญไวยเจตน์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์188 KB
วันที่แก้ไข18 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 7 รหัสเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้วิจัยได้ดำเนินการถอดรหัสภูมิปัญญาที่สำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้จากการศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์เภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่นำเสนอไว้แล้วในบทที่ 4 , 5 และ 6 นำมาพิจารณาร่วมกับค่าน้ำหนักองค์ประกอบจากข้อคำถามที่ได้จากการใช้วิธีการทางสถิติวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ จากข้อมูลความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูงอายุ จำนวน 500 คน ที่นำเสนอไว้แล้วในบทที่ 7 ผู้วิจัยถอดรหัสภูมิปัญญาเป็นคำหรือวลีสำคัญ เพื่อง่ายและสะดวกในการสื่อสาร และนำไปปฏิบัติต่อไป ได้รหัสภูมิปัญญาจำนวน 8 รหัสหลัก รหัสภูมิปัญญาย่อย 12 รหัส รวม 20 รหัสภูมิปัญญาและจัดทำเป็นสัญลักษณ์ภาพเภสัชวัตถุในสวน ป่า นาที่สัมพันธ์กับบุญสร้างสุขภาพดี เพื่อความง่ายในการสื่อสาร โดยผู้วิจัยแบ่งการนำเสนอ ดังนี้ ตอนที่ 1 รหัสภูมิปัญญา รูปแบบยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุ ด้วยเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ตอนที่ 2 สัญลักษณ์ภาพเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญ สร้างสุขภาพดี ตอนที่ 1 รหัสภูมิปัญญาการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุ ด้วยเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา รหัสภูมิปัญญา การพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุ ด้วยเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา สรุปได้ รหัสหลัก และรหัสภูมิปัญญาย่อย รวม 20 รหัสภูมิปัญญา นำเสนอ ในรูปแบบภาษาอักขระกึ่งสารานุกรม มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ ภูมิรู้เภสัชวัตถุ ภูมิรู้เภสัชวัตถุ คือความรู้ในเรื่องเภสัชวัตถุพืช 9 รส และฤทธิ์พืชทั้งร้อนและเย็น เป็นภูมิรู้ที่นำมาคัดสรรเภสัชวัตถุต่าง ๆ มารับประทานเป็นอาหารและยาได้ เมื่อร่วมกับการเป็นหมอด

อ่านต่อ

ูแลตนเองด้วยการสังเกตความสบาย เบากาย มีกำลัง จะทำให้เลือกสรรเภสัชวัตถุได้ตรงกับอาการของร่างกายด้วยตนเอง ทำให้พึ่งตนเองด้านสุขภาพได้มากขึ้น ภูมิรู้เภสัชวัตถุ ที่สำคัญ มีดังนี้ เภสัชวัตถุ 9 รส เภสัชวัตถุ 9 รส คือ รสของเภสัชวัตถุ ซึ่งการแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น 9 รส แต่ละรสมีสรรพคุณในการปรับธาตุในร่างกายที่แตกต่างกัน การปรุงเภสัชวัตถุให้เหมาะสมเพื่อปรับสมดุลธาตุในร่างกาย จะเป็นยารักษาความไม่สมดุลของธาตุ เมื่อธาตุสมดุลการเจ็บป่วยก็จะหาย ความรู้เรื่อง รสยา ร่วมกับการเป็นหมอดูแลตนเองโดยสังเกตอาการต่าง ๆ ของร่างกายตนเอง จะช่วยให้ผู้นั้นปรับสมดุลธาตุในร่างกายของตนเองผ่านการใช้พืชผักในสวน ป่า นาได้ทันทีเมื่อสังเกตพบความไม่สมดุลของธาตุ ทำให้ชีวิตแข็งแรง เจ็บป่วยน้อย เมื่อเจ็บป่วยก็ฟื้นเร็ว รสยาแบ่งแบบละเอียดเป็น 9 รส ประกอบด้วย 1) รสฝาด สำหรับสมาน 2) รสหวาน สำหรับซึม ซาบ ไปตามเนื้อ 3) รสเบื่อเมา สำหรับแก้พิษ 4) รสขม สำหรับแก้ทางโลหิต 5) รสเผ็ดร้อน สำหรับแก้ลม 6) รสมัน สำหรับแก้เส้น 7) รสหอมเย็น สำหรับบำรุงหัวใจ 8) รสเค็ม สำหรับซึม ซาบ ไปตามผิวหนัง และ 9) รสเปรี้ยว สำหรับกัดเสมหะ แม้ว่ารสยามีเพียง 9 รส แต่เภสัชวัตถุ พืช สัตว์ แร่ธาตุต่าง ๆ มีมากมายในโลก รวมทั้งการไม่สมดุลของธาตุต่าง ๆ ในร่างกายของคนมีส่วนผสมที่หลากหลาย จึงมีสูตรยาหรือตำรับยาที่เป็นการปรุงเฉพาะสำหรับธาตุของแต่ละคน เกิดขึ้นมากมาย การเข้าใจหลักสำคัญที่ว่าสรรพคุณของยาขึ้นกับรสยา จะทำให้ความกังวลกับการตามหาเภสัชวัตถุตามตำรับยาลดน้อยลง และเห็นคุณค่าของพืชในท้องถิ่นมากขึ้น ดังคำให้สัมภาษณ์ของหมอได้ คิด ดวง วงษา (2561 , เมษายน 16) ที่ว่า “ กรณีที่ต้นไม้ที่อยู่ในตำรับยาไม่มีแล้วทำอย่างไร แพทย์แผนไทยนะมันมีอยู่ 9 รสในโลกนี้ถ้าต้นที่ว่านี้มันชิมดูว่ามันเป็นรสอะไรสมมุติว่าเป็นฤทธิ์ร้อนปุ๊บได้หมดเลยพริก กระเทียม ขิงแทนกันได้หมดเลย หรือไม่ก็รวมกันทั้งหมดแล้วเอามาทำเป็นยาลงในตำรับเดียวได้เลยหรืออย่างที่ทำ หรือ เนี่ย เอาทั้งหมดเลยที่อยู่ในนี้มารวมกันแล้วไปลงในหม้อมากินได้เหมือนกัน” วลี เภสัชวัตถุ 9 รส ปราก ฏ ในข้อคำถามที่ 1 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.75 เภสัชวัตถุ ฤทธิ์ร้อน - เย็น เภสัชวัตถุ ฤทธิ์ร้อน - เย็น คือ ฤทธิ์ของเภสัชวัตถุ ซึ่งการแพทย์วิถีพุทธแบ่งออกเป็น 2 ฤทธิ์คือ ฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็น การแพทย์วิถีพุทธเชื่อว่าหนึ่งในสาเหตุหลักของความเจ็บป่วยคือ ร้อนเย็นไม่สมดุล ความรู้เรื่องฤทธิ์ของเภสัชวัตถุ ร่วมกับการเป็นหมอดูแลตนเองโดยสังเกตอาการต่าง ๆ ของร่างกายตนเอง จะช่วยให้ผู้นั้นปรับสมดุลร้อนเย็นในร่างกายของตนเอง ผ่านการใช้พืชผักในสวน ป่า นาได้ทันทีเมื่อสังเกตพบความไม่สมดุลของร่างกาย ทำให้ชีวิตแข็งแรง เจ็บป่วยน้อย เมื่อเจ็บป่วยก็ฟื้นเร็ว การแยกเภสัชวัตถุเป็นฤทธิ์ร้อนหรือฤทธิ์เย็นใช้การสังเกตจากการกิน เภสัชวัตถุฤทธิ์ร้อน เมื่อกินเข้าไปแล้วจะรู้สึกปากคอแห้ง กระหายน้ำ และเมื่อดื่มน้ำตามแล้ว รู้สึกสดชื่น อร่อย เช่นกินพริกเผ็ด ๆ พอดื่มน้ำจะรู้สึกสบายขึ้น สำหรับเภสัชวัตถุฤทธิ์เย็น เมื่อกินเข้าไปแล้วจะรู้สึกชุ่มปากชุ่มคอ เมื่อดื่มน้ำตามแล้วรู้สึกไม่อร่อย การแพทย์วิถีพุทธแบ่งอาการเจ็บป่วยเป็น 3 อาการหลัก คือ อาการเด่นร้อนเกิน อาการเด่นเย็นเกิน และอาการเด่นร้อนเย็นพันกัน ซึ่งการแก้ไขเน้นการใช้เภสัชวัตถุฤทธิ์ตรงข้ามเข้าไปปรับสมดุลร่างกาย เมื่อร่างกายสมดุล อาการเจ็บป่วยก็จะหาย เช่นเดียวกับรสยา อาการเจ็บป่วยของแต่ละคน มีหลากหลายอาการร่วม ส่วนผสมของอาการร้อนและเย็น ทำให้การแพทย์วิถีพุทธแบ่งอาการเจ็บป่วยแบบละเอียดเป็น 9 อาการ เมื่อผสมผสานกับเภสัชวัตถุ 2 ฤทธิ์ จึง มีตำรับยามากมายเกิดขึ้น และสามารถปรับเปลี่ยนชนิดของเภสัชวัตถุตามท้องถิ่นที่มีได้ วลี เภสัชวัตถุฤทธิ์ร้อน - เย็น ปราก ฏ ในข้อคำถามที่ 5 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.684 หมอดูแลตนเอง หมอดูแลตนเอง หมายถึง การสังเกตอาการสบาย เบากาย มีกำลังของตนเอง เนื่องจากร่างกายต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ สิ่งแวดล้อมภายนอก ภาวะอารมณ์ความเครียดในจิตใจ ฯลฯ เมื่อสังเคราะห์ร่วมกับความหลากหลายของเภสัชวัตถุที่เป็นส่วนประกอบในอาหารแต่ละมื้อ ร่างกายจึงมีการปรับสมดุลของธาตุ และร้อนเย็นอยู่ตลอดเวลา การแพทย์วิถีพุทธใช้ตัวชี้วัดความสมดุลของร่างกาย 3 อย่างคือ สบาย เบากาย มีกำลังของตนเอง เมื่อใดที่ร่างกายรับรู้ถึงความผิดปกติของตัวชี้วัดตัวใดตัวหนึ่ง ผู้เป็นเจ้าของร่างกาย ก็สามารถนำเภสัชวัตถุที่อยู่ในสวน ป่า นามาปรุงเป็นอาหารหรือยา เพื่อรักษาอาการไม่สมดุลได้ทันที การฟื้นคืนสู่ความสมดุลก็จะใช้เวลาไม่นาน วลี “หมอดูแลตนเอง” ปราก ฏ ในข้อคำถามที่ 48 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.708 ภูมิรู้สวนป่านาไร่ ภูมิรู้สวนป่านาไร่ ก่อให้เกิดชีวิตที่พอเพียง และสร้างสุขภาพกายใจที่ดี ด้วยการใช้ธรรมชาติสร้างธรรมชาติ เกิดจากการอิงอาศัยกันและกันของพืช สัตว์ และมนุษย์ ก่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมดิน น้ำ อากาศที่ดี อุดมสมบูรณ์ ขั้นตอนการสร้างสวนป่านาไร่ที่พบในงานวิจัยนี้ที่สำคัญคือ จัดสรรพื้นที่ สวนป่านาไร่, การปลูกข้าว ถั่ว งา ให้เป็นวัฒนธรรม และการใช้ธรรมชาติสร้างธรรมชาติ ด้วยวงจรกสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด และขยะวิทยา โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้ ภูมิรู้สวนป่านาไร่ ให้ชีวิตพอเพียง สวนป่านาไร่ ทำให้แต่ละครอบครัวมีพืชที่หลากหลาย พออยู่ พอกิน พอใช้ ลดรายจ่ายให้การซื้ออาหารและซื้อปุ๋ยบำรุงดินลง เพิ่มรายได้จากการมีน้ำที่มากขึ้นเพื่อทำการเกษตร ก่อเกิดการมีพืชหลากหลาย แม้ในยามหน้าแล้ง หากคนในครอบครัวถือศีล 5 ละ อบายมุข องค์ประกอบของสวนป่านาไร่นี้ จะเป็นแหล่งทำมาหากินที่เพียงพอสำหรับครอบครัว ทำให้ครอบครัวปลอดหนี้ วลี ภูมิรู้สวนป่านาไร่ ให้ชีวิตพอเพียง ปราก ฏ ในข้อคำถามที่ 32 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.772 สวนป่านาไร่ สร้างสุขภาพกายใจที่ดี การทำสวนป่านาไร่ ทำให้ได้รับประทานพืชผักสดใหม่ ไม่ต้องเสียเวลากับกระบวนการบรรจุ และขนส่ง ทำให้ได้รับประทานพืชผักที่เก็บมาสด ๆ ได้รับน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งมีสาระสำคัญ ต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ละลายอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก มีผล เพิ่มภูมิต้านทาน ลดความเสื่อมสภาพของร่างกาย สอดคล้องกับคำกล่าวของ ดาวเย็น นาวาบุญนิยม (2561 , เมษายน 11) ที่ว่า “คนทำกสิกรรมเป็นคนโชคดี ได้กินผักผลไม้ไร้สารพิษสด ๆ จากต้นมีพลังชีวิต ไม่ต้องข้ามวันข้ามคืน ไปซื้อเขา ก็เลยแข็งแรง” และปราก ฏ ในข้อคำถามที่ 17 กิจกรรมสวนป่านาไร่ สร้างความพอเพียงกับการเลี้ยงชีพ ทำให้ลูกหลานไม่ต้องไปแสวงหางานทำต่างถิ่น เมื่อเศรษฐกิจดี ลูกหลานได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน นำมาซึ่งความสุขความอบอุ่นให้กับครอบครัว จะเห็นได้ว่าสวนป่านาไร่ ทำให้ได้รับประทานอาหารที่อุดมด้วยสาร ที่ สำคัญ ได้ออกกำลังกายที่ดีจากการเดิน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่แทรกอยู่ในกิจกรรม นอกจากนี้กิจกรรมสวนป่านาไร่ เป็นการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติสีเขียว ได้สูดไอระเหยของเภสัชวัตถุที่มีกลิ่นหอมระเหยที่เลือกปลูกไว้ เป็นการใช้สีและกลิ่นบำบัดเพื่อสุขภาพ ก่อให้เกิดความรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย บรรเทาอาการเครียด และไอระเหยของพืชบางชนิดช่วยให้โรคทุเลาด้วย ปราก ฏ ในข้อคำถามที่ มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ 16 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ 0.651 จากข้างต้น กิจกรรมสวนป่านาไร่ สร้างสุขภาพกายผ่านการได้รับประทานอาหารเก็บ สด ๆ การออกกำลังกาย และสร้างสุขภาพทางใจจากการอยู่กับครอบครัวลูกหลานพร้อมหน้า และสร้างสุขภาพทั้งกายและใจจากการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ไอระเหยของเภสัชวัตถุ จึงสรุปเป็นวลีได้ว่า สวนป่านาไร่ สร้างสุขภาพกายใจที่ดี จัดสรรพื้นที่ สวนป่านาไร่ การสร้างสวนป่านาไร่ เริ่มจากการรู้คุณค่าของป่าที่เป็นแหล่งให้น้ำและความชื้นแก่ดิน การมีอยู่ของพืชและสัตว์ในป่าจำนวนมาก ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของ อินทรีย์วัตถุ และธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของพืชตามธรรมชาติ เมื่อป่าถูกชาวบ้านนำมาจัดสรรเป็นนาไร่ที่ทำมาหากินทั้งหมด ไม่นานดินก็จะขาดความอุดมสมบูรณ์ ปลูกอะไรก็ไม่เติบโต ดังเช่นนางถนอม มีทรัพย์ เล่าถึงความแห้งแล้งของที่ดินของตนและการสร้างป่าเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของที่ดิน ที่ว่า “แม่ต้องอาศัยความเพียรในการปรับปรุงดินที่เสียไปให้ดีขึ้น เริ่มจากมาปลูกป่าเพิ่มขึ้นจากที่ทำลายป่ามาเป็นแปลงนา” (ถนอม มีทรัพย์. 2561 , พฤษภาคม 27) วลี จัดสรรพื้นที่ สวนป่านาไร่ ปราก ฏ ในข้อคำถามที่ 31 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.762 การสร้างสวนป่านาไร่ เริ่มจากการจัดสรรพื้นที่เป็นส่วนของสวน ของป่า ของนาไร่ รวมถึงการขุดบ่อน้ำ ดินที่ได้จากการขุดบ่อน้ำ ก่อให้เกิดโคก หรือเนินทำให้ระดับที่ดินมีความสูงแตกต่างกัน จึงปลูกพืชได้หลากหลายขึ้น การสร้างโคกหรือเนินนี้ สามารถใช้เทคนิค เพอร์ มาคัล เจอร์ ( ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 8) มาใช้เพื่อปรับปรุงดินที่ขุดเพื่อสร้างบ่อ ให้มีธาตุอาหารเพียงพอกับค วามต้องการของพืช ทำการคัดสรรพืช มาปลูกในสวนป่านาไร่ เป็นสิ่งที่ผู้เป็นเจ้าของเลือกสรรได้ เพื่อความสะดวกในการใช้สอย เป็นเภสัชวัตถุปรับสมดุล ควรมีการปลูกเภสัชวัตถุฤทธิ์ร้อน - เย็นที่ปลูกง่ายดูแลง่าย เช่น ย่านาง ใบเตย หญ้าม้า อ่อมแซบ เป็นต้น รวมถึงกล้วยน้ำว้า และมะละกอสำหรับทำส้มตำไว้ด้วย ความหลายหลายของพืชที่จะเลือกปลูกขึ้นกับการคัดสรรของผู้เป็นเจ้าของ เช่นคำให้สัมภาษณ์ของ นาง ขัน (2561 , เมษายน 4) ที่ว่า “ เฮ็ด นา ปลูกเผือกขายที่นามีผักทุกอย่าง ที่กินได้ มี ผักแขยง ผักแว่น ผักกระโดน ผักติ้วมีหลาย ต้นไม้ใหญ่ในนา มีแต่ต้นสมอเตี้ย เป็นยาแก้ร้อนใน เป็นยาเย็น” ปลูกข้าว ถั่ว งา ให้เป็นวัฒนธรรม ข้าว ถั่ว งา เป็นอาหารหลักของคนไทยมาแต่อดีต ในพิธีพืชมงคล จะมีการทำขวัญเมล็ดพันธุ์พืชต่าง ๆ โดยเฉพาะเมล็ดข้าว ถั่ว งา เพื่อให้มีความอุดมสมบูรณ์ พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญอาหารที่นำมาให้พระโคเสี่ยงทาย 7 อย่างคือ ข้าวเปลือก ถั่ว งา ข้าวโพด เหล้า น้ำ และหญ้า ในการทำบุญข้าวสากของชาวอีสาน ชาวบ้านจะเตรียมข้าวสาก จากข้าวเม่า ข้าวพอง ข้าวตอก คลุกเข้ากันกับ ถั่ว งา น้ำอ้อย น้ำตาล และมะพร้าว กล่าวคือ การปลูกข้าว ถั่ว งา เป็นวัฒนธรรมของไทยมาช้านาน รหัสภูมิปัญญาที่ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมการปลูกข้าว ถั่ว งา คือการใช้พื้นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในภาคอีสานส่วนใหญ่ฤดูแล้งน้ำจะน้อยไม่เพียงพอสำหรับปลูกข้าว ชาวบ้านจึงปลูกข้าวนาปี นาน้ำฝน ปีละ 1 ครั้ง หลังเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านเลือกปลูกถั่วโดยเฉพาะถั่วลิสง และงา พืชที่ใช้เป็นอาหาร เก็บไว้กินทั้งปีได้ ถั่วและง าใช้น้ำน้อย สามารถปลูกในฤดูแล้ง มีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวสั้น จึงปลูกสลับกับการปลูกข้าวได้ ทั้งข้าว ถั่ว งา เป็นพืชที่เก็บเมล็ดไว้รับประทานได้นาน เมื่อปลูกครบรอบ ชาวบ้านจะมีข้าว ถั่ว งา ไว้กินใช้ตลอดทั้งปี วลี “ปลูกข้าว ถั่ว งา ให้เป็นวัฒนธรรม” เป็นคำที่ปราก ฏ ในหัวใจของการทำกสิกรรมไร้สารพิษของชาวอโศก ที่ว่า “ชาวอโศกจะต้องปลูกข้าว ถั่ว งา ให้เป็นวัฒนธรรม” (กลุ่มสุดฝั่งฝัน . 2556 : 34) สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ นางสาววิจิตรา มีทรัพย์ ( 2561, พฤษภาคม 27) ที่ว่า “จริง ๆ แล้วหลักของการหมุนปลูกพืชหมุนเวียนไม่ใช่ปลูกอะไรก็ได้แต่มันจะต้องมีหลักว่าข้าวเป็นพืชตระกูลหญ้า สามารถจัดการกับธาตุอาหารได้แทบทุกชนิด พอ ๆ กันกับข้าวโพด แล้วถั่ว เนี่ย พืชตระกูลถั่วก็จะให้ไนโตรเจน เพราะฉะนั้นมันจะต้องมีการเปลี่ยนวัตถุพืช ปลูกพืชพวกนี้เสร็จ ก็ต้องมีข้าว ถั่ว งา งาก็จะเป็นพวกโพแทสเซียม ไม่ก็กล้วย” และปราก ฏ ในข้อคำถามที่ 1 3 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.669 วงจรสวนป่านาไร่ ใช้ธรรมชาติสร้างธรรมชาติ สวนป่านาไร่ ใช้ธรรมชาติสร้างธรรมชาติ วงจรของสวนป่านาไร่ เกิดจากการอิงอาศัยกันและกันของพืช สัตว์ และมนุษย์ สวนป่านาไร่ ให้อาหารแก่คน สัตว์ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ขยะจากสิ่งมีชีวิต เช่น เศษอาหาร มูลสัตว์ กิ่งไม้ ใบไม้แห้งต่าง ๆ นำมาหมักและย่อยสลายด ้วยจุลินท รีย์ สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ จะได้ปุ๋ยสะอาดอาหารของพืชในสวนป่านาไร่ ผู้วิจัยคัดสรร วงจรสวนป่านาไร่ ใช้ธร รมชาติสร้างธรรมชาติ เป็นคำสำคัญ จากการศึกษาแนวคิดของสมณะ โพธิ รักษ์เรื่อง สามอาชีพเพื่อมวลมนุษยชาติ ที่ว่า “กสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด ขยะวิทยา สามอาชีพนี้เป็นเนื้อหาสาระสำคัญของการประกอบสัมมาอาชีวะที่จะกู้ตัวเองแล้วกู้ชาติได้จริง ๆ” ซึ่งสมณะถักบุญ อาจิต ปุญโญ ( 2561 , เมษายน 10) สรุปใจความไว้ว่า “ปุ๋ย ได้มาจากขยะ กสิกรรมนี่ก็รับประทานอาหารจากปุ๋ย รับประทานอาหารจากปุ๋ยเสร็จก็เป็นต้นพืช ต้นพืชเอาไปกินเอาไปใช้เอาไปขาย ก็กลายเป็นกสิกรรม ไร้สารพิษ พอมันเหลือมันก็กลายมาเป็นขยะ ก็กลายมาเป็นปุ๋ย แบบนี้เป็น 3 เส้า ที่สัมพันธ์กัน คนคิดคือพ่อครูเป็นความคิดที่ฉลาดมาก” รวมถึงปราก ฏ ในข้อคำถามที่ 26 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.749 วงจรสวนปานาไร่ ใช้ธรรมชาติสร้างธรรมชาติ ในทางปฏิบัติเป็นการบูร ณา การภูมิรู้สวนป่านาไร่ ภูมิรู้เภสัชวัตถุ และบุญกิริยาวัตถุ ทำให้ได้ปุ๋ยสะอาดลดการเบียดเบีย นสัตว์ ได้สารไล่แมลงจากธรรมชาติ ไม่ก่อสารพิษสะสมในร่างกาย ใช้ประโยชน์จากขยะและวัชพืช ลดแรงงานการจัดการกิ่งไม้ใบไม้แห้งลดแรงงานการขนปุ๋ย ได้ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำสวนป่านาไร่ไร้สารพิษ ซึ่งหลักการใช้ธรรมชาติสร้างธรรมชาติ ที่พบในงานวิจัยนี้ดังนี้ ธาตุอาหารพืช หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ จากตัวอย่างของวงจรข้าว ถั่ว งา จะเห็นธาตุอาหารพืชที่สำคัญ มีการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ผ่านซากพืช ซากสัตว์ ของเสียต่าง ๆ ที่ออกจากคนและสัตว์ เศษอาหาร ขยะต่าง ๆ ด้วยวิธีการฝังลงดิน หรือสร้างเนินดินขึ้นมาใหม่ และปล่อยให้จุลินท รีย์ ทำการย่อยสลายจนธาตุอาหารที่พืชต้องการอยู่ในรูปที่พืชสามารถดูดซึมได้ ธาตุอาหารพืชเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดใหม่ ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่หมุนวนผ่านกระบวนการห่วงโซ่อาหาร กล่าวคือ ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชที่เราปลูกส่วนใหญ่ คือ ธาตุ N - ไนโตรเจน P - ฟอสฟอรัส และ K - โพแทสเซียม หรือ NPK มีอยู่ในธรรมชาติน้อยมาก และเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ด้วยเหตุนี้ธาตุเหล่านี้จึงถูกใช้หมุนเวียนอยู่ระหว่างพืชและสัตว์ โดยถ่ายทอดผ่านห่วงโซ่อาหาร เมื่อคนหรือสัตว์กินพืช ธาตุต่าง ๆ ก็มาสะสมไว้ในที่คนและสัตว์ ธาตุใดเกินก็ขับออกเป็นอุจจาระ ปัสสาวะ และเมื่อสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ พืชตายไปธาตุต่าง ๆ ก็คืนสู่ธรรมชาติ อยู่ในดิน ในน้ำ เมื่อสิ่งมีชีวิต เล็ก ๆ จุลินท รีย์ เช่นเชื้อรา แบต ที เรีย ย่อยสลายอุจจาระ ปัสสาวะ ซากสิ่งมีชีวิต ธาตุ NPK และธาตุอื่น ๆ ก็เหมาะสมให้พืชดูดซึมเป็นอาหาร เมื่อเข้าใจวงจรธรรมชาติข้างต้น การทำปุ๋ยโดยใช้ซากพืชซากสัตว์ รวมถึงมูลสัตว์ และปัสสาวะสัตว์ซึ่งเป็นแหล่งของ NPK มาหมักไว้ปล่อยให้จุลินท รีย์ ย่อยสลาย ก็จะได้ธาตุอาหาร NPK ที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ วัชพืชมีคุณค่า เติบโตเร็ว มีประโยชน์ วัชพืช คือพืชที่ขึ้นเอง ส่วนใหญ่จะไม่เป็นที่ต้องการของเจ้าของ ด้วยเกรงว่าจะมาแย่งอาหารของพืชหลักที่ตั้งใจปลูก ความไม่พอใจที่วัชพืชขึ้นอาจสร้างความทุกข์ใจให้เจ้าของมากกว่าความเสียหายทางกายภาพที่เกิดขึ้นจริง จึงควรหาวิธีคิดที่ไม่ทุกข์ ด้วยการมองประโยชน์ของวัชพืช วัชพืชป้องกันการชะล้างหน้าดินยามฝนตกหนัก เป็นการห่มดินให้อุณหภูมิไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป ทำให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืชหลัก ความคุมความชื้นและน้ำไม่ให้ระเหยเร็วเกินไป แมลงบางชนิดจะเลือกกินวัชพืชมากกว่ากินผัก ขณะเดียวกันพืชที่แมลงไม่กิน เช่น สาบเสือ สาบแร้งสาบกา ก็คือวัชพืชที่ไล่แมลงได้ ที่สำคัญซากของวัชพืชคืออินทรียวัตถุ เป็นธาตุอาหารให้กับพืชหลักอีกด้วย วัชพืชหลายชนิดมีคุณสมบัติเป็นยา เช่น ต้นสาบเสือ ช่วยให้เลือดหยุดไหล วัชพื ชหลายชนิดมีกลิ่นหอมระเหยไล่แมลง ซึ่งคุณสมบัติของวัชพืชเหล่านี้ จึงเหมาะที่จะมา ทำปุ๋ย และหรือน้ำหมักเพื่อบำรุงดินและไล่แมลง วลี “วัชพืชมีคุณค่า เติบโตเร็ว มีประโยชน์” ปรากฏในข้อคำถามที่ 42 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.733 การใช้ภูมิรู้เภสัชวัตถุ และบุญกิริยาวัตถุคัดสรรพืชไล่แมลง หมายถึง การใช้เภสัชวัตถุในการไล่แมลงและลดจำนวนวัชพืชต่าง ๆ เพื่อลดความสูญเสียของผลผลิตในสวนป่านาไร่ และไม่ก่อให้เกิดสารเคมีตกค้าง อันอาจสะสมในร่างกายคนและสัตว์มากจนทำให้เกิดโรคหรือเสียชีวิตได้ โดยคัดสรรเภสัชวัตถุที่สร้างความเบียดเบียนให้สัตว์น้อยเท่าที่เป็นไปได้ แม้ว่าสวนป่านาไร่ จะทำให้พื้นที่อุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชได้หลากหลาย และเกิดการควบคุมจำนวนของหญ้า แมลง และสัตว์อื่น ๆ ตามธรรมชาติไม่ให้มากเกินไป ผ่านระบบห่วงโซ่อาหาร คือการกินกันเป็นทอด ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บริเวณนั้น แต่วัชพืชและแมลงศัตรูพืชที่เหลือทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย สูญเสียไปเนื่องจากผลผลิตโตไม่เต็มที่เนื่องจากมีวัชพืชมาแบ่งน้ำ แสงแดด และธาตุอาหารไป หรือมีแมลง และสัตว์อื่น ๆ มากัดกินผลผลิต ภูมิรู้เภสัชวัตถุเรื่องรสยา ช่วยให้คัดสรรพืชที่มีฤทธิ์ไล่แมลง มาปลูกและทำเป็นน้ำหมักชีวภาพไล่แมลงได้ โดยส่วนของพืชที่มีรสฝาด ช่วยในการฆ่าเชื้อราในโรคพืชทุกชนิด รสขม สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับพืช รสเผ็ดร้อน ช่วยในการไล่แมลงและทำให้แมลงแสบร้อน รสเปรี้ยว ช่วยในการไล่แมลง ฆ่าเชื้อราในโรคพืชทุกชนิดและ บํารุง พืช และรสเบื่อเมา ช่วยในการฆ่าเพลี้ย หนอน และแมลง ในพืชผักทุกชนิด สำหรับรสเบื่อเมา ซึ่งเป็นรสยาที่ต้องระวังในการใช้เพราะอาจมีพิษกับคนและสัตว์ได้ ผู้ทำสวนป่านาไร่ที่มีศีล จะพิจารณาไม่เลือกใช้ นอกจากนี้กลุ่มเภสัชวัตถุที่มีกลิ่นหอมระเหย เช่น โหระพา สาบแร้งสาบกา สาบเสือ ก็เป็นกลุ่มเภสัชวัตถุที่ช่วยในการไล่แมลงและฆ่าเชื้อราได้เช่นกัน จากการบูร ณา การความรู้ข้างต้น อาจารย์ใจเพชร กล้าจน ได้แนะนำการทำจุลินท รีย์ พลังศีล และปุ๋ยพลังศีลซึ่งมีสูตรที่ไม่ตายตัว มีเป้าหมายคือใช้ทรัพยากรขยะที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประหยัดสุด และเบียดเบียนสัตว์น้อยเท่าที่เป็นไปได้ ปุ๋ยพลังศีล คือปุ๋ยที่เกิดจากการนำกิ่งไม้ ใบไม้ต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการมาหมัก ร่วมกับพืชที่มีฤทธิ์ไล่แมลงต่าง ๆ และจุลินท รีย์ พลังศีล เป็นปุ๋ยที่ลดการเบียดเบียนสัตว์ สำหรับจุลินท รีย์ พลังศีล คือการหมักเศษอาหาร ข้าวที่เหลือซึ่งสามารถกลายเป็นน้ำตาล เป็นอาหารของจุลินท รีย์ ทำให้จุลินท รีย์ เพิ่มขึ้น เพิ่มอัตราการย่อยสลายซากพืชให้เร็วขึ้น ซึ่งการหมักปุ๋ยนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการฝังดิน อาจใช้การทำเนินดินเพื่อหมักก็ได้ ที่ราชธานีอโศก จัดการกับวัชพืชไมยราบยักษ์ด้วยการทำไถกลบ และหมัก นอกจากเป็นปุ๋ยบำรุงดินแล้ว ยังเป็นการถมดินให้สูงขึ้นอีกด้วย โดยสรุปภูมิรู้สวนป่านาไร่ คือความรู้ด้านการเกษตรที่ควรศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้ เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาพดี จึงควรจัดให้มีการเรียนรู้เรื่องนี้ในทุกช่วงวัย ความรู้นี้ทำให้เกิดการพึ่งตนเองได้ โดยใช้ธรรมชาติสร้างธรรมชาติ เกิดชีวิตที่มีความพอเพียง มีสุขภาพกายใจที่ดี และมีแหล่งอาหารและเภสัชวัตถุ เป็นที่พึ่งของตนเองและผู้อื่น เพิ่มศีล ลดโรค การเพิ่มศีล คือสร้างความประพฤติทางกาย ทางวาจา รวมถึงใจให้ดีต่อสุขภาพ เพราะ โรคหลายโรคมีสาเหตุเกิดจากกรรม การกระทำที่หลายคนทราบว่าพฤติกรรมใดทำให้ก่อโรค หลายคนไม่ทราบแต่เชื่อในคำตรัสของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิ ฎ กเล่มที่ 14 ข้อ 584 ที่ว่า “...ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมากนี้คือ เป็นผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์...” กล่าวคือเหตุของการมีโรคมาก เกิดจากการผิดศีลข้อที่ 1 การเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น สัตว์อื่น การแก้กรรมเก่า ในทางพระพุทธศาสนานั้นไม่มี ทุกคนมีกรรมเป็นของตน ทำกรรมใดไว้ย่อมรับผลกรรมนั้น แต่เพื่อลดความรุนแรงของผลกรรมเรื่องความเจ็บป่วย จึงสร้างเหตุใหม่ด้วยการรักษาศีลข้อที่ 1 การไม่เบียดเบียนสัตว์ให้ยิ่งขึ้น เพื่อกลายเป็นคนที่มีโรคน้อย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 585 ที่ว่า “...ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อยนี้คือ เป็นผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์...” วลี “ เพิ่มศีล ลดโรค ” ปราก ฏ ในคำให้สัมภาษณ์ของ อาจารย์ใจเพชร กล้าจน (2561 , พฤษภาคม 6) ที่ว่า “วิธีการดูแลสุขภาพใด ๆ เช่นการใช้โภชนาบำบัด เภสัชวัตถุ ฯลฯ ถ้าทำควบคู่กับการเพิ่มศีล (อธิศีล) ให้เหมาะสมกับฐานจิตของตน เช่นทำศีล 5 ให้บริสุทธิ์ขึ้น เช่นลดการรับประทานเนื้อสัตว์ ลดการกินสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย เพิ่มเป็นศีล 8 ด้วยการลดมื้ออาหารลง ฯลฯ จะเกิดประโยชน์สูงสุด” และปรากฏในข้อคำถามที่ 52 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ เท่ากับ 0.704 การเพิ่มศีล ลดโรค ที่ค้นพบในงานวิจัยนี้ที่สำคัญมี 7 ข้อ คือการไม่ทำทุกข์ทับถมตน การงดเว้นพฤติกรรมก่อโรค การลดการรับประทานเนื้อสัตว์ การปลูกพืชผักสวนครัวไร้สารพิษ การฟังธรรม ไม่เพิ่มทุกข์ใจ การแบ่งปัน สร้างสุข และหมอมีศีล เพิ่มฤทธิ์รักษาโรค มีรายละเอียด ดังนี้ การไม่ทำทุกข์ทับถมตน การไม่ทำทุกข์ทับถมตน คือ การไม่คิดสิ่งที่จะสร้างความทุกข์ใจให้กับตนเอง เช่นความกลัวตาย กลัวโรค เร่งผล กังวล ในเรื่องต่าง ๆ ฯลฯ รวมถึงการปล่อยวางความยึดมั่นในความแข็งแรงของร่างกายที่ไม่เหมือนในอดีต การยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เป็นอดีตที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเราอยู่ในภาวะเจ็บป่วย เพราะการคิดที่เป็นทุกข์ การคร่ำครวญถึงสิ่งที่เป็นอดีต มีแต่จะสร้างทุกข์ทางใจเพิ่มขึ้น นอกจากได้ทุกข์ทางใจที่เพิ่มแล้ว บางครั้งพลังของความทุกข์ทางใจยังดึงให้ทุกข์ทางกายที่เป็นอยู่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกด้วย วลี “การไม่ทำทุกข์ทับถมตน” ปราก ฏ ในคำให้สัมภาษณ์ของ พ่อครูสมณะ โพธิ รักษ์ โพธิรักขิ โต (2561 , เมษายน 13) ที่ว่า “...ซึ่งก็เป็นธรรมดาของการเจ็บป่วยเป็นทุกข์ทรมาน ถ้าจิตเรายิ่งช่วยไม่ให้ไปติดยึดมันมาก พยายามปล่อยวางเป็น พยายามที่จะไม่เอาทุกข์ไปทับถมตน เพราะทุกข์ที่มันเป็นพยาธิมีความไม่สมดุลของชีวะสรีระเราอยู่แล้วก็เป็นทุกข์แล้ว แล้วก็ยังจะไปเศร้า หมอง แม้แต่อยากให้หายเร็ว ๆ มันก็ไม่ควรจะไปมีจิตที่ไปบังคับ มีกิเลสไปผสมอะไร ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าทุกข์ของเรา ควรจะทำอย่างไร เป็นการรู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าเราไม่สบาย เป็นเหตุทางร่างกายอย่างนั้นอย่างนี้ รู้จักเหตุ” และปราก ฏ ในข้อคำถามที่ 55 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.746 เรื่องความเจ็บป่วย ในทางพุทธศาสนามองว่าเป็นการแสดงออกของผลของกรรม เป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน การ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน