610921_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เตวิชชสูตร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข25 กันยายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

610921_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เตวิชชสูตร อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1Vc9XIewELxbvJXtWBl7SREBlVpcNVmCcaaJorDq1Mds/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1NQOkan3acC5CjaocWyltzWQSfV5L0aOp

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ประกาศค่ายสัมมาอาริยมรรค ค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า “ศีลกับปัญญาชำระใจ” ครั้งที่ 32 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 21 - อาทิตย์ที่ 23 กันยายน ๒๕๖๑ รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ คุณชญาดา 087-4437865

##### สมัครonline ได้ที่ inbox เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP หรือสื่อธรรมะพ่อครู

พบกับกิจกรรมตามมรรคมีองค์ 8 พบกับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีที่จะพาคุณสู่ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น"(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) อันจะพาไปสู่ความบริสุทธิ์จนถึงสัมมาวิมุติ ที่อื่นเขาพานั่งหลับตาเดินจงกรมปฏิบัติ แต่ที่นี่ทำแบบมรรคมีองค์ 8 พ่อครูพูดแตกหักกับพวกนั่งหลับตาหลายครั้งแล้ว ยกอินทริยภาวนาสูตรมา 10. อินทริยภาวนาสูตร (152) [853] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [854] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกร อุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ.

อ่านต่อ

แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการ เจริญอินทรีย์ แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวก ไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ คนสมัยก่อนแพ้ก็คือแพ้ ยอมรับโดยดีแต่คนสมัยนี้หน้าด้าน หากนั่งหลับตาแต่ไม่สัมมาทิฏฐิก็จะหลงใหลในฌานโลกีย์แต่หากสัมมาทิฏฐิการนั่งหลับตาปฏิบัติก็เป็นอุปการะมากเช่นกัน

พ่อครูว่า...วันนี้รับไลน์จากคุณใจฟ้า ก็วิบากใครก็ต้องใช้เอาศึกษาไป _จาก ใจฟ้า กราบนมัสการพ่อครู ลูกคิดถึงพ่อครูเหลือเกิน ฟ้งทำวัตรเช้า พ่อพูดถึงความอบอุ่น ในสังคมอโศก โลกจะเป็นเช่นไรก็ช่าง แต่เราจะเป็นคนบูรณาการ เป็นสังคมบูรณาการ 10 มกราคม 2520 ได้ฟังธรรมพ่อครูเป็นครั้งแรก2ชม. จำได้อย่างเดียว ว่าชืวิตใคร-ใครก็รัก กลับบ้านก็กินมังสวิรัติ มาจนถึงทุกวันนี้ 42ปี ลูกปักมั่นกับการลดพื้นที่ในกระเพาะคนให้กินเนื้อสัตว์น้อยลง มาจนถึงวันนี้ก็พบทางสว่างว่า พ่อครูให้รวมกำลังเป็นหนึ่งที่บ้านราช เห็นจริงอย่างยิ่งว่า อาศัยหมู่กลุ่มจะทำให้ลด-ละ-เลิก กิเลสได้มากกว่า และได้พลังมากกว่า พอคิดได้ วิบากก็ทำให้ไปไม่ได้ -พบพ่อ พ่อประกาศว่า "อาตมาไม่เคยพาพวกคุณถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ไม่เคยลงใต้ดินแม้แต่ครึ่งเมล็ดงา"จริงที่สุดค่ะ ! -พบพ่อไม่ต้องทำบาปเพิ่มถ้ารู้ทัน -พบพ่อได้ลดละสิ่งที่ต้องให้ร้ายตัวเอง-ผู้อื่น ถ้ารู้ทัน -พบพ่อไม่ต้องหลงไปในวัฎฎะสงสารกับชืวิตคู่ ที่พัวพันไม่รู้ทุกข์ -พบพ่อได้ทำงานบุญทุกรูปแบบ -พบพ่อ ใจได้รับปิติสุขของคนโลกใหม่ -พบพ่อ ได้สร้างกุศลมหาศาล วิบากมาก็มีคนช่วยมากมาย -พบพ่อ รู้แล้วว่าจักรวาลนี้เราเป็นผู้สร้าง(กายยาววา หนาคืบกว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ) -พบพ่อ ค่อยเข้าใจว่ากราบเหนือเศียรเกล้า แปลว่าอะไร -พบพ่อ อะไรที่เรียกว่าบุญ อะไรเรียกว่ากุศล ซาบซึ้ง-ชัดเจนเหลือเกิน -พบพ่อ มั่นใจได้ว่าชีวิตนี้ไม่มีทางหันกลับไปทำชั่วอีก (วิบากชัด) -พบพ่อ ชีวิตนี้ถวายกับศีลได้เลย -พบพ่อ เขื่อว่าตัวเองมีที่ไปถาวร มั่นคง มีแต่เจริญถ่ายเดียว -พบพ่อ รู้จักวางสุข (แม้จะโหยหา)ละทุกข์ -พบพ่อ พึ่งรู้ว่าติดการพนัน หวังในลาภ-ยศ-สรรเสริญ ก็คือการพนัน ใจสงบทันทีที่คิดได้ ความสุขที่เรียกว่าอบอุ่นบรมสุข(!) กราบพ่อครู สุดหัวใจ (สุดเกล้า สุดเศียร ไปให้ถึงที่สุด)

SMS 20 กันยายน 2561 (สำมะปี๋ซีวิต)

6601 น้อมกราบนมัสการบูชาพ่อครูค่ะ มักหลายค่ะเพิ่นเหว้าอีสานม่วนคัก จังซีค่ะถึงซิเอิ้นสำมะปี๋ ฟังธรรมะมาหลายปีแต่พึ่งเข้าใจขึ้นบ้างและอยากทราบว่าทำยังไงเราจะมีสมาธิดูจิตต่อเนื่องตลอดเวลาค่ะ เมตตาพ่อครูช่วยแนะสอนลูกด้วยค่ะ

พ่อครูว่า...เราจะสามารถมีจิตเป็นสมาธิดูจิตได้อย่างต่อเนื่อง มันต้องปฏิบัติตามลำดับศีล สมาธิ ปัญญา ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของ ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกายใจ ปฏิบัติตามลำดับอย่าไปรีบร้อนอย่าตะกละ ให้ชัดเจนว่าเราควรเลื่อนฐาน อันนี้เลื่อนเร็วไปเราจะรู้ หรือช้าไปก็รู้

_0015"การคิด" กับ "การมีสติสัมปชัญญะ" เหมือนและแตกต่างกันอย่างไรครับ

_0015พ่อท่านฯใช้ธรรมะใดปกครองลูกๆชาวอโศกครับ เหมือนการปกครองสมัยพ่อขุนรามฯแบบ "พ่อปกครองลูก"บ้างหรือเปล่าครับ พ่อครูว่า...อาตมาใช้ธรรมะข้อปกครองโดยไม่ปกครอง คนมารวมอยู่ที่อาตมาเป็นคนที่มาตามลำดับ ระดับที่ดีแน่น ระดับที่หลวงห่างไปหน่อย ระดับที่ห่างไปมากนานทีมาเป็นต้น ผู้มีภูมิธรรมมาใกล้ก็จะถูกขัดเกลามากหน่อย คนที่ห่างไปคือคนที่ถูกขัดเกลาไม่ได้มาก อาตมาเอาคุณภาพก่อน ไม่เอาปริมาณก่อน

_หินไท ชาวหินฟ้า · เห็นใจคนนั่งฟังสำมะปี๋ชีวิตตั้งสองชั่วโมงคงเมื่อยพอได้ พวกเราอายุมากๆกันแล้วจัดเวทีลักษณะพุทธตามภูมิดีไหมครับคนฟังสมณะ สิกขมาตุ ผู้สูงอายุจะได้นั่งเก้าอี้ พ่อครูว่า..เก้าอี้เขาก็มี เขาก็ไปนั่งได้ พวกเราเข้าใจ จัดสรรตัวเองได้ไม่มีปัญหา

_ນາງ ເກດມະນີ ສຸກສະຫວັນ · ກາບນະມັດສະການພໍ່ທ່ານຢ່າງສູງຂ້ານອ້ຍຈະຂໍ້ໄປເຂົ້າຄ້າຍນໍ້າດວ້ຍຈະໄປວັນເສົາຖ້າຮອດອຸດທິຍານປະມານ-3ໂມງຈະມີລົດໄປທີ່ວັດບໍ? ( นางเกดมนี สุขสวรรค์ กราบนมัสการพ่อท่านอย่างสูง ข้าน้อยจะขอไปเข้าค่ายด้วย จะไปวันเสาร์ ถ้าฮอดอุทยานประมาณบ่าย 3 โมง จะมีรถไปที่วัดบ่?) พ่อครูว่า..มี อย่าให้เลย 3 โมงนะ

_จากคุณ จุดจุดจุด...หนูอยากทราบว่า ทำไมพระอาริยะเจ้าบางรูปที่มีภูมิเดิมมาก่อน ทำไมถึงมีปัญญาอาริยะมาตั้งแต่เด็ก เช่น เอาในยุคนี้ก็ได้ ท่านอนุตตโร ท่านหน้าตาดี แต่ที่ไม่มีคู่ก็เพราะใครเข้ามาท่านก็ไม่เล่นด้วย ท่านหันหลังให้เลย ตั้งแต่ท่านเป็นเด็กหนุ่ม (เคยฟัง) ซึ่งหนูก็คล้ายๆกับท่านค่ะ (แต่ไม่ได้หมายความว่าหนูเป็นพระอาริยะเจ้าใดๆนะคะ) คือใครเข้ามาก็ไม่เล่นด้วย และไม่ทอดสะพาน ไม่ว่าจะเป็นใคร น่าชอบขนาดไหนก็ตาม ตัดไม่ให้ใครมาใกล้ชิดมาผูกพันได้ ..... และคิดว่าต่อให้มีคู่วิบากมันไม่น่าจะมีผลหากบุคคลนั้นมีปัญญาในเรื่องนั้นแล้ว (รู้ว่าการมีคนมารักจะก่อให้เกิดปัญหาและทุกข์ตามมานานัปการ) น่าจะมีผลเฉพาะตอนบุคคลดังกล่าวยังเป็นลิงลมฯมากกว่า เลยสงสัยค่ะว่าทำไมบางคนเกิดมาก็มีปัญญาในเรื่องนั้นๆเลย เป็นเพราะการตั้งจิต หรือเป็นเพราะฝึกฝนมาในเรื่องนั้นๆมาก พ่อครูว่า...อย่างอาตมาก็มีลักษณะลิงลมอมข้าวพองมาก่อนด้วย ใช่ ผู้ที่มีปัญญาในเรื่องนั้นมาทันทีเลยเพราะว่ามีการพากเพียรฝึกฝนมามากจนเข้ากรอบหลุดพ้นแล้ว เพราะฉะนั้น มันก็ไม่ยาก

_พิมพ์เพชรรุ้ง อโศกตระกูล วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๑ กราบนมัสการพ่อท่าน ๑. ลูกชอบรายการ สัมมะปี๋ซี่วิต ทำให้ได้รู้จักพี่น้องสหธรรมิกมากขึ้น และได้ศึกษา ธรรมะจากที่พ่อท่านฯ ตอบปัญหาต่างๆ ด้วย อยากให้มีรายการนี้ต่อไปค่ะ ๒. ระหว่างชมรายการสัมมะปี๋ฯ ลูกได้แต่งโคลงสี่สุภาพ ขึ้นมาบทหนึ่ง จากสภาวะจิตตนเอง อาจไม่ตรงฉันทลักษณ์ที่ถูกต้อง และได้พยายามฝึกใช้ภาษาอีสาน จึงส่งมาถวายพ่อท่านฯ หากผิดพลาดประการใด ต้องกราบขออภัยทุกท่านด้วยค่ะ กราบขอพ่อท่านฯ กรุณาชี้แนะด้วยค่ะ สัมมะปี๋มีม่วนค้ำ ซี่วิต ซุมแซ่วเบิ่งภูมิจิต พี่น้อง ทุนธรรมเพิ่นย้อนคิด เจ้าของ นำแน สำมะแจ๋จักเทื่อต้อง ย่านแท้ กิเลสโต๋ ๓. ครั้งหนึ่ง ในรายการแสดงธรรมะ พ่อท่านฯ เคยถามว่า ใครมั่นใจว่ามีภูมิโสดาบัน ให้ยกมือยืนยัน ลูกก็ได้ยกมือด้วย ....แต่เมื่อคืนวันพฤหัสฯที่ ๒๐ กันยายน ๖๑ ในรายการสัมมะปี๋ ฯ พ่อท่านฯตอบคำถาม ที่ถามว่าคนย้อมผมเป็นโสดาบันได้หรือไม่ พ่อท่านฯตอบว่าไม่ได้ ลูกต้องขอ สารภาพว่า ลูกได้ใช้แชมพูที่สระผมแล้วผมหงอกกลายเป็นดำ..... ลูกจึงขอเอามือลงจากการยืนยันเป็นโสดาบันก่อนนะคะ ต่อไปลูกจะไม่ใช้แชมพูเช่นนั้นอีก ลูกยังไม่ได้เป็นโสดาบันจนกว่าจะทำให้ผีชอบสวยในตัวเองหายไปก่อน ใช่มั้ยคะ กราบขอบพระคุณพ่อท่านฯ เป็นอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า...ดี ผีชอบสวย ก็ใช้ได้ผล ทำให้คนเลิกย้อมผมสีดำ จริงๆแล้วการย้อมผมสีดำนี้จะไปตีความว่าเป็นโสดาบันหรือไม่ก็ไม่ชัดนัก ถ้าไม่ย้อมเลยก็ชัดนัก แต่ถ้าย้อมบ้างไม่ย้อมบ้าง จะเอาอันนี้เป็นเครื่องตัดสินความเป็นโสดาบัน มันก็ไม่อย่างนั้นทีเดียว บางคนทำเพราะมีความจำเป็นในประโยชน์สูงก็ต้องรักษาสถานะรูปลักษณ์เอาไว้บ้าง เป็นรายละเอียดมันก็ยากนะ ศึกษาเถอะเรื่องพวกนี้ไม่ได้สูงส่งอะไรมากมาย

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน เตวิชชสูตร วันนี้อาตมาจะเอา เตวิชชสูตร สูตรที่ 13 ของล.9 13. เตวิชชสูตร

[365] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป เสด็จถึงพราหมณคามของชาวโกศลชื่อว่ามนสากตะ ได้ยินว่า ในเวลานั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ อัมพวันใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี ทิศเหนือแห่งมนสากตคาม เขตพราหมณคามชื่อว่ามนสากตะ. พ่อครูว่า...เหมือนในยุคนี้ที่มีอาจารย์สำนักต่างๆเหมือนกัน มีภาษาอันเดียวกันกับของพระพุทธเจ้าแต่เดินกันคนละแบบคนละแม่น้ำคนละสาย ภาษาอันเดียวกันท่องจำมาบ่นมาเก่งกว่าอาตมาเยอะ พราหมณ์ต่างๆพวกนี้ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าต่างคนต่างบอกว่านี่เป็นทางตรงทางเอก วาเสฏฐะและภารทวาชมาณพเข้าเฝ้า [366] สมัยนั้น พราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงอาศัยอยู่ในมนสากตคามมากด้วยกันคือ วังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุโสณีพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์และพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงอื่นๆ อีก. ครั้งนั้น วาเสฏฐมาณพกับภารทวาชมาณพเดินเที่ยวเล่นตามกันไป ได้พูดกันขึ้นถึงเรื่องทางและมิใช่ทาง วาเสฏฐมาณพพูดอย่างนี้ว่า ทางที่ท่านโปกขรสาติพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้. ฝ่ายภารทวาชมาณพพูดอย่างนี้ว่า ทางที่ท่านตารุกขพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้วาเสฏฐมาณพไม่อาจให้ภารทวาชมาณพยินยอมได้ ฝ่ายภารทวาชมาณพก็ไม่อาจให้วาเสฏฐมาณพยินยอมได้. [367] ครั้งนั้น เวเสฏฐมาณพบอกภารทวาชมาณพว่า ดูกรภารทวาชะ ก็พระสมณโคดมนี้แล เป็นโอรสของเจ้าศากยะ ทรงผนวชจากศากยสกุล ประทับอยู่ ณ อัมพวันใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดีเขตพราหมณคามชื่อมนสากตะทางทิศเหนือ และเกียรติศัพท์อันงามของท่านสมณโคดมนั้นขจรไปอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถี ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้วเป็นผู้จำแนกพระธรรม มาไปกันเถิดภารทวาชะ เราจักเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับครั้นแล้วจักกราบทูลถามความข้อนี้กะพระสมณโคดม พระสมณโคดมจักทรงพยากรณ์แก่เราทั้งสองอย่างใด เราจักทรงจำข้อความนั้นไว้อย่างนั้น ภารทวาชมาณพรับคำวาเสฏฐมาณพแล้วพากันไป. [368] ครั้งนั้น วาเสฏฐมาณพกับภารทวาชมาณพ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอเป็นที่ให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. เวเสฏฐมาณพได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ขอประทานโอกาสเมื่อข้าพระองค์ทั้งสองเดินเล่นตามกันไป ได้พูดกันขึ้นถึงเรื่องทางและมิใช่ทาง ข้าพระองค์พูดอย่างนี้ว่า ทางที่ท่านโปกขรสาติพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้ ภารทวาชมาณพพูดอย่างนี้ว่าหนทางที่ท่านตารุกขพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออกนำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องทางและมิใช่ทางนี้ ยังมีการถือผิดกันอยู่หรือ ยังมีการกล่าวผิดกันอยู่หรือ ยังมีการพูดต่างกันอยู่หรือ. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะ ได้ยินว่าท่านพูดว่า หนทางที่ท่านโปกขรสาติพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรงเป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้ ภารทวาชมาณพพูดว่าหนทางที่ท่านตารุกขพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออกนำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้ ดูกรวาเสฏฐะ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกท่านจะถือผิดกันในข้อไหน จะกล่าวผิดกันในข้อไหน จะพูดต่างกันในข้อไหน. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องทางและมิใช่ทาง พราหมณ์ทั้งหลาย คือ พราหมณ์พวกอัทธริยะ พราหมณ์พวกติตติริยะ พราหมณ์พวกฉันโทกะ พราหมณ์พวกพัวหริธ ย่อมบัญญัติหนทางต่างๆ กันก็จริง ถึงอย่างนั้น ทางเหล่านั้นทั้งมวล เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้ เปรียบเหมือนในที่ใกล้บ้านหรือนิคม แม้หากจะมีทางต่างกันมากสาย ที่แท้ทางเหล่านั้นทั้งมวลล้วนมารวมลงในบ้าน ฉะนั้น. พ. ดูกรวาเสฏฐะ เธอพูดว่า ทางเหล่านั้นนำออกหรือ? ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์พูด. ดูกรวาเสฏฐะ เธอพูดว่า ทางเหล่านั้นนำออกหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์พูด. ดูกรวาเสฏฐะ เธอพูดว่า ทางเหล่านั้นนำออกหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์พูด. ทรงซักวาเสฏฐมานพ [369] ดูกรวาเสฏฐะ บรรดาพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา พราหมณ์แม้คนหนึ่งที่เห็นพรหมมีเป็นพะยานอยู่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ อาจารย์แม้คนหนึ่งของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาที่เห็นพรหม มีเป็นพะยานอยู่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ ปาจารย์ของอาจารย์แห่งพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาที่เห็นพรหม มีเป็นพะยานอยู่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ อาจารย์ที่สืบมาเจ็ดชั่วอาจารย์ของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาที่เห็นพรหมมีเป็นพะยานอยู่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ พวกฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา คือ ฤาษีอัฏฐกะฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ที่ในปัจจุบันนี้พวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์เก่านี้ที่ท่านขับมาแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้วกล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้องตามที่ได้กล่าวไว้ บอกไว้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเรารู้ พวกเราเห็นพรหมนั้นว่า พรหมอยู่ในที่ใด อยู่โดยที่ใด หรืออยู่ในภพใด ดังนี้ มีอยู่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. [370] ดูกรวาเสฏฐะ ได้ยินว่า บรรดาพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา แม้พราหมณ์สักคนหนึ่งที่เห็นพรหมเป็นพะยาน ไม่มีเลยหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ แม้อาจารย์สักคนหนึ่งของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ที่เห็นพรหมเป็นพะยานไม่มีเลยหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ แม้ปาจารย์ของอาจารย์แห่งพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ที่เห็นพรหมเป็นพะยาน ไม่มีเลยหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ อาจารย์ที่สืบมาแต่เจ็ดชั่วอาจารย์ของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ที่เห็นพรหมเป็นพะยาน ไม่มีเลยหรือ? (พ่อครูว่า... ข้อสังเกตุว่า พระพุทธเจ้าใช้เลข 7 เลข 7 ก็เป็นเลขที่สำคัญอันหนึ่งยังจะไม่พูดในวันนี้ ) ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย. ดูกรวาเสฏฐะ ได้ยินว่า พวกฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา คือฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ที่ในปัจจุบันนี้พวกพราหมณ์ที่ได้ไตรวิชชา ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์เก่านี้ที่ท่านขับมาแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้วกล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้องตามที่ได้กล่าวไว้ บอกไว้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเรารู้พวกเราเห็นพรหมนั้นว่า พรหมอยู่ในที่ใด อยู่โดยที่ใด หรืออยู่ในภพใด ดังนี้ มีอยู่หรือ? พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราไม่รู้ พวกเราไม่เห็น แต่พวกเราแสดงหนทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหมนั้นว่า หนทางนี้แหละ เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรงเป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้. [371] ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ย่อมถึงความเป็นภาษิตไม่มีปาฏิหาริย์มิใช่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ย่อมถึงความเป็นภาษิตไม่มีปาฏิหาริย์แน่นอน. ดีละ วาเสฏฐะ พวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ไม่รู้จักพรหม ไม่เห็นพรหม จักแสดงหนทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหมว่า หนทางนี้แหละ เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรวาเสฏฐะ เหมือนแถวคนตาบอดเกาะหลังกันและกัน คนต้นก็ไม่เห็น คนกลางก็ไม่เห็น แม้คนท้ายก็ไม่เห็น ฉันใด ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา มีอุปมาเหมือนแถวคนตาบอด ฉันนั้นหมือนกัน คนต้นก็ไม่เห็น คนกลางก็ไม่เห็น แม้คนท้ายก็ไม่เห็น ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ถึงความเป็นคำน่าหัวเราะทีเดียว ถึงความเป็นคำต่ำช้าอย่างเดียว ถึงความเป็นคำเปล่า ถึงความเป็นคำเหลวไหลแท้ๆ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา เห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์ แม้ชนอื่นเป็นอันมากก็เห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์ขึ้นไปเมื่อใด ตกไปเมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลายย่อมอ้อนวอน ชมเชย ประนมมือนอบน้อม เดินเวียนรอบ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เป็นอย่างนั้น. [372] ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์ แม้ชนอื่นเป็นอันมากก็เห็น ก็พระจันทร์และพระอาทิตย์ขึ้นไปเมื่อใด ตกไปเมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมอ้อนวอน ชมเชย ประนมมือ นอบน้อมเวียนรอบ พราหมณ์ได้ไตรวิชชา สามารถแสดงทางเพื่อไปอยู่ร่วมกับพระจันทร์และพระอาทิตย์แม้เหล่านั้นว่า ทางนี้แหละเป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพระจันทร์และพระอาทิตย์ ดังนี้ ได้หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ได้. ดูกรวาเสฏฐะ ได้ยินว่า พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา เห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์ แม้ชนอื่นเป็นอันมากก็เห็น พระจันทร์และพระอาทิตย์ขึ้นไปเมื่อใด ตกไปเมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลายย่อมอ้อนวอน ชมเชย ประนมมือ นอบน้อม เดินเวียนรอบ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ไม่สามารถแสดงทางเพื่อไปอยู่ร่วมกับพระจันทร์และพระอาทิตย์แม้เหล่านั้นว่า หนทางนี้แหละ เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพระจันทร์และพระอาทิตย์ ก็จะกล่าวกันทำไม พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชามิได้เห็นพรหมเป็นพะยาน แม้พวกอาจารย์ของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาก็มิได้เห็น แม้พวกปาจารย์ของอาจารย์แห่งพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาก็มิได้เห็น แม้พวกอาจารย์ที่สืบมาเจ็ดชั่วอาจารย์ก็มิได้เห็น แม้พวกฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา คือ ฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ที่ในปัจจุบันนี้ พวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์เก่านี้ ที่ท่านขับมาแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้องตามที่ได้กล่าวไว้ บอกไว้ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราไม่รู้ พวกเราไม่เห็นว่าพรหมอยู่ในที่ใด อยู่โดยที่ใด หรืออยู่ในภพใด พวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้นแหละพากันกล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราแสดงหนทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหมที่พวกเราไม่รู้ ที่พวกเราไม่เห็นนั้นว่า หนทางนี้แหละ เป็นมรรคาตรงเป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้. [373] ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ย่อมถึงความเป็นภาษิตไม่มีปาฏิหาริย์ มิใช่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ย่อมถึงความเป็นภาษิตไม่มีปาฏิหาริย์ แน่นอน. ดีละ วาเสฏฐะ ก็พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ไม่รู้จักพรหม ไม่เห็นพรหม จักแสดงหนทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหมนั้นว่า ทางนี้แหละ เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหม ข้อนี้ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. อุปมาด้วยนางงามในชนบท [374] ดูกรวาเสฏฐะ เหมือนอย่างว่า บุรุษพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราปรารถนารักใคร่นางชนปทกัลยาณีในชนบทนี้ ชนทั้งหลายพึงถามเขาอย่างนี้ว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ นางชนปทกัลยาณีที่ท่านปรารถนารักใคร่นั้น ท่านรู้จักหรือว่าเป็นนางกษัตริย์ นางพราหมณี นางแพทย์ หรือนางศูทร์ เมื่อเขาถูกถามดังนี้แล้ว เขาพึงตอบว่า หามิได้ ชนทั้งหลายพึงถามเขาว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญนางชนปทกัลยาณีที่ท่านปรารถนารักใคร่นั้น ท่านรู้จักหรือว่านางมีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ สูงต่ำ หรือพอสันทัด ดำ คล้ำ หรือมีผิวสีทอง อยู่ในบ้าน นิคม หรือนครโน้น เมื่อเขาถูกถามดังนี้แล้ว เขาพึงตอบว่า หามิได้ ชนทั้งหลายพึงกล่าวกะเขาว่า ท่านปรารถนารักใคร่หญิงที่ท่านไม่รู้จักไม่เคยเห็นนั้นหรือ เมื่อเขาถูกถามดังนี้แล้ว เขาพึงตอบว่า ถูกแล้ว ดูกรวาเสฏฐะท่านจักสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น คำกล่าวของบุรุษนั้น ย่อมถึงความเป็นคำไม่มีปาฏิหาริย์ มิใช่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น คำกล่าวของบุรุษนั้น ย่อมถึงความเป็นคำไม่มีปาฏิหาริย์. ดูกรวาเสฏฐะ ฉันนั้นเหมือนกัน ได้ยินว่า พวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาก็ดี อาจารย์ของพราหมณ์พวกนั้นก็ดี ปาจารย์ของอาจารย์แห่งพราหมณ์พวกนั้นก็ดี อาจารย์ที่สืบมาเจ็ดชั่วอาจารย์ของพราหมณ์พวกนั้นก็ดี เหล่าฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพราหมณ์พวกนั้นก็ดี ต่างก็มิได้เห็นพรหมเป็นพยาน …

อุปมาด้วยพะองขึ้นปราสาท [375] ดูกรวาเสฏฐะ เหมือนอย่างว่า บุรุษพึงทำพะองขึ้นปราสาทในหนทางใหญ่สี่แพร่ง ชนทั้งหลายพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านทำพะองขึ้นปราสาทใดท่านรู้จักปราสาทนั้นหรือ ว่าอยู่ในทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก หรือทิศเหนือ สูง ต่ำหรือพอปานกลาง เมื่อเขาถูกถามดังนี้แล้ว เขาพึงตอบว่า หามิได้ ชนทั้งหลายพึงกล่าวกะเขาว่าท่านจะทำพะองขึ้นปราสาทที่ท่านไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหรือ เมื่อเขาถูกถามดังนี้แล้ว เขาพึงตอบว่าถูกแล้ว ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น คำกล่าวของบุรุษนั้นย่อมถึงความเป็นคำไม่มีปาฏิหาริย์ มิใช่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น คำกล่าวของบุรุษนั้นย่อมถึงความเป็นคำไม่มีปาฏิหาริย์. ดูกรวาเสฏฐะ ฉันนั้นเหมือนกัน ได้ยินว่า พวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาก็ดี อาจารย์ของพวกพราหมณ์นั้นก็ดี ปาจารย์ของอาจารย์แห่งพวกพราหมณ์นั้นก็ดี อาจารย์ที่สืบมาเจ็ดชั่วอาจารย์ของพราหมณ์พวกนั้นก็ดี เหล่าฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพราหมณ์พวกนั้นก็ดี ต่างก็มิได้เห็นพรหมเป็นพะยาน เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ย่อมถึงความเป็นภาษิตไม่มีปาฏิหาริย์ มิใช่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ย่อมถึงความเป็นภาษิตไม่มีปาฏิหาริย์แน่นอน. ดีละ วาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน