965530_02 บทที่-1- นิตยาภรณ์ สุระสาย.docx

โฟลเดอร์Word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์207 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 1 5092700 -546099 5092700 -546099 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การแพทย์ดั้งเดิมแบบดูแลตนเอง การแพทย์พื้นบ้าน หรือการแพทย์ทางเลือกมีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก และเป็นที่ยอมรับในคุณประโยชน์ด้วยเหตุผลนานาประการ ในการประชุมนานาชาติว่าด้วยการแพทย์พื้นบ้านของประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (International Conference on Traditional Medicine for South-East Asian Countries) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 แพทย์หญิง มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า “การดูแลตนเองด้วยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการดูแลสุขภาพ ซึ่งมักจะได้รับการประเมินคุณค่าต่ำกว่าความเป็นจริง การแพทย์พื้นบ้านส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายต่ำซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพพุ่งสูงขึ้น การดูแลตนเองแบบแพทย์พื้นบ้านยังเป็นแนวทางที่มีจุดเด่นในการรับมือกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังซึ่งนับวันจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้ การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกจึงได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ” (วิชัย โชควิวัฒน์ 2559: 5) สอดคล้องกับข้อมูลขององค์การอนามัยโลกประมาณการว่าร้อยละ 65-80 ของการให้บริการสุขภาพทั่วโลกเกี่ยวข้องกับการใช้การดูแลตนเองแบบแพทย์พื้นบ้าน และเป็นที่ทราบกันดีว่าการแพทย์พื้นบ้านครอบคลุมการรักษา และการปฏิบัติที่หลากหลาย ซึ่งแตกต่างกันออกไปในแต่ละวัฒนธรรมและบริบทของแต่ละประเทศ (Pan S-Y, Litscher G, Chan K, et al. 2014) ระบบการดูแลสุขภาพของประชาชนไทยในอดีต เมื่อมีความเจ็บป่วยเกิดขึ้นได้ใช้วิธีการดูแลตนเองแบบพึ่งตนในเบื้องต้นโดยใช้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยแพทย์แผนไทยเป็นการผสมผสานกันระหว่างการแพทย์แบ

อ่านต่อ

บจีน อินเดีย และการแพทย์พื้นบ้านผนวกเข้ากับความคิดและความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในเรื่องของกรรมและผลของกรรม (สุภาพร คชารัตน์ 2560: 2803) แต่ปัจจุบันประเทศไทยใช้การแพทย์แผนตะวันตกเป็นการแพทย์กระแสหลัก ทำให้ศักยภาพในการดูแลตนเองของประชาชนลดลง เนื่องจากกระบวนทัศน์ของการแพทย์ตะวันตกให้ความสำคัญกับทฤษฎีเชื้อโรคและการรักษาอาการป่วยมากกว่าการดูแลสุขภาพของบุคคลและสังคมแบบองค์รวม (พัชรินทร์ สิรสุนทร 2559: 1) โดย วิธีการรักษาของ การแพทย์แผนตะวันตกเป็นระบบที่เน้นการซ่อมแซมหรือลดอาการเจ็บป่วยทางด้านกายภาพและสรีระวิทยาเป็นหลักและทำลายเชื้อโรคที่มีผลต่อคน ผลที่ได้จากการรักษาโดยวิธีนี้ จึงเป็นเพียงการซ่อมแซม ตัด ลดอาการและกดอาการแสดงของโรคเท่านั้น (สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี 2557: 9) ดังนั้นแม้ว่าวิวัฒนาการการแพทย์แผนตะวันตกจะก้าวไกลเพียงใด แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพตนเองเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของโลกและอันดับหนึ่งในประเทศไทย ทั้งในมิติของจำนวนการเสียชีวิตและภาระโรคโดยรวม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมากลุ่มโรคไม่ติดต่อได้คร่าชีวิตประชากรไทยถึงร้อยละ 75.00 ของการเสียชีวิตทั้งหมด หรือ ประมาณ 320,000 คนต่อปี รวมทั้งสถานการณ์ค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์และสาธารณสุขแผนปัจจุบันก็มีอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน (กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค 2560: 8) นโยบายสุขภาพการพัฒนาสุขภาพและระบบสุขภาพไม่ใช่เรื่องของระบบการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความร่วมมือกันของสังคม บุคคลในสังคมจึงจำเป็นต้องร่วมสร้างค่านิยมที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลตนเองสุขภาพ เพื่อให้บุคคลเกิดสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข (กุนนที พุ่มสงวน 2557: 10) การที่ประชาชนจะมีสุขภาพดีถ้วนหน้าได้นั้น จะต้องมีกลวิธีปฏิบัติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีความสามารถในการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง (เมธี จันทร์จารุภรณ์ 2559: 9-4) แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560–2564) ด้านสุขภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ เร่งการเสริมสร้างสุขภาพคนไทยเชิงรุก เพื่อให้บุคคลมีความรู้และทัศนคติที่ถูกต้องด้านพฤติกรรมสุขภาพ มีการเรียนรู้ มีพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพลดลง สามารถช่วยเหลือ ดูแลตนเองและ ชุมชน ตลอดจน บุคคล ชุมชน องค์กรภาครัฐ องค์กรภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการสร้างและจัดการระบบสุขภาพ (คณะกรรมการอำนวยการจัดทำแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560–2564 2559: 1-4) แม้จะปรากฏว่ามีการส่งเสริมการดูแลตนเองในเชิงนโยบายแต่ในทางปฏิบัติการดูแลสุขภาพที่อ้างอิงการแพทย์แผนตะวันตกยังต้องพึ่งพาผู้ให้บริการเป็นหลัก ขณะที่การมีสุขภาพดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ จะต้องมีกลวิธีปฏิบัติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีความสามารถในการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง (กุนนที พุ่มสงวน 2557: 10) ปัจจุบันมีกลุ่ม “จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม” เป็นกลุ่มบุคคลที่เผยแพร่ความรู้การดูแลสุขภาพแบบพึ่งตนด้วยการแพทย์วิถีธรรมสู่ประชาชน เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบพึ่งตนเอง เชื่อมั่นตนเอง เคารพตนเอง และลงมือทำด้วยตนเอง ซึ่งองค์ความรู้การแพทย์วิถีธรรมนั้น บูรณาการโดย ดร. ใจเพชร กล้าจน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2555 ได้รับการพัฒนาและรับรองเป็นหลักสูตรของกรมพัฒนาแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกชื่อ “หลักสูตรการแพทย์วิถีธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง” (สำนักการแพทย์ทางเลือก 2555: 1) แต่การแพทย์วิถีธรรมก็ยังไม่เป็นที่รู้จักและนำไปใช้มากนัก จากการศึกษาของ ปทิตตา จารุวรรณชัย (2558: 195-197) เรื่องการพัฒนาองค์กรแพทย์ทางเลือกในประเทศไทยอย่างยั่งยืน พบว่ากลุ่มตัวอย่างรู้จักและเข้าถึงวิธีการรักษาแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพียงร้อยละ 6.30 และมีประสบการณ์ในการรับบริการการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพียงร้อยละ 7.40 จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม พบว่ามีผลดีต่อสุขภาพกาย ลดโรค ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความสามารถในการพึ่งตนเอง ดังเช่น ผลการศึกษาของใจเพชร กล้าจน (2553: 94) ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 - พ.ศ. 2558 จำนวนรวม 63,399 คน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1,542 กรณีศึกษา (2,316 โรคหรืออาการ) ผลพบว่ามีสุขภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปด้านร่างกายในทางที่เป็นประโยชน์ คือ หายจากโรคหรืออาการแสดง ร้อยละ 30.74 หรือจำนวน 712 โรคหรืออาการแสดง และมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นร้อยละ 59.67 การใช้องค์ความรู้แพทย์วิถีธรรมในการดูแลสุขภาพ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเวลา 5 วัน ภาวะสุขภาพโดยรวมดีขึ้น น้ำหนักตัวลดลงร้อยละ 81.13 ซึ่งเป็นผลดีต่อการลดโรคเรื้อรังต่าง ๆ และนิตยาภรณ์ สุระสาย (2558: 132) พบว่า ผู้ต้องขังหญิงเรือนจำกลางนครพนมที่ใช้องค์ความรู้การแพทย์วิถีธรรมในการดูแลสุขภาพเป็นเวลา 7 เดือน มีค่าเฉลี่ยของระดับดัชนีมวลกายก่อนและหลังการทดลองเท่ากับ 25.60 และ 23.90 ตามลำดับ นอกจากนั้น ผลการประเมินโครงการสร้างครอบครัวสุขภาพดีวิถีธรรมเพื่อชาวร้อยแก่นสารสินธุ์ไร้พุงไร้โรค ของเขตสุขภาพที่ 7 (ร้อยแก่นสารสินธุ์) ในกลุ่มตัวอย่าง 3,871 คน ผลการประเมินสุขภาพหลังการเข้าค่ายอบรมมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ผลกระทบ ด้านลดค่าใช้จ่ายและการพึ่งตนเอง โดยภาพรวมมีการเปลี่ยนแปลงมีคะแนนเฉลี่ยในระดับสูง ( = 2.55, S.D.= .68) (สม นาสอ้าน และคณะ 2562: 1-8) ซึ่งเขตสุขภาพที่ 7 (ร้อยแก่นสารสินธุ์) เป็นเขตสุขภาพแห่งเดียวที่กำหนดนโยบายพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม โดยจัดทำโครงการสร้างครอบครัวสุขภาพดีวิถีธรรมเพื่อชาวร้อยแก่นสารสินธุ์ไร้พุงไร้โรค ซึ่งดำเนินงานมาในปี 2560-2561 มีผู้ผ่านการอบรมจำนวน 4,000 คน (สม นาสอ้าน และคณะ 2562: 1-8 ) จากการทบทวนวรรณกรรมแสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อผ่าทางตันปัญหาสุขภาพที่จะทำให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้ และสามารถตอบสนองนโยบายสุขภาพแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องหาแนวทางให้การดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเข้าสู่ระบบการดูแลตนเองในสังคม จากการศึกษา พบว่า ยังไม่มีรายงานวิจัยใดศึกษาอย่างเป็นระบบในจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในการปฏิบัติร่วมกับนำการแพทย์วิถีธรรมไปใช้ในครอบครัว หรือชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ ดังนั้น ผู้วิจัยในฐานะหัวหน้าทีมขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม จึงใช้เขตสุขภาพที่ 7 เป็นพื้นที่ศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ศึกษารูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม เพื่อนำเสนอเป็นทางเลือกของการดูแลสุขภาพตนเองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต เพื่อสุขภาวะองค์รวมที่ดีขึ้นของประชาชนต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม เพื่อพัฒนารูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม เพื่อประเมินรูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ได้องค์ความรู้ในการนำรูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการดูแลสุขภาพของประชาชนทั้งในระดับบุคคล ระดับปฏิบัติและระดับนโยบาย ระดับบุคคล ได้แนวทางในการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมตนเอง ระดับปฏิบัติ ได้แนวทางในการดำเนินการส่งเสริมการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมสำหรับประชาชน ระดับนโยบาย ได้แนวทางในการกำหนดนโยบายแนวทางดำเนินการส่งเสริมการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมสำหรับประชาชน ขอบเขตของการวิจัย การศึกษารูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ขอบเขตเนื้อหา งานวิจัยครั้งนี้ มุ่งศึกษาการพัฒนารูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ประกอบด้วย 1) การศึกษาสภาพปัจจุบันของการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์ วิถีธรรม ประกอบด้วย สำรวจประสบการณ์ในการใช้ยา 9 เม็ดของการแพทย์วิถีธรรมจากผู้ผ่านการอบรมการแพทย์วิถีธรรม ศึกษาข้อมูลเชิงลึก 7 ประเด็น ได้แก่ แรงจูงใจในการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม การศึกษาองค์ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม การปฏิบัติการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม การเป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม การแบ่งปันความรู้การดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ผลที่ได้จากการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม และเงื่อนไขแห่งความสำเร็จในการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมจากผู้ปฏิบัติดี 2) การพัฒนารูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมจากผู้ทรงคุณวุฒิและทดลองใช้รูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมจากกลุ่มเป้าหมาย 3) การประเมินรูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมจากผู้เชี่ยวชาญ ขอบเขตด้านพื้นที่ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 (ร้อยแก่นสารสินธุ์) ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย ประชาชนอายุ 20 ปี ขึ้นไปที่อาศัยในเขตสุขภาพที่ 7 (ร้อยแก่นสารสินธุ์) ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ที่ผ่านการอบรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม จังหวัดละ 1,000 คน รวมจำนวน 4,000 คน (สำนักงานเขตสุขภาพที่ 7 (ร้อยแก่นสารสินธุ์) 2561: 1) และกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ตัวแทนประชาชนอายุ 20 ปี ขึ้นไปที่อาศัยในเขตสุขภาพที่ 7 (ร้อยแก่นสารสินธุ์) จำนวน 351 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970: 607-610, อ้างถึงในธีรวุฒิ เอกะกุล 2555: 121) ปรับขนาดตัวอย่างเป็น 384 คนเพื่อความเข้มแข็งของข้อมูล สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multistage Random Sampling) 2. ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 2.1 การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 12 คน โดยมีเกณฑ์คัดเข้าคือ 1) เป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมสังกัดเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) เป็นผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป 3) เป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมในวิถีชีวิต 5 ปีขึ้นไป และเกณฑ์คัดออกคือ ไม่สามารถร่วมกิจกรรมได้ตลอดโครงการวิจัย 2.2 การสัมภาษณ์ (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 16 คน โดยมีเกณฑ์คัดเข้าคือ 1) เป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมสังกัดเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 12 คน และ เป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่เป็นบุคลากรสาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 7 จำนวน 4 คน 2) เป็นผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป 3) เป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมในวิถีชีวิต 5 ปีขึ้นไป เกณฑ์คัดออกคือ ไม่สามารถร่วมกิจกรรมได้ตลอดโครงการวิจัย กรอบแนวคิดในการวิจัย กรอบแนวคิดการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการบูรณาการ วัฒนธรรมสุขภาพ การดูแลสุขภาพ สุขภาวะองค์รวม และการแพทย์วิถีธรรม ดังแสดงในภาพที่ 1.1 ดังนี้ -88899 279400 แนวคิด การบูรณาการ -88899 279400 3187700 0 แนวคิด สุขภาวะ องค์รวม 3187700 0 4229100 0 แนวคิด การแพทย์ วิถีธรรม 4229100 0 2108200 0 แนวคิด การดูแลสุขภาพ 2108200 0 1028700 0 แนวคิด วัฒนธรรมสุขภาพ 1028700 0 330200 0 330200 0 3594100 0 3594100 0 4699000 0 4699000 0 2501900 0 2501900 0 1435100 0 1435100 0 -63499 177800 สภาพปัจจุบันของการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม การดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม (ยา 9 เม็ด) -63499 177800 -88899 38100 การสร้างและทดลองใช้รูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม หลักการของรูปแบบ การดำเนินการพัฒนาบุคคลให้บูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพ ด้วยการแพทย์วิถีธรรมในวิถีชีวิตได้ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เพื่อพัฒนาบุคคลให้สามารถบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมในวิถีชีวิตได้ การดำเนินการของรูปแบบบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม การประเมินผลของรูปแบบ ประเมินระดับความรู้การดูแลตนแบบวิถีธรรม การรับรู้ ความสามารถตัวเองในการดูแลตนแบบวิถีธรรม การปฏิบัติดูแลตนแบบวิถีธรรม และ สุขภาวะองค์รวม ได้แก่ สุขภาวะทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางจิตวิญาณ 5. เงื่อนไขแห่งความสำเร็จของรูปแบบ -88899 38100 2425700 266700 2425700 266700 -114299 88900 ประเมินรูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม 1. ความเหมาะสม 2. ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ -114299 88900 2387600 127000 2387600 127000 -88899 254000 รูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม -88899 254000 ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดในการทำวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ รูปแบบการบูรณาการ หมายถึง กระบวนการผสมผสานเชื่อมโยงองค์ความรู้วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเข้าด้วยกันอย่างสอดคล้องเป็นระบบ การดูแลสุขภาพ หมายถึง การดูแลสุขภาพทั้งในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในภาวะปกติ และการบำบัดรักษาโรคและการฟื้นฟูสมรรถภาพสมรรถภาพในภาวะเจ็บป่วย ทั้งทางกายและทางใจ วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพ หมายถึง องค์ความรู้การดูแลสุขภาพและการดูแลผู้ป่วยที่พัฒนาขึ้นเองจากประสบการณ์ หรือรับเข้ามาแล้วจากภายนอก แต่ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความเชื่อ วิถีชีวิต และถ่ายทอดใช้สืบต่อกันมาจนเป็นที่ยอมรับ ได้แก่ การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้าน อาหารพื้นบ้าน ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก การแพทย์วิถีธรรม หมายถึง การดูแลสุขภาวะทางกาย ทางจิต ทางสังคม ทางจิตวิญญาณ ด้วยเทคนิคการดูแลตนเอง 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) ดังนี้ 1) การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุลร้อนเย็น 2) การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม (การขูดระบายพิษทางผิวหนัง) 3) การสวนล้างพิษออกจากลำไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพรที่ถูกสมดุลร้อนเย็น (ดีทอกซ์) 4) การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ำสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย 5) การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย 6) การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง 7) การรับประทานอาหารปรับสมดุล ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย 8) ใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี และ 9) รู้เพียรรู้พักให้พอดี เพื่อให้เกิดสุขภาพที่ดี ยา 9 เม็ด หมายถึง เทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม 9 ข้อ ยาเม็ดที่ 1 หมายถึง เทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมข้อที่ 1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล ประกอบด้วย สมุนไพรฤทธิ์เย็น ฤทธิ์ร้อน และฤทธิ์เย็นผสมฤทธิ์ร้อน ยาเม็ดที่ 2 หมายถึง เทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมข้อที่ 2 การกัวซาหรือการขูดระบายพิษทางผิวหนังที่ใบหน้าและศีรษะหรือลำตัวแขนขา ยาเม็ดที่ 3 หมายถึง เทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมข้อที่ 3 การสวนล้างลำไส้ใหญ่หรือการขับถ่ายอุจจาระ ยาเม็ดที่ 4 หมายถึง เทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมข้อที่ 4 การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ำสมุนไพรตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย ยาเม็ดที่ 5 หมายถึง เทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมข้อที่ 5 การพอก การทา การหยอด การประคบ การอบ การอาบ ด้วยสมุนไพรตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย ยาเม็ดที่ 6 หมายถึง เทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมข้อที่ 6 การออกกำลังกาย ประกอบด้วย การกดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหารยืดเหยียด การเดินเร็ว การฝึกลมหายใจ และอิริยาบถที่ถูกต้อง ยาเม็ดที่ 7 หมายถึง เทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมข้อที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล ประกอบด้วย การรับประทานอาหารปรับสมดุลตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย การรับประทานน้ำผักและผลไม้ปั่น การรับประทานอาหารตามลำดับ การรับประทานอาหารสุขภาพ การรับประทานอาหารปราศจากเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (มังสวิรัติหรืออาหารเจ) การลดหรือละการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ยาเม็ดที่ 8 หมายถึง เทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมข้อที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี ประกอบด้วย การใช้หลักธรรมะในชีวิตประจำวัน การใช้เทคนิคทำใจให้หายโรคเร็ว การสวดมนต์ การทบทวนธรรม สมาธิบำบัด ละอบายมุข การทำกิจกรรมการงานด้วยอิทธิบาท 4 การคบมิตรดีสร้างสังคมดี และการประกอบสัมมาอาชีพ ยาเม็ดที่ 9 หมายถึง เทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมข้อที่ 9 การรู้เพียรรู้พักให้พอดี ประกอบด้วย การรู้เพียรรู้พักให้พอดีหรือการทำงานเต็มที่และพักผ่อนให้พอดี การนอนหลับในช่วงเวลา 21.00 - 03.00 น. การพักผ่อนให้เพียงพอ จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม หมายถึง บุคคลที่ได้เรียนรู้การแพทย์วิถีธรรมด้วยการอบรมหรือศึกษาตามสื่อต่าง ๆ แล้วนำไปปฏิบัติดูแลสุขภาพตนเอง และรวมกลุ่มกับหมู่มิตรดีในเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดกิจกรรมค่ายสุขภาพแนะนำช่วยเหลือผู้อื่นให้ดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม โดยไม่รับค่าตอบแทนใด ๆ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน