610919_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมะ 2 ส่องให้ทะลุอนุสัย.docx
เนื้อหาในไฟล์
610919_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิบัติธรรมะ 2 ส่องให้ทะลุอนุสัย อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1l2u6zG6HuHI3R6TMd33NbJjbF9z_YxyqCjGAZlPp_00/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1YNIIdI2_Ri9oEA2ojXO1WHrQ9Mm5brJm
สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 19 กันยายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ไม่กี่วันที่ผ่านมาเราได้ประชุมกันเรื่องจัดงานมหาปวารณา 48 พรรษาโพธิกิจ 84 ปีพ่อครู และจะมีงานวันดินโลก 5 ธันวาฯ และมีงานเพื่อฟ้าดินปีใหม่อีก เราก็เลยว่า เราจะจัดฉลองกันไปจนถึงปีใหม่เลย กิจกรรมหลักก็มีเรื่องของชุมชน 5 วัน 6 -10 พ.ย. 2561 งานนี้พ่อครูว่ามีการแสดงออกที่หลักๆคือ 1.ผลงานของโพธิกิจของพ่อครู 48 พรรษา หลังงานเราจะมีตลาดเท่าทุนต่อไป จริงๆแล้วจะว่าขาดทุนก็ได้ เพราะว่าเราซื้อมาเท่าไหร่ขายเท่านั้นโดยไม่รวมแรงงานและค่าขนส่ง มีร้านสินค้าชุมชน ชุมชนไหนมีสินค้าที่เป็นตัวเด่น ได้รับความนิยมมากกว่าสินค้าตลาดก็นำมาเปิดกิจการอยู่ที่บ้านราชฯ และจะมีร้านสินค้าที่เป็นสินค้าโดนใจชาวบ้าน อีกส่วนหนึ่ง ทั้งหมดจัดถึง 7 ห้องของอาคาร บวร ห้องละ 120 ตรม. รวม 840 ตรม. ใหญ่กว่าอาคารเฮือนศูนย์สูญ ได้แค่ไหนก็มาดูกันก็แล้วกัน ในช่วงงานจะมีแค่ชาวบ้านราชฯอย่างเดียวคงไม่พอ จะมีพี่น้องชุมชนใหญ่ๆมาหมุนเวียนกันมาอยู่ร้าน จนกว่าจะสิ้นปี เป็นเหตุการณ์คร่าวๆ ผู้ใดคิดว่าจะมาสมทบแรงกายแรงใจก็มาร่วมกัน เราเคยบำเพ็ญกันเฉพาะช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ตอนนี้เราขยายเวลาการบำเพ็ญอีก (พ่อครูว่า... สองเดือนเอง) ทำให้ความหวังของพ่อครู ที่จะเห็นคนมาเป็นพันก็คงจะใกล้เคียง (พ่อครูว่า... ถ้ามีคนเป็นพันอยู่ในชุมชนนี้ 2 เดือนจะเข้าใจรู้สึกดีกัน)
พ่อครูว่
อ่านต่อ
า… มาโอภาปราศรัยกับ sms _จาก ประกายทราย ค่ะ ก่อนหน้านี้ ได้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิมาบ้าง พบว่า ทำให้สงบได้บ้างแบบกดข่ม ไม่ค่อยได้วิปัสสนา และวิปัสสนาไม่เป็นเลย ทำให้เป็นคนใจร้อน และเชื่อเรื่องผีอยู่ หลังจากได้ฟังธรรมะพ่อครู ประมาณเกือบ 2 ปี แรกๆฟังไม่รู้เรื่องเลยค่ะ ณ ตอนนั้น ไม่เคยรู้จักชาวอโศกเลย ฟังไม่รู้เรื่องถึงขนาดคิดว่า พ่อครูพูดมั่วหรือเปล่า แต่ดูจากหน้าตาผู้ฟังในทีวี ดูตั้งใจ การถามคำถามดูเข้าใจ ท่านสมณะรูปอื่นๆเทศน์ก็เข้าใจง่ายดีมากค่ะ ฟังไปเรื่อยๆโดยไม่เข้าใจบ้าง เข้าใจบ้าง พบว่า มีอุเบกขาเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับการปฏิบัติแบบนั่งสมาธิค่ะ และเริ่มเข้าใจแล้วค่ะ ตอนนี้ มีแต่ความอยากจะให้คนอื่นมาเข้าใจพ่อครูบ้าง จะได้เป็นประโยชน์ต่อโลกนี้มากๆ พ่อครูว่า…คนที่มีอาการอย่างนี้ไม่ได้ประหลาดอะไรเป็นเรื่องธรรมดา มันจะเป็นอย่างนี้แหละ ถ้าไม่ได้ตัดขาดจากอาตมาง่ายๆตอนแรกๆ หาว่าอาตมามั่วหรือบ้าๆบอๆ ถ้าไม่อย่างนั้นเลยตามมาเรื่อยๆก็จะได้
_รักนะ เดอะโซปเมคเกอร์ ...ขออนุญาติถามว่า อาการที่เราลดสักกายะได้ แล้วเราพอใจเรียกว่า เนกขัมมะสิตโสมนัสเวทนา กับอาการที่เราพอใจเพราะเราสมใจในกิเลสเรียกว่าเคหะสิตเวทนา ใช่มั๊ยคะ ถ้าใช่ อาการทั้งสองแบบนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ต้องการคำตอบเพื่อกำหนดนิมิตให้ถูกตัวค่ะ น้อมกราบขอบพระคุณมาด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า…ก็ต่างกันอย่างที่พูดเมื่อกี้นี้ เคหสิตโสมนัสเป็นโลกีย์ หากยิ่งไปเติมให้พอใจชอบใจกิเลสก็ยิ่งหนาและแข็งไปเรื่อย แต่ถ้าคุณเข้าใจว่ามันเป็นสักกายะ แล้วลดละให้มันเป็น เนกขัมมะ คุณก็จะดีขึ้นดีขึ้นเจริญทางโลกุตระ แล้วโสมนัสก็ต้องระมัดระวัง ดีใจ พอใจ อย่าให้มันแรงๆๆขึ้น เป็นปีติสูงขึ้นมากเกิน เดี๋ยวจะสั่งสมแล้วอยากจะควบคุมตัวปีติที่เป็น อุพเพงคาปีติ สมณะเดินดินว่า...คนที่เป็นเนกขัมมะคงเหมือนคุณประกายทรายที่ว่า ค่อยๆเพิ่ม อุเบกขา มากขึ้น พ่อครูว่า...จะมีปฏิภาณรู้ว่าอันหนึ่งมันวุ่นไม่เสร็จไม่จบ อีกอันหนึ่งมันค่อยๆเสร็จแล้วจบไปเรื่อย
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สายเจโตหรือปัญญาเปลี่ยนแปลงได้ไหม _จาก โยคี กราบนมัสการครับท่าน..ฝากถามปัญหาในรายการสัมมะปี๋ชีวิด...ถามว่า..ผมเป็นสายวิตรรกะจริตต้องการเปลื่ยนเป็น..สายปัญญาต้องทำยังไงและถ้าจะเปลื่ยนเป็นเจโตต้องทำยังไง พ่อครูว่า…จะเปลี่ยนจากวิตักกะเป็นปัญญาได้ยากเพราะว่าวิตักกะจริงๆมันเป็นตระกูลของปัญญา แต่มันเป็นปัญญาฟุ้งซ่านหนักจึงต้องลดด้วย เจโต ลดด้วยศรัทธา สมถะก่อน ไม่อย่างนั้นหยุดได้ยาก ถ้าเรียนให้สมาธิที่จะหยุดได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิจะไปกันใหญ่
สายปัญญาจะทำอย่างไรจะเปลี่ยนเป็นเจโต สายเจโตกับปัญญา ที่พระพุทธเจ้ายังแยกออกเป็นสัทธานุสารี กับ ธัมมานุสารี พระพุทธเจ้าจึงให้มาเอาตามลำดับ วิตักกะจึงต้องใช้เจโตศรัทธาเป็นตัวต้น กดข่มมันไว้ มันดิ้นมากก็ทำไม่ได้ ต้องทำไปตามลำดับ หากจับธรรมะตามลำดับได้ เป็นธรรมะ 2 ทีละคู่ไปตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา คุณจะเริ่มต้นถูกทาง แต่ถ้าเอาจะให้ได้เลยโดยไม่มีลำดับศีลสมาธิปัญญา โดยไม่รู้ว่าเราจะได้ทีละน้อย หากบอกว่า ปฏิบัติศีลแล้วจะไม่ฆ่าสัตว์จะสังวรการฆ่าสัตว์ มันต่ำเตี้ย เราสูงแล้วขั้นปัญญา คนๆนี้ยากที่จะสำเร็จ เอาตามสูตรพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน
_จาก ผู้ชมทางบุญนิยมทีวี นาม เสียงน้ำไหลในสายธาร #นางดี พูดนัดแนะกับ#นางอ่อนว่า “ทำอาหารที่บูดยากไว้ให้นางดี 1 อย่าง เผื่อไว้ถ้าอาหารครัวกลางไม่พอจะได้เอาไปเสริม ถ้ามีเกินพอก็เก็บไว้มื้อต่อไปได้” ต่อมา#นางอ่อนมาบอก#นางดีว่า “#นางสีได้เอาอาหารนั้นไปเก็บไว้ที่ตัวเอง แบบเป็นเจ้าของ” #นางดีไปขออาหารคืนจาก#นางสี แต่นางสีก็มีอาการโกรธเคือง และบอกว่าเขามีสิทธิ์เก็บไว้เพราะเขาก็ทำงานอยู่ที่ฐานเดียวกัน กราบเรียนถามว่า กรณีนี้ถือว่านางสีผิดศีลหรือเปล่า? พ่อครูว่า…ก็ถือว่าผิดเพราะนางสีอยู่ในสาธารณโภคีแต่ไปยึดเป็นของตัวเอง โกรธก็ซวยแล้ว ยึดเป็นของตนก็ซวยอีก ทั้งโลภะ และโทสะ สรุปนางสียังแยกไม่ออกเลยในการกระทำว่าอะไรเป็นอะไร
_คุณ จุดจุดจุด...กราบเรียนถามพ่อครูว่า...โดยนิสัยของหนู หนูเป็นคนรักอิสระ ไม่ชอบวุ่นวายเรื่องหึงๆหวงๆ ไม่อยากผูกพันกับชาวบ้าน ขี้รำคาญ และคิดว่าคงไม่ทนสามีแน่นอน ขี้เกียจมีภาระมากมายที่จะมีตามมาจากการมีคู่ ยังไม่รวมถึงมีแล้วจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคมหรือไม่ นอกจากนี้ อยากทุ่มเทให้อย่างอื่นที่คงจะทำลำบากหากมีลูกมีสามี .... มีคนบอกว่านิสัยอย่างนี้ควรจะไปมีครอบครัว จะได้ขัดเกลาความรักสบาย จิตวิญญานจะได้สูงขึ้น พ่อครูมีความเห็นว่าอย่างไรคะ แต่สำหรับหนูๆขอไม่แลกความสบายที่มีจากการเป็นโสด กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า...ดีมาก เอาเองนั้นดีแล้วอย่าไปเชื่อเขาเลย ตัวเขาเองคงมีทุกข์แล้วจะให้คนอื่นทุกข์บ้าง หาพวกสิแบบนี้ อาจจะเจตนาดีแต่ไม่เข้าใจก็ได้ ซ้อนๆลึกๆ คนที่พูดแบบนี้คล้ายๆกับริษยา คนนี้มันสบายไม่เหมือนกับเรา มาเป็นอย่างเราบ้างสิ จะได้รู้รสชาติ แต่อาจจะไม่ใช่อย่างนี้ก็ได้อาจจะมองไปแง่ดีว่าเป็นการขัดเกลา
_SMS 17 กันยายน 2561 (สำมะปี๋ ซีวิต)
_0789กราบนมัสการค่ะ อยากสอบถามค่ะ ทำไมถึงบอกว่าหลวงปู่พุทธทาสเป็นอริยโสดาบันคะ ท่านไม่ใช่พระอรหันต์เหรอคะ พ่อครูว่า...อาตมาก็พูดไปตามวิชาการตามที่จริงใจเพราะว่าเขาพูดกันในสังคมอยู่ เคยได้อ่านเคยรับรู้เคยสัมผัสสัมพันธ์กัน ท่านพุทธทาส อาตมาก็เคยบอกว่าท่านนี้เป็นอาริยะแต่ท่านเข้ากระแสเบื้องต้น เป็นแค่โสดาบัน ที่ยังมีภูมิรู้ในอภิธรรมในธรรมะจิต เจตสิก รูป นิพพานยังไม่ลึก ยังไม่มากพอ ท่านแสดงออกชัดเจน ยังมีภูมิรู้ในเรื่องอภิธรรมไม่พอยังตีทิ้งอภิธรรมที่เขาสอนกัน บอกว่าฉีกทิ้งไป 60 เปอร์เซ็นต์เลยในพระไตรปิฎก โอ้โห หากฉีกทิ้งไป 60% นี้กว่าครึ่งเลย อาตมาว่า พระอภิธรรมแม้จะบกพร่องบ้างก็มีนิดหน่อย อาตมาไม่ได้ตีทิ้ง แล้วยังเอาไปทำแล้วดี ไม่ตีทิ้งดีกว่าเพราะตีทิ้งแล้วจะซวย ท่านว่าอภิธรรมเม็ดมะขาม ท่านกวาดทิ้งเลย สู่แดนธรรมว่า..ท่านบอกว่า จะฉีกทิ้งมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ แปลว่าท่านไปเจอคำว่าอภินิเวสายะ พ่อครูว่า...คนที่ยิ่งรู้ 1 จะยิ่งรู้ 2 ยิ่งรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมเข้าหลักธรรมะ 2 ใน 1 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 แล้วเรียนรู้ 1 ใน 2 อีก แม้แต่สักกายทิฏฐิ ตัวแรกของสังโยชน์ ท่านยังแยกกายในกายไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงเวทนา 2 เวทนา 108 ได้เลย ท่านถึงไม่ไปถึงไหน อาตมายังพูดว่าท่านได้โสดาปัตติมรรคด้วยซ้ำ ท่านยังไม่ได้สรุปผลที่ได้เท่านั้น ขออภัยที่วิจารณ์ท่าน ท่านมีคนเคารพนับถือเยอะ ท่านทำงานมาก่อนอาตมาท่านเป็นผู้ที่เปิดโลกโลกุตระแล้ว ล้างอบายมุข อาตมาต้องขอบคุณท่านอย่างมากอาตมาก็เบาขึ้นท่านตีทิ้งอบายมุขให้ก่อนแล้วก็เป็นคนเปิดโลกโลกุตระ
_1614 อนุบาลอยากเป็นหมอ ประถมอยากเป็นนักเขียน ปัจจุบันเพื่อนบอก เป็นคนให้ได้ก่อน .. ถ้าควรบอกว่า มีศีล 5 ให้ได้ก่อน ถูกต้องไหมคะ พ่อครูว่า...ถูกต้อง
_1614 ทำไมเด็กรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนจะไม่นับถืออะไร ความเชื่อ พิธีกรรม แม้แต่ศาสนาดูเป็นเรื่องสมมุติไปซะหมด ถึงดูเดือดร้อนกับการรับปริญญากันจัง หรือมันมีเหตุผลอื่นที่เราไม่รู้ วานบอก โลกใกล้ กลียุคคนจะไม่มีศาสนา ตอนนั้น อะไร จะเป็นเครื่อง ยึดเหนี่ยวคะ พ่อครูว่า…ที่บอกว่าคนรุ่นใหม่ทิ้งศาสนา แม้แต่ความเชื่อพิธีกรรมก็เห็นเป็นเรื่องสมมติไปหมด จริงๆแล้วความเชื่อก็ดีพิธีกรรมก็ดีเป็นเรื่องสมมุติ มันก็ถูกต้องแล้ว เชื่อก็ต้องมาศึกษาให้มันลงไปถึงความจริงที่เป็นความเชื่อที่เราเรียนมา ความเชื่อนั้นยังแยกได้บอกว่า เชื่อถือเชื่อฟังเชื่อมั่น เชื่อถือคือเชื่ออย่างหลวมๆ เชื่อฟังก็ปฏิบัติตาม เชื่อมั่นก็คือได้ผลตามที่ปฏิบัติ สมมุติก็ต้องอาศัยบ้าง แต่สัจจะที่เป็นปรมัตถ์สัจจะที่ไม่ใช่แค่สมมตินั้นเข้าถึงความดับสนิทแห่งกิเลส ประเด็นที่ว่าโลกใกล้กลียุค คนไม่มีศาสนาตอนนั้นอะไรจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ก็บอกว่าธรรมะพุทธเจ้านี่แหละเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ยิ่งถ้าโลกใกล้กลียุคก็ยิ่งต้องเอาธรรมะพระพุทธเจ้าให้เป็นที่พึ่งให้ได้ แล้วคุณจะมีเครื่องยึดเหนี่ยว ถ้าคุณไม่มีเลย หยุดยากเลย คุณจะลอยเคว้งคว้างเป็นอุกกาบาตไปในอวกาศ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ถ้าหากปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าจะเป็นตัวของตัวเองไปเรื่อยๆเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำเป็นเครื่องยึดถือ
_1614 ใจเราทำไม่ได้ดั่งใจ ใครคนไหนจะทำให้ ๆ ได้ ตรงนี้ จะดูแลอารมณ์ใจดั่งไฟเผา ได้ อย่างไร ใช้เจโต ดีไหม
_1614จากข้อความ แหม่ม สวิส ว่า.. “สาธุ ดูคลิปนี้แล้วมีความประทับใจในความละเอียดความเมตตาที่พ่อครูมี พ่อครูไปเยี่ยมร้านสหกรณ์ที่จะเปิดใหม่ ชั้นบนมีอิฐก่อขึ้นสูงประมาณเอว หักมุมเป็นเหลี่ยม พ่อครูก็เกรงว่าคนจะเดินชน มีเมตตาแนะนำเจียขอบให้มน” ... เมื่อนึกถึงความเมตตากรุณา พ่อครู นำไปเจริญกัมมมฐานคุ้มจิตเวลากลัวภัยได้ไหมคะ พ่อครูว่า…ได้ เอาเลยๆ
18 กันยายน 2561
_6956 ระบบเสียงปฐมอโศกใช้ไม่ได้เลย กทมฯ พ่อครูว่า ปฐมอโศกรับขุมทรัพย์ไประเบิดลงแล้วอะไรมันพังก็ซ่อมเอา
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ลาภยศสรรเสริญเป็นอันตรายอันแสบเผ็ด _1614 พระแท้ เป็นอย่างไรคะและและพระที่โอนอ่อนปล่อยให้ผู้หญิงมาเกี่ยวข้อง หรือเงินมาข้องเกี่ยวก็ยากที่จะรักษาจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วอยู่ได้ ขอถามว่า พระที่ไม่มีจิตเป็นพระจะมีสภาพเดินยืน นั่งนอนจะร้อนรุ่มดั่งไฟที่เผาไหม้จิตลอดไหมคะ เมื่ออายุเข้าวัยเบญจเพสก็เข้าบวช ก็ยังมีคนกังวลใจเรื่องนี้มาก พ่อครูมีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไรคะ พ่อครูว่า…มันก็มีหลายชั้น พระที่ท่านทำงานอยู่กับสังคม เงินมาเกี่ยวข้องก็ตาม ผู้หญิงมาเกี่ยวข้องก็ตาม ผู้ที่ยังไม่อยู่เหนือ กาม เหนือผู้หญิงอย่างแข็งแรง แน่นอนก็พรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางก่อน เมื่อสามารถสัมผัสได้ก็สัมผัสแต่อย่าไปใกล้ชิดมาก เงินก็ตามผู้หญิงก็ตาม จนกระทั่งแข็งแรงเข้ากันได้บ้างเข้มข้นมากขึ้น จนแข็งแรงเป็นโพธิสัตว์มากขึ้นก็จะ เรียกว่า สบาย เป็นโพธิสัตว์มากขึ้นตามฐานะก็จะรับสัมผัสได้แรงขึ้น เป็นผู้ที่ช่วยงาน แม้แต่ผู้ที่มีจิตไม่ดี เงินก็ตาม มันไม่มีจิตแต่มันก็มีฤทธิ์ ผู้หญิงจะมีจิตก็ตาม ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์อยู่เหนือกว่าได้ก็จะประมาณตนเอง ถ้าไม่ประมาณตนเอง นี่แหละ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดแม้แต่พระขีณาสพ พระโพธิสัตว์ถือเป็นขีณาสพแล้ว เวลาทำงานจะมีอันตรายอันแสบเผ็ดนะ ระมัดระวังให้ดีอย่าประมาท พระพุทธเจ้าท่านเตือนสอนอย่างนี้ ก็ต้องประมาณตน อย่าไปอวดเก่งอวดดีไม่ได้ ตายมานักแล้วพวกที่ประมาท อีกอันหนึ่งที่ว่า เมื่ออายุเข้าวัยเบญจเพสก็เข้าบวช มีคนกังวลอีกมาก คนนี้ถามเยอะ ยังจะวุ่นวายอะไรอีกเยอะคนนี้ เอาทีละเรื่องๆไปดีกว่า เรื่องต่างๆนานาพวกนี้มันห่างตัวเราหรือตัวเราก็ตัดเข้ามาหา ศีล สมาธิ ปัญญา ตามที่อาตมาสอน ไปตามลำดับ ไม่เช่นนั้นคุณจะถามสารพัดอยากรู้เหมือนกับคนที่ถูกลูกศร เสียบแทง คนจะมาผ่าตัดเอาลูกศรให้ก็ไม่ยอมให้ตัด ไม่ได้ต้องรู้ก่อนว่าลูกศรใครยิงคนยิงชื่ออะไร ลูกศรมันมาจากไม้อะไรมาจากป่าไหน อาบยาพิษอะไร จะต้องรู้ให้หมดก่อนถึงจะผ่า ตายก่อ น กว่าจะได้อยากจะรู้อะไรที่ไม่ใช่เบื้องต้นให้รู้ก่อนจบ แล้วต่อไปค่อยไปตามลำดับ
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ภาวนาไม่ได้แปลว่าท่องบ่น _1614 ภาวนา ไม่ใช่การนั่งหลับตาทำสมาธิ แต่คือ การทำทานและการปฎิบัติศีลจนเกิดผลพาให้จิตวิญญาณก้าวข้ามจากโลกียะมาสู่โลกุตระ ...คำภาวนา ใช้อย่างไร เหมาะสม พ่อครูว่า…วนอยู่ตลอดเลยคุณ 1614 บอกว่าภาวนาไม่ใช่นั่งหลับตา แต่เป็นคำภาวนาอีก ภาวนาคือการเกิดผลบรรลุผลไม่ใช่การทำการรักษาไม่ใช่แค่บัญญัติ ภาวนาคือการเกิดผล และการเกิดผลก็ไม่ใช่การไปในภาคปฏิบัติที่ไปนั่งหลับตาหรือไปนั่งวิปัสสนาอยู่ หรือว่าวิปัสสนายืนเดินนั่งนอนแต่มันไม่เกิดผลก็ยังไม่ใช่วิปัสสนา ภาวนาคือการเกิดผลภาษาไทยนะ ภาวนาไม่ใช่มรรค ภาวนาเป็นผล อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง อาเสวนาแปลว่าทำซ้ำ ทำซ้ำในสิ่งที่เราได้ปฏิบัติเป็นผลตามมรรค ทำซ้ำให้มาก เรียกว่าพหุลีกัมมัง สรุปอีกที ภาวนาแปลว่าการเกิดผล ไม่ใช่คำภาวนา แล้วฝั่นเฝือไปหมดทั้งการยืน เดินนั่ง นอน ภาวนาแปลว่าการเกิดผล เอาให้ชัด จะก้าวข้ามโลกียะ ต้องทำทาน ศีล แล้วอ่านรู้เวทนาสอง แล้วแยกให้รู้ว่าอะไรเป็นของเทียม อะไรเป็นของแท้ ทำของเทียมให้หมดไปกลายเป็นแต่ของแท้ให้ได้ ให้ถึงความบรรลุ
สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน สิกขมาตุรินฟ้า สมณะแสนดิน... สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ทักขิเณยบุคคล 7 วิโมกข์ 8 อนุสัยอาสวะ พ่อครูว่า...วันนี้อธิบายทักขิเณยบุคคล 7 ไปตามลำดับบ้างดีไหม 1. สัทธานุสารี ผู้แล่นตามไปด้วยศรัทธา คือ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีสัทธินทรีย์แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีศรัทธาเป็นตัวนำ (ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วจะกลาย เป็นสัทธาวิมุติ) 2. ธัมมานุสารี ผู้แล่นไปตามธรรม คือ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล ที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีปัญญาเป็นตัวนำ (ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วจะกลายเป็น ทิฏฐิปัตตะ) พระพุทธเจ้าไม่ใช้คำว่าปัญญานุสารี แต่ใช้คำว่าธัมมานุสารี อันนี้ในธรรมะมันยังเป็นธรรมะ 2 มันจะค่อยๆได้ไปตามลำดับ ธรรมะนี้รวมไว้หมดท่านจึงบอกว่า เริ่มแรกไม่เอาคำว่าปัญญานุสารี ท่านเอาคำว่าธัมมานุสารี บางทีบางคนนึกว่าเป็นปัญญา แต่ตัวเองแท้จริงกลายเป็นเจโตทีหลังก็ได้ นึกว่าตัวเองเป็นสายปัญญา นี่อย่างพวกเรา เราเป็นปัญญาหรือเจโตกันแน่ ศรัทธาหรือปัญญากันแน่ มันไม่ง่าย เพราะฉะนั้นศรัทธานี้แน่นอนอยู่แล้ว แต่ว่าปัญญานี้ มันเข้าใจไม่ง่ายที่จะได้ปัญญา จึงเรียกว่าธัมมานุสารี เมื่อมาติดตามแล้วสามารถที่จะเรียนไปได้ตามลำดับ อันที่ 3 คนจะได้ก่อนได้เร็วคือศรัทธาจะได้สัทธาวิมุต วิมุติมันก็เป็นโลกีย์วิมุติก็ได้ โลกุตระวิมุติก็ได้ วิมุติ ที่ใหม่ สมาธิหรือสัมมาทิฏฐิก็ได้ ก็ต้องค่อยๆปฏิบัติธรรมไป สัทธาวิมุติ จะได้ก่อนก็ไม่ว่ากันส่วนปัญญานั้นจะเรียกตัวที่ได้เริ่มต้นว่าเป็น ทิฏฐิปปัตตะ 3. สัทธาวิมุติ ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มีศรัทธาเป็นตัวนำหน้า หมายเอาพระผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ . 4. ทิฏฐิปปัตตะ ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะ เห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีปัญญาและปัญญินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติจนเกิดปัญญาพละ ทิฏฐินี้จะเรียกว่าความเชื่อหรือลัทธิก็ได้ ก็ให้ปฏิบัติให้เกิด ปัตตะ หรือการเข้าถึง การบรรลุ จากปัตตะมาเป็นปันนะ ก็ปฏิบัติให้เข้าถึงผล ปัตตะนี้เข้าถึงผล คุณมีทิฏฐิ เริ่มต้นมีความรู้แบบนี้จะสัมมาหรือมิจฉาไม่รู้ ถ้าคุณสามารถบรรลุขึ้นมาเรื่อย เป็นปัตตะ เป็นการบรรลุผลที่พยายามที่จะศึกษาสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ซึ่งจะต้องเรียนสัมมาทิฏฐิตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นต้น ในการปฏิบัติทานกับศีล อันหนึ่ง เป็นการแสดงออกกับคนอื่นอีกอันหนึ่งเป็นการแสดงออกกับตัวเอง แล้วก็อ่านจิตทั้งคู่ ฝึกฝนจนกระทั่ง ทิฏฐิปปัตตะหรือสัทธาวิมุติ สัทธาวิมุติ จะได้ผลก่อนเป็นกายสักขี เป็นรูปธรรมเหมือนกับเป็นอรหันต์เลยตามที่เข้าใจ โดยที่มีทิฐิไม่ได้เป็น ปัตตะแท้ ด้วยเข้าใจว่าเราบรรลุมีกายสักขี คนไม่รู้ด้วยก็จะเห็นว่าคนนี้ใช่ องค์นี้เป็นอรหันต์ อย่างอรหันต์เก๊ต่างๆ ที่เป็นสายหลับตาหรือลืมตาที่เป็นสมถะก็ตาม 5. กายสักขี ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือผู้ประจักษ์กับตัวคือ ท่านที่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอาริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ยังปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ อย่างสายมหาบัว ก็จะเกิดองค์ประชุมเป็นรูปนามแต่ไม่มีปัญญา รูปกายนี้ชัดว่าคนนี้เป็นอรหันต์เป็นหลักฐาน คนเข้าใจที่ไม่สัมมาทิฏฐิก็อาจเข้าใจอย่างนั้นได้ จึงจะต้องปฏิบัติไปตามที่พระพุทธเจ้าให้เริ่มต้นเรียนรู้วิโมกข์ 8 ต้องเรียนรู้รูปนาม ต้องเรียนรู้โลกภายนอกก่อน พหิทา แล้วค่อยๆเรียนรู้ลึกเข้าไปหาในใจเป็น อัชฌัตตัง พหิทาก่อนแล้วค่อยเป็นอัชฌัตตัง คำว่า พหิทา เป็น พหูพจน์ ส่วนอัชฌัตตัง เข้าไปหาตัวไหนมันไม่ใช่พหูพจน์ทีเดียวแต่มีส่วนเลื่อนชั้นไปหาข้างในลึกสุดจนถึงขั้นอรูป เข้าไปหารูปก่อนแล้วไปหาอรูป วิโมกข์ 8 ไม่ใช่เรื่องเดา เขาเดากัน หากศึกษาวิโมกข์ 8 ไม่ชัดเจนก็เลอะเทอะ
1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) คำว่าเห็นรูปทั้งหลายคือมากกว่าหนึ่งตั้งแต่สองเป็นต้นไป คนไม่มีรูปแล้วจะไปเห็นอะไร คุณนั่งเฉยๆแล้วหลับตาก็ไม่มีรูป รูปนี้ ขอยืนยันก่อนอื่น เบื้องต้นคือรูปที่ตาคุณเห็นภายนอกตาไปกระทบ เสียงไปกระทบหูก็เรียกว่ารูป กลิ่นไปกระทบจมูกก็เรียกว่ารูป รสกระทบลิ้นก็ดีกว่ารูป กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งเสียดสีก็เรียกว่ารูปข้างนอก คือโผฏฐัพพะ 5 คือรูป ส่วนอรูปอยู่ภายใน กามรูปอยู่ภายนอกก่อน แล้วค่อยเรียนรู้ภายใน หากภายนอกเราอยู่เหนือแล้วก็จะไม่เป็นพิษภัยกับใครไม่ถูกกับสิ่งภายนอกแล้วเหลือแต่ภายในที่เป็นกิเลสของเรา ผู้มีรูปแล้วต้องเห็นรูปรู้รูปเข้าใจรูป เป็นข้อแรก รูปี รูปานิ ปัสสติ
2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) อัชฌัตตังคือภายใน อรูปสัญญี พหิทา คำสามคำนี้ ท่านผู้ที่ไม่เข้าใจก็ไปแปลเอา อรูปไปใส่อสัญญี มันก็เสียหมด อสัญญี แปลว่าผู้ไม่กำหนดรู้ ผู้มีความสำคัญมั่นหมายเป็นผู้ไม่กำหนดรู้ในรูปภายใน ท่านไปแปลปนกันเลย เอา อ ไปเกี่ยวข้องกับสัญญี คือ ผู้ไม่มีสัญญาก็เลยแปลว่า พวกไม่มีความสำคัญมั่นหมาย ในรูป ท่านเอา อ ไปเกี่ยวกับสัญญี ก็เลยกลายเป็นผู้ไม่มีสัญญาไปกำหนดรู้อะไรเลย กลายเป็นคนบอดใบ้หนวกหมดเลย ถ้าอย่างนี้แล้วก็เลิกเลยไม่ต้องอธิบายต่อถ้าไปแปลความอย่างนี้ จริงๆมันไม่ใช่ อรูปสัญญี คือ ผู้ที่ได้กำหนดรู้ตั้งแต่แรกตั้งแต่ รูปี รูปานิปัสสติ ต้งแต่ภายนอก พหิทารูปานิ แล้วลดรูปภายนอก ความติดยึดในกามภพภายนอกให้ได้ก่อน เมื่อได้แล้วก็ค่อยเลื่อนเข้ามาข้างในข้างในก็เป็นแค่รูป จากกามภพก็มาเป็นรูปภพ อรูปภพก่อน อัชฌัตตังก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าต้องเป็นรูปภพก่อนแล้วค่อยมาเป็นอรูปภพ สรุปแล้ว กามภพ กามรูปก่อนเอาให้หมด แล้วค่อยมาทำภายในขั้น รูป ก่อน หมดกิเลสรูปภพก็มาทำกิเลส อรูปภพต่อ อย่าเอาอสัญญาไปใส่ อสัญญีสัตว์นั้นอย่างหนึ่ง อรูปสัญญีไม่ใช่อสัญญีรูป อสัญญีรูปก็ซวยเลย
อสัญญี เป็นอายตนะ 2 สุดท้าย อสัญญีสัตว์กับเนวสัญญานาสัญญายตนะสัตว์ คนที่ปฏิบัติผิดด้วยดับสัญญามาเรื่อยๆก็จะเป็นอสัญญีสัตว์ แต่ว่าผู้ที่เป็นพุทธปฏิบัติอย่างลืมตามาเรื่อยๆตั้งแต่รูปฌานอรูปฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาเวทยิตนิโรธ อสัญญีคือพวกไม่กำหนดรู้เลยเป็นพวกศรัทธาเจโตพวกดับไม่กำหนดรู้จนทะลุ ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นจะไล่มาตามลำดับเลย ในอรูปฌาน 4 เนวะ คือกึ่งรู้กึ่งไม่รู้ คือใกล้จะหมดแล้ว แต่ถ้าจิตใจตัวเองไม่ได้ใกล้จะหมดเลยแต่คิดว่าตัวเองจะหมดคนนี้ก็ซวยเลย จึงจะต้องมาเรียนรู้เป็นลำดับๆไป เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ จนผู้ที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ พ้นอันนี้สุดก็เป็นสุดยอดแล้ว เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นผู้ที่มีสัญญากำหนดรู้สมบูรณ์แบบกำหนดรู้รอบในเวทยิตังนิโรธังโหติ มีความดับที่มีเวทนา เคล้าเคลียอารมณ์ ตรวจสอบภายนอกภายในทั้งละเอียดและหยาบ จนหมดครบไม่เหลือเลย สัญญา กำหนดรู้เวทนาเกลี้ยงภายนอกข้างนอกข้างในทั้งละเอียดทั้งกลางทั้งหยาบจนไม่เหลือเลยสัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ เรียนรู้เวทนา 108 ทะลุปรุโปร่งตามลำดับ ปฏิบัติตามนั้นได้ครบ สุดท้ายเป็นขั้นอดีตปัจจุบันอนาคต ทำ 36 ปัจจุบันให้ได้เป็นฐานอดีต แม้จะมาในอนาคตอีกเท่าไหร่ฐานของอดีตกับฐานของปัจจุบันเป็น 2 ฐานกับหนึ่งที่เป็นอนาคตจะมา อนาคตก็สู้ไม่ได้ เป็นธาตุรู้ที่เป็น Dynamic และ Static ตัวฐานตั้งและตัวเครื่องหมุนรู้หมดในประธานเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของรู้หมด เป็นผู้จัดการใหญ่ เมื่อมาถึงเป็นทิฏฐิปปัตตะ กับสัทธาวิมุติ สัทธาวิมุตยังไม่แน่เพราะเป็นสายเจโต แต่ทิฏฐิปปัตตะ ถูกต้องกว่ามีความเป็นปัญญามากกว่า ชัดก็ยังไม่ชัดเพราะพวกศรัทธาเจโตก็เข้าถึงกายสักขี คือ ถ้าเป็นกายสักขีของสายปัญญาก็จะชัดเจนเพราะมีทั้งรูปและนาม จากกายสักขีมาเป็น ปัญญาวิมุติพระพุทธเจ้าก็ตัดรอบให้เป็นอรหันต์ หมดอาสวะทั้งหมด กายสักขีนี้อาสวะบางอย่างถูกบ้างไม่ถูกบ้าง อาจจะไปฟลุ๊ค ตัวใดตัวหนึ่งดับแต่คนยังไม่มีปัญญามั่นๆ ไม่ถูกฝาทุกตัวชัดเจนยังคลุมเครือ เพราะฉะนั้นท่านถึงกำชับว่าต้องปฏิบัติสัมผัสกาย ด้วย วิโมกข์ 8 ต้องมีภายนอกและภายในเป็นลำดับตาหูจมูกลิ้นกาย ครบๆ แล้วก็จะมีสภาวธรรมที่ทำให้คนบรรลุได้ครบมันจะได้ไม่ตกหล่นวนไปวนมา นึกว่าได้แล้วแต่ก็ยังตกหล่นเป็นเศษเล็กเศษน้อยไม่ใช่ต้องได้ไปตามลำดับได้อย่างเป็นสัดส่วน เป็น cyclic order เป็นลำดับไม่ต้องมาเก็บตกหล่นที่หลังอีกมันเสียเวลา ตกหล่นมากก็เป็น วิตักกจริต มันมากก็เลยต้องกลับมาเก็บอีก แต่อย่าท้อ เข้าคบหาสัตบุรุษจึงพยายามปฏิบัติตามฐานะเป็นลำดับให้ได้
ผู้มีกายสักขีอยู่ในระดับคู่กับปัญญาวิมุติ มีอาสวะบางอย่างดับได้ เอาให้ชัด มีสัมผัสเป็นปัจจัย ต่างๆนานา แท้ๆไปเรื่อยๆจนคุณสามารถสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย กายสักขี นี้ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องเรียนรู้วิโมกข์ 8 ไปตามลำดับโดยเฉพาะ 3 ข้อ รูป กับอรูป กับตัวเรา เป็นขั้นๆ ตั้งแต่กามภพ รูปภพ อรูปภพ แล้วจึงจะได้เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนผู้ที่เป็นปัญญาแท้ เมื่อดับอาสวะได้สิ้นก็เป็นปัญญาวิมุต อาสวะนี้หยาบกว่าอนุสัย ในสังโยชน์ 10 ดับอาสวะสิ้น เพราะเหลือเศษอนุสัยของอรหันต์เป็นอจินไตย อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย สย คือตัวเรา อาศัย คือเป็นตัวที่สั่งสม เป็นนิ นิสัย สั่งสมเก่งจนเป็น วิสัย คุณก็ทบทวนวิสัยนี้ที่เก่งที่ได้ ที่ได้อาศัยก็อาศัย จึงได้อาศัยนิสัย วิสัย มารวมที่อาศัยแล้วก็ทำงานไปสั่งสมเป็น สยะ แล้ว คุณก็ควบคุม สยะ ตัวเองมิได้เรียกว่า อนุสัย ตัวที่อยู่ลึกเข้าไปอยู่ในก้นบึ้งของจิตสะสมไว้อยู่ ที่จริงไม่ได้สะสมแต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive