600405_งานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 41 ราชธานีอโศก(สารอโศก).docx
เนื้อหาในไฟล์
600405_งานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 41 ปี 2560 ณ พุทธสถานราชธานีอโศก(สารอโศก) วันพุธที่ 5 เมษายน-วันอังคารที่ 15 เมษายน 2557 ณ พุทธสถานราชธานีอโศก อัญเชิญพระพุทธรูปปางปรองดองและร่วมลากเรือไฟฌานในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 41 งานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 41 จัดขึ้นที่ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก เราจะได้เห็นภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของราชธานีอโศก มีอาคาร สวน.(สัมมาสิกขาวิชชารามนาวาบุญนิยม) เป็นอาคารใหญ่2ชั้น มีพื้นที่ชั้นล่าง 11 ไร่ มีห้องน้ำจำนวน 80 ห้อง ที่นี่ได้เห็นเด็กๆมาเล่นน้ำตกผาแหงน น้ำตกแมนน้ำริน น้ำตกหินน้ำไหล กันอย่างเบิกบาน ก่อนงาน วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม 2560 วันพุธที่ 29 มีนาคม 2560 มีการเข้าค่ายม.6 และปวช.3 ชื่อค่าย “ขอทำดีเพื่อพ่อ” โดยมีนักเรียนม. 6 จากสี่โรงเรียน มีบ้านราชฯ 19 คน ศีรษะฯ 5 คน ปฐมอโศก 3 คน สันติอโศก 1 คน เป็นนักเรียนหญิง 16 คนนักเรียนชาย 12 คน โดยพ่อครูให้ชื่อรุ่นนี้ว่ารุ่น “ระเบิดรัก” วันพุธที่ 29 มีนาคม 2560 ถึงวันจันทร์ที่ 3 เมษายน 2560 มีการเข้าค่ายยุวชนอโศกสัมพันธ์(ยอส.) โดยมีนักเรียนจากทุกโรงเรียนสัมมาสิกขาของชาวอโศกเข้าค่ายจำนวน 301 คน
วันอังคารที่ 4 เมษายน 2560 05.30 น. มีการสัมมนาการศึกษาบุญนิยม มีสมณะ 10 รูป สิกขมาตุ 3 รูป ปะ 2 คน คุรุฝ่ายชาย 4 คน คุรุฝ่ายหญิง 33 คน เขาร่วมสัมมนา การสัมมนาได้พูดถึงเรื่อง “เดือนแห่งความใกล้ชิดกู้วิกฤตศรัทธา” จากนั้นมีการแบ่งกลุ่มพูดคุยกัน เพื่อค้นหาแนวทางการปฏิบัติ ในช่วงท้ายได้มี พ่อครู มาแสดงธรรมปิดการสัมมนา
วันพุธที่ 5 เมษายน 2560
06.30 น. เป็นวันแรกและเป็นวันเดียวที่พ่อครูได้มานำหมู่นักบวชออกบิณฑบาตในชุมชน ส่วนวันอื่นๆของงานจะมีสมณะ สิกขมาตุ ออกบิณฑบาต เป็นสองสายใ
อ่านต่อ
นชุมชน 09.00 น. พ่อครูแสดงธรรม ปฏิญาณศีล 8 ในงานปลุกเสกฯพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 41 โดยพ่อครูได้พูดถึง ที่มาของงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ วันนี้วันพุธที่ 5 เมษายน 2560 ขึ้น 9 ค่ำเดือน 5 ปีระกา เป็นวันเริ่มต้นงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 41 เราจัดปีละครั้ง พอครั้งที่ 41 ก็เท่ากับปีนี้เป็นปีที่ 41 จัดมา 41 ปีแล้ว และเราก็จะจัดต่อไป ในชาวอโศกเรา เพราะเราถือว่างานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ และปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ชื่อต่างกันเท่านั้นเอง แต่การปฏิบัติเหมือนกัน โครงสร้างเดียวกันทั้งหมดคือ เป็นการมาปฏิบัติธรรมมาฝึกฝน เป็นธรรมเนียมประเพณี เป็นจารีตของชาวอโศกเรามา อาตมาทำงานศาสนาพุทธมา 46-47 ปี ย่าง และเราได้จัดงานอันนี้มา ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย ก็เลยไม่นับ อาตมาได้คิดที่จะจัดทำอันนี้ขึ้นมา ก็ได้คิดจากที่อาตมาบวชมาเสร็จ ก็ในกลุ่มพระภิกษุ ผู้ปฏิบัติทั้งหลายแหล่ก็ไปปฏิบัติงานจัดงานปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ กัน แต่ท่านทำกันนั้น มันเป็นการปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ อิฐหินดินปูน นั้นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งท่านก็มีการอยู่ปริวาส การอยู่ปริวาสไม่ได้ทำอย่างที่ท่านพาทำ อาตมาไม่รู้ก็เลยไปเข้าปริวาสกับเขา ทั้งที่อาตมาไม่ได้อาบัติอะไร ก็ไม่รู้เขาบอกว่าไปอยู่อย่างนี้ มันจะได้บริสุทธิ์ได้บุญกุศล อาตมาก็ไปเข้าปริวาสกับเขา ทั้งที่อาตมาไม่ได้อาบัติขั้นสังฆาทิเสส อยู่ปริวาสจะต้องเป็นอาบัติขั้น คุรุกาบัติ เป็นอาบัติที่รองจากปาราชิก ก็ไปเห็นพฤติกรรมที่เขาจัดงานกัน ให้ญาติโยมมาทำบุญทำทาน สวดมนต์ให้พรไปตามพิธี บางทีจัดถึง 10 วัน อยู่ปริวาส ได้เงินทองกันเป็นงานใหญ่ ขอบริจาคกัน เมื่อเสร็จงานก็แบ่งเงิน พระที่มาเข้าปริวาสก็แบ่งเงินกัน อาตมาก็เห็นว่าการที่จะให้คนมาชุมนุมกันแล้วก็ร่วมกันด้วย ช่วยกันพากันปฏิบัติประพฤติดี ไม่ใช่อยู่ปริวาส แต่คนมารวมกันก็ดี มีญาติโยมมีพระมารวมกัน แล้วก็มาช่วยกันอบรมสั่งสอนมาประพฤติปฏิบัติให้ดี อาตมาก็เห็นดีในเรื่องนี้ แต่ไม่ยอมเรียกว่าปริวาส ก็คนไม่มีความผิดนะที่มานี่ เป็นคนต้องการพัฒนาปฏิบัติเรียนรู้สิ่งควรปฏิบัติ สิ่งใดประยุกต์ให้เป็นการจัดการอย่างนี้ แล้วก็เห็นว่าการ ปลุกเสกฯ เขาก็ปลุกเสกอิฐหินดินปูน พุทธาภิเษกฯ อิฐหินดินปูน อาตมาก็เลยเอาชื่อพุทธาภิเษกฯ ปลุกเสกฯ มาตั้งการอบรมฝึกฝน แทนการได้เงินจากการขายพระ โฆษณาออกทางหนังสือพิมพ์กัน เป็นการปู้ยี่ปู้ยำศาสนาทำลายศาสนา เป็นเดรัจฉานวิชา เป็นของขลังเป็นรูปไส้เดือนกิ้งกืออะไรไม่รู้ ก็ขอให้พวกเราตั้งใจยืนหยัดนำพาทำ ในสิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ พาปฏิบัติ เพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์ของศาสนากันให้ได้
14.00-16.00 น. รายการปฐมนิเทศ โดย ส.เดินดิน ติกขวีโร ส.ฟ้าไท สมชาติโก ส.แสนดิน ภูมิพุทโธ สม.กล้าข้ามฝัน อโศกตระกูล
พิธีประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมานนัตตา 17.30 น. ได้มีการอัญเชิญพระพุทธรูปปางที่สามของชาวอโศกที่พ่อครูได้ดำริให้จัดทำขึ้นมา เป็นปางนั่งสมาธิทำมือคว่ำและประสานกันบนหน้าตัก มีความหมายถึงการปรองดอง จึงเรียกชื่อว่า ปางสมานัตตา หรือปางปรองดองนั่นเอง โดยมีพิธีอัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่หน้าพระพุทธโต หรือพระพุทธาภิธรรมนิมิตในวันแรกของงานปลุกเสก คือวันที่ 5 เมษายน 2560 เวลา 17.32 น. พ่อครูนำหมู่นักบวช เดินจากหน้าอุทยานไม้ตาย มาสู่ลานหน้าพระพุทธาภิธรรมนิมิต เพื่อทำ พิธีประดิษฐาน พระพุทธรูปปางสมานัตตา หรือปางปรองดอง พ่อครูว่า...ตอนนี้ 17.34 น. เดี๋ยวจะมืดไปไม่เห็นโฉมพระพุทธรูปปางใหม่ ปางที่สาม ของเราสร้างมาสามปาง… ณ บัดนี้เราจะได้มีพิธีกรรมชนิดหนึ่งคือเราจะได้ประดิษฐานพระปางที่สามของชาวอโศก พระปางที่หนึ่งอยู่ข้างหลังเราองค์ใหญ่เรียกว่าพระพุทธาภิธรรมนิมิตเป็นปางแรกเรียกว่าปางตรีลักษณ์ ลักษณะ สาม คือโลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) นั่นเป็นคุณธรรมอันวิเศษของธรรมะพระพุทธเจ้าทำให้คนมีจิตเหนือโลกจิตที่สมบูรณ์อยู่เหนือไม่ได้ไปข่มแต่ไปช่วยเหลืออุ้มชู โลกานุกัมปา รู้มีปัญญาเข้าใจโลก โลกวิทูแล้วช่วยเชาได้ตามบารมี คนมีโลกวิทูมากก็ช่วยโลกได้มาก คนที่เข้าใจได้น้อยก็ช่วยได้น้อย เป็นปางแรกทีเราสร้างขึ้นในชาวอโศก องค์ที่สองเรียกว่าสมเด็จปู่วิชิตอวิชชา ที่นี่เขาเจตนาสร้างสูง 151 เมตร เอาเป็นหินสลักเลย ก็ได้แต่ฝันไป จนป่านนี้ก็ไม่ได้เห็นว่าจะได้ ก็ลดลงมาเรื่อยๆ เหมือนหนุ่มของนักมังกร7 หัว พอสักไป ขอหกหัวก็แล้วกัน สักไปทนไม่ไหวก็ขอห้าหัวก็แล้วกัน หนักเข้า สี่หัวไม่ไหว สองหัวไม่ไหว หัวเดียวก็แล้วกัน เราก็คล้ายๆกันแต่เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นทุกวันนี้ก็มีคนพยายามอยู่ที่จะสร้างให้ได้ สมเด็จปู่วิชิตอวิชชามีความหมายว่าปราบอวิชชาของมนุษย์โลกได้ ปางที่สามเรากำลังจะทำพิธีประดิษฐานที่จริงมีองค์แรกที่ภูฟ้าผาธรรม แต่อาตมาไม่ได้ทำพิธีเปิด เป็นองค์แรกที่ทำ ปางนี้รูปร่างลักษณะ องค์เล็กกว่านี้แต่ใช้หยกขาว แต่องค์นี้ใหญ่กว่าเป็นโลหะ เสร็จใหม่ๆสดๆเลย แตะก็ยังร้อนเลย ทำพิธีเปิดแล้วค่อยเอาไปขึ้นอยู่บนหน้าองค์พระพุทธาภิธรรมนิมิต และอาตมาก็คิดว่า หล่อสมเด็จปู่แบบโลหะขึ้นอีก ก็ว่าจะเอามาตั้งสามองค์ซ้อนเลย องค์ที่สามเรียกชื่อธรรมดาว่า ปางปรองดอง เป็นภาษาชาวบ้านสามัญ แต่ถ้าเป็นภาษาบาลี ก็เรียกว่าปางสมานัตตา ไม่เอาคำว่าสมานัตตตา เป็นคำนาม แต่อาตมาใช้คำกิริยา สมานัตตา มีกิริยาตลอดเวลา ต้องปรองดองทุกลมหายใจเข้าออกนะ แล้วจะปรองดองอย่างไรจะได้สาธยายกัน ณ บัดนี้อาตมาก็จะขอเผยโฉม ถือว่าเปิดโฉมพระปางปรองดองหรือสมานัตตา ณ บัดนี้ (พ่อครูได้เปิดผ้าที่คลุมพระพุทธรูปออก) ก็เป็นอันว่าได้เห็นโฉมหน้า ท่านจะมีมือเป็นปรองดองสมานกัน เป็น Realistic ส่วนใหญ่มี Idealistic เล็กน้อย คือตกแต่งเกินจริงไปบ้างให้ดูดีเกินธรรมชาติไปบ้างก็ใช้ได้ เข้าท่าทุกอย่างเลย ทั้งลักษณะหน้าตา ผมทุกอย่างแม้แต่มือไม้ พอใจตามประสาอาตมานะ การปรองดองเป็นสัจจะของมนุษยชาติ คือให้อยู่อย่างอบอุ่นสบายใจ และธรรมชาติของมนุษย์ไม่มีอะไรไม่ขัดแย้ง มีตั้งแต่ขัดแย้งนิด จนมากมาย จะขัดแย้งกันอย่างไร ถ้าสังคมใด สามารถที่จะทำให้ปรองดองกันอยู่โดยใช้เผด็จการ บังคับ กฏหมายน้อยที่สุด กฏหมายน้อยเบาเท่าใดนั้นคือส่ิงสุดยอด ถ้าไม่ใช้เลยได้ยิ่งยอดแห่งสุดยอดเลย ไม่ใช้กฏหมายบังคับไม่มีอาชญาหรืออาญา ไม่มีการบังคับเลย ทุกคนพอใจเต็มใจ ยอมให้แม้จะขัดใจขัดแย้งบ้างก็ ยอม มีคนยอมได้ แล้วอยู่กันอย่างกลมกลืนปรองดองสงบอบอุ่น มีขัดแย้งในใจ แสดงออกบ้างก็ไม่รุนแรง นั่นคือสภาพสังคมกลมกลืน สภาพอยู่ได้ดี เพราะความเห็นตรงกันไม่มี จะมีต่างกันที่สุด แม้ที่สุดสูงสุดแล้ว เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีภูมิธรรมเป็นสัมมาสัมพุทโธสูงสุดเท่ากันสององค์ แต่จะมีความต่าง เช่นปัจเจกสัมมาสัมพุทโธ มีสยัมภูเท่ากัน แต่ท่านต่างตรงที่ว่าท่านไม่ได้ประกาศศาสนาเป็นของท่าน แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานจบ พระพุทธเจ้าองค์ใดประกาศศาสนาเป็นของตน จะประกาศในยุคที่มีประชาชน้อยที่มารับได้ ส่วนใหญ่รับไม่ได้ อย่างพระสมณโคดม เป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของภัทรกัปป์ จากกัปป์นี้ต่อไปจะมีคนรับได้มาก เป็นยุคพระศรีอาริยเมตตรัย จะมีคนนับถือศาสนามากกว่าสมัยพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ท่านมีคุณธรรมต่ำกว่า ไม่ใช่ เท่ากัน แต่คนมารับได้ต่างหากมีน้อย แต่ความรู้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ได้ด้อยกว่ากันหมด เท่ากันหมด เป็นแต่เพียงองค์ประกอบไม่เท่ากัน ท่านเข้าใจแล้วจะไม่ริษยา กัน เพราะสุดยอดเท่ากันหมด นี่คือความต่างและความเหมือน เท่าที่อาตมาเป็นโพธิสัตว์เล่าให้ฟังได้เท่าที่อาตมารู้ว่าไม่ผิด อาตมาระมัดระวังไม่อวดดี
วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน 2560
04.00-.6.00 น. พ่อครูแสดงธรรมเรื่อง “ศีล สมาธิ ปัญญา แบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิ ”... ยิ่งอยากยิ่งเนิ่นช้า 0893867xxx อนุโมทนาพ่อครูสอนสมาธิทุกวัน ทุกงานบุญเลย!หลับตาลืมผัสสะเห็นแต่โลกของตัวเอง! ลืมตารู้ผัสสะเห็นทุกตัวตนทั้งโลก พ่อครูว่า...หลับตา ลืมผัสสะเห็นแต่โลกของตนเอง คนที่ตายไปแล้ว ไม่มีทวาร โดยเฉพาะ ทวารทั้ง 5 ตาหูจมูกลิ้นกาย คนตายไปแล้ว มีแต่จิตวิญญาณ ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ให้เป็นทวารที่จะไปรู้อะไรได้ เพราะฉะนั้น จึงอยู่ในภพของตนเอง ไม่เห็นอะไร ไม่ได้รับรู้อะไรข้างนอก คนตายไปแล้ว จึงเป็นคนที่ไม่สามารถที่จะไปรู้ ไปเห็นอะไรต่ออะไรทั้งนั้น มีแต่ความรู้สึก มีแต่ความรู้สึก รู้สึกตัวเองอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น รู้สึกตัวเองเป็นเวทนาเก๊ เวทนาเทียม ซึ่งเป็นอุปาทาน ใครก็ตาม ที่มีอุปาทาน แล้วเขามีจริงๆ คนนั้นมีจริงๆ จิตของตัวเอง มีอวิชชา ถ้าจิตใจตัวเอง ไม่มีอวิชชา ไม่มีอุปาทาน คนที่หมดอุปาทานแล้ว คนที่ปฏิบัติไป จนจิตตัวเองมีธาตุรู้ อัญญา ปญญะ ปัญญา จนกระทั่งเป็นญาณรู้ เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ ครบถ้วน แล้วก็รู้ว่า ตัวเองกิเลสหมดจริงๆ จึงจะใสสะอาด จะรู้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ รู้ทะลุปรุโปร่งไปรอบตัว และสามารถที่จะมีพลัง รู้ออกไปนอกตัวได้ เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่ได้ฝึก มีธาตุรู้ที่เกิดจริง มันไม่ได้ถึงขีดเขต ไม่มีคุณสมบัติ คุณภาพที่จริง คุณได้เท่าไหร่ ก็เท่านั้นของคุณ คุณจะไปได้เกินตัวมากกว่าความจริงที่คุณเป็น มันเป็นไปไม่ได้ ก็ได้เท่าที่ตนเองมี อยากจะเก่ง อยากจะรู้เท่าไหร่ ยิ่งยากยิ่งจะไม่ได้ เพราะฉะนั้น ที่อาตมาเคยบอก หลักเกณฑ์สำคัญให้ว่า มีเจตนาแต่อย่าอยาก เราจะเป็นพลังงานซ้อนให้สลายพลังงานให้เสื่อมลดไป เพราะว่ามัน spark มันปะทะกัน ถ้าเรามีความมุ่งหมาย มีเจตนารมณ์ มีจิตที่จะตั้งเข็มทิศไปทางไหน ตรวจสอบให้ชัด เมื่อตรวจสอบชัดแล้วว่า เดินอย่างนี้ทำๆ มีหน้าที่กระทำกรรมกิริยา กาย วาจา ใจของเรา ให้เป็นเช่นนี้เช่นนี้ไป ทำให้มันถูกต้อง ตามที่เราเข้าใจ เสร็จแล้วการก้าวหน้า มันจะเกิดเอง ถ้ายิ่งไปอยาก มันจะช้า จะเกิดปฏิกิริยาซับซ้อน Action reaction มันจะยิ่งช้า ที่พูดความนี้ เจตนาขยายความให้รู้ว่า สายหลับตาสมาธิ เป็นสายที่ ไม่รู้ข้างนอกเลย เพราะฉะนั้นจะรู้รอบ เป็นผู้รู้รอบไม่ได้ จะรู้แต่ในภพ รู้แต่ในสิ่งเดียวสิ่งหนึ่ง จะเกิดปฏิกิริยาพลังงานซ้อน ที่มีพลังงานมากขึ้น สั่งงานมากขึ้นนั้น จะเป็นพลังงานที่วิจิตรพิสดาร เป็นพลังงานที่มีสมรรถนะสูงขึ้น แต่ถ้ามีแต่อันเดียวพลังงานนั้นไม่เจริญ หลังงานไม่วิจิตรพิสดาร ไม่มีความหลากหลาย พลังงานไม่เจริญเร็ว ฟังพอจะเข้าใจนะ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติที่ผิด อาตมาก็เตือนให้ ท่านผู้ใดเจตนาจะพัฒนาตัวเอง ก็ฟังให้ดี แล้วทำความเข้าใจ ถ้าเข้าใจตัวเองดี แล้วก็เอาไปปฏิบัติดู แล้วก็จะได้ที่อาตมากล่าวไป คร่าวๆนั้น
06.30-08.00 น. ประชุมตลาดอาริยะ ...ที่ ชั้น 1 เฮือนศูนย์สูญ สมณะ 3 รูป สิกขมาตุ 3 รูป นำโดย สมณะเดินดิน ติกขวีโร ประชุมตลาดอาริยะ
09.00-10.30 น. รายการธรรมะกอนฉัน ชีวิตใหม่กับพลังงานสะอาด โดย สมณะเดินดิน ติกขวีโร มีผู้ร่วมรายการ คุณดินแดนไทย(ณกานต์ จันธิภชนารถ) คุณพัชระ เลื่อนผลเจริญชัย และคุณธรารีย์(ซิน) พระนันท์ สมณะเดินดิน ว่า “พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ดำริว่า ประเทศไทยควรหันมาใช้พลังงานที่ไม่สิ้นสุด คือ โซล่าเซล” คุณดินแดนไทย ว่า “อยู่ จังหวัดลำปาง อดีตทำงานอยู่บริษัทการบินไทย เป็นแอร์สจ๊อต มา 25 ปี 2 เดือน ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการ ดี เจ เซรามิค แต่งเพลง เล่นดนตรี ติดตามต่อสู้เรื่องพลังงานฟอสซิล ผมทำอะไรจะทำรวดเร็ว ชีวิตเราจะทำอะไรต้องสำเร็จ ในโลกความฝัน แต่ความเป็นจริงนั้นต่างกัน เพื่อนๆทางโลกีย์ก็หายไป การทำงานเพื่อประเทศชาติก็ต่อสู้มาตลอด ทำงานจนกระเป๋าแห้ง แต่ทำแล้วประเทศชาติได้อะไร เป็นสิ่งเหนืออื่นใด ” คุณพัชระ ว่า “มาถึงทุกวันนี้ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านสมณะและท่านสิกขมาตุ แต่ก่อนทำงานโฆษณา ขายสินค้า ภาพและเสียงที่กระตุ้นกิเลส ออกจากชุมนุมก็ได้อโศก เป็นพี่เลี้ยง ทุนนิยมปลูกฝังความเคยชิน คิดแต่จะขายสินค้า ไม่คำนึงถึงศีลธรรม ความสะดวกสบาย ซึ่งก็ได้พื้นฐานจากชาวอโศก” สมณะเดินดิน ว่า “ออกมาจากเมืองเทวดา เข้าไปอยู่ป่า ไปสร้างบ้านน้อยในป่าใหญ่” คุณธรารีย์(ซัน) ว่า “ชีวิตหลังจากรู้จักชาวอโศกได้ความมั่นคงจากใจมากกว่า อยู่บ้านมีปัญหาเรื่องไฟฟ้า ฝนตก ไม่มีแดด แต่ก็อยู่มาได้เป็นปีที่ 4 แล้ว เราเริ่มเคยชินกับชีวิตที่ต้องลดตัวตน” พระนันท์ ว่า “แต่ก่อนน้ำหนัก 97 กิโลกรัม ตอนนี้เหลือ 60 กิโลกรัม ลดตัว อยากตัวเดียวจบ อาตมามาที่นี่ แต่ก่อนฟังพ่อท่านเทศน์ไม่เข้าใจ ปัจจุบันเริ่มเข้าใจ มามอบตัวต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทางโลกธรรมไม่จบ ถ้าเรามัวเล่นทางโลกเป็นบริษัทข้ามภพข้ามชาติ เดี๋ยวนี้ตั้งเป็นบริษัทสิ้นภพสิ้นชาติ เขาเรียกลุงนัน ท์ ลุงนันท์ตายแล้ว สุดท้ายมาสู่ความมี ไม่มีอะไรดีกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ชนบทเดินทางมาในเมืองไม่มีรายได้ เราไม่ต้องซื้อกิน อยู่อย่างไม่มีเงินแต่มีกิน อย่างไหนดีกว่า ชาวอโศกให้กำลังใจคนอยู่ข้างนอก น้ำสำคัญ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์คุ้มมากลดค่าใช้จ่าย ถ้าเราใช้พลังงานทางเลือกช่วยได้มากๆ ช่วยรัฐบาลประหยัดไฟ คนไทยมีแสงแดดฟรีเอาหลังคามาทำประโยชน์ คนไทยน่าจะให้ความสนใจ” 12.30 น. แบ่ง 10 กลุ่ม สนทนาธรรมกับท่านสมณะและท่านสิกขมาตุ 14.00 น. บูรณาการ ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา กลุ่ม 1 , 2 คุณสุรเดช ไปมัดน้ำมัน กรอกเกลือ ย้ายพลาสติก กลุ่ม 3 สมณะแก่นเกล้า สารกโร ลานเบิ่งฟ้า กลุ่ม 4 , 7 สิกขมาตุต้นข้าว พาทำ 5ส. เรือ กลุ่ม 5 สมณะหินจริง วีรปาสาโน พาทำ สขจ. กลุ่ม 9 คุณแสวงบุญ โรงปุ๋ย สิกขมาตุเป็นหญิง อโศกตระกูล ปลูกถั่วเขียว เก็บพริกริมมูล กลุ่ม 6, 8 คุณแววน้อม เก็บแตงโมริมมูล
18.00 - 20.00 น.รายการภาคค่ำ สัมภาษณ์ปฏิบัติกร ชุด “พลังเขียว” แบ่งเป็น 2 ชุด ชุดแรกมี คุณเถาว์ สยะรักษ์ นายสุวัฒนา มลาปรี(ฟลุ๊ค)สมณะเด่นตะวัน นรวีโร ชุดที่ 2 มีคุณวัฒนา ปทุมทิพย์คุณกมล พรหมมากคุณสีนวล เสือสุวรรณ สิกขมาตุผาแก้ว ชาวหินฟ้า ดำเนินรายการ…. “ที่บ้านราชธานีอโศก หนาวก็ไม่หนาวเกิน ร้อนก็ไม่ร้อนเกินไป ปีนี้อุดมสมบูรณ์มากเลย แตงไทย แตงโม แตงกวา มีมาก คานธีว่า คำตอบที่อยู่ในหมู่บ้านของเรา คําตอบอยู่ที่คนทำเหลือกินก็แจกจ่าย อยากเอาไปที่ท้องสนามหลวง แต่ก็ไม่มีรถไป ก็เอาไปแจกก่อน คนมีคุณ บุญมีคำ้ กิจกรรมมีผลเจริญ” ชุดแรก คุณเถาว์ สยะรักษ์ ว่า “อายุ 75 ปี ขับรถไถเอง มีความตั้งใจว่าบุญนิยมต้องมีความสมบูรณ์ จะทำผักไปสนับสนุนที่สนามหลวง อยากทำเพื่อศาสนางานของพ่อครู ได้เข้าใจการทำงาน เพราะคิดว่าจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง” นายสุวัฒนา มลาปรี(ฟลุ๊ค) ว่า “มาเข้า ม.1 อ่านหนังสือไม่ออก เขียนก็ไม่ได้จาก ม.1 ถึง ปวช.ปี 3 จนสุดท้ายวันนี้จบแล้ว ตอนแรกเขาจะไม่รับ แต่มีสมณะด่วนดีกับแม่เล็ก เป็นครูสอนให้จนอ่านออก เขียนได้ ได้เรียนรู้อยู่ด้านเกษตรตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.3 ซึ่งใจชอบใจรักมาก งานเกษตร ม.1 ถึง ม.3 ได้เรียนภาคปฏิบัติ อยู่กับป้าแมวและ อ.ธงชนะ ไปเรียนรู้ปลูกหัวผักกาดได้ใหญ่ๆขึ้น อยู่กับดินในดินต้องเอาสารอาหารใส่ดิน บำรุงดูแลดิน ทำปุ๋ยหมักเอง ประทับใจ อ.ธงชนะ อาปะไฟพร คุรุ ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุ ทุกคน” สมณะเด่นตะวัน ว่า “ได้ฟังเรื่องราวของเด็กๆ ที่สามารถทำและนำเสนอ ทำพืชผักได้เอง เจอบ่อบำบัดน้ำเต้าหู้ส่งกลิ่น ไม่เคยรู้จักผำมาก่อน ต่อมาก็ทดลองทำ ดูแลได้ผลดี จึงขยายออกไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมด 250 ตารางวา จนมีผำแจกจ่ายได้ตลอดปี ญาติธรรมมาตักได้เลย หากจะเอาไปเลี้ยงก็ให้ดูแลดีๆ ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์มันขึ้นมาเอง” ชุดหลัง คุณสีนวล เสือสุวรรณ ว่า “เป็นผู้ดูแลปลูกกล้วยหักมุก อายุ 68 ปี เริ่มต้นจากการปลูกกล้วยหักมุก จากมีผู้ให้มาสองหน่อ จนปัจจุบันมีกล้วยกินทั้งปี” คุณวัฒนา ปทุมทิพย์ จากชุมชนศรีโคตรบูรณ์ ว่า “แต่ก่อนก็ไปช่วยปลูกและปฏิบัติธรรมที่ศีรษะอโศกทุกปี มาปลูกที่บ้านราชเริ่มปี พ.ศ.2556 มาปลูกครั้งแรกเจอเพลียไฟลง เลยไม่ได้กิน ต่อมาก็พยายามพัฒนาดูแลจนถึงปัจจุบันนี้ ได้ผลผลิตแตงกว่าปีนี้ ได้ 8 ตัน แตงโม 12 ตัน แตงไทย 10 ตันแล้ว แต่ก็ยังมีผลผลิตให้เจ็บเหลืออยู่อีกเยอะ” คุณกมล พรหมมาก ว่า “มานำเสนอสูตรปุ๋ยต่างๆหลายชนิด ทำจาก 0 บาทก็ทำได้ ทำจากจาวปลวก ขยะ รำ การหมกดินปุ๋ยราดน้ำไผ่ ถ่านกำมัน ซึ่งทั้งหมดคือพลังเขียว โดยใช้กฎ 7 ข้อ 3 ไม่ 4 ต้อง 3 ไม่คือ 1.ไม่เอาเคมี 2.ไม่ไถ 3.ไม่เผา ส่วน 4 ต้องคือ 1.ต้องวางระบายน้ำ 2.ต้องใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ 3.ต้องมีพืชคลุมดิน 4.ต้องปลูกพืชหลากหลาย 15 ชนิดขึ้นไป เป็นหนึ่งไร่มรกต ยิ่งทำยิ่งง่าย”
วันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ.2560
04.00-.6.00 น. พ่อครูแสดงธรรมเรื่อง “ศีล สมาธิ ปัญญา แบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิ ” ท่านสมณะและพระอาคันตุกะ 62 รูป สิกขมาตุ 16 รูป กรักและปะ 7 คน ฆราวาสชาย 142 คน ฆราวาสหญิง 390 คน รวมทั้งหมด 617 คนร่วมฟังธรรม พ่อครูว่า... สมาธิจากตื่นสู่หลับอันไม่ขาดตอน สมาธิที่เขามีอยู่ ในศาสนาต่างๆใดๆ นั่งสะกดจิต แล้วทำ meditation แต่สมาธิของพระพุทธเจ้า เป็นสมาธิของคนทั่วไป ที่คนต้องสร้างอยู่ ในชีวิตประจำวันธรรมดา ทุกเวลา ยืน เดิน นั่ง นอน สามารถทำได้ถึงขั้นนอนหลับ ก็เป็นสมาธิ ต่อเนื่องไปเลย ตื่นอยู่ก็เป็นสมาธิ หลับไปก็เป็นสมาธิ ก่อนนอนก็คิดพิจารณาอะไร พอหลับไป เราก็คิดเรื่องนั้นต่อไปได้เลย อย่างนี้เรียกว่า เป็นสมาธิที่ต่อเนื่อง ไม่ได้ขาดตอน ถ้าใครฝึกฝนดีแล้ว มีสมาธิ มีสติสัมปชัญญะ แล้วก็ดำเนินฝึกไป มันจะเกิดอย่างที่อาตมาว่า เพราะอาตมานี้ฝึกตนมา เหมือนกันทุกคนไหม,, ตอนยังตื่นๆ หรือหลับตาลงไป ก็ยังรู้สึกตัว เป็นการระลึกรู้อยู่ภายนอก ก็ระลึกอย่างหนึ่ง แต่พอตัดไปในภวังค์ มันเป็นเรื่องอีกเรื่อง เรียกว่าฝัน มันก็คนละเรื่องกันไม่ต่อกัน นั่นเรียกว่า สมาธิไม่ได้ต่อเนื่อง สติสัมปชัญญะ ไม่ต่อเนื่อง แต่ถ้าฝึกอย่างดีแล้ว สมาธิดีแล้ว ขณะนี้ที่เรากำลังคิดอยู่ นอนหลับเราก็คิดไป แม้เราจะหลับเข้าสู่ภวังค์ ตัดทวารภายนอก ความคิดเดียวกันนั้น ก็ยังสอนเรื่องอยู่ไป แม้แต่ที่สุด ตื่นมารู้สึกตัวความคิดนั้น ก็เป็นเรื่องเดียว ต่อเนื่องกัน นี่เรียกว่าสมาธิที่ต่อเนื่องเป็นสติสัมปชัญญะ นอกจากเราจะคิดเรื่องนี้พอแล้วนานแล้ว ก็เอาเรื่องใหม่ขึ้นมา แต่ถ้าเรื่องมันต่ออยู่ก็จะต่อ นี่พูดเล่าจากความจริง ไม่มีใครบรรยายที่ไหนหรอก ตัวเองทำได้อย่างนั้นเลย เล่าสู่ฟัง อาตมาว่า ต่างกับตอนที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ มันไม่เป็นอย่างนี้
06.30 - 08.00 น. สมณะ 4 รูป สิกขมาตุ 3 รูป นำโดยสมณะเดินดิน ติกขวีโร นำประชุมสถาบันบุญนิยม+คกร.
09.00-10.00 น. ธรรมะก่อนฉัน เรื่อง งานด่วน Vs งานดี โดย สมณะด่วนดี สุชโว งานด่วนต้องมีดีกำกับ จึงจะไม่เป็นด่วนนรก -คนมุ่งมาจนไม่ได้กังวลเรื่องผม -เรื่องบุญเรื่องกรรมเป็นเรื่องของประมาณไม่ใช่สมมุติ -สวดมนต์เสียงดังถ้าไม่แม่นยำจะพาขบวนล่ม -อาทีนวญาณ คือเห็นโทษของความอยากที่จิต - อนุสาวรีย์อัตตา คืออนุสาวรีย์แห่งการยึดความเห็นของตน ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ ธรรมะก่อนฉัน เรื่อง วิสาสา ปรมาญาติ โดย สมณะดวงดี ฐิตปุญโญ -สาราณียธรรม 6 หวังดีต่อกัน อยู่ในแดนวิมุติ วิมาน วิโมกข์ ตามฐานะของตนแตกต่างแต่สามัคคี -พุทธพจน์ 7 ญาติเยอะไปไหนได้รับอนุเคราะห์เป็นอย่างดี ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา -สัปปายะ 4 เสนาสนะ กำลังสร้างภูฟ้าผาธรรม อาหารอุดมสมบูรณ์ บุคคลผู้มีศีลขอให้มาและอยู่เป็นสุข ธรรมะมีพร้อมอุดมสมบูรณ์
12.30 - 14.00 น. บำเพ็ญธรรม แบ่งกลุ่ม 10 กลุ่มสนทนาธรรมกับสมณะ อยู่ชั้น 2 เฮือนศูนย์สูญ 2 กลุ่ม อยู่ชั้นล่าง 8 กลุ่ม 14.00 - 16.00 น. บำเพ็ญคุณ บูรณาการ ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา ไปช่วยงานที่โรงปุ๋ย ที่เฮือนสวน. ที่ริมมูล กลุ่ม 1 คุณวัฒนา เก็บพลาสติก รื้อเถาแตงริมมูล สมณะถักบุญ สมณะโพธิสิทธิ์ โพธิสิทโธ โรงปุ๋ย กลุ่ม 2 สิกขมาตุเป็นหญิง อโศกตระกูล หว่านงาที่ลานกราบ กลุ่ม 3 สมณะแก่นเกล้า สารกโร ที่ลานเบิ่งฟ้า สิกขมาตุต้นข้าว อโศกตระกูล ทำ 5ส. ที่ลานเบิ่งฟ้า กลุ่ม 4 คุณแสงสุข พากันเตรียมแปลงสวนทำกิน สมณะสู่บุญ บุญคโต ตัดฟืน เรียงฟืน กลุ่ม 6 คุณสุรเดช กรอกเกลือ ย้ายพลาสติก กลุ่ม 7 คุณซึ้งบุญ พาเก็บพริกที่ริมมูล
18.00-20.00 น. รายการภาคค่ำ สัมภาษณ์ปฏิบัติกร ชุด “สนามหลวง สนามรัก” สมณะลือคม ดำเนินรายการ คุณเอื้ออภัย ปฏิบัติกร -นำหมี่โคราช ไปจัดโรงบุญที่สนามหลวง -แจกเป็นเวลา เอื้ออภัยสรุป -เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ดูภาพพระองค์ท่านเหมือนธรรมดา แต่จริงๆไม่ใช่ เราได้รับใช้แขกของพระราชา ประทับใจและขอบคุณผู้รับ สมณะดินทอง ปฏิบัติกร -มีศิษย์เก่ามาร่วมด้วย ช่วยงานในกลุ่มสีมาอโศก มีกลุ่มญาติธรรม 9 แห่ง รวมกันมาช่วยกันทำงาน ที่สนามหลวง เน้นเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้มือเป้าหมายในการไปจัดแจกอาหารที่โรงบุญ สนามหลวงร่วมกับกองทัพธรรม ไปต้อนรับแขกพระราชา ได้ฝึกเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ เป็นโอกาศที่ได้ร่วมกับหน่วยงานราชการ ได้ฝึกลดตัวตระหนี่ ได้ส่งข้าวกล่องแก่ ตำรวจ ทหาร ได้รู้จักกับข้าราชการพระราชา ได้สัมผัสสัมพันธ์กัน ได้รับการต้อนรับจากผู้ที่เข้ามาในสนามหลวง มีการประชุมแต่ละเครือแห เป็นพี่เป็นน้องกันเป็นผลสำเร็จ สมณะเดินทองสรุป - ประทับใจหลังแขกมาน้อย ของบริจาคเยอะมาก ก็เอาของไปแจก มีมะเขือเทศ แจกทุกเต็นท์ เหมือนเป็นพี่น้องกัน เขามีของก็เอาให้เรามันเกิดผลวงกว้างไปทั้วสนามหลวง อีกฝั่งหนึ่งของโลกเกิด สงคราม แต่ของเรากำลังรุ่งเรือง รู้สึกประทับใจ ยิ่ง ฟ้าใกล้รุ่ง -ได้ไปช่วยงานช่วงแรก ตั้งแต่รู้ข่าวพระองค์ท่านสวรรคต ตั้งแต่ 24 ถึง 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็น สทร.(สำเร็จทุกเรื่อง) ไปช่วยหุงข้าวรอบแรกไหม้หม้อหุงข้าวเบอร์ 50 เป็นวันแรกก็ได้ฝึกหุงข้าวถึง 26 หม้อ ได้อาๆช่วยสอน ข้าวมีหลายสายพันธุ์ที่จะหุงยากมาก ต่อมาทำข้าวต้มทำอาหารด้านหลัง ทำสื่อด้วย ทำอาหารเสร็จก็มาจับไมค์ ช่วงหลังขึ้นรถลงเรือได้พูดคุยกับผู้คนเยอะแยะ ได้ไปทำสกู๊ปกับวินมอเตอร์ไซค์รู้สึกประทับใจมากประทับใจป้าผู้หญิงคนหนึ่งด้วย ตามสกู๊ปที่เห็น(เปิดสกู๊ปให้ดู) ปานรุ้ง ปฏิบัติกร -เป็นหนึ่งในผู้ประสานงานมีทั้งหมด 4 คน มีดิฉัน คุณปลูกขวัญ คุณเล็ก และคุณยลศิริ ช่วงนี้มีคนเข้ากราบสักการะพระบรมศพ 2 หมื่นต้นๆ ก็ทำอาหารแจกได้สบายๆ จึงมาร่วมงานปลุกเสกได้ หมอเขียว ปฏิบัติกร -ทีมแพทย์วิถีธรรม รู้ข่าวพระองค์เสด็จสวรรคต ก็คิดว่าเราจะทำอะไรช่วยกันได้ จึงหารือกับพ่อครู บอกว่าทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน พูดถึงในหลวงพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง หากเราไปพูดเองจะมีคนเชื่อไหม ในหลวงเสียสละมาก พระองค์ประชวรหนัก ก็ยังคงทรงงานอยู่ตลอด
วันเสาร์ที
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive